ครบ 2 ปีที่  “มานี” และ “ขุนแผน” 2 ผู้ต้องขังคดี 112  ขณะยังรอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ที่ยังมาไม่ถึง

ในวันที่ 18 ก.ค. 2569 นับเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้วที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก “มานี” เงินตา คำแสน  และ “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา คนละ 3 ปี 6 เดือน จากคดีมาตรา 112 และดูหมิ่นศาลฯ กรณีจัดกิจกรรม ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ “บุ้ง – ใบปอ” สองนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังเมื่อปี 2565  

ทั้งมานีและขุนแผน ถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์เรื่อยมา และก็ยังไม่ได้มีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์มาถึงแต่อย่างใด โดยใน 4 เดือนข้างหน้าทั้งสองคนจะถูกคุมขังในคดีนี้มา 2 ใน 3 ของโทษของศาลชั้นต้นแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุด  

.

“มานี” ยังเผชิญกับอาการป่วยทางจิต และการได้ยาจิตเวชที่ไม่ครบถ้วน แม้ถูกคุมขังแต่ยังเข้มแข็งและสู้ต่อ

ปีที่แล้ว (2568)  เราได้คุยกับ “ซุน” ศราวุฒิ คนรักของมานี ชายที่ตื่นหลังเที่ยงคืนทุกวันเพื่อจองคิวเยี่ยม วิ่งไรเดอร์หาเลี้ยงชีพ และดูแลหลานแทนมานี เขาบอกว่า “ต้องอยู่ข้างนอกให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ดูแลเธอที่อยู่ข้างใน”

ในวันที่ 18 ก.ค. 2569 ครบรอบ 2 ปี ซุนได้รับจดหมายจากมานีส่งจากข้างในเรือนจำว่า “คิดถึงมาก ๆ รักมาก ๆ ขอบคุณที่อยู่ข้าง ๆ  ขอบคุณที่มาเยี่ยมทุกวัน 18 ก.ค. 2569 จะ 2 ปีแล้ว ขอให้มีความสุขทุก ๆ วัน”

ปัจจุบันมานี อายุ 46 ปี ยังคงถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เธอยังต้องดิ้นรนกับอาการป่วยทางจิตใจที่มีขึ้นมีลง บางวันมีแรงใจจากการทำกิจกรรมศิลปะ บางวันกลับต้องเผชิญกับความเหงาและอาการแพนิคเมื่อต้องอยู่ในที่คนเยอะอยู่บ้าง

จากบันทึกเยี่ยมเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 มานีเล่าให้ฟังว่ายังคงรักษาอาการเจ็บป่วยจากข้างใน  เธอเล่าว่าจิตแพทย์ยังไม่ได้เข้าเรือนจำมาสักพัก ทำให้ยังกินยาเพียง 3 เม็ดเหมือนเดิม ขาดยาแก้แพนิค อาการยังทรง ๆ ดีบ้างไม่ดีบ้าง นอกจากนี้ยังมีฟันผุ 2 ซี่ ปวดฟันเป็นระยะ และลงคิวถอนฟันที่ต้องรออีก 1-2 เดือน 

ท่ามกลางความไม่สบายกายและใจ สิ่งที่บรรเทาอาการแพนิคของเธอได้คือการตัดผมให้เพื่อนในเรือนนอน หลังเข้าอบรมวิชาชีพช่างตัดผม และเธอยังได้รับเลือกเป็นแม่ห้องอีกด้วย  “การทำอะไรบางอย่าง แม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่เพื่อน ๆ คำขอบคุณที่หลายคนมอบให้ มันทำให้รู้สึกมีกำลังใจในการใช้ชีวิตในนี้ต่อได้” มานีกล่าว 

จากการเยี่ยมล่าสุด 13 ก.ค. 2569 มานีอัปเดตอาการป่วยและยาจิตเวชที่รับประทานอยู่ว่าตัวเองได้รับยาจากสามีเพิ่มใหม่เข้ามา 4 ตัว ด้านอาการซึมเศร้าของเธอ มานีบอกว่าดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้เธอสามารถที่จะงดยานอนหลับได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม มานีบอกว่าปัญหาเรื่องการจ่ายยาของทางเรือนจำก็ยังคงมีปัญหาอยู่เช่นเดิมต้องสู้เอาเองกว่าจะได้กินยาครบตามจำนวนปกติ

แม้อาการป่วยทางจิตจิตเวชของเธอจะดีขึ้น แต่การอยู่ในเรือนจำมาเป็นระยะเวลานานประกอบกับระบบสาธารณสุขของเรือนจำที่ไม่ได้มาตรฐาน และจำนวนผู้ต้องขังที่แออัดส่งผลให้มีคนติดโรคผิวหนังกันเยอะมาก เธอเองก็เพิ่งจะหายจากโรคฝี ที่มีอาการเป็นตุ่มขึ้นตามหลังและใบหน้า แต่ตอนนี้เหลือแต่รอยแล้ว

ส่วนอาการปวดฟันอันเนื่องมาจากฟันคุด ตอนนี้มานีได้ลงคิวเพื่อผ่าฟันคุดไปแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าจะได้พบทันตแพทย์เมื่อไหร่ และยังไม่ทราบราคาค่าใช้จ่ายในการผ่าฟันคุด ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นเดือนหน้า

จากนั้น ทนายความอัปเดตข่าวสารข้างนอกโดยเฉพาะข่าวร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ว่าผ่านเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเธอฝากบอกว่า “ไม่ต้องห่วง คนข้างนอกตอนนี้ก็ลำบากไม่ต่างกับคนข้างใน อยากให้เก็บพลังและความหวังเอาไว้ ดีใจกับเพื่อนๆที่ได้อภัยโทษด้วย”

.

“ขุนแผน” ต่อสู้อาการป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ – วัณโรคปอดต่อเนื่อง ขอให้ทุกคนภูมิใจ อย่าหมดหวัง

ด้านขุนแผน ในวัย 59 ปี นอกจากสู้กับชีวิตที่ไร้อิสรภาพและความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากโลกภายนอก เขายังต้องสู้กับอาการป่วยวัณโรคปอด (Tuberculosis หรือ TB) ที่เป็นอยู่โดยรักษาต่อเนื่องมาตั้งแต่อยู่ข้างนอก หนำซ้ำช่วงเดือน พ.ย. 2567 เขายังต้องเผชิญกับภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ ส่งผลให้มีอาการชาตามใบหน้าและร่างกายอ่อนแรง รวมถึงอาการลิ้นแข็ง จึงถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์อยู่ราว 9 วัน ก่อนถูกส่งตัวกลับเรือนจำเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2567

ต่อมา ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สืบเนื่องจากสถานการณ์โยกย้ายเรือนจำทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกรมราชทัณฑ์ ได้กำหนดให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเรือนจำสำหรับรองรับควบคุมผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี (Hub) ทุกประเภท ขุนแผนถูกบังคับย้ายตัวไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ในขณะที่คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์และยังไม่ถึงที่สุด 

ปีที่แล้ว ทนายความเข้าเยี่ยมเขาในช่วงเดือน ส.ค. 2568 ขุนแผนระบายถึงความไม่เข้าใจต่อกฏเกณฑ์และข้อบังคับต่าง ๆ ภายในเรือนจำกลางบางขวาง ที่เขามองว่าขาดความสมเหตุสมผลและไม่มีที่มาที่ไปที่ชัดเจน ทั้งเรื่องการบังคับใช้หน้ากากอนามัยเฉพาะตอนออกมาเยี่ยมญาติ การกำหนดเงื่อนไขซับซ้อนสำหรับการเยี่ยมญาติทางสายเลือดเท่านั้นที่จะสามารถเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังได้ 

สถานการณ์ดังกล่าว สร้างความซับซ้อนให้กับชีวิตครอบครัวของเขาเป็นอย่างมาก โดยภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่กินด้วยกันมาหลายปีไม่สามารถเข้าเยี่ยมเขาได้ เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนมีสถานะทางสมรสเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย  ทำให้เขาต้องขอให้พี่สาวรับรองความสัมพันธ์ และนำเอกสารมาทำเรื่องอีกครั้ง หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แค่ทำให้จบไป แต่สำหรับขุนแผนกลับเห็นว่าการที่ผู้คนมองว่าเป็นเรื่องเล็กนี่แหละที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่เสมอมา ทั้งที่ในระเบียบหรือข้อกำหนดต่าง ๆ ก็ไม่มีอย่างชัดเจน 

จากการเยี่ยมเมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ขุนแผนบอกว่าความหวังเดียวในปีนี้คือ “ผมหวังเพียงว่าจะได้ฟังคำพิพากษาอุทธรณ์เสียที”  อยู่ในเรือนจำเขายังคงเขียนบทกวีเพื่อสื่อสารออกมาบ้าง ยังคงยืนหยัดในเจตนารมณ์เดิม มั่นคงในอุดมการณ์ แม้จะกังวลเรื่องอายุและโรคประจำตัวที่มีมากขึ้น พร้อมฝากถึงผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคนว่า “ขอให้ภูมิใจในตัวเองสำหรับการต่อสู้นี้ ขอทุกคนอย่าได้ท้อแท้”

.

📩 สามารถเขียนจดหมายถึงมานี “ฝากถึง เงินตา คำแสน เรือนนอนทับทิม ทัณฑสถานหญิงกลาง 33/3 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”

📩 หรือเขียนจดหมายออนไลน์ถึงทั้งมานีและขุนแผนผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“ต้องอยู่ข้างนอกให้ดีเพื่อจะได้ดูแล ‘มานี’ ที่อยู่ข้างใน”: การรอคอยของ ‘ซุน’ ชายที่คนรักถูกคุมขังในคดี ม.112 

ใกล้ครบ 1 ปี: ศิลปะรักษาใจ ดูแลเพื่อนมิตร และชีวิตของ “มานี” ในเรือนจำ

“ภูมิใจในการต่อสู้ อย่าท้อแท้”: ‘ขุนแผน’ ยืนหยัดเจตนารมณ์เดิมระหว่างรอคำพิพากษา ม.112 ในปีที่สองของชีวิตในเรือนจำ

“เพียงเกลียวคลื่นซัดใส่ให้จำนน เพียงใจคนที่พร้อมย่อมไม่กลัว”: บทกวีจาก “ขุนแผน” ครบ 1 ปี การจองจำคดี ม.112

X