ศาลอาญาอนุญาตฝากขัง “ชัยรัตน์” ถูกกล่าวหาเป็นแอดมินเพจ “Godd Dam” 12 วัน คดีสลิปโอนเงินค่าน้ำชา 7 ล้าน พร้อมยกคำร้องประกันตัว

วันนี้ (30 ต.ค. 2569) ที่ศาลอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.1 นำตัว “ชัยรัตน์” (สงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก “Godd Dam” กรณีเผยแพร่สลิปการโอนเงินค่าน้ำชาจำนวน 7 ล้านบาท เข้าบัญชีชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มายื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 30 ต.ค. – 10 พ.ย. 2569 รวม 12 วัน พร้อมคัดค้านการประกันตัว โดยเขาถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) (2) และข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมฯ ตามมาตรา 268 ประกอบมาตรา 265

ขณะเดียวกันในวันนี้ ทนายความยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง และขอให้มีการไต่สวนคำร้อง ก่อนศาลเรียกคู่ความเข้าไปแถลงต่อศาลในห้องเวรชี้ และมีคำสั่งอนุญาตฝากขังเฉพาะข้อหามาตรา 268 ประกอบมาตรา 265 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) และให้ยกคำร้องฝากขังในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) พร้อมระบุให้เร่งรัดการสอบสวน

ต่อมาทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตประกันตัว จึงทำให้เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเย็นวันนี้

.

เจ้าพนักงานตำรวจ บก.สอท.1 จำนวนสองนาย ควบคุมตัวชัยรัตน์จาก สน.ทุ่งสองห้อง ด้วยรถยนต์มาถึงศาลอาญาเมื่อเวลา 11.10 น. ก่อนที่จะยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 30 ต.ค. – 10 พ.ย. 2569 รวม 12 วัน พบว่ามี พ.ต.ท.หญิง ธร สุขเรืองวงศ์ พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 เป็นผู้ร้อง โดยคำร้องระบุว่าทั้งผู้ร้องและพยานสำคัญในคดีคัดค้านประกันตัว 

คำคัดค้านระบุเหตุผลโดยสรุปว่า คดีมีพฤติการณ์ร้ายแรง คือผู้ต้องหาเผยแพร่สลิปโอนเงินปลอมจำนวน 7 ล้านบาท โดยระบุชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับโอน ทำให้ประชาชนหลงเชื่อและข้อมูลแพร่กระจายเป็นวงกว้าง บ่อนทำลายความสงบสุขของสังคม, มีพฤติการณ์ทำลายและเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐานหลังเกิดเหตุ, ไม่ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนในการสอบปากคำ, การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เกรงว่าจะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและก่อเหตุซ้ำ 

และสุดท้ายระบุว่า ผู้ต้องหาถูกร้องทุกข์ในคดีตามมาตรา 112 ที่ สน.บางเขน เป็นภัยความมั่นคง มีเหตุอันควรเชื่อว่าหากได้รับการประกันตัวจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ก่ออันตราย และเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน

ขณะเดียวกันนั้น ชัยรัตน์และทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวน พร้อมขอให้ศาลมีการไต่สวนคำร้อง และอนุญาตให้ซักถามพนักงานสอบสวน โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 

คดีไม่มีเหตุจำเป็นในการออกหมายขังตามกฎหาย การขอฝากขังต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ประกอบมาตรา 71 และมาตรา 66 ซึ่งคดีนี้ผู้ต้องหาไม่ได้มีพฤติการณ์จะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุภยันตรายใด ๆ การที่พนักงานสอบสวนอ้างว่ายังสอบสวนไม่เสร็จสิ้นเพราะต้องสอบพยานเพิ่ม จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังในการออกหมายขัง ซึ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหาแสดงตัวบริสุทธิ์ใจและให้ความร่วมมือตลอดกระบวนการ เนื่องจากได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเองที่ สน.บางเขน และ บก.สอท.1 หลังทราบข่าวออนไลน์ที่มีข้อมูลตรงกับตนเอง โดยให้การปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ตามที่เป็นข่าว พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งในขณะที่ผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อลงบันทึกประจำวันก็ยังไม่มีการออกหมายจับ และได้รับแจ้งหลังจากนั้นว่ากำลังนำหมายจับมาแสดง จึงยินยอมรอรับการแจ้งหมายจับและให้ความร่วมมือตลอดกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างดี

ลักษณะคดีไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรือกระทบต่อชีวิตทรัพย์สิน การกระทำที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การก่อเหตุอันตราย ไม่มีเหตุความวุ่นวายหรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซี่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำและค้นห้องพักเสร็จสิ้นแล้ว

ไม่มีอิทธิพลและไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้ ผู้ต้องหาเป็นบุคคลธรรมดา ไม่เคยมีประวัติคดีอาญา ประกอบอาชีพมั่นคง มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หากพนักงานสอบสวนประสงค์จะเรียกมาให้การเพิ่มเติมหรือดำเนินการอื่นใดก็สามารถติดต่อให้มาพบได้ ไม่มีความจำเป็นจะต้องออกหมายขังไว้

อีกทั้งพยานหลักฐานทางคอมพิวเตอร์อยู่ในความดูแลของตำรวจแล้ว ส่วนขั้นตอนตรวจประวัติหรือตรวจสอบข้อมูลเป็นกระบวนการภายในที่ไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้ การคุมขังตัวไว้จึงเป็นการสร้างภาระเกินจำเป็นและกระทบต่อการสู้คดี

.

ในช่วงบ่าย ศาลเรียกพนักงานสอบสวนเข้าไปแถลงว่ามีเหตุใดที่ขอฝากขังและคัดค้านประกันตัว และเรียกทนายความเข้าไปแถลงเหตุคัดค้านการฝากขังที่ห้องเวรชี้ โดยทนายความแถลงยืนยันว่าผู้ต้องหาแสดงความบริสุทธิ์ใจไปมอบตัวตามที่ปรากฏข่าวในสื่อและยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหา รวมถึงที่ตำรวจอ้างว่ายังอยู่ระหว่างสอบสวนพยานอีก 4 ปาก ก็เป็นพยานชุดจับกุมและประจักษ์พยาน ผู้ต้องหาไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานดังกล่าวได้อีก

เวลาประมาณ 16.40 น. สหรัฐ กิติ ศุภการ ผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่ง อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาไว้เฉพาะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง และข้อหาใช้เอกสารสิทธิ์ปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 มีกำหนด 12 วัน ตามมาตรา 87 

ส่วนข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ์และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อภัยความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) ไม่อนุญาต

ทั้งนี้ให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดการสอบสวน และในการขอขังครั้งต่อไปให้แสดงว่าการสอบสวนครั้งนี้คืบหน้าไปเพียงใดด้วยด้วย โดยระบุเนื้อหาคำสั่ง ดังนี้

 “พิเคราะห์คำร้องพยานหลักฐานของผู้ร้องและคัดค้านของผู้ต้องหาแล้ว สำหรับข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ผู้ร้องมีพยานหลักฐานตามสมควรว่า ผู้ต้องหากระทำความผิดฐานหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง 

“ส่วนที่ผู้ร้องขอหมายขังในความผิดตามมาตรา 14 (2) ด้วยนั้น เห็นว่า ข้อความผู้ต้องหาโพสต์เป็นเรื่องที่กระทบต่อบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ยังไม่มีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน จึงยังไม่มีพยานหลักฐานตามสมควรสำหรับข้อหานี้

“สำหรับข้อหาเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ ตามพยานหลักฐานของผู้ร้อง ปรากฏเพียงว่าผู้ต้องหานำภาพสลิปการโอนเงินที่ทำปลอมโพสต์เผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเพียงพอให้เชื่อว่า ผู้ต้องหาน่าจะใช้เอกสารปลอม แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ทำเอกสารปลอมดังกล่าวขึ้นเองหรือร่วมกับผู้อื่นทำ ข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ์จึงยังไม่มีพยานหลักฐานตามสมควร 

“ส่วนคำคัดค้านของผู้ต้องหาที่ว่า ผู้ต้องหามอบตัว ไม่มีเจตนาหลบหนี และพนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้ต้องหาครบถ้วนแล้ว  จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องขังอีก เห็นว่า ความผิดข้อหาโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง และความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี จึงมีเหตุออกหมายขังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา  71 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 (1) โดยไม่ต้องอาศัยเหตุว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี การที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวเป็นพฤติการณ์ที่จะนำไปพิจารณาในชั้นขอปล่อยชั่วคราวต่อไปเท่านั้น ส่วนเหตุจำเป็นในการสอบสวนนั้นเห็นว่า ขั้นตอนการสอบสวนจบเพียงการสอบปากคำผู้ต้องหาเท่านั้น เมื่อผู้ร้องยืนยันตามคำร้องว่ายังต้องสอบพยาน 4 ปากและรอผลพิสูจน์ลายนิ้วมือหรือรอตรวจประวัติ ซึ่งเป็นการสอบสวนที่ค้างอยู่จริง กรณีจึงมีสาเหตุจำเป็นในการสอบสวนตามมาตรา 87 คำคัดค้านผู้ต้องหาจึงฟังไม่ขึ้น”

.

ในระหว่างนั้น ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 27,000 บาท และมีครอบครัวเป็นนายประกัน

เวลา 17.12 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีตามคำร้องขอฝากขังแล้ว เห็นว่าผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าการกระทำผิดโดยนำเข้าข้อมูลที่บิดเบือน หรือปลอมข้อมูล หรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวนี้นับว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง กระทบต่อความสงบสุขในสังคมวงกว้าง อีกทั้งพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง” ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ วชิระ ทนินซ้อน

ภายหลังคำสั่งประกันตัวออก พบว่ามีพนักงานสอบสวน สน.บางเขน เข้ามาสอบถามเรื่องประกันตัวของชัยรัตน์ เพื่อที่จะเข้ามาอายัดตัวตามหมายจับ ซึ่งตามที่ปรากฏในสื่อคาดว่าเป็นข้อหามาตรา 112 ที่มีตำรวจสันติบาลเข้าแจ้งความไว้เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา 

นอกจากนั้น พบว่ามีสำนักข่าว PPTV รายงานว่า พนักงานสอบสวน สน.บางเขน แจ้งแนวทางการดำเนินคดีว่า ช่วงบ่ายวันนี้ทางพนักงานสอบสวน สน.บางเขน ร่วมกับตำรวจสันติบาล 2 ได้เข้าพบชุดทำงานตำรวจไซเบอร์เพื่อขอข้อมูลทางคดีไปประกอบสำนวน ขออนุมัติศาลออกหมายจับในคดีเกี่ยวกับความมั่นคง หากผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวใน ชั้นศาล ก็พร้อมจะนำหมายจับคดีความมั่นคงเข้าจับกุมอายัดตัวต่อทันทีแต่หากศาลไม่ให้ประกันตัวและต้องส่งตัวเข้าเรือนจำ พนักงานสอบสวน ก็พร้อมเดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมภายในเรือนจำต่อไป

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไปหลังทราบผลว่าชัยรัตน์ไม่ได้รับการประกันตัวในวันนี้

.

ด้วยเหตุดังกล่าว เป็นผลให้ “ชัยรัตน์” ถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเย็นวันนี้เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. พร้อมกับ “บอย” พงศธร และ “ตี้” วรรณวลี ซึ่งถูกพิพากษาจำคุกในคดี ม.112 กรณีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB และศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งประกันตัว 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ผู้ถูกกล่าวหาเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก “Godd Dam” เดินทางเข้าพบตำรวจแสดงความบริสุทธิ์ใจ ก่อนถูกแสดงหมายจับภายหลัง

X