“ต้องอยู่ข้างนอกให้ดีเพื่อจะได้ดูแล ‘มานี’ ที่อยู่ข้างใน”: การรอคอยของ ‘ซุน’ ชายที่คนรักถูกคุมขังในคดี ม.112 

“ฉันไม่เสียใจเลยที่ฉันทำแล้ว ได้มาอยู่ตรงนี้ ฉันภูมิใจในตัวฉันด้วยซ้ำที่ได้ทำ ได้แสดงออก”

คำพูดที่ “ซุน” ได้ยินจาก “มานี” คนรักในหลายครั้งที่ไปเยี่ยมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ผ่านกระจกกั้นและสายโทรศัพท์ที่มีเวลาเพียง 20 นาที ก่อนที่เสียงจะขาดหายไป และเขาต้องกลับมารอคอยวันพรุ่งนี้อีกครั้ง

“มานี” หรือ เงินตา คำแสน วัย 46 ปี เป็นอดีตพนักงานร้านอาหารและแม่ค้า เธอถูกตัดสินจำคุก 3 ปี 6 เดือน จากคดีมาตรา 112 กรณีจัดกิจกรรม “ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก” บริเวณหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เรียกร้องให้ประกันตัวนักกิจกรรม แม้คดีจะอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ แต่เธอไม่ได้รับสิทธิประกันตัว และยังถูกศาลพิพากษาในคดีดูหมิ่นศาลอีกคดีหนึ่ง ลงโทษจำคุก 6 เดือน  จนถึงสิ้นปีนี้ มานีถูกคุมขังมาเกือบ 1 ปี ครึ่งแล้ว

ส่วนศราวุฒิ หรือ “ซุน” วัย 48 ปี เป็นอดีตคนขับแท็กซี่จากร้อยเอ็ด ผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองครั้งพฤษภา 2535  บัดนี้กลายเป็นผู้รอคอยที่ต้องดูแลหลานสาวแทนมานี พร้อมกับวิ่งงานไรเดอร์หาเลี้ยงชีพจนถึงสามทุ่ม ทั้งต้องตื่นหลังเที่ยงคืนทุกวันเพื่อจองคิวเยี่ยมคนรักในวันถัดไป

ชีวิตของเขาในช่วงปีที่ผ่านมาหมุนรอบสามสิ่ง ส่งหลานไปโรงเรียน ไปเยี่ยมมานีที่เรือนจำ และวิ่งงานเพื่อหาเงินค่ากับข้าวเข้าบ้าน วนลูปไปทุกวัน ยกเว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่เรือนจำไม่เปิดให้เข้าเยี่ยม 

นี่จึงเปรียบเสมือนเรื่องราวความรักที่ถูกทดสอบด้วยกำแพงและกฎเหล็กของการรอคอย ว่าชายคนหนึ่งที่เลือกยืนหยัดเคียงข้างผู้หญิงที่เขารัก จะผ่านวันเวลานี้ไปได้แค่ไหน อย่างไร

.

ข้ามผ่านพฤษภา 2535 มาถึงม็อบราษฎร 2563 เมื่อร่างกายถูกปะทะ รักก็ปะทุขึ้น

เรื่องราวของซุนกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มต้นตั้งแต่เขายังเป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 15-16 ปี จากอำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด พเนจรเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง เป็นช่วงเดียวกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ที่มีประชาชนออกมาต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการ และเรียกร้องประชาธิปไตย 

ในวันเวลาแห่งความอยากรู้อยากเห็น เด็กหนุ่มเริ่มงานขับรถสามล้อรับจ้าง พร้อมกับไปติดตามข่าวที่มีเหตุเจ้าหน้าที่รัฐสลายชุมนุม และได้เข้าไปติดอยู่ในพื้นที่ปะทะที่แถวบางลำพู ถนนข้าวสาร จนถึงสี่แยกคอกวัว

“ไปกับเพื่อน 3-4 คน แต่มีเพื่อนคนหนึ่งต้องขับรถกลับก่อน เพราะกลัวรถเสียหาย ก็เลยได้อยู่ร่วม 3 คนในเหตุการณ์นั้น เข้าไปแล้วออกไม่ได้” ซุนเล่าถึงประสบการณ์ครั้งนั้นด้วยน้ำเสียงที่ยังจดจำได้ไม่ลืม “ได้เห็นเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นการยิง เห็นการปะทะ คนเจ็บ คนตาย มีบุญวาสนาที่รอดมาได้”

คำถามที่ฝังใจตั้งแต่วันนั้นคือทำไมทหาร ทำไมรัฐต้องยิงคนมือเปล่า ทำไมต้องทำร้ายคน คำถามนี้ตามหลอกหลอนเขามาจนถึงเหตุการณ์เสื้อแดงในปี  2552-2553 ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด และมาถึงปี 2563 ปีที่ประเทศเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

“เห็นตั้งแต่ปี 2535 มีการขูดรีดข่มเหงประชาชน ทั้งนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” เขาอธิบายถึงแรงจูงใจที่ทำให้ออกมาชุมนุม “หรือเวลาต่อมาที่ประชาชนเลือกตั้งมาแล้ว ก็มาโดนปล้นอำนาจไป ผมมีอคติกับการรัฐประหารมาก รับไม่ได้ พร้อมจะออกเคลื่อนไหวตลอด”

ข้ามผ่านจากหลายหน้าฉากการเมืองไทย  จนมาถึงช่วงปี 2563 ในช่วงนั้นซุนยังคงขับรถแท็กซี่เป็นอาชีพ เดินตามรอยพ่อในความทรงจำที่เขาเคยเห็นกลับบ้านมานับเงินส่งให้แม่ จนกระทั่งช่วงโควิดและการชุมนุเข้มข้น มทำให้รถแท็กซี่คันสุดท้ายของเขาต้องหมดไปด้วย  “มาชุมนุมจนแท็กซี่หมดเป็นคัน” เป็นคำจำกัดความสถานการณ์

การพบกันครั้งแรกระหว่างซุนกับมานีเกิดขึ้นในวันที่มีการชุมนุมใหญ่ที่ศาลอาญา เป็นการรวมตัวของหลายกลุ่ม ทั้ง Redem, เยาวชนปลดแอก และราษฎร 63 เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิการประกันตัว

“มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น มีการปามะเขือเทศ ใส่ป้ายศาล จนเกิดการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ” ซุนเล่าถึงช่วงเวลานั้น “ในซอยรัชดา 32 มีการปะทะกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่หน้าปากซอย ประชาชนบางกลุ่มอยู่ในซอยข้างใน มีกลุ่มวัยรุ่นถูกไล่เข้าไปในซอย”

ความรักมักมาแบบไม่ตั้งตัว ขณะที่เขาติดตามเหตุการณ์ในวันนั้น ก็มีบางสิ่งมาหล่นใส่หัว “พอหันกลับไปเห็นผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่ เธอปาสิ่งของมาเพื่อแจ้งบอกให้ผมออกมาจากพื้นที่”

การกระทำของผู้หญิงคนนี้ ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจและประทับใจไปพร้อมกัน “รู้สึกว่าทำไมผู้หญิงคนนี้มันดื้อจัง ได้ใจจัง มีผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อยู่คนเดียวกับพวกเด็กผู้ชายเต็มไปหมด” เขาจึงค้นหาว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครชื่ออะไร กระทั่งได้รู้จักกันทางเฟซบุ๊ก

จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มติดต่อกัน คุยกันเรื่องการเมืองและการต่อสู้ วันไหนจะไปชุมนุมที่ไหน และไปด้วยกันตลอด “เพราะมานีเป็นคนที่ค่อนข้างชอบออกไปอยู่แนวหน้า ผมเลยคอยปกป้อง คอยดูแลเธอตลอด”

หลังจากคุยกันเกือบปี ทั้งคู่ตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกัน เช่าบ้านแถวบางกะปิ พร้อมกับลูกชาย สะใภ้ และหลานสาว 2 คน ของมานี

.

หากเราต้องจากกัน – 3 ปี 6 เดือน และคำพิพากษาที่เปลี่ยนทุกอย่าง

สิ่งที่ประทับใจซุนในตัวมานีมากที่สุดคืออุดมการณ์ที่แน่วแน่และความเป็นตัวของตัวเองที่ชัดเจน “ประทับใจกับความคิดและอุดมการณ์ของเธอ เธอมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่มาก อยู่กับเธอนี่จะรู้เลย”

“มานีเป็นตัวของตัวเองมาก ไม่ชอบในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเห็นอะไรไม่ถูกต้อง เธอจะสวนทันที รักความถูกต้อง”  ซุนอธิบายถึงอุปนิสัยที่เขาประทับใจ “มันเลยเข้ากันกับเรา เราก็ไม่ชอบในสิ่งที่ไม่ถูกด้วย มันเป็นตัวคนเดียวกัน”

ช่วงที่อยู่ด้วยกัน ซุนเล่าว่าเขาเคยมีคดีร่วมกับมานีที่ท่าน้ำนนท์ จากการที่พวกเขาไปชุมนุมขับไล่อดีตนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาลงพื้นที่น้ำท่วม “วันนั้นมีคนโดนเยอะ ประมาณ 10 กว่า 20 คน มานีก็โดนด้วย” แต่สุดท้ายคดีนั้นก็ต่อสู้จนศาลยกฟ้องทั้งหมด 

คดีนั้นเป็นคดีชุมนุมเดียวที่ซุนต้องเผชิญ แต่ของมานีมากกว่านั้น คือถูกกล่าวหาไปถึง 7 คดี โดยมีคดีมาตรา 112 จำนวน 1 คดี และคดีดูหมิ่นศาลอีก 1 คดี ส่วนที่เหลือเป็นคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ 

จนถึงวันที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ทั้งคู่พอคาดเดาได้ว่าอาจเกิดอะไรขึ้น และเตรียมใจไว้ “คุยกันตลอดว่าอาจเกิดอะไรขึ้น เธอจะหยิบยก อานนท์ นำภา ขึ้นมาพูดตลอดว่าอานนท์ยังไม่กลัว แล้วฉันจะกลัวทำไม”

ในช่วงก่อนที่จะมีการขึ้นศาล ซุนจึงชวนมานีไปเที่ยวบ่อยมาก พยายามพาไปต่างจังหวัด และทำให้เธอสบายใจ และเมื่อคำพิพากษาออกมาจริง ๆ โทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน และการไม่ได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ความรู้สึกก็ยังหนักอึ้ง

“พอรับรู้ว่ามานีต้องเข้าเรือนจำยาว ก็พอเห็นได้ว่าทุกอย่างมันเหมือนพังจริง ๆ”  ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน จากคู่รักที่ทำทุกอย่างด้วยกัน กลายเป็นคนที่ต้องอยู่คนเดียว ต้องดูแลหลานผู้พิการแทนมานี ต้องทำงานและรับภาระหลายอย่าง

ชีวิตประจำวันของซุนในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา เริ่มต้นในเวลา 6-7 โมงเช้า “ตอนเช้าต้องไปส่งหลานไปโรงเรียน ส่งหลานเสร็จ ก็กลับมาเตรียมตัวไปเยี่ยมมานีที่เรือนจำ เยี่ยมเสร็จก็กลับมาบ้าน ไปรับหลาน ถ้ารับหลานเสร็จ รับมาเร็วหน่อย ก็ได้วิ่งไรเดอร์ พอได้ค่ากับข้าวเข้าบ้าน”

แต่สิ่งที่หนักหน่วงที่สุดคือการจองคิวเยี่ยม เมื่อระบบเปลี่ยนเป็นการจองออนไลน์ ซุนต้องตื่นรอทุกวันหลังเที่ยงคืน “หลังเที่ยงคืน 1-2 นาที ผมจะเข้าเว็บเข้าจองเยี่ยม เพราะถ้าหลุดจากนั้นไปมันจะเต็มแล้ว”

การเยี่ยมแต่ละครั้งมีเวลาเพียง 20 นาที “เขากำหนดเวลา 20 นาทีต่อครั้ง วันหนึ่ง 20 นาที มันเร็วมาก แป๊บเดียวก็ตัด”  ด้วยเวลาที่จำกัด ซุนจึงต้องเตรียมการล่วงหน้า “ระยะเวลาที่จะเข้าไปเยี่ยมวันนี้ผมจะคุยเรื่องอะไร จะเขียนเป็นโน้ตไว้ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ต้องเขียนไว้ เพราะถ้าไปคิดอยู่ข้างในเดี๋ยวไม่ทัน”

ช่วงแรก ๆ พวกเขาคุยเรื่องจริงจัง แต่พอนานวันเข้า “ตอนนี้คุยแต่เรื่องสนุก วันนี้เธอเป็นอะไร วันนี้เธอทำอะไรบ้าง ส่วนมากมานีจะเล่าเรื่องราวเพื่อนที่อยู่ข้างใน คนนั้นน่าสงสาร คนนี้แบบนี้ เธอจะชอบอวดว่าเธอทำอะไร ส่วนใหญ่เป็นในความดื้อของเธอนั่นแหละ อยู่ข้างในก็ยังสู้อยู่”

คำถามแรกที่มานีจะถามเมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้นคือ “หลานเป็นยังไงบ้าง ลูกเป็นยังไงบ้าง ครอบครัวเป็นยังไงบ้าง” มานีดูจะเป็นห่วงครอบครัวมากกว่าตัวเองอีก รองลงมาก็คือคำถามเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง ถามว่าตอนนี้มีการประชุมอะไรบ้าง นิรโทษกรรมจะผ่านหรือเปล่า 

“แต่เธอก็บอกว่าเธอพูดถามไปอย่างนั้น และสรุปเองว่าไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะยอมรับนิรโทษกรรมผู้ต้องขังคดีแบบเธอ” ซุนเล่า

.

การต่อสู้ในเรือนจำ: ในความเป็นห่วงปนภูมิใจของคนรัก

สิ่งที่ทำให้ซุนรู้สึกภูมิใจและเป็นห่วงไปพร้อมกันคือมานียังคงเป็นนักสู้แม้อยู่ในเรือนจำ “เธอสู้เรื่องเกี่ยวกับเพื่อน ทีแรกก็สู้เพื่อตัวเธอเอง เรื่องยา การกินยาแต่ละครั้ง ขอยาแต่ละครั้งนานมาก ขอยาพาราฯ เม็ดหนึ่งใช้เวลานานมาก บางทีครึ่งวันถึงจะได้กิน”

“ต่อมา มานีเห็นคนป่วย คนเป็นลม คนที่อยู่ข้างในป่วย ไม่ได้รับการรักษา ไม่ได้กินยา เห็นสิ่งพวกนี้ไม่ได้ ก็ลุกขึ้นมาพูด มาเรียกร้อง ทำไมคนไม่ได้กินยา”

เท่าที่ซุนสังเกต ผลพวงจากการเรียกร้องอาจเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เรื่องการจัดการเรื่องจ่ายยาดีขึ้นมาก ผู้ต้องขังได้รับยาเร็วขึ้น ใครที่ป่วยฉุกเฉินมากก็ได้รับการรักษาเร็วขึ้น มานีก็เลยเป็นที่รักของเพื่อน ๆ ข้างใน 

“เธอภูมิใจมากที่เธอได้ทำเรื่องพวกนี้” ซุนบอก พร้อมกับทบทวนคำพูดของมานีที่พูดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกเพ็งเล็งว่า “เธอบอกว่ากลัวทำไม ลูกฉัน (บุ้ง เนติพร) ก็เสียชีวิตตอนถูกคุมขัง ฉันจะมีอะไรต้องกลัวอีก”

“ผมกลัวตรงนี้ที่สุด กลัวว่าเธอจะโดนถูกกลั่นแกล้งเวลาไปเรียกร้องมาก ๆ” ซุนบอกถึงมุมมองของตัวเอง

นอกจากการเยี่ยมคนรักทุกวัน ซุนยังรับหน้าที่ทุกอย่างที่มานีเคยทำ “ตั้งแต่มานีเข้าไปในเรือนจำ ผมก็เลี้ยงหลาน แต่ก่อนเธอเป็นคนดูแลหลานเอง เราก็ทำงาน แต่ก่อนผมขับแท็กซี่” สถานการณ์นี้ ทำให้เขาต้องเปลี่ยนมาวิ่งไรเดอร์ ที่มีเวลายืดหยุ่นกว่า

กับภาระทางการเงินที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ ต้องจ่ายค่างวดรถ จ่ายค่าบ้าน ซุนยอมรับว่าโชคดีที่เรื่องอาหารและค่าใช้จ่ายของมานีในเรือนจำได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Freedom bridge “ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันร่วมบริจาค” ซุนกล่าวด้วยความขอบคุณจากใจจริง “ผมก็ซื้อกับข้าวให้ทุกวัน  บางทีของใช้หมดก็ซื้อของใช้ให้” 

นอกจากอาหารการกิน “ผมไปรับยาให้เธอที่โรงพยาบาลที่เคยรักษา สั่งไว้ล่วงหน้าครั้งละ 6 เดือน” ซุนอธิบายถึงกระบวนการที่เขาต้องทำเป็นประจำ แพทย์ที่เคยดูแลอาการซึมเศร้าของมานียังจำเธอได้ดี ถามทุกครั้งว่า “ยังไม่ออกมาอีกหรือ” ก่อนจะจัดยาชุดเดิมที่มานีเคยกินให้ การได้รับยาที่ถูกต้องและต่อเนื่องทำให้สุขภาพของมานีในเรือนจำคงที่ “ตอนนี้เรื่องยาไม่มีปัญหาแล้ว” ซุนพูดด้วยน้ำเสียงโล่งใจ เพราะอย่างน้อยที่สุดเรื่องสุขภาพก็พอดูแลได้

.

ทำใจได้แล้ว แต่ความคิดถึงไม่เคยลดน้อย การรอคอยไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่

อาจเพราะเคยอยู่ด้วยกันสอง การที่ต้องแยกจากกันทำให้รู้สึกหดหู่  แม้เวลาจะผ่านไปเป็นปีแล้ว ความคิดถึงก็ไม่เคยลดน้อยในการรอคอยที่ไม่รู้จะสิ้นสุดตรงไหน “ตอนนี้ก็เริ่มทำใจได้แล้ว แต่ถามว่าคิดถึงมากไหม คิดถึงมาก ยิ่งเวลาผมมานั่งอยู่คนเดียว ยิ่งคิดถึง”

ช่วงเวลาที่หนักที่สุดคือเวลานอน “ยิ่งเวลาเรานอน ผมจะคิดตลอด เรานอนที่นอนอยู่ตรงนี้ เรานอนที่นอนนุ่ม ๆ แล้วเมียเราจะนอนอยู่ยังไง ป่านนี้นอนยังไง ในที่นอนพื้นแข็ง ๆ แล้ว เธอหนาวหรือเปล่า เธอเย็นหรือเปล่า”

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในการเยี่ยมแต่ละครั้ง มานีกลับเป็นฝ่ายปลอบใจซุนมากกว่า  “เธอปลอบใจผม ส่วนมากเธอก็จะบอกว่าให้อดทน อย่าไปทำอะไรที่มันผิด เธอกลัวผมไปทำอะไรผิดแล้วโดนจับ”

มานีพยายามทำให้ซุนไม่ต้องเป็นห่วงเธอ  “เธอก็จะพูดว่าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันอยู่ได้ ฉันดูแลตัวเองได้” และเธอจะให้กำลังใจเขาด้วยการเตือนว่าไม่ใช่แค่พวกเขาที่ต้องเผชิญสถานการณ์แบบนี้ ยังมีครอบครัวผู้ต้องขังทางการเมืองอีกหลายคนที่เผชิญเหตุเดียวกัน 

“เธออยู่ข้างนอก เธอก็ดูแลหลานดี ๆ ดูแลหลานแทนฉัน เดี๋ยวฉันก็ออกไปแล้ว ตอนนี้หลานก็ต้องอาศัยเธอ เพราะฉันไม่อยู่” ซุนเล่าถึงคำพูดของมานี

.

จะเป็นกำลังใจให้เธอรู้สึกดี คำมั่นสัญญาที่ทำซ้ำทุกวันผ่านกระจกกั้น

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งของซุน คือการได้เรียนรู้เรื่องเรือนจำและผู้ต้องขัง จากกิจวัตรประจำวันที่เกิดขึ้น “เรายังเปลี่ยนไปในแง่ของความรู้ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับสิทธิผู้ต้องขัง เรื่องการไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ตอนนี้มันเหมือนเราไปเรียนทุกวัน ตอนนี้เราแทบจะรู้หมดเลย ในระบบอะไรเกี่ยวกับเรือนจำ เกี่ยวกับการเยี่ยม เกี่ยวกับการยื่นเอกสาร เราสามารถเดินเข้าไปได้เลย”

เขาอธิบายอีกว่า “ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยมใกล้ชิด เยี่ยมหน้าห้องขัง เยี่ยมออนไลน์ผ่านวีดีโอคอล ไม่ว่าจะเป็นยื่นเอกสารต่าง ๆ ต้องยื่นแบบนี้ ต้องทำแบบนี้ รู้หมดแล้วตอนนี้”

นอกจากนี้เขายังได้เรียนรู้เรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น “ก็เหมือนเราไปที่ศาลบ่อย ๆ เราไปฟังการสืบพยาน เราไปฟังข้อหาคดีต่าง ๆ มันก็ซึมซับเข้าในสมองเราทุกวัน ได้เรียนรู้หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง”

“ก็คือเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับมานีด้วยกันเลย มานีก็รู้หมดแล้วตอนนี้ ข้างในต้องทำยังไง ต้องทำอะไร เอกสารเกี่ยวกับอะไรต้องไปตรงไหน ต้องไปทำอะไร”  เขากล่าวไว้อีกตอนหนึ่ง

เมื่อถามถึงมุมมองต่อผู้ต้องขังทางการเมือง ซุนตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง  “ผมว่าพวกเขาไม่ควรโดน เพราะสิ่งที่เขาได้รับอยู่ทุกวันนี้มันไม่มีความยุติธรรม การที่เขาออกมาเรียกร้องสิ่งดี ๆ ออกมาเรียกร้องความถูกต้อง ให้กับประเทศชาติ เขาไม่ควรที่ต้องไปถูกขังอย่างนี้”

มันเจ็บปวดมาก ไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองแล้วถูกคดีทางการเมืองแบบนี้ เป็นสิ่งที่ผมเสียใจมาก ๆ” ซุนสะท้อนความรู้

สำหรับซุน เป้าหมายของแต่ละวันในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว “เราต้องอยู่ข้างนอกให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ดูแลเธอที่อยู่ข้างใน จะพยายามทำข้างนอกให้ดีที่สุด เป็นกำลังใจให้มานีให้มากที่สุด”

เขาต้องการให้มานีรู้สึกได้ว่า “เราอยู่แบบนี้ เรายังห่วงเธอ เรายังมีเธอ เรายังไม่ทิ้งเธอ ผมจะพยายาม ผมจะทำสิ่งนี้ให้เธอเห็นทุกวัน”    ขณะเดียวกับประโยคที่ว่า “ฉันไม่เสียใจเลยที่ฉันทำแล้วฉันได้มาอยู่ตรงนี้ ฉันภูมิใจในตัวฉันด้วยซ้ำที่ฉันได้ทำ” กลายเป็นสิ่งที่เตือนเขาเสมอว่าว่าการรอคอยนี้คือการต่อสู้อีกรูปแบบหนึ่ง

คำพูดของมานียังก้องอยู่ในใจของซุน เป็นแรงบันดาลใจให้เขาสู้ต่อไป วันแล้ววันเล่า จนถึงวันที่เสียงนั้นจะไม่ได้มาจากสายโทรศัพท์ในเรือนจำอีกต่อไป 

.

จนถึงปัจจุบัน (24 ธ.ค. 2568)  มานีถูกขังระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว 525 วัน

📩 สามารถเขียนจดหมายถึงมานี “ฝากถึง เงินตา คำแสน เรือนนอนทับทิม ทัณฑสถานหญิงกลาง 33/3 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”

📩 หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง 

ใกล้ครบ 1 ปี: ศิลปะรักษาใจ ดูแลเพื่อนมิตร และชีวิตของ “มานี” ในเรือนจำ

X