“ภูมิใจในการต่อสู้ อย่าท้อแท้”: ‘ขุนแผน’ ยืนหยัดเจตนารมณ์เดิมระหว่างรอคำพิพากษา ม.112 ในปีที่สองของชีวิตในเรือนจำ

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ทนายความได้เข้าเยี่ยมเชน ชีวอบัญชา หรือ ‘ขุนแผน’ นักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 วัย 58 ปี ที่ยังคงถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์มาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมปี 2567

นับเป็นการพบปะในช่วงปลายปี ช่วงที่ควรจะเป็นเวลาการเตรียมป้ายโปสเตอร์ และเตรียมตัวไปร่วมกิจกรรมที่หน้าเรือนจำเหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้บทบาทกลับกัน จากคนที่เคยร่วมส่งเสียงให้คนข้างในได้ยินและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว กลับกลายเป็นคนที่ต้องนั่งรอฟังเสียงจากภายนอก 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของคำพิพากษาอุทธรณ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ความกังวลเรื่องอายุและโรคประจำตัวที่หนักขึ้น และความเสียดายที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งในต้นปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง

ขุนแผนระบายถึงความรู้สึกในปีที่สองของการถูกคุมขัง ความหมายของคำว่า ‘ยืนหยัด’ ที่ยังคงมั่นคงในอุดมการณ์เดิม และความเชื่อที่ว่า หากไม่มีใครกล้าทำสักคน คนที่กล้า ๆ กลัว ๆ จะกล้าออกมาได้อย่างไร

____________________________________

ขุนแผนเริ่มเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับปีใหม่ในอดีต ภาพที่ยังคงอยู่ในใจชัดเจนที่สุดไม่ใช่การฉลองส่วนตัว แต่เป็นภาพของตัวเองและเพื่อน ๆ ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมให้ผู้ต้องขังการเมืองบริเวณหน้าเรือนจำ 

“ผมเห็นภาพตัวเอง และเพื่อน ๆ ร่วมกันจัดกิจกรรมหน้าเรือนจำ มีการไลฟ์ พูดคุย เปิดเพลง ร้องเพลงไปเรื่อยจนถึงช่วงเวลาเที่ยงคืน อย่างน้อยผมคิดว่าคนที่อยู่ข้างในเขาจะได้ยินเสียงพลุ จะได้ไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวกับปีใหม่”  สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องยืนยันว่า “คนข้างนอกยังคงเป็นกำลังใจให้เสมอ” 

แต่เมื่อบทบาทกลับกัน เขาต้องกลายเป็นคนที่อยู่ข้างในกำแพงแทน ช่วงเวลาประมาณนี้ในอดีตควรจะเป็นช่วงเริ่มเตรียมป้าย โปสเตอร์ และเตรียมตัวไปร่วมกิจกรรมหน้าเรือนจำ “ผมแค่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมแบบนั้น ทำได้แต่เพียงรอ”

ชายวัยกลางคนบอกว่าปีใหม่ปีนี้กับปีที่แล้วความรู้สึกไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ “เพราะผมอยู่เรือนจำไม่สามารถทำอะไรได้เลย” 

แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง ความรู้สึกบางอย่างเริ่มมากขึ้น “ปีนี้ผมยิ่งคิดกว่าเดิมครับ เพราะอายุของผมในขณะนี้ไม่น้อยแล้ว ผมอายุมากขึ้น และเสียเวลาชีวิตไปโดยใช่เหตุกับการถูกคุมขังนี้ อีกทั้งผมมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ยิ่งทำให้ผมคิดมากขึ้น มันมีหลายเรื่องที่อยากจะทำมาก ๆ แต่ยังไม่ได้ทำ และผมไม่รู้ว่าหลังจากนี้แม้ผมจะใจสู้ไปร่วมกิจกรรม แต่ร่างกายของผมจะยังไหวตามไปด้วยไหม”

ช่วงปี 2568 เขาเพิ่งถูกย้ายตัวมาเรือนจำกลางบางขวาง ขุนแผนยังไม่แน่ใจว่าปีใหม่จะมีการจัดกิจกรรมอะไรบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้คือผู้ต้องขังที่นี่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับทุกเทศกาล โดยเฉพาะเรื่องอาหาร “เนื่องจากผู้ต้องขังบางขวางนั้นเป็นคนที่มีโทษสูง กว่าพวกเขาจะได้ออกไปนั้นคือนานหลัก 10-20 ปี ฉะนั้นอาหารจึงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขาได้มีความสุข”

ขุนแผนเล่าว่าช่วงนี้ได้ยินแต่เรื่องการสั่งอาหารพิเศษ ผู้ต้องขังคนนี้บอกว่าวันนี้จะสั่งเมนูนี้ พรุ่งนี้อีกคนสั่ง มะรืนอีกคนสั่ง “แม้อาหารจะราคาแพงกว่าเดิม แต่สิ่งนี้ก็เป็นความสุขของพวกเขาจริง ๆ”

เมื่อถามถึงความหวังสำหรับปี 2569 ขุนแผนตอบว่า “ผมไม่ได้มีหวังอะไรเป็นพิเศษเลย ผมหวังเพียงว่าผมจะได้ฟังคำพิพากษาอุทธรณ์เสียที ผมไม่คาดหวังว่าศาลจะเห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผม และเมื่อคดีนี้เป็นคดีการเมืองด้วย ผมก็ทำได้เพียงรอดูผลเท่านั้น”

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการรอคอย แต่เขายังพยายามที่จะยืนหยัดในความคิดความเชื่อต่อไป สำหรับขุนแผน คำว่า ‘ยืนหยัด’ มีความหมายที่ชัดเจน “คือการยืนยันเจตนารมณ์เดิม มั่นคงในอุดมการณ์ ไม่เปลี่ยนแปลง คงไว้สภาพเดิม” 

เขาคิดไว้เสมอว่าหากได้อิสระเมื่อใด ก็ยังคงมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวต่อไป แต่จะระมัดระวังตนเองมากขึ้น

สิ่งที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้มาจากความเชื่อที่ว่า การเคลื่อนไหวนั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ดีขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแน่นอน 

“ผมไม่ได้คาดหวังหรอกว่าตนจะต้องเป็นฮีโร่ ผมแค่เชื่อว่าหากผมยังคงร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีคนอื่นพบเห็นผมทำ และเขาอยากลองทำบ้าง เขาจะได้กล้าทำ หากไม่มีใครกล้าทำเลยสักคน คนที่กล้า ๆ กลัว ๆ เขาจะกล้าออกมาได้อย่างไร”

เขาอธิบายคำว่าเสรีภาพ ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่ถูกขัง “แม้ผมจะยังอยู่ในเรือนจำก็ตาม ก็ไม่ควรถูกจำกัดไปเสียทุกเรื่อง” 

เขายกตัวอย่างเรื่องการเขียนจดหมายบอกเล่าเรื่องราวของนักกิจกรรม หรือเรื่องการเมือง ทั้งที่เรื่องอย่างนี้สามารถส่งออกไปได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นการคัดกรองจดหมายทำให้ไม่สามารถส่งออกไปได้ หรือแม้กระทั่งรูปที่ได้รับจากจดหมายตั้งแต่ตอนอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พอมาถึงเรือนจำบางขวาง รูปดังกล่าวก็ถูกริบไป “ทำให้ผมสงสัยต่อระเบียบของทางราชทัณฑ์ขึ้นมาว่า ทำไมแต่ละเรือนจำถึงปฏิบัติต่างกัน”

ขณะที่โลกข้างนอกเปลี่ยนแปลงไปมากมายตลอดเวลาที่อยู่ข้างใน มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น การที่ตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กำลังเคลื่อนไหวนั้น เขารู้สึกผสมปนเปกัน “การเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างนั้นก็มีทั้งเรื่องที่ดี และไม่ดี ในเรื่องที่ดีผมก็รู้สึกเสียดาย ส่วนเรื่องที่ไม่ดี ผมก็แค่รู้สึกว่าดีแล้วที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย”

แต่สิ่งที่ทำให้เขาเสียดายที่สุดคือการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องของการที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่การไลฟ์ให้ข้อมูลแก่ผู้ฟังในเรื่องพรรคการเมืองต่าง ๆ 

“หากผมได้มีส่วนช่วยทำในเรื่องนี้ย่อมทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจการเมืองมากขึ้น และอาจจะเป็นส่วนช่วยทำให้หลายคนเลือกผู้แทนของตนได้” ขุนแผนบรรยาย

ก่อนที่เวลาเยี่ยมจะหมดลง เขาฝากข้อความทิ้งท้ายสำหรับปีที่มาถึงนี้ สำหรับคนข้างนอกที่กำลังติดตามเรื่องราว เป็นคำอวยพรที่สั้นแต่เปิดกว้าง “ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่เป็น”

สำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองอื่น ๆ ที่กำลังต่อสู้เหมือนตัวเอง เขามีข้อความสั้น ๆ  “ขอให้ภูมิใจในตัวเองสำหรับการต่อสู้นี้ ขอทุกคนอย่าได้ท้อแท้”

____________________________________________________

‘Still Standing‘ คือบันทึกเยี่ยมจากทนายความที่สะท้อนเสียงของผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงปลายปี ช่วงเวลาที่โลกข้างนอกกำลังเตรียมปิดสิ่งเก่า และเปิดสิ่งใหม่ ด้วยความหวัง ความฝัน และคำอวยพร แต่สำหรับหลายคน ปีใหม่ในกรงขังไม่ได้มีดอกไม้ไฟหรือเสียงนับถอยหลัง มีเพียงความเงียบงัน ความคิดถึง และคำถามว่าอีกกี่ปีใหม่ที่ต้องผ่านไปในที่แบบนี้ แต่หลายคนก็ยังเลือกจะยืนหยัดปกป้องสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ามีคุณค่าต่อไป

X