เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2568 ทนายความได้เข้าเยี่ยมเชน ชีวอบัญชา หรือ “ขุนแผน” นักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 วัย 58 ปี ที่ยังคงถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ที่เรือนจำกลางบางขวาง
ครั้งนี้เป็นการพบปะในช่วงที่เขาใกล้จะครบคุมขัง 400 วัน ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในห้องเยี่ยมที่คับแคบ ขุนแผนสุขภาพดีขึ้นหลังจากผ่านการรักษาตัวจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ที่ทำให้เขาต้องถูกส่งไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ก่อนจะถูกย้ายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังเรือนจำกลางบางขวางเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568
ขุนแผนระบายถึงความไม่เข้าใจต่อกฏเกณฑ์และข้อบังคับต่าง ๆ ภายในเรือนจำที่เขามองว่าขาดความสมเหตุสมผลและไม่มีที่มาที่ไปที่ชัดเจน ทั้งเรื่องการบังคับใช้หน้ากากอนามัยเฉพาะตอนออกมาเยี่ยมญาติ การกำหนดเงื่อนไขซับซ้อนสำหรับการเยี่ยมญาติใกล้ชิด และคำถามเรื่องการสำนึกผิด ด้วยน้ำเสียงที่มีคำถามกับสิ่งที่เขาเห็นว่าผิดปกติ
______________________________
ขณะพบหน้ากันขุนแผนดึงหน้ากากอนามัยออกจากใบหน้า พร้อมกับเสียงบ่นเบา ๆ “ให้ใส่แมสทุกครั้งก็ไม่ไหว ดูอากาศบ้างสิ ไม่ได้ถ่ายเทขนาดนั้น ร้อนก็ร้อน” จากคำถามแรกอันเป็นประโยคทักทาย ขุนแผนมักจะตอบด้วยรอยยิ้มอันเรียบง่าย “ผมสบายดีครับ” คำตอบที่ดูขัดแย้งกับชีวิตในเรือนจำ แต่กลับเป็นคำตอบเดียวที่เขาสามารถให้ได้ในขณะนี้
บทสนทนามาที่เรื่องของการเยี่ยมญาติใกล้ชิดกลายเป็นประเด็นที่ทำให้ขุนแผนต้องหยุดคิด อาทิตย์หน้าเขายังไม่สามารถเยี่ยมญาติใกล้ชิด เพราะเห็นว่ากระบวนการมีความซับซ้อนเกินความจำเป็น โดยก่อนจะได้พบกับญาติ ต้องผ่านการกักโรค เข้าร่วมโครงการ ‘รักวินัย’ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในแดน พร้อมถ่ายรูปเป็นหลักฐาน “โครงการนี้ผมไม่เคยเห็นในระเบียบเลย” ขุนแผนกล่าวด้วยความสงสัย
“หากไม่มีระเบียบที่ออกมาจากส่วนกลาง หรือเป็นข้อกำหนดที่บังคับใช้จริง ผมก็จะไม่ทำ” ก่อนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจุดประสงค์แท้จริงของการเยี่ยมญาติใกล้ชิด หากจุดประสงค์คือเพื่อให้ผู้ต้องขังได้พบกับญาติของตน แล้วทำไมต้องมีเงื่อนไขมากมายให้ต้องทำก่อน
สำหรับขุนแผน เขาไม่รู้สึกเร่งด่วนที่จะต้องเยี่ยมญาติใกล้ชิด เพราะภรรยาของเขาเข้าใจสถานการณ์ดี โดยอีกปัญหาหนึ่งคือหากจะเข้าเยี่ยมต้องมีเรื่องสถานะการสมรส เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนกัน ทำให้ต้องให้พี่สาวรับรองความสัมพันธ์ และนำเอกสารมาทำเรื่องอีกครั้ง หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แค่ทำให้จบไป แต่สำหรับขุนแผนกลับเห็นว่าการที่ผู้คนมองว่าเป็นเรื่องเล็กนี่แหละที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่เสมอมา ทั้งที่ในระเบียบหรือข้อกำหนดต่าง ๆ ก็ไม่มีอย่างชัดเจน
การพูดคุยกลับไปเรื่องหน้ากากอนามัย เป็นอีกประเด็นที่ขุนแผนมองว่าเป็นปัญหา ก่อนออกมาเยี่ยมญาติหรือทนายความ ผู้ต้องขังต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ในขณะที่เขามองว่าโควิดไม่ได้ระบาดแล้ว และการป้องกันก็ไม่ได้จริงจังขนาดนั้น เพราะอยู่ข้างในก็ไม่ได้ใส่ “มันใช่เรื่องที่ผมจะต้องไปตามหาแมสหรือ” เขาตั้งคำถาม “บางคนที่ไม่มี ก็ต้องวิ่งไปหายืม หรือขอจากคนที่รู้จัก ผมก็อยากรู้ถ้าผมหาไม่ได้และเดินออกมาแบบนั้น เจ้าหน้าที่จะให้คำตอบเช่นไร จะไม่ให้ผมออกไปเยี่ยมใช่ไหม”
ขุนแผนมองว่าหากเรือนจำกำหนดมาแบบนี้ ก็ควรมีหน้าที่ในการจัดเตรียมหน้ากากอนามัยให้ เพราะไม่ใช่ผู้ต้องขังทุกคนที่ทางบ้านจะมีเงินมากพอ อย่างไรก็ตาม เขาชื่นชมบางสิ่งที่เรือนจำทำ โดยเฉพาะการแจกเสื้อสีฟ้าให้กับคนที่ไม่มีญาติ ปีละ 1 ตัวต่อคน “อันนี้ผมว่าดี อย่างน้อยมันต้องแจกจริง ๆ ไม่งั้นเขาก็ไม่มีเสื้อใส่แน่นอน”
สำหรับการติดตามข่าวสารภายนอก ส่วนใหญ่จะได้รับทราบข้อมูลจากภรรยาเมื่อมาเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้รายละเอียดมากนัก เช่น เรื่องที่ชายแดนมีคนเสียชีวิต เขาทราบแค่นั้น ซึ่งเขาอยากทราบสถานการณ์มากขึ้นกว่านั้น
เมื่อพูดถึงเรื่องอภัยโทษ ขุนแผนรับทราบข้อมูลจากประกาศของเรือนจำ และแสดงความดีใจกับผู้ที่ได้รับประโยชน์ ส่วนตัวเขาเองไม่ได้หวังมากนัก เนื่องจากคดียังไม่สิ้นสุดลง “คงอยู่เต็มโทษมั้ง” เขากล่าวพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ
ระหว่างการสนทนา ขุนแผนนึกถึงเรื่องแปลก ๆ ของเรือนจำอีกเรื่องหนึ่ง คือช่วงแรกที่เข้าเรือนจำ มีการให้กรอกแบบฟอร์มต่าง ๆ โดยมีคำถามทำนองว่า “มีการสำนึกในการกระทำความผิดหรือไม่” เขาเห็นว่าเป็นคำถามที่น่าขำ เพราะเป็นคำถามที่ไม่ควรมาถาม จะรู้ได้อย่างไรว่าสำนึกจริงหรือไม่จริง และในกรณีของผู้ที่เป็นแพะรับบาป ที่ไม่ได้ทำตั้งแต่แรก เขาจะต้องมาสำนึกผิดเรื่องอะไร และผู้ต้องขังที่ถูกย้ายมาเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลายคน ก็คดียังไม่ได้สิ้นสุด
อีกทั้งขุนแผนยังไม่ทราบว่าคำถามเหล่านี้จะถูกนำไปใช้กับเรื่องอะไร ที่แปลกยิ่งกว่าคือทำไมผู้ที่ถามคำถามเหล่านี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่กลับเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ซึ่งก็คือผู้ต้องขังด้วยกัน
จนถึงปัจจุบัน ( 21 ส.ค. 2568) ขุนแผนถูกคุมขังที่เรือนจำ มาแล้ว 400 วัน หรือ 1 ปี 1 เดือน 5 วัน ในช่วงแรกเขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และต้องถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ก่อนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จะถูกบังคับย้ายตัวมายังเรือนจำกลางบางขวาง
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงขุนแผน และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รู้จัก ‘ขุนแผน แสนสะท้าน’: เมื่อผู้ต้องขัง ‘112’ ต้องรักษาวัณโรคในเรือนจำ
