ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีของนักกิจกรรม 5 ราย ได้แก่ อานนท์ นำภา, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา, “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีชุมนุมและปราศรัยบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 หรือ ชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB
คดีนี้มี พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ พัชรนิตยธรรม รอง ผกก.สส.สน.พหลโยธิน และ วราวุธ สวาย สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.พหลโยธิน ในข้อหาตามมาตรา 112, มาตรา 116 และข้อหาอื่น ๆ โดยภายหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ ศาลได้สั่งจำหน่ายคดีข้อหาอื่น ๆ รวม 5 ข้อหาไปแล้ว เหลือเพียงข้อหามาตรา 112 ที่ถูกยกเว้นจากกฎหมายฉบับนี้
ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีของกระบวนการสืบพยาน “อานนท์ นำภา” ต้องต่อสู้คดีในฐานะจำเลยควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ทนายความ ภายใต้ชุดนักโทษและพันธนาการจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยคดีนี้ จะเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 12 ของอานนท์ที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาแล้ว
.
ชนวนเหตุคดี #25พฤศจิกาไปSCB: จากการชุมนุมตั้งคำถามรัฐบาล สู่ข้อหา ม.112
สำหรับการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 เดิมกลุ่ม “ราษฎร” ได้นัดรวมตัวที่บริเวณหน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทว่าในเวลาต่อมา พบว่ามีการนำตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนาม ตลอดจนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนจำนวนมากเข้าตรึงพื้นที่ กลุ่มผู้ชุมนุมจึงตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่นัดหมายไปยังบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ถ.รัชดาภิเษก
การชุมนุมในวันดังกล่าวมีการปราศรัยตั้งคำถามต่อกรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกกฎหมายหลายฉบับที่ส่งผลให้เกิดการโอนย้ายทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการบริหารจัดการและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมดให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
หลังการชุมนุมยุติไปร่วมเดือน นักกิจกรรมกลุ่ม “ราษฎร” รวม 8 ราย ได้ทยอยเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สน.พหลโยธิน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และข้อหาอื่น ๆ โดยเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2563 ผู้ถูกกล่าวหา 6 ราย ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก
จากนั้น “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ สมาชิกกลุ่มแนวร่วมนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามมาในวันที่ 4 ม.ค. 2564 ก่อนที่ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเป็นรายสุดท้ายในวันที่ 10 มี.ค. 2564
เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี นับแต่วันชุมนุม พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ได้มีคำสั่งฟ้องนักกิจกรรม 7 ราย เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2564 (พริษฐ์ถูกฟ้องเป็นอีกคดีแยกต่างหาก เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2564 ก่อนอัยการจะยื่นขอรวมการพิจารณาในภายหลัง) โดยคำฟ้องบรรยายพฤติการณ์กล่าวหาว่า จำเลยทั้ง 7 กับพวก ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันปราศรัยและดำเนินรายการในระหว่างการชุมนุมสาธารณะ กล่าวหาว่าคำปราศรัยทำให้ผู้รับฟังเข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 มีเจตนาเอาทรัพย์สินส่วนรวมมาเป็นของตัวเอง และทรงใช้พระราชอำนาจเข้าไปแทรกแซงการเมืองการปกครอง
จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยืนยันต่อสู้คดี ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2567 ชินวัตรตัดสินใจกลับคำให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 3 ปี ปรับ 6,100 บาท โดยไม่รอลงอาญา
สำหรับคดีของจำเลยที่เหลืออีก 7 ราย ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและให้พนักงานอัยการแยกฟ้องเข้ามาใหม่ ซึ่งต่อมาอัยการได้ยื่นฟ้องใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2567 ต่อมาจำเลยสองรายลี้ภัยทางการเมือง ศาลจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ทำให้เหลือจำเลยทั้งหมด 5 ราย
.
ภาพรวมการสืบพยาน: โจทก์นำพยาน 26 ปาก เข้าพิสูจน์ความผิด ขณะที่จำเลยยืนยันความบริสุทธิ์ ชี้การปราศรัยเป็นการใช้เสรีภาพตามกฎหมาย
กาลเวลาล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 6 นับจากวันนัดหมายชุมนุมใหญ่เมื่อปี 2563 หลังผ่านกระบวนการสืบพยานในชั้นศาลที่ยาวนานเกือบ 1 ปีเต็ม ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาชี้ชะตาจำเลยทั้ง 5 ราย ชวนย้อนทบทวนเส้นทางการต่อสู้คดีของจำเลย เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
คดีนี้ ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 909 ระหว่างวันที่ 4 พ.ย. 2568 – 26 มี.ค. 2569 และห้องพิจารณาคดีที่ 804 ระหว่างวันที่ 19 พ.ค. – 20 ส.ค. 2569
ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าสืบทั้งสิ้น 26 ปาก แบ่งเป็นผู้กล่าวหา 2 ปาก เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดี 5 ปาก เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ถอดเทปคำปราศรัย จำนวน 11 นาย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงพื้นที่เกิดเหตุ จำนวน 6 นาย นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอีก 2 ราย ที่เข้าเบิกความเกี่ยวกับมาตราการควบคุมโรคติดต่อและการดูแลทำความสะอาดพื้นที่การชุมนุม
สำหรับพยานโจทก์ที่ฝ่ายจำเลยรับข้อเท็จจริงในวันนัดสืบพยานมีจำนวน 6 ปาก บางส่วนเป็นตำรวจที่ถอดเทปคำปราศรัย ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับจำเลยที่เหลืออยู่ หรือพนักงานสอบสวนที่ไม่ได้ร่วมสอบสวนจำเลยที่เหลืออยู่
นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งตัดพยานโจทก์อีก 6 ปาก โดยแบ่งเป็นกลุ่มแรก 3 ปาก ได้แก่ ปรัชญา ใจภักดี, กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ และ แน่งน้อย อัศวกิตติกร ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นเพียงพยานที่จะเข้ามาให้ความเห็นเกี่ยวกับถ้อยคำที่จำเลยแต่ละคนปราศรัย ซึ่งศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง อย่างไรก็ดี ทนายจำเลยได้แถลงคัดค้านไม่ให้นำคำให้การชั้นสอบสวนของพยานกลุ่มนี้มาพิจารณาประกอบคำวินิจฉัย เนื่องจากจำเลยไม่มีโอกาสได้ถามค้าน
ส่วนพยานที่เหลืออีก 3 ปาก ได้แก่ ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ ทีฆะบุตร, ร.ต.อานนท์ หมื่นแสน และ จามร เสมเสริมบุญ ศาลสั่งตัดออก เนื่องจากเห็นว่า เป็นผู้ให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์ปากอื่น ๆ ได้เบิกความไว้แล้วก่อนหน้านี้ ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงในคดีเปลี่ยนไป
ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบรวม 6 ปาก นำโดย อานนท์ นำภา (จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยาน) เบิกความยืนยันว่า การเข้าร่วมชุมนุมปราศรัยในวันเกิดเหตุเป็นการใช้เสรีภาพตามกฎหมายและเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจ โดยมิได้มีเจตนาที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วย เทวฤทธิ์ มณีฉาย, ชลธิชา แจ้งเร็ว, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, สมชาย ปรีชาศิลปกุล และ ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ ซึ่งร่วมเบิกความให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112
ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีของการสืบพยาน “อานนท์ นำภา” และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังศาลในฐานะจำเลย ขณะเดียวกันอานนท์ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความให้กับณวรรษในชุดผู้ต้องขัง พร้อมพันธนาการที่ข้อเท้าซึ่งจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหวด้วย
นอกจากนี้ “ฟ้า” พรหมศร ซึ่งตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 2569 ถูกศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุกในอีกคดี ก็ถูกเบิกตัวจากเรือนจำอำเภอธัญบุรีมาร่วมฟังการสืบพยานคดีนี้ด้วย แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจากการอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว แต่ฟ้ายังคงได้รับกำลังใจจากครอบครัวและประชาชนที่มาติดตามคดี
นอกเหนือจากข้อจำกัดในการต่อสู้คดีอันเกิดจากการที่จำเลยบางส่วนถูกคุมขังแล้ว ฝ่ายจำเลยยังต้องเผชิญกับสถานการณ์อีกหลากหลายประการที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถามต่อหลักประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย
.
เปิด 3 เหตุการณ์สะท้อนข้อจำกัดการต่อสู้คดี และข้อสังเกตต่อหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
เหตุการณ์ที่ 1: ศาลไม่ออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารให้ แม้ฝ่ายจำเลยยืนยันว่าเป็นพยานสำคัญในการต่อสู้คดี
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนและระหว่างการสืบพยานคดีนี้ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลจำนวน 15 ปาก และพยานเอกสาร 17 รายการ รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นก่อนถึงวันนัดสืบพยาน เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ครั้งที่สองวันที่ 13 พ.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ครั้งที่สามวันที่ 26 พ.ย. 2568 และครั้งสุดท้ายวันที่ 28 พ.ย. 2568
เนื้อหาส่วนหนึ่งของคำร้องระบุว่า พยานบุคคลที่จำเลยประสงค์จะนำเข้าสืบเป็นบุคคลภายนอก ซึ่งจะมาเบิกความพิสูจน์ข้อต่อสู้ของจำเลย โดยจำเลยไม่สามารถพามาศาลด้วยตนเองได้ ขณะเดียวกันพยานเอกสารที่จะนำมาใช้พิสูจน์ข้อต่อสู้ของจำเลยก็อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ทำให้จำเลยไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ในการยื่นคำร้องครั้งสุดท้าย ฝ่ายจำเลยยังได้ขอให้มีการไต่สวนคำร้องดังกล่าว เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องและความจำเป็นของพยานดังกล่าว อย่างไรก็ดี ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด โดยระบุเหตุผลในทำนองเดียวกันว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่ฝ่ายจำเลยขอให้ออกหมายเรียกนั้น ไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดีที่จำเลยถูกฟ้อง จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะออกหมายเรียกให้
ภายหลังศาลมีคำสั่งดังกล่าว ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2568 ทนายจำเลยได้แถลงต่อศาลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยศาลชี้แจงว่าจำเลยสามารถอุทธรณ์คดีได้อยู่แล้ว ทนายจำเลยจึงแย้งว่ากรณีไม่ใช่เพียงเรื่องการอุทธรณ์ แต่จำเลยคดีนี้ยังติดคุกอยู่
“ผมคิดว่าท่านน่าจะให้โอกาสพวกผมได้สู้คดีกันอย่างเต็มที่ ดีเสียอีกจะได้พิสูจน์ว่าเรื่องที่จำเลยพูดเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ หากไม่จริงก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ศาลจะได้ลงโทษตามที่โจทก์ฟ้องได้ ผมยืนยันว่าพวกนี้เป็นพยานที่สำคัญ” ทนายจำเลยกล่าว จากนั้นอานนท์แถลงต่อศาลว่าข้อเท็จจริงใดที่พอจะรับกันได้ก็อยากให้โจทก์รับ ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ลึก ๆ ท่านก็รู้ เพียงแต่ท่านไม่กล้าหาญพอ ผมสู้ด้วยชีวิตนะครับท่าน”
อย่างไรก็ดี ศาลได้อธิบายเหตุผลที่ไม่ออกหมายเรียกให้ว่าเกิดจากฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอพยานจำนวนมากเกินไป พร้อมระบุให้ฝ่ายจำกัดขอบเขตพยานให้กระชับขึ้นหากยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ ทั้งนี้ ศาลได้กล่าวตักเตือนฝ่ายจำเลยว่าไม่ควรใช้คำว่า “ไม่ยุติธรรม” เนื่องจากจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคดีต่อไปได้ ส่วนเอกสารใดที่อยู่ในวิสัยที่ขอคัดถ่ายได้ก็ให้นำมา ไม่ใช่ยื่นคลุมมาทั้งหมด แต่ให้ยื่นมาเฉพาะที่สำคัญหรือจำเป็นเท่านั้น
เหตุการณ์ที่ 2: บันทึกภาพโดยไม่แจ้งล่วงหน้า–สั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณา–แยกจำเลยไว้ในห้องกระจก
จากการสังเกตการณ์ระหว่างการสืบพยานคดีนี้ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 909 พบว่า เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้เปิดจอทีวีเพื่อบันทึกภาพและเสียงภายในห้องพิจารณาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกของการสืบพยาน ทั้งที่คดีดังกล่าวมิได้มีการยื่นคำร้องขอหรือศาลได้สั่งให้สืบพยานโดยใช้ระบบบันทึกภาพและเสียง (e-Hearing) แต่อย่างใด
แม้ต่อมาศาลจะชี้แจงว่า การบันทึกภาพและเสียงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น แต่การดำเนินการดังกล่าวยังคงสร้างข้อสงสัยและข้อห่วงกังวลให้แก่ฝ่ายจำเลย เนื่องจากเคยเกิดกรณีที่นำข้อมูลภาพและเสียงที่บันทึกไว้ในห้องพิจารณาไปใช้เป็นเหตุในการแจ้งความดำเนินคดีภายหลัง การบันทึกภาพและเสียงในลักษณะนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยได้
ย้อนอ่าน ‘เหตุการณ์ผิดปกติ’ ในศาลรอบปี 2568 จากการสังเกตการณ์คดีทางการเมือง
กระบวนการสืบพยาน ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 909 ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ 19 พ.ค. 2569 คดีนี้ถูกย้ายไปยังห้องพิจารณาคดีที่ 804 เนื่องจากมีการโยกย้ายองค์คณะผู้พิพากษา โดยในเบื้องต้นไม่พบการบันทึกภาพและเสียงภายในห้องพิจารณาดังเช่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในรายงานกระบวนพิจารณากลับระบุข้อห้ามได้ ซึ่งมีใจความว่า
“ห้ามมิให้บุคคลใดในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป”
นอกจากนี้ จากการสังเกตลักษณะทางกายภาพของห้องพิจารณาคดี 804 พบว่า ประตูห้องถูกติดฟิล์มสีหม่น ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ทั้งภายในและภายนอกห้องไม่สามารถมองเห็นกันได้ ทั้งยังติดป้ายแสดงกฎระเบียบและข้อห้ามเกี่ยวกับการบันทึกภาพและเสียงภายในห้องพิจารณาคดีไว้อย่างชัดเจนด้วย
ขณะเดียวกัน สภาพภายในห้องยังมีความแตกต่างจากบัลลังก์ 909 โดยมีการจัดที่นั่งของจำเลยไว้ภายในห้องกระจกแยกต่างหากจากที่นั่งของประชาชนทั่วไป ส่งผลให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับครอบครัวและประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องสลับกันเข้าไปพูดคุยภายในห้องกระจก ซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด
เหตุการณ์ที่ 3: ศาลเสนอให้อานนท์ถามค้านพยานโจทก์ด้วยตนเอง ในวันที่ทนายความไม่สามารถมาศาลได้
ย้อนกลับไปในวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ฝ่ายจำเลยได้แถลงขอเลื่อนนัดสืบพยานออกไป เนื่องจากทนายความของจำเลยที่ 1 (อานนท์) ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกะทันหันและไม่สามารถเดินทางมาศาลตามนัดหมายได้ เบื้องต้นศาลจึงสอบถามว่ามีใครพอทำหน้าที่แทนได้หรือไม่ “อานนท์ถามความเองได้ไหม”
ฝ่ายจำเลยชี้แจงว่า ประสงค์ให้ทนายความคนดังกล่าวเป็นผู้ว่าความให้อานนท์ เนื่องจากเป็นผู้ที่ทราบข้อเท็จจริงของคดีทั้งหมดและได้ว่าความให้อานนท์มาโดยตลอด การให้จำเลยถามความเองอาจส่งผลให้ตกหล่นประเด็นสำคัญและเกิดความกดดัน อย่างไรก็ดี ศาลได้ขอลงบัลลังก์เพื่อหารือกับองค์คณะและฝ่ายบริหารก่อน โดยก่อนลงบัลลังก์ ศาลยังได้สอบถามอานนท์ว่ามีพยานโจทก์ปากใดที่พอจะถามความเองได้หรือไม่ เนื่องจากการกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่ทำได้ค่อนข้างยาก
อานนท์กล่าวว่า โดยปกติแม้เป็นพยานโจทก์ปากที่ไม่ซับซ้อนก็ให้ทนายเป็นผู้ถามความให้ ตนไม่ได้ถามด้วยตนเอง ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันอยู่นั้น “ฟ้า” พรหมศร ได้ยกมือขึ้นแถลงต่อศาลว่า ฝ่ายจำเลยประสงค์ให้กระบวนการพิจารณาคดีสิ้นสุดโดยเร็ว แต่เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยแต่ละรายจึงไม่ติดใจหากจะมีการเลื่อนนัดสืบพยานออกไป
ภายหลังรับฟังคำแถลง ศาลระบุว่าเข้าใจเหตุผลของฝ่ายจำเลย แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงภาพรวมและแนวทางการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปด้วย เมื่อหารือกับฝ่ายบริหารเสร็จสิ้น ศาลจึงกลับขึ้นนั่งบัลลังก์อีกครั้งและแจ้งให้ฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเข้ามา พร้อมระบุเหตุผลให้ชัดเจน ก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ในท้ายที่สุด
.
บันทึกสืบพยานโจทก์
ตำรวจสืบสวน สน.พหลโยธิน รับมอบหมายแจ้งความ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ก่อนให้การเพิ่มเติมข้อหา ม.112 ด้าน “วราวุธ” ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่เห็นว่าคำปราศรัยเข้าข่ายหมิ่นกษัตริย์ฯ จึงเข้าแจ้งความ
พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ พัชรนิตยธรรม เบิกความว่า เมื่อปี 2563 พยานดำรงตำแหน่งรอง ผกก.สส.สน.พหลโยธิน มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาทั้งปวง เกี่ยวกับคดีนี้ ก่อนเกิดเหตุพยานทราบข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์ของกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” ว่า จะมีการชุมนุมที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สน.พหลโยธิน ฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประชุมวางแผนเพื่อเตรียมรับมือการชุมนุม รักษาความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยในวันเกิดเหตุพยานได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพื้นที่การชุมนุม
ทั้งนี้ ภายหลังทราบว่าจะมีการชุมนุมเกิดขึ้น พยานได้ดำเนินการตรวจสอบว่าผู้จัดได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ หรือไม่ แต่จนถึงขณะที่มีการชุมนุมก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งต่อ ผกก.สน.พหลโยธิน ซึ่งเป็นเจ้าของท้องที่การชุมนุมแต่อย่างใด
กระทั่งเวลา 15.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนขบวน โดยมีรถขนเครื่องขยายเสียงทยอยขับเข้ามาในพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมต่างก็เดินเข้ามาจนเส้นทางไม่สามารถใช้สัญจรได้ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องปิดการจราจรบริเวณแยกรัชโยธิน (จุดตัดถนนรัชดาฯ กับถนนพหลโยธิน)
เมื่อการชุมนุมเริ่มขึ้น ผกก.สน.พหลโยธิน จึงได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม เนื่องจากไม่ได้แจ้งการชุมนุมไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ดี ผู้ชุมนุมไม่ได้เลิกการชุมนุมแต่อย่างใด ทั้งยังขึ้นรถและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันปราศรัยอย่างต่อเนื่อง
การชุมนุมในวันเกิดเหตุมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทวงคืนทรัพย์สินมาเป็นของประชาชน จากการชุมนุมหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมีสถาบันหลักของชาติเป็นหุ้นส่วนอยู่ ผู้ชุมนุมน่าจะต้องการทวงสิ่งนั้นกลับคืนมา ทั้งนี้ การหมุนเวียนกันขึ้นปราศรัยดำเนินไปจนถึงเวลา 22.00 น. จากนั้นจึงยุติการชุมนุมไป
พนักงานสืบสวนจะคอยรายงานสถานการณ์การชุมนุมผ่านทางกลุ่มไลน์ของ สน.พหลโยธิน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม ต่อมาพยานได้รับมอบหมายจาก ผกก.สน.พหลโยธิน ให้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำ 8 ราย โดยมีพฤติการณ์สรุปได้ว่า 1. ไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า 2. การชุมนุมปิดกั้นทางจราจร ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน รวมถึงใช้เครื่องขยายเสียงส่งเสียงดังรบกวน 3. พ่นสีสเปรย์บนพื้นผิวถนนและแบริเออร์กั้นทางจราจร
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานรับว่า การสืบสวนของพยานยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าอานนท์เป็นผู้จัดการชุมนุม ทั้งยังไม่ทราบว่าอานนท์เป็นสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ หรือไม่ และสำเร็จการศึกษาจากที่ใด พยานทราบเพียงว่าขณะเกิดเหตุ อานนท์ประกอบอาชีพทนายความ
ขณะเกิดเหตุพยานยืนอยู่บริเวณรอบนอก ไม่ได้เข้าไปด้านในพื้นที่ชุมนุม เนื่องจากการเดินทางเข้า-ออกในช่วงเวลานั้นทำได้ยาก ด้วยเหตุนี้ พยานจึงไม่อาจจับใจความเนื้อหาคำปราศรัยและข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่บันทึกและถอดเทปคำปราศรัยแยกต่างหากอยู่แล้ว
พยานรับว่า วันเกิดเหตุพยานและผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 13 นาย ต่างปฏิบัติหน้าที่เรียบร้อยดีและไม่ได้จับกุมผู้ชุมนุมรายใด อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ไม่จับกุมมิใช่เพราะไม่พบเห็นการกระทำความผิด แต่เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก จึงไม่สามารถจับกุมใครได้ ทั้งนี้ พยานพบการกระทำความผิดอยู่บ้าง เช่น การขับขี่รถยนต์โดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน
พยานแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยเฉพาะข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เท่านั้น โดยพนักงานสอบสวนให้พยานดูคลิปเหตุการณ์ปราศรัยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค แต่พยานไม่ทราบแหล่งที่มาของคลิปดังกล่าว และไม่ทราบว่าเป็นคลิปเดียวกับที่โจทก์อ้างส่งศาลหรือไม่ อย่างไรก็ดี พยานเชื่อมั่นในสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาบันทึกมา พร้อมทั้งสังเกตจากภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมโดยรอบพื้นที่ชุมนุม
พยานรับว่า ได้เข้าให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 แต่การเข้าให้การมิได้เกิดขึ้นจากการให้สัญญาณหรือความประสงค์ของทางสำนักพระราชวัง
พยานรับว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในฐานะเจ้ามรดกสามารถทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลใดก็ได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย และขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลใดก็ได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งเจ้าหนี้ก็สามารถบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์มรดกได้ แต่ทายาทโดยธรรมที่ได้รับมรดกจะต้องเสียภาษีมรดกหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ
ทนายจำเลยถามพยานว่า หากผู้ที่รักชาติเกิดความกังวลจะสามารถตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความห่วงใยต่อประเด็นดังกล่าวได้หรือไม่ พยานตอบว่า ในความเห็นของพยานกฎหมายให้อำนาจไว้เท่าใดก็ทำได้เท่านั้น ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด
พยานรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เช่นเดียวกับวิษณุ เครืองาม ที่มีความน่าเชื่อถือในฐานะอาจารย์ แต่กรณีที่ทั้งสองเคยให้สัมภาษณ์ว่ารัชกาลที่ 10 ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจะน่าเชื่อถือหรือไม่นั้น พยานไม่ขอตอบ อย่างไรก็ดี พยานรับว่าไม่เคยเห็นสำนักพระราชวังดำเนินคดีมาตรา 112 กับทั้งสองมาก่อน
ทนายจำเลยถามพยานว่า พยานเคยให้การเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนว่าทรัพย์สินของราชบัลลังก์เป็นของชาติใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ตอบ (ต่อมาพยานขอแก้จากคำว่า “ของชาติ” เป็น “ของพระมหากษัตริย์”) ทนายจำเลยจึงถามต่อไปว่า เมื่อทรัพย์สินของราชบัลลังก์ไม่ใช่ของชาติ ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องหวงแหนรักษาไว้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ตอบ
ระหว่างนี้ศาลขอให้ทนายจำเลยรวบคำถามมาในคราวเดียว แต่ทนายจำเลยพยายามชี้แจงถึงสาเหตุที่ต้องถามเช่นนี้ เนื่องจากต้องการแสดงให้เห็นว่าคำถามที่พยานควรตอบได้พยานกลับเลือกไม่ตอบ อันสะท้อนถึงอคติและการไม่ได้มาเป็นพยานตามธรรมชาติ ซึ่งอคติในที่นี้อาจเกิดจากความรัก ความหลง หรือความกลัวก็ได้
พยานเห็นว่า คำปราศรัยที่ระบุว่า “ราชบัลลังก์ไม่ได้หมายความว่าเป็นของนาย ก, ข, ร.7, ร.8, ร.9 ไม่ใช่ ราชบัลลังก์หมายถึงเป็นของพวกเราทุกคน…” นั้นเป็นความเท็จ เนื่องจากราชบัลลังก์เป็นของพระมหากษัตริย์
พยานเคยให้การในชั้นสอบสวนว่า ขณะที่ ผกก.สน.พหลโยธิน กำลังอ่านประกาศให้ยุติการชุมนุมอยู่นั้น ไม่ปรากฏจำเลยคดีนี้ในภาพถ่าย เนื่องจากเห็นแค่เพียงด้านหลังจึงไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ แต่พยานรู้จักอานนท์และพริษฐ์มาก่อน ส่วนจำเลยรายอื่น ๆ พยานไม่รู้จัก
พยานไม่ทราบว่า อานนท์กับณวรรษมีความสัมพันธ์กันอย่างไร รวมถึงไม่ทราบว่าในวันเกิดเหตุทั้งสองเดินทางมายังพื้นที่การชุมนุมด้วยกันหรือไม่ แต่ยอมรับว่าผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งอยู่คนละยุคสมัยกันกับพยาน ทั้งยังรับว่า พระมหากษัตริย์ก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับพวกเรา และการวิพากษ์วิจารณ์ย่อมทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย (ต่อมาพยานขอเปลี่ยนคำตอบเป็น “ไม่ตอบ”) ทนายจำเลยจึงถามพยานต่อไปว่า ประชาชนสามารถชื่นชมสถาบันฯ ได้อย่างเดียว โดยไม่อาจตำหนิได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ตอบ
.
วราวุธ สวาย เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานพักอาศัยอยู่ที่บ้าน แต่ทราบผ่านสื่อเฟซบุ๊กว่ามีการโพสต์เชิญชวนประชาชนให้มาร่วมชุมนุมที่บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “ทวงคืนทรัพย์สินที่ควรเป็นของชาติของประชาชนทุกคน”
พยานไม่ได้ติดตามชมการปราศรัยตั้งแต่ต้นจนจบ แต่มีพวกของพยานคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ พยานเห็นโพสต์ข้อความและคลิปเหตุการณ์ปราศรัยจำนวน 3 คลิปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งภายหลังจากได้รับชมแล้วมีความเห็นว่า เนื้อหาคำปราศรัยเข้าข่ายตามมาตรา 112 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 อย่างไรก็ดี เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้ว พยานจึงไม่อาจจดจำถ้อยคำปราศรัยได้ทั้งหมด แต่สามารถสรุปใจความสำคัญที่อานนท์ปราศรัยออกมาได้ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
- กล่าวหาว่ารัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มิได้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
- กล่าวหาว่ารัชกาลที่ 10 ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
- กล่าวหาว่ารัชกาลที่ 10 ทรงโอนหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์มาเป็นของตนเอง
- กล่าวหาว่ารัชกาลที่ 10 ทรงนำภาษีของประชาชนทั้งโอนทั้งนำมาเป็นของตนเอง
ขณะที่พริษฐ์ (จำเลยที่ 2) กล่าวหาว่า “ปล้นกงสีของชาติ” ซึ่งในที่นี้หมายถึงหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ ทั้งยังกล่าวหาว่าเรื่องที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกด้วย นอกจากนี้ พริษฐ์ยังได้ร้องเพลงฉ่อยซึ่งมีเนื้อหาท่อนหนึ่งกล่าวถึงการภาษีของประชาชนไปใช้ส่งเสียภรรยาที่เยอรมัน
ต่อมา “ไมค์” ภาณุพงศ์ ได้กล่าวหาใน 3 ประเด็น ทั้งเรื่องการปล้นภาษีของประชาชน เรื่องการทำให้ประชาชนอดอยาก และเรื่องร่ำรวยที่สุดในโลก ส่วนผู้ปราศรัยอีกราย คือ “วรรณวลี” ได้กล่าวหาเรื่องการนำเงินภาษีของประชาชนไปที่เยอรมัน และ “พงศธรณ์” กล่าวหาว่า “คนที่รักษาประชาธิปไตยกลับติดคุกถูกลดคุณค่า คนที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์กลับได้ดีกันทุกตัว”
พยานเห็นว่าถ้อยคำปราศรัยดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นและทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสีย จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.พหลโยธิน เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2563 โดยพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานไว้ในฐานะผู้กล่าวหา ทั้งนี้ พยานยังได้ส่งมอบเอกสารประกอบคำให้การรวม 19 แผ่น พร้อมแผ่นซีดี 1 แผ่น ให้แก่พนักงานสอบสวนด้วย
จากนั้นอัยการโจทก์ให้พยานชี้ตัวจำเลยในห้องพิจารณา พยานชี้ตัวอานนท์ได้เพียงคนเดียว ส่วนจำเลยรายอื่น ๆ ไม่สามารถชี้ตัวได้ (ตอนแรกพยานชี้ไปที่ณวรรษแล้วระบุว่าเป็นพงศธรณ์ ก่อนเปลี่ยนคำตอบเป็นจำไม่ได้)
สาเหตุที่พยานเชื่อว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดนั้น เนื่องจากจำเลยในคดีนี้ทำงานกันเป็นขั้นเป็นตอนโดยแบ่งหน้าที่กัน กล่าวคือ แต่ละคนสลับกันขึ้นปราศรัยเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกันไป
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
กลุ่มของพยานมีชื่อว่า “ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน” (ศปปส.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 10 แต่พยานมิใช่แกนนำกลุ่มและปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มดังกล่าวแล้ว แต่หากพยานพบเห็นการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ก็จะเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นอีก
การแจ้งความดำเนินคดีของกลุ่ม ศปปส. ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่ม “สามกีบ” ภายหลังปี 2563 อย่างไรก็ดี พยานไม่ทราบความหมายที่แท้จริงของคำว่า “สามกีบ” แต่เนื่องจากพบเห็นคำดังกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์จึงนำมาใช้ ทั้งนี้ พยานทราบว่าแท้จริงแล้วกลุ่มดังกล่าวเรียกตนเองว่า “กลุ่ม 3 นิ้ว” และยืนยันว่าไม่เคยใช้คำว่าสามกีบเปรียบเทียบกับวัวควายแต่อย่างใด
ประโยคที่ระบุว่า “เอาคนรักประชาธิปไตยไปติดคุก” นั้นหมายถึง กลุ่ม 3 นิ้ว ส่วนประโยคที่ระบุว่า “กลุ่มที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ว่าได้ดีทุกตัว” นั้น หมายถึงพวกของพยานและผู้ที่รักสถาบันฯ ทุกคน ทั้งนี้ พยานเห็นว่าผู้ปราศรัยกล่าวได้ถูกต้อง แต่ถึงกระนั้นก็เป็นการกล่าวหารัชกาลที่ 10 ว่า ทรงทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัว ทั้งยังกล่าวร้ายว่าเป็นภัยต่อประชาชนด้วย
พยานไม่ทราบว่า องค์การสหประชาชาติ และรัฐสภายุโรปต่างก็ยกย่องเชิดชูประชาธิปไตย และไม่ทราบว่าประเทศไทยเป็นสมาชิกของ UN (ภายหลังพยานเบิกความใหม่ว่าทราบ) อย่างไรก็ดี พยานไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์การดังกล่าวจึงเข้ามายุ่งกับประเด็นภายในของประเทศไทย
กลุ่ม 3 นิ้วมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยพยานทราบจากสื่อว่ามีคณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยและราษฎรอาวุโสฝ่ายกษัตริย์นิยม (Royalist) เช่น ส. ศิวรักษ์ ออกมาให้การสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวด้วย แต่พยานไม่ทราบว่า อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ประเทศนี้บ้าบอไปแล้ว จับเด็กมาขังคุก”
พยานไม่ทราบว่า การชุมนุมเรียกร้องเกี่ยวกับการโอนหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ที่บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นการชุมนุมที่ถูกที่ถูกทางแล้วหรือไม่ และไม่ทราบว่าอานนท์กล่าวความจริงหรือความเท็จเรื่องการโอนหุ้นจากสำนักงานทรัพย์สินย์ฯ มาเป็นของพระองค์
อย่างไรก็ดี พยานเห็นว่ากรณีดังกล่าวมิใช่การโอนหุ้น แต่เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ซึ่งตราขึ้นโดย สนช. โดยหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีการเสียภาษีตามกฎหมาย
พยานไม่ทราบว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 เปิดช่องให้ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 โดยผลการออกเสียงปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่มีมติเห็นชอบ จึงได้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 9 เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ขณะนั้นรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จสวรรคต จึงยังมิได้ลงพระปรมาภิไธย
พยานไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 10 และต่อมาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่ามิได้ลงพระปรมาภิไธย แต่พระราชทานร่างรัฐธรรมนูญกลับคืนมาเพื่อให้แก้ไขในบางประเด็น
พยานไม่ทราบว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้เพิ่มเรื่องส่วนราชการในพระองค์ โดยภายหลังประกาศใช้ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานในพระองค์ขึ้นหลายหน่วยงาน ทั้งนี้ พยานไม่ทราบว่าการดำเนินการดังกล่าวขัดต่อหลัก “The King can do no wrong” หรือหลัก “ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง” หรือไม่
ระหว่างนี้ศาลถามแทรกขึ้นมาว่า ถามเยอะไปหรือไม่ ทนายจำเลยจึงชี้แจงว่า ประเด็นที่ถามค้านปรากฏอยู่ในคำให้การชั้นสอบสวนของพยาน แต่เมื่อตอบคำถามค้านในชั้นศาล พยานกลับเบิกความว่าไม่ทราบทั้งหมด
พยานไม่ทราบว่า กรณีที่รัชกาลที่ 10 แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นองคมนตรี โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
พยานไม่ทราบว่า การโอนทรัพย์สินของหลวงมาเป็นของตนเองหรือบุคคลใดก็ตามถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดโอนบ้านพักหลวงมาเป็นของตนเอง และไม่ทราบว่าเมื่อทรัพย์สินของหลวงถูกโอนมาเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลแล้ว หากเจ้าทรัพย์ถึงแก่ความตายการตกทอดย่อมเป็นไปตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก
ทนายจำเลยถามพยานว่า โดยปกติทรัพย์สินของหลวงทั้งหมดไม่ต้องเสียภาษี แต่หากทรัพย์สินดังกล่าวเปลี่ยนสถานะมาเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลแล้วย่อมต้องเสียภาษี เช่นนี้การเปลี่ยนแปลงจะส่งผลดีกว่าเดิมอย่างไร พยานตอบว่า ไม่ตอบ
ทนายจำเลยถามพยานว่า เหตุที่พยานตอบว่า “ไม่ทราบ” และ “ไม่ตอบ” หลายครั้งเพราะเห็นว่าหากตอบคำถามไปจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายจำเลยใช่หรือไม่ พยานเบิกความตอบว่า ไม่ทราบ ทนายจำเลยจึงถามพยานต่อไปว่า เหตุที่พยานตอบกลับไปกลับมาระหว่าง “ไม่ทราบ” กับ “ไม่ตอบ” โดยหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนั้น เพราะต้องการให้เป็นโทษกับจำเลยใช่หรือไม่ พยานเบิกความตอบว่า ไม่ทราบ
พยานรับว่า เคยเบิกความเกี่ยวกับการเสด็จไปประทับที่ประเทศเยอรมนีไว้ที่ศาลอาญาจริง แต่ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จไปด้วยสาเหตุใด
พยานรับว่า เมื่อช่วงปี 2563 ประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเห็นจากสื่อว่ามีประชาชนตกงานเป็นจำนวนมาก ทนายจำเลยจึงถามพยานว่า ดังนั้น คำปราศรัยที่ระบุว่ามีคนอดอยากก็เป็นข้อเท็จจริงใช่หรือไม่ พยานตอบว่า “อดอยากตรงไหน ทุกคนก็มีงานทำ”
พยานไม่ทราบว่า วิษณุ เครืองาม เคยให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับกรณีที่รัชกาลที่ 10 ทรงส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติกลับมาให้แก้ไข อย่างไรก็ดี พยานเห็นว่าการที่พระองค์ทรงมีรับสั่งเช่นนั้นไม่ขัดต่อประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ทนายจำเลยถามว่า ก่อนเข้าให้การในชั้นสอบสวนและมาเบิกความในชั้นศาล พยานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ผู้ปราศรัยกล่าวไว้หรือไม่ พยานตอบคำถามค้านว่า ไม่ขอตอบ ทนายจำเลยจึงถามต่อไปว่า สำนักพระราชวังไม่เคยออกมาชี้แจงหรือโต้แย้งว่าข้อความที่อานนท์กล่าวนั้นเป็นเท็จใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ขอตอบ
พยานสำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และไม่ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา อย่างไรก็ดี พยานรับว่าเคยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรีจริง แต่จำไม่ได้ว่าให้การไว้ในคดีใด
ทนายจำเลยให้พยานดูคำให้การชั้นสอบสวนแล้วถามพยานว่า ฎีกาที่พยานนำมาใช้กล่าวอ้างในระหว่างที่ให้การนั้นได้มาจากที่ใด พยานตอบว่า ฝ่ายจำเลยมีทีมงานทำงานกันเป็นทีม ฝ่ายพยานก็ต้องมีบ้างเช่นเดียวกัน โดยฎีกาดังกล่าวเป็นข้อมูลที่เพื่อนร่วมทีมของพยานค้นหามาให้ แต่พยานขอไม่ระบุว่าเป็นบุคคลใด และขอยืนยันว่าไม่ใช่สมาชิกกลุ่ม ศปปส.
พยานรับว่า พนักงานสอบสวนพิมพ์ข้อมูลตามเอกสารที่พยานนำมา ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อมูลที่เพื่อนร่วมทีมของพยานเป็นผู้จัดเตรียมไว้ให้ โดยเพื่อนคนดังกล่าวไม่ได้เดินทางมาร่วมให้การ แต่พยานเป็นผู้ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง
พยานไม่ได้ฟังคำปราศรัยของผู้ชุมนุมตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเน้นฟังเฉพาะบางรายเท่านั้น อย่างไรก็ดี พยานไม่เคยเห็นจำเลยในคดีนี้ร่วมกันประชุมวางแผนหรือแบ่งหน้าที่กันมาก่อน อีกทั้งไม่ทราบว่าสัญลักษณ์ 3 นิ้วมีความหมายว่าอย่างไร (ตอนแรกพยานเบิกความตอบว่าสัญลักษณ์ดังกล่าวมีความหมายว่า “ไม่เอาสถาบัน”)
จุดประสงค์ของผู้ชุมนุมตามที่ขึ้นป้ายไว้คือ การเรียกร้องทรัพย์สินที่ควรเป็นของชาติควรเป็นของราษฎรทุกคน ส่วนข้อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งจะมีด้วยหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ และเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดี
กลุ่ม ศปปส. ที่พยานเคยเป็นสมาชิกจะแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 112 เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนพื้นที่อื่น ๆ จะมีการแจ้งความด้วยหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ
พยานไม่แน่ใจว่า เมื่อช่วงปี 2563 – 2565 กลุ่ม ศปปส. ได้แจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 112 และมีคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาจำนวนเท่าใด แต่คาดว่าไม่น่าถึง 50 คดี นอกจากนี้ พยานรับว่าเคยขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ที่ศาลอาญามาแล้ว 3 ครั้ง และที่ศาลอาญากรุงเทพใต้อีก 2 ครั้ง ซึ่งทุกคดีพยานมีความเห็นเหมือนกันว่าเป็นความผิดตามมาตรา 112
พยานไม่เคยรู้จักหรือพบเห็นพงศธรณ์มาก่อน และไม่ทราบว่าพงศธรณ์เดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุและกลับออกไปในเวลาเท่าใด อย่างไรก็ดี พยานเห็นพงศธรณ์ขณะขึ้นปราศรัยบนเวที แต่จำไม่ได้ว่าขณะที่ปราศรัยนั้นมีบุคคลใดยืนอยู่บนเวทีบ้าง
พยานไม่เห็นพงศธรณ์โพสต์ข้อความเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมชุมนุมและฟังคำปราศรัย และไม่ทราบว่าพงศธรณ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมอย่างไรบ้าง นอกเหนือจากการขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัย
.
ผกก.สน.พหลโยธิน ระบุผู้จัดไม่แจ้งการชุมนุม จึงออกคำสั่งให้ยุติ พร้อมยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ก่อนศาลยกคำร้องเหตุอยู่ในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
พ.ต.อ.อรรถวุฒิ นิวาตโสภณ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ สน.พหลโยธิน ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2563 พยานรับทราบข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ “เยาวชนปลดแอก” ซึ่งโพสต์แจ้งเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมเป็นบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทวงคืนทรัพย์สินจากพระมหากษัตริย์มาเป็นของประชาชน
พยานจึงได้สั่งการให้ตำรวจทุกฝ่ายเตรียมความพร้อมดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ต่อมาเมื่อถึงวันเกิดเหตุเวลา 15.00 น. พยานเข้าตรวจสอบพื้นที่ชุมนุม พบว่าเริ่มมีผู้ชุมนุมทยอยเดินทางมาถึงแล้ว อีกทั้งยังมีการปิดเส้นทางจราจร รวมถึงมีรถขนเครื่องขยายเสียงขับเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว
เนื่องจากผู้ชุมนุมไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อพยานล่วงหน้า จึงเห็นว่าเป็นการชุมนุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและได้ออกคำสั่งที่ 257/2563 ประกาศให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยใช้เครื่องขยายเสียงเคลื่อนที่ซึ่งมีรัศมีความดังครอบคลุมระยะประมาณ 50 – 100 เมตร จึงเชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้ยินเสียงประกาศชัดเจน นอกจากนี้ พยานยังได้นำเอกสารประกาศไปแจกจ่ายในพื้นที่การชุมนุมด้วย
อย่างไรก็ดี ผู้ชุมนุมมิได้ยุติการชุมนุมแต่อย่างใด ยังคงชุมนุมปราศรัยอย่างต่อเนื่องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป รวมถึงมีการร้องเพลงฉ่อยและเพลงอีแซว โดยเท่าที่จำได้ผู้ปราศรัยได้แก่ อานนท์ พริษฐ์ และชินวัตร
ผู้ชุมนุมกล่าวปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง โดยช่วงแรกจะเป็นการปราศรัยอยู่บนรถ แต่ต่อมาปรากฏว่ามีเวทีปราศรัยตั้งอยู่ด้านล่างด้วย ทั้งนี้ พยานได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เป็นผู้ลงพื้นที่สืบสวนรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมด หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายก็ให้เป็นผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดี ส่วนพยานเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของรายงานการสืบสวนและลงลายมือชื่อกำกับไว้อีกที
นอกจากนี้ ในวันเกิดเหตุกลุ่มผู้ชุมนุมยังได้ชุมนุมกีดขวางทางจราจร และมีผู้ชุมนุมบางส่วนพ่นสีสเปรย์ลงบนถนน ทางเท้า และกำแพงอุโมงค์ ก่อนจะยุติการชุมนุมในเวลาประมาณ 22.00 น. พฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ชุมนุมทำให้ประชาชนได้รับความลำบากและก่อให้เกิดความวุ่นวาย อีกทั้งเนื้อหาคำปราศรัยบางส่วนก็เข้าข่ายเป็นความผิดต่อกฎหมายด้วย
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อเรียกร้องทั้งหมดของผู้ชุมนุมมีอะไรบ้าง แต่รับว่าหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักคือให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและองคาพยพลาออกจากตำแหน่ง และอีกหนึ่งข้อเรียกร้องคือให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่อยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย
พยานเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา โดยในเบื้องต้นได้รวบรวมพยานหลักฐานที่พนักงานสืบสวนเป็นผู้จัดหามา อย่างไรก็ดี รับว่าไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบหรือแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย เนื่องจากพยานปฏิบัติหน้าที่ที่ สน.พหลโยธิน ได้เพียง 20 วัน ก็ต้องโยกย้ายไปประจำการที่อื่น
พยานสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชารวบรวมพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยแล้ว โดยการค้นหาความจริงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน แต่ในช่วงที่พยานยังไม่ได้ย้ายไปประจำการที่อื่น พนักงานสอบสวนยังไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งให้
พยานรับว่า สถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่โล่งโปร่ง ไม่มีหลังคาปกคลุม อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุพยานก็ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด และไม่ได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดว่าได้รับเชื้อโควิด-19
พยานไม่พบว่าอานนท์และจำเลยรายอื่น ๆ ร่วมตกลงวางแผนเพื่อแบ่งหน้าที่กันอย่างไร และจากการตรวจสอบ ไม่ปรากฏว่าอานนท์เป็นสมาชิกของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ส่วนจะมีรายชื่อเป็นสมาชิกในกลุ่มเยาวชนปลดแอกหรือไม่นั้น พยานก็ไม่อาจทราบได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้รวบรวมรายชื่อสมาชิก
พยานเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุตั้งแต่ก่อนเวลา 12.00 น. และอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจนกระทั่งสิ้นสุดการชุมนุมในเวลาประมาณ 22.00 น. ทั้งนี้ พยานรับว่าการชุมนุมดำเนินไปด้วยความสงบและปราศจากอาวุธ
กรณีที่ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เลิกการชุมนุมสาธารณะนั้น พยานทราบว่าทางพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่าศาลแพ่งได้รับอุทธรณ์ไว้หรือไม่ และผลออกมาเป็นเช่นไร
พยานได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เป็นผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาร่วมกันชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ ยังเข้าให้การต่อพนักงานสอบสวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2563 ก่อนจะเข้าให้การเพิ่มเติมภายหลัง เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2564
พยานเคยให้การว่า พฤติการณ์ยังรับฟังไม่ได้ว่าอานนท์กับพวกเป็นผู้สั่งการหรือหัวหน้าการชุมนุม ทั้งคำให้การในครั้งแรกนั้นก็เกี่ยวข้องเฉพาะประเด็นไม่แจ้งการชุมนุมเท่านั้น โดยยังไม่มีประเด็นเรื่องการกระทำความผิดตามมาตรา 112
ส่วนสาเหตุที่คำให้การชั้นสอบสวนของพยานกับ พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ มีลักษณะเหมือนกันทุกตัวอักษร คล้ายเข้าให้การพร้อมกันนั้น เกิดจากการใช้ชุดไฟล์เอกสารในประเด็นความผิดเดียวกัน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติงานตามปกติของพนักงานสอบสวน
พยานรับว่า รัชกาลที่ 10 เคยอภิเษกสมรสกับพระองค์เจ้าโสมสวลีและมีพระราชธิดาร่วมกันคือ พระองค์ภาฯ ส่วนภรรยาคนที่ 2 คือ “สุจาริณี” หรือชื่อเดิมคือ “ยุวธิดา” มีพระราชโอรสและพระราชธิดาร่วมกัน 4 คน ซึ่งพระราชธิดาคือ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี
ระหว่างนี้ศาลกล่าวแย้งขึ้นมาว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่อานนท์ชี้แจงว่า ประเด็นเหล่านี้มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลสามารถรู้ได้เองดังเช่นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก และเมื่อข้อเท็จจริงยังไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนมาก่อน จึงมีความจำเป็นต้องถามค้านพยาน
ส่วนสาเหตุที่ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เลิกการชุมนุมสาธารณะนั้น พยานเบิกความว่า เนื่องจากขณะนั้นมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ส่งผลให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลแพ่ง
พยานประกาศให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมภายในเวลา 15.30 น. เมื่อผู้ชุมนุมไม่ยอมปฏิบัติตาม พยานจึงได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่ศาลแพ่งยกคำร้อง พยานก็ไม่ได้สั่งให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่หรือห้ามการชุมนุมแต่อย่างใด
พยานพ้นจากตำแหน่ง ผกก.สน.พหลโยธิน ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2563 อย่างไรก็ดี ก่อนพ้นจากตำแหน่งยังไม่ได้เข้าให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ
พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2563 ซึ่งถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสอบสวนเท่านั้น โดยกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดยังไม่เสร็จสิ้นครบถ้วน แต่เนื่องจากพนักงานสอบสวนเชื่อว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่ายเป็นความผิดจึงแจ้งข้อกล่าวหาไว้ก่อน
พยานไม่เห็นวรรณวลีในพื้นที่ชุมนุม ด้วยเหตุนี้จึงยืนยันไม่ได้ว่าวรรณวลีเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ขึ้นปราศรัยหรือไม่ อีกทั้งพยานก็ไม่เคยรู้จักกับวรรณวลีมาก่อน หากเห็นหน้าอีกครั้งก็จำไม่ได้ กรณีที่พยานเข้าให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนว่าวรรณวลีได้ร่วมกันกระทำความผิดกับอานนท์นั้น พยานอาศัยการพิจารณาจากสำนวนการสอบสวนเพียงเท่านั้น
พยานรับว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เดินทางมาถึงพื้นที่ชุมนุมภายหลังจากที่พยานประกาศให้ยุติการชุมนุมแล้ว ดังนั้น ผู้ชุมนุมกลุ่มดังกล่าวจึงไม่อาจทราบได้ว่ามีคำสั่งให้ยุติออกมาก่อนหน้า
ขณะเกิดเหตุพยานไม่ได้สังเกตบุคคลใดเป็นการเฉพาะและไม่รู้จักกับพรหมศรหรือพงศธรณ์มาก่อน ดังนั้น ไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองเดินทางมาถึงที่ชุมนุมและกลับออกไปในเวลาเท่าใด และไม่ทราบว่าทั้งสองมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการชุมนุมประการใด
ทนายจำเลยถามค้านพยานว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่ารัชกาลที่ 10 ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามตินั้น หากต้องการทราบข้อเท็จจริงที่แน่ชัดต้องนำ พล.อ.ประยุทธ์ มาเบิกความเป็นพยานในคดีใช่หรือไม่ พยานเบิกความตอบว่า ไม่ทราบว่าเคยมีรับสั่งเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ตามที่ปรากฏในข่าวมีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นที่ทราบเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ พยานรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นตามกฎหมาย ที่ห้ามมิให้ออกหมายเรียกมาเป็นพยาน
พยานไม่ได้ฟังคำปราศรัยของจำเลยทั้งหมด แต่ได้รับทราบข้อมูลมาจากการรวบรวมพยานหลักฐานของผู้ใต้บังคับบัญชา อีกทั้ไม่ได้เห็นการถอดเทปปราศรัยด้วยตนเอง ทั้งนี้ พยานรับว่าบุคคลทั่วไปย่อมมีสิทธิติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ทุกคนได้
ตอบอัยการโจทก์ถามติง
ในวันเกิดเหตุพยานยืนอยู่ตรงจุดที่สูงกว่าพื้นที่ชุมนุม โดยได้เดินตรวจตราความเรียบร้อยโดยรอบบริเวณไปจนถึงด้านหน้าเวทีปราศรัย ดังนั้น พยานจึงมีโอกาสได้ฟังคำปราศรัยของจำเลย เพียงแต่ไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้ว่าจำเลยกล่าวปราศรัยไว้ว่าอย่างไร
.
ตำรวจ ปอท. ผู้ตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ รับว่า หากต้องการพิสูจน์ประเด็นรับสั่งแก้ รธน. ควรเรียก “ประยุทธ์” มาเบิกความ
พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล เบิกความว่า พยานรับราชการที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ทำหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสถาบันพระมหากษัตริย์
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับหนังสือสั่งการ ฉบับลงวันที่ 4 ม.ค. 2564 ให้ตรวจสอบเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมและเพจเยาวชนปลดแอก ว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 มากหรือน้อยเพียงใด
เมื่อได้รับหนังสือสั่งการมาแล้ว พยานได้ดำเนินการตรวจสอบในเบื้องต้นว่าเพจทั้งหมดที่ระบุมามีอยู่จริงหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่าบุคคลทั้ง 6 ซึ่งมีรายชื่อส่งมานั้น มีสื่อสังคมออนไลน์ของตนเองแยกต่างหากอีกหรือไม่ ทั้งนี้ ภายหลังตรวจสอบ พยานได้จัดทำเป็นรายงานส่งให้แก่ผู้บังคับบัญชา ฉบับลงวันที่ 18 ก.ย. 2564
จากการตรวจสอบเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ยังไม่พบหลักฐานยืนยันมากนัก แต่พบหลักฐานการเปิดรับบริจาค เนื่องจากมีชื่อและเลขบัญชีธนาคารปรากฏอยู่ ส่วนเพจเยาวชนปลดแอก เคยมีหลักฐานเมื่อนานมาแล้วก่อนเกิดเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อปี 2563 เนื่องจากเคยไลฟ์สดการชุมนุม แต่ผู้ที่ไลฟ์ลืมกลับกล้องจึงทำให้เห็นใบหน้าของผู้ที่ถือกล้องชัดเจน
จากการตรวจสอบทั้งสองเพจ พบว่ามีการโพสต์เชิญชวนประชาชนให้ไปร่วมชุมนุมเมื่อปี 2563 ซึ่งโพสต์ในเวลาที่ห่างกันพอสมควร แต่เมื่อถึงเวลาชุมนุมการโพสต์ข้อความจะใช้เวลาไล่เลี่ยกันมากขึ้น จนแทบจะเป็นเวลาเดียวกัน พยานจึงเชื่อว่าผู้ดูแลเพจทั้งสองน่าจะอยู่บริเวณใกล้เคียงกันหรืออยู่ในสถานที่เดียวกัน
ส่วนการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ส่วนบุคคล จะเป็นการตรวจพิสูจน์ว่าแต่ละคนโพสต์ถึงการชุมนุมไว้อย่างไรทั้งในช่วงเวลาก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ ทั้งนี้ ในส่วนของอานนท์พบการโพสต์เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่พยานไม่แน่ใจว่าโพสต์ก่อนหรือหลังการชุมนุมเป็นเวลา 1 วัน
พริษฐ์พบการโพสต์แจ้งเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมไปเป็นบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ก่อนการชุมนุมเพียงแค่ 1 วัน ส่วนภาณุพงศ์พบภาพถ่ายยืนยันตัวตนชัดเจนในพื้นที่ชุมนุม ทั้งยังพบการโพสต์ภาพเช็คอินที่บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย
สำหรับวรรณวลีไม่พบการโพสต์ใด ๆ ในวันเกิดเหตุ แต่มีหลักฐานทางออนไลน์ชี้ชัดว่าได้ขึ้นปราศรัยและแชร์โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการชุมนุมจากสื่ออื่น ๆ ในส่วนของพงศธรณ์ไม่พบการโพสต์ถึงการชุมนุมนี้แต่อย่างใด
ขณะเกิดเหตุพยานไม่ได้ร่วมลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุด้วยตนเอง แต่ติดตามสถานการณ์จากสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ภายหลังจัดทำรายงานเสร็จสิ้นแล้ว พยานจึงได้เดินทางเข้าให้การต่อพนักงานสอบสวน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ก่อนถามคำถามค้าน ทนายจำเลยได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมาให้พยานและขอให้พยานค้นหาข้อมูลจาก Google ในประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่ารัชกาลที่ 10 มีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พยานพิมพ์ค้นหา แล้วเบิกความว่า การพิมพ์ค้นหาเช่นนี้อาจเกิดข้อผิดพลาดได้
ต่อมา ศาลถามพยานว่าพบข่าวดังกล่าวหรือไม่ พยานไม่ขอตอบ พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้เตรียมข้อมูลส่วนนี้มา อีกทั้งต้องพิจารณาก่อนว่าสำนักข่าวมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ดี ในภายหลังพยานเบิกความยอมรับว่า พบข่าวในสื่อสังคมออนไลน์จริง
ทนายจำเลยถามพยานต่อว่า สำนักข่าวไทยรัฐมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ทราบและไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ แต่หากใช้วิจารณญาณตามวิญญูชนทั่วไป สำนักข่าวดังกล่าวย่อมมีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว
ทนายจำเลยขอให้พยานพิมพ์ค้นหาใน Google ด้วยถ้อยคำว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” แล้วถามพยานว่า เมื่อกดค้นหาแล้วขึ้นข้อมูลว่าอย่างไร พยานตอบว่า พบรูปของในหลวงรัชกาลที่ 10 และข่าวที่ในหลวงทรงตรัสเช่นนั้นจริง รวมถึงมีข่าวที่ถ้อยคำดังกล่าวถูกใช้ในระหว่างการชุมนุมด้วย
จากนั้น ทนายจำเลยจึงขอให้พยานค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการโอนหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์มาเป็นพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ พยานเบิกความตอบว่า ประเด็นดังกล่าวไม่สามารถค้นหาเองได้ ต้องทำหนังสือสอบถามไปยังธนาคารเท่านั้น
พยานรับว่า พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เป็นผู้ร้องขอให้ตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุให้พยานตรวจสอบว่าบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าวเป็นของบุคคลใด และมีใครเป็นแอดมินหรือเจ้าของเพจบ้าง ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้ระบุไว้ว่าบัญชีดังกล่าวเป็นของผู้ใดและมีสถานที่ตั้งอยู่ที่ใดนั้นเป็นเพราะยังตรวจสอบไม่พบ
พยานรับว่า จากการตรวจสอบไม่พบในสื่อสังคมออนไลน์ ว่าวรรณวลีและพงศธรณ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ และเยาวชนปลดแอก ทั้งยังไม่พบข้อมูลที่ระบุว่าพงศธรณ์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย
ตอบอัยการโจทก์ถามติง
พยานเบิกความย้อนไปว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อหลังค้นหาข้อมูลข่าวสารใน Google คือการตรวจสอบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ยิ่งปัจจุบันมีการใช้ AI กันอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลลดน้อยลง ประกอบกับข้อมูลบางประเภทสามารถแก้ไขได้ตลอดเวลา เช่น ข้อมูลในวิกิพีเดีย ดังนั้น หากต้องการให้ข้อมูลที่มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ ควรสอบถามไปยังแหล่งข่าวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอีกครั้ง
ทนายจำเลยขอถามพยานเพิ่มเติม ศาลอนุญาต
ทนายจำเลยถามพยานว่า หากต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับกรณีที่ในหลวงทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรเชิญบุคคลใดมาเป็นพยานในศาล พยานเบิกความตอบว่า ควรเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากเป็นผู้ทราบข้อมูลดีที่สุดหรือจะมอบอำนาจให้ผู้แทนมาเบิกความแทนก็ได้
.
ตำรวจลงพื้นที่เกิดเหตุ ระบุการชุมนุมหน้า SCB เป็นไปโดยสงบ ส่วนพิสูจน์หลักฐานยังระบุไม่ได้ว่าใครเป็นผู้พ่นสีสเปรย์บริเวณที่ชุมนุม
พยานปากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย พ.ต.ท.วิบูลย์ นนทะแสง, ด.ต.ธรรมรัตน์ พุกพิบูลย์, พ.ต.ท.วุฒิชัย ปานสมบัติ และ ร.ต.อ.พัชรพล กลิ่นจิตโต ต่างเบิกความในลักษณะคล้ายกันว่า เหตุการณ์ชุมนุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมทยอยเดินทางเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงกลางวัน ก่อนประกาศยุติชุมนุมในเวลาประมาณ 21.30 น.
ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะแต่งกายด้วยชุดนอกเครื่องแบบโดยแฝงตัวไปกับกลุ่มของผู้ชุมนุมเพื่อสังเกตการณ์ สืบสวนหาข่าว และรักษาความสงบเรียบร้อย โดยไม่ได้จับกุมผู้ชุมนุมรายใดในที่เกิดเหตุ เนื่องจากไม่พบการกระทำความผิดซึ่งหน้าในขณะนั้น
พ.ต.ท.วิบูลย์ นนทะแสง เบิกความว่า ชุดสืบสวนของพยานจะแต่งกายคล้ายกับผู้ชุมนุมเพื่อแฝงตัวหาข่าว โดยพยานมิใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบ อย่างไรก็ดี พยานรับว่าสาเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น ก็เพื่อให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าพนักงาน
ทั้งนี้ แม้การชุมนุมในวันเกิดเหตุจะฝ่าฝืนต่อกฎหมายเนื่องจากไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แต่ภาพรวมการชุมนุมก็เป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และปราศจากมือที่สามที่เข้ามาแทรกแซง อย่างไรก็ดี ภายหลังยุติการชุมนุมได้เกิดเหตุการณ์ยิงกันขึ้น โดยพยานได้ยินเสียงปืน 3 นัด ก่อนทราบภายหลังว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บคือการ์ดของผู้ชุมนุม
ด.ต.ธรรมรัตน์ พุกพิบูลย์ เบิกความว่า กลุ่มผู้ชุมนุมใช้วิธีเดินเท้าเข้ามาจากแยกรัชโยธิน ซึ่งขณะนั้นเส้นทางจราจรตั้งแต่บริเวณแยกรัชโยธินไปจนถึงแยกรัชวิภา ถูกปิดจากการเข้าใช้พื้นที่ของผู้ชุมนุม อย่างไรก็ดี พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งให้ปิดเส้นทางจราจรดังกล่าว
ในการปราศรัยผู้ชุมนุมใช้เครื่องขยายเสียงและลำโพง ส่งผลให้เสียงดังมาถึงจุดที่พยานยืนอยู่ อย่างไรก็ดี พยานไม่สามารถจับใจความได้ว่าผู้ปราศรัยกล่าวถ้อยคำว่าอย่างไร และไม่ทราบว่าเครื่องขยายเสียงที่ผู้ชุมนุมใช้มีระดับความดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
นอกจากนี้ พ.ต.ท.จีรศักดิ์ ผู้ปลื้ม ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ สังกัดกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำหน้าที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและเก็บวัตถุพยานหลักฐานที่พบในสถานที่เกิดเหตุ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 ได้รับแจ้งจาก ร.ต.ท.ศรัณย์ สมานบุญวนิช พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ให้ไปดำเนินการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ณ ห้างสรรพสินค้าวิลล่า มาร์เก็ต (Villa Market)
จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบกระสุนปืน หมวก กระเป๋า รองเท้า ชิ้นส่วนท่อพีวีซีที่หัก เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ และเอกสารของผู้ชุมนุม นอกจากนี้ บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ยังพบคราบเขม่าสีขาวและกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่จำนวน 1 นัด ส่วนบริเวณอุโมงค์ข้ามแยกรัชโยธิน ตรวจสอบพบร่องรอยการพ่นสีสเปรย์ลงบนผนังและแบริเออร์ รวมทั้งพบข้อความที่ไม่สุภาพ ซึ่งบางจุดสียังไม่แห้งสนิท โดยพยานได้รับแจ้งว่าก่อนการชุมนุมไม่ปรากฏร่องรอยดังกล่าว
อย่างไรก็ดี พยานไม่เห็นว่าบุคคลใดเป็นผู้พ่นสีสเปรย์ โดย ร.ต.ท.ศรัณย์ เป็นผู้แจ้งให้พยานทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้น และได้นำกระเป๋าสะพายข้างสีน้ำตาลจำนวน 1 ใบมามอบให้แก่พยาน ซึ่งภายในกระเป๋าบรรจุบัตรประชาชนและเอกสารส่วนบุคคล ทั้งนี้ พยานไม่ทราบแน่ชัดว่าเจ้าของกระเป๋าเป็นผู้พ่นสีสเปรย์หรือไม่ อีกทั้งไม่ทราบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมขึ้นบริเวณฝั่งใด เพียงแต่จุดที่พบพยานวัตถุนั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับธนาคารไทยพาณิชย์
ร.ต.อ.ศรัณย์ สมานบุญวนิช ระบุว่า ได้ลงพื้นที่เกิดเหตุภายหลังการชุมนุมยุติลง เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีเสียงคล้ายระเบิดและอาวุธดังขึ้นบริเวณอเวนิว (Avenue) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับธนาคารไทยพาณิชย์ โดยการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน พยานเก็บเฉพาะลายนิ้วมือแฝง แท่นชาร์จ และปลอกกระสุนอาวุธปืนในคดีพยายามฆ่าที่พยานรับผิดชอบเท่านั้น มิได้เป็นผู้ตรวจเก็บกระป๋องสีสเปรย์
ภายหลังพยานเบิกความว่า ไม่พบเห็นและไม่ทราบว่ามีการตรวจพบกระป๋องสีสเปรย์หรือไม่ รวมถึงไม่ทราบว่ามีการตรวจเก็บลายนิ้วมือจากกระป๋องสีสเปรย์หรือไม่ด้วย
.
ตำรวจถอดเทปปราศรัยรับว่า สัญญาณภาพ-เสียงของคลิปไม่ต่อเนื่องจริง ทำให้บางช่วงได้ยินคำปราศรัยไม่ชัดเจน
ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ได้รับมอบหมายให้ถอดเทปคำปราศรัยของจำเลย รวม 11 ปาก ประกอบด้วย พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ จูสกุลวิจิตร์, พ.ต.ต.บรรยงค์ แดงเรือง, พ.ต.ท.ภูวิรัจน์ ขจรรัตนเศรษฐ์, พ.ต.ต.รุ่งโรจน์ ดอนนันชัย, ร.ต.อ.นพดล สังดวง, ร.ต.อ.พิสุทธิ์ ฤทธิ์ขจร, พ.ต.ท.พิพัฒน์พงษ์ เพิ่มพูน, พ.ต.ท.กำธร นิยม, ร.ต.อ.ฐานันดร สาสูงเนิน, พ.ต.ท.ปริญญา อุ่นตา และ พ.ต.ต.สุวเมธ เนื่องขันตรี โดยส่วนใหญ่ต่างเบิกความไปในทิศทางเดียวกันว่า ได้รับมอบไฟล์ภาพเคลื่อนไหวและเสียงจากพนักงานสอบสวนมาในรูปแบบของแฟลชไดร์ฟ
พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ จูสกุลวิจิตร์ เบิกความว่า พยานไม่ได้เห็นการปราศรัยด้วยตนเอง เนื่องจากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ชุมนุมขณะเกิดเหตุ แต่พนักงานสอบสวนที่นำไฟล์มาให้เป็นผู้แจ้งให้พยานทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุมในคดีนี้ อย่างไรก็ดี พยานจำไม่ได้ว่าถอดเทปในวันใดและเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ชุมนุมผ่านไปแล้วกี่วัน
พยานพิมพ์ถ้อยคำปราศรัยตามที่ได้ยิน โดยส่วนที่ทำสัญลักษณ์จุดไข่ปลา (…) ไว้นั้น หมายถึงถ้อยคำที่พยานฟังได้ไม่ชัดเจน สำหรับข้อความที่ปรากฏในวงเล็บ () เป็นภาษาอังกฤษซึ่งพยานไม่สามารถแปลความหมายได้ ทั้งนี้ ขณะถอดเทปพยานฟังจากเสียงเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ดูภาพการปราศรัยประกอบ (ต่อมาพยานเปลี่ยนคำตอบเป็น ขณะถอดเทปพยานดูลักษณะผู้ที่ขึ้นปราศรัยด้วย แต่ยึดฟังจากเสียงเป็นหลัก)
ร.ต.อ.พิสุทธิ์ ฤทธิ์ขจร เบิกความถึงขั้นตอนการถอดเทปว่า จะใช้วิธีเปิดเล่นคลิปไว้ประมาณ 1-2 นาที จากนั้นก็หยุดคลิปเพื่อพิมพ์ข้อความตามที่ได้ยิน ทำแบบนี้ต่อเนื่องไปจนจบคลิป และเมื่อถอดเทปเสร็จก็ได้จัดทำเป็นบันทึกการถอดเทป อย่างไรก็ตาม พยานรับว่าสัญญาณภาพและเสียงของคลิปมีความไม่ต่อเนื่องจริง ตามที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายเอกสารที่พยานเป็นผู้จัดทำ ที่ระบุไว้ว่า “ภาพวิดีโอมีการกระโดดเกิดจากความผิดพลาดของตัวเครื่อง อาจทำให้เวลาคลาดเคลื่อน”
ร.ต.อ.ฐานันดร สาสูงเนิน เบิกความว่า ภายหลังได้รับไฟล์วิดีโอบันทึกคำปราศรัยในรูปแบบแฟลชไดร์ฟจำนวน 3 ไฟล์มาแล้ว ได้นำไปเปิดฟังผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คส่วนตัวและลำโพง จากนั้นจึงเริ่มถอดถ้อยคำของผู้ปราศรัยและบันทึกสิ่งที่ผู้ปราศรัยกล่าวเอาไว้
ทั้งนี้ พยานจำได้ว่าผู้ปราศรัยขณะที่ถอดเทปนั้นเป็นผู้หญิง ส่วนสาเหตุที่ในบันทึกการถอดเทประบุว่าผู้ปราศรัยเป็นชายไม่ทราบชื่อนั้น เนื่องจากพยานลืมแก้ไขถ้อยคำให้ตรงกับความเป็นจริง อย่างไรก็ดี พยานยืนยันว่าเป็นผู้ถอดเทปคำปราศรัยด้วยตนเองจริง แม้ไม่ปรากฏการลงลายมือชื่อรับรองไว้ และไม่มีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมถอดเทปด้วยก็ตาม
.
พนักงานสอบสวนไม่ได้รวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย โดยเห็นว่า แม้กล่าวข้อเท็จจริงก็ผิดฐานหมิ่นประมาท
พ.ต.ท.พิพัฒน์ พูลลัน ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สน.พหลโยธิน เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 26 พ.ย. 2563 พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ ได้เข้าแจ้งความต่อพยานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 โดยให้การว่า อานนท์ นำภา กับพวก ร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่
ต่อมา วราวุธ สวาย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพยาน โดยกล่าวหาว่าผู้ต้องหากล่าวปราศรัยในลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ทั้งยังได้นำแผ่นซีดีและเอกสารแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหามามอบให้ด้วย
นอกจากนี้ พยานยังเป็นผู้สอบปากคำ พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล, อาฤทธิ์ ศรีทอง, พ.ต.อ.อรรถวุฒิ นิวาตโสภณ, พ.ต.ท.วิบูลย์ นนทะแสง, ด.ต.ธรรมรัตน์ พุกพิบูลย์, ร.ต.อ.วุฒิชัย ปานสมบัติ, จำลอง ทองพลับ, ร.ต.ท.ศรัณย์ สมานบุญวนิช, พ.ต.ต.เพิ่ม บูรณะ, ร.ต.ท.พัชรพล กลิ่นจิตโต, ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ ฑีฆะบุตร (ผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งยุติการชุมนุม), ร.ต.ต.อานนท์ หมื่นแสน, จามร เสมเสริมบุญ และ ผศ.กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ (อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง)
พยานได้ส่งมอบไฟล์วิดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ชุมนุมให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ได้รับมอบหมายเพื่อดำเนินการถอดเทป ก่อนจะได้รับรายงานผลการตรวจสอบพร้อมบันทึกการถอดเทปกลับคืนมา
พยานได้ร่วมสอบคำให้การจำเลยที่ 1 (อานนท์) โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยที่ 1 ทราบว่า จำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันกล่าวปราศรัยในลักษณะดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ รวมข้อหาที่แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้นประมาณ 7 ข้อหา นอกจากนี้ พยานยังได้ร่วมสอบคำให้การจำเลยที่ 5 และที่ 7 (พงศธรณ์และณวรรษ) เอาไว้ด้วย พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทราบ
อย่างไรก็ดี ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ต่อมาอัยการโจทก์ให้พยานชี้ตัวจำเลยในห้องพิจารณา พยานสามารถชี้ตัวอานนท์ได้เพียงคนเดียว ส่วนจำเลยรายอื่น ๆ พยานอ้างว่าจำไม่ได้
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานจำไม่ได้ว่า ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมในวันเกิดเหตุมีอะไรบ้าง แต่เท่าที่ได้ฟังจากการถามค้านของทนาย พยานมีความเห็นว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมทั้ง 4 ข้อเป็นข้อเรียกร้องที่ดี
พยานรับว่า ผศ.กิตติพงศ์ เป็นพยานที่มิได้มาเบิกความในชั้นศาล แต่ได้มาให้การในชั้นสอบสวนซึ่งพยานเป็นผู้สอบปากคำด้วยตนเอง โดยให้การว่ามีคณาจารย์ทั่วประเทศรวม 105 ราย ร่วมลงชื่อแสดงความเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม อีกทั้งคณาจารย์ดังกล่าวยังได้กล่าวอ้างถึงหลักการตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรัฐไทยได้ลงนามรับรองไว้ โดยเฉพาะข้อที่ 19 ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ทนายจำเลยถามพยานว่า ในฐานะพนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานที่อาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาไว้ในสำนวนหรือไม่ อย่างไรก็ดี ก่อนตอบคำถามค้าน พยานได้ขอดูคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหา ศาลจึงสอบถามพยานว่า “เหตุใดต้องดู” พยานตอบว่า ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ
จากนั้น ทนายจำเลยจึงได้ถามต่อไปว่า พยานได้นำหลักฐานอย่างรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือรายชื่อผู้ถือหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์มาประกอบการสอบสวน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาหรือไม่ แต่พยานไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว และถามกลับว่า “ผู้ต้องหาบริสุทธิ์อย่างไร ก็มาด่าท่าน”
พยานรับว่า จากการสอบคำให้การพยานที่ไปสังเกตการณ์การชุมนุม ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดพบเห็นจำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมหรือวางแผนการชุมนุม นอกจากนี้ แม้พยานได้ตรวจดูคลิปการปราศรัยและเอกสารบันทึกการถอดเทปแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำหยาบคายในระหว่างที่ปราศรัยหรือไม่
พยานไม่ทราบว่า วราวุธเป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. ซึ่งมีแนวคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่ายจำเลย และไม่ทราบว่าวราวุธเคยแจ้งความดำเนินคดีกับอานนท์และจำเลยรายอื่น ๆ มาก่อน เนื่องจากในบันทึกคำให้การระบุว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยในคดีนี้ อย่างไรก็ดี พยานรับว่าหากผู้แจ้งความเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหามาก่อน พนักงานสอบสวนจะต้องบันทึกไว้ด้วยว่าสาเหตุแห่งความโกรธเคืองดังกล่าวเกิดจากอะไร เพื่อพิจารณาว่าคำให้การนั้นมีอคติหรือไม่
พยานรับว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นต้องแจ้งข้อความที่เป็นความผิดให้ผู้ต้องหาทราบ ซึ่งพยานได้แจ้งข้อความที่จำเลยที่ 5 ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปราศรัยแล้ว อย่างไรก็ดี พยานไม่ได้แจ้งเนื้อหาคำปราศรัยของจำเลยรายอื่น ๆ ให้จำเลยที่ 5 ทราบ แม้พยานจะเห็นว่าจำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดในเนื้อหาคำปราศรัยของจำเลยรายอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากข้อหาที่แจ้งแก่จำเลยที่ 5 คือข้อหาร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 112
ร.ต.อ. อาทิตย์ รุ่งอมรศิลป์ เบิกความว่า เมื่อช่วงปี 2563 ดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สน.ประชาชื่น ทำหน้าที่สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในคดี เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ให้เป็นหนึ่งในคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน
พยานได้รับมอบหมายให้สอบปากคำจำเลยที่ 4 (วรรณวลี) ร่วมกับ พ.ต.อ.ภูวศิษฐ์ เมฆี ผู้กำกับการสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ทั้งนี้ ก่อนสอบปากคำพยานได้แจ้งสิทธิ ข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบแล้ว ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานรับว่า สถานที่เกิดเหตุไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ประชาชื่น ส่งผลให้โดยหลักแล้วพยานย่อมไม่มีอำนาจในการสอบสวน แต่เนื่องจากมีคำสั่งแต่งตั้งพยานเป็นหนึ่งในคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน พยานจึงมีอำนาจสอบสวนในคดีนี้
พยานไม่ได้อยู่ในพื้นที่ชุมนุมในวันเกิดเหตุ แต่รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับคดีมาจากรายงานการสืบสวน นอกจากนี้ พยานไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 4 ทราบว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยรายอื่นอย่างไร และจำเลยรายอื่นกระทำความผิดข้อหาอะไร โดยรายงานการสืบสวนระบุแค่เพียงว่าจำเลยปราศรัยต่อเนื่องสลับกันไป
พยานและคณะฯ ไม่ได้สอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานในประเด็นที่จำเลยที่ 4 ปราศรัยเกี่ยวกับการนำเงินไปใช้จ่ายส่วนพระองค์ เนื่องจากที่ประชุมของคณะฯ ไม่ได้ตั้งประเด็นดังกล่าวขึ้นมา อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวพยานมีความเห็นว่าควรตั้งประเด็นดังกล่าวขึ้นมาสอบสวนด้วย
พ.ต.อ.เรวัตร จิตเอื้อ หนึ่งในคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ตามคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 373/2563 เบิกความว่า สาเหตุที่ต้องแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง โดยคณะฯ ได้กำหนดประเด็นการสอบสวนและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ ก่อนจัดประชุมภายในเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานและจัดทำความเห็นทางคดี
ก่อนที่พยานจะได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะฯ จากการตรวจสอบสำนวนคดีพบว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2563 พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ ได้เข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาแล้ว โดยในขณะที่พยานเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ คณะฯ ได้เริ่มออกหมายเรียกผู้ต้องหาและรวบรวมพยานหลักฐานไปแล้วบางส่วน
พยานเป็นผู้สอบคำให้การ ปรัชญา ใจภักดี พนักงานมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และได้นำคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 – 5 ให้ปรัชญาดู ซึ่งปรัชญามีความเห็นว่าถ้อยคำปราศรัยดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ อันอาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย พยานยังเป็นผู้สอบคำให้การ แน่งน้อย อัศวกิตติกร ประชาชนทั่วไป ซึ่งก็ได้ให้การไปในทิศทางเดียวกันกับปรัชญา
นอกจากนี้ พยานยังเป็นผู้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาต่อพรหมศร พร้อมแจ้งพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุว่ามีการโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กเพื่อเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมชุมนุม และได้แจ้งให้ทราบถึงคำปราศรัยของจำเลยทั้งหมดในคดีนี้
คณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จำนวนหลายนาย ซึ่งเมื่อตรวจสอบสำนวนการสอบสวนและวัตถุพยานแผ่นซีดีบันทึกเหตุการณ์ชุมนุมแล้ว คณะฯ ได้ทำความเห็นสมควรสั่งฟ้องจำเลยรวม 8 ราย เนื่องจากพบพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุว่า มีการโพสต์ข้อความเชิญชวนให้มาร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องทรัพย์สินของประชาชนกลับคืนมา ผ่านเพจเฟซบุ๊กแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ เยาวชนปลดแอก และบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวของอานนท์ พริษฐ์ ชินวัตร และภาณุพงศ์ ประกอบกับในวันเกิดเหตุ เนื้อหาคำปราศรัยของผู้ชุมนุมมีลักษณะเดียวกับข้อความที่โพสต์ไว้ก่อนหน้า จึงเชื่อว่าจำเลยได้ร่วมกันตระเตรียมการไว้ล่วงหน้า
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ได้เป็นผู้สอบคำให้การปรัชญา และตำรวจก็ไม่ได้ออกหมายเรียกปรัชญามาเป็นพยาน แต่เท่าที่ทราบ ปรัชญาได้เตรียมข้อมูลที่จะให้การไว้ล่วงหน้า โดยประสานกับเจ้าหน้าที่มาก่อนแล้ว ส่วนสาเหตุที่มาให้การเนื่องจากจบการศึกษาด้านครุศาสตร์ สาขาภาษาไทย จึงเห็นว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่พยานไม่ทราบว่าปรัชญาเป็นอาจารย์หรือไม่
ในรายงานการตรวจสอบของ บก.ปอท. ปรากฏรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊กแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ แต่พยานไม่ทราบว่ากลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกกี่คน และอานนท์เป็นสมาชิกอยู่ในลำดับที่เท่าใด
พยานไม่ทราบว่า แน่งน้อยเคยกล่าวโทษจำเลยกับพวก ตามมาตรา 112 มาแล้วหลายคดี อย่างไรก็ดี หากพยานทราบว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งหมดมาก่อน ก็จะไม่เรียกมาให้การเป็นพยานตั้งแต่แรก
ทนายจำเลยถามว่า เหตุใดจึงไม่สอบคำให้การพยานว่าถ้อยคำที่จำเลยปราศรัยนั้นเป็นความจริงหรือไม่ เพราะถ้าเป็นความจริงย่อมไม่เป็นความผิด พยานเบิกความตอบว่า เหตุที่ไม่ได้สอบถามเนื่องจากเห็นว่าแม้กล่าวข้อเท็จจริง ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
ทนายจำเลยจึงถามพยานต่อไปว่า หากข้อความที่กล่าวเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจะถือว่าเป็นความผิดหรือไม่ พยานตอบคำถามค้านว่า ไม่น่าจะเป็นความผิด ทั้งนี้ พยานรับว่าประเด็นเกี่ยวกับภาษีอากรถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ฉะนั้น หากข้อความที่วรรณวลีปราศรัยเรื่องภาษีเป็นความจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ในความเห็นส่วนตัวของพยานเห็นว่าไม่เป็นความผิด
พยานรับว่า ปรัชญาเคยให้ความเห็นเอาไว้ว่าพงศธรณ์มิได้กล่าวปราศรัยถึงพระมหากษัตริย์ แต่กล่าวถึงผู้ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ อีกทั้งคำให้การของแน่งน้อยก็ไม่ได้ระบุว่ามีข้อความใดบ้างที่พงศธรณ์กล่าวแล้วเข้าข่ายมาตรา 112
.
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 2 ราย เข้าเบิกความถึงมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 และการทำความสะอาดพื้นที่หลังยุติชุมนุม
อาฤทธิ์ ศรีทอง เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่ง ผอ.เขตจตุจักร และพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งมีหน้าที่กำกับควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงจัดให้มีมาตรการต่าง ๆ เช่น กรณีชุมนุมต้องจัดให้มีมาตรการตรวจวัดอุณหภูมิ เว้นระยะห่าง และสวมหน้ากากอนามัยตามที่ประกาศกำหนด
สำหรับกิจกรรมชุมนุมบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 นั้น พยานได้รับมอบหมายให้รักษาความสะอาดของพื้นที่ชุมนุม และในฐานะพนักงานควบคุมโรคติดต่อพยานมีหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
การชุมนุมในวันดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนประมาณ 6,000 – 8,000 คน โดยพยานได้เข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ชุมนุมพร้อมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจ และอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจนกระทั่งการชุมนุมยุติลง ทั้งนี้ จากการสังเกตบริเวณทางเข้า-ออกพบว่ามีการตั้งจุดคัดกรอง แต่คาดว่าเป็นจุดคัดกรองความปลอดภัยมากกว่าเป็นจุดตรวจวัดอุณหภูมิ โดยบุคคลที่ยืนประจำจุดดังกล่าวน่าจะเป็นทีมงานของผู้จัดการชุมนุม ซึ่งทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้เข้าร่วมชุมนุม
นอกจากนี้ กลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมมีทั้งบุคคลที่สวมและไม่สวมหน้ากากอนามัย ส่วนการเว้นระยะห่างก็เป็นไปตามธรรมชาติของการชุมนุมที่ไม่สามารถทำได้มากนัก ภายหลังการชุมนุมยุติ ตรวจพบขยะตกค้างอยู่ในพื้นที่ ทั้งยังปรากฏร่องรอยการพ่นสีสเปรย์ตามอาคาร ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่เขตจตุจักรเป็นผู้ลบสีดังกล่าวออก
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ภายหลังปฏิบัติหน้าที่เสร็จเรียบร้อย พยานไม่ได้ตรวจพบเชื้อโควิด-19 และไม่มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่ร่วมลงพื้นที่ว่าติดเชื้อแต่อย่างใด นอกจากนี้พื้นที่ชุมนุมยังมีลักษณะโล่งโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
พยานไม่ทราบว่า บุคคลใดเป็นผู้พ่นสีสเปรย์บนถนน แต่จากการสังเกตการณ์ผู้ปราศรัยไม่ได้ปราศรัยให้ผู้ชุมนุมไปพ่นสีแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในฐานะเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ การปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าวเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี
พยานรับว่า กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยหลังยุติการชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุมได้ช่วยกันเก็บขยะในพื้นที่ จนเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นยังเอ่ยปากชม
จำลอง ทองพลับ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานเทศกิจชำนาญการ อยู่ที่สำนักงานเขตจตุจักร ทำหน้าที่รักษาความสะอาดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับมอบหมายจาก ผอ.เขตจตุจักร ให้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ เนื่องจากภายหลังยุติการชุมนุม สำนักงานเขตจตุจักรมีหน้าที่เข้าทำความสะอาดพื้นที่ชุมนุมให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
พยานและเจ้าหน้าที่รายอื่น ๆ จะแต่งกายด้วยชุดนอกเครื่องแบบและเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ชุมนุมตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป โดยขณะนั้นอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่จากการสังเกตพบว่าพื้นที่ชุมนุมเป็นสถานที่โล่งกว้าง ผู้ชุมนุมสามารถเข้าออกได้หลายทาง และส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย อย่างไรก็ดี ไม่พบว่ามีการจัดตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิหรือจุดบริการเจลแอลกอฮอล์แต่อย่างใด
ภายหลังยุติการชุมนุมในเวลาประมาณ 22.00 น. พยานยังคงอยู่ในพื้นที่จนถึงเวลาประมาณ 03.00 น. ฉะนั้น เจ้าหน้าที่เทศกิจจึงเป็นหน่วยงานสุดท้ายที่อยู่ในพื้นที่ โดยมีหน้าที่ทำความสะอาด เก็บขยะและสิ่งสกปรก รวมถึงฉีดล้างสีสเปรย์ที่ถูกพ่นอยู่บนพื้นผิวถนน เสา และตอม่อ
อย่างไรก็ตาม พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้พ่นสีสเปรย์ โดยเท่าที่เห็นส่วนใหญ่มักพ่นลงบนพื้นผิวจราจร แต่จะพ่นเป็นสัญลักษณ์หรือข้อความใดนั้น พยานไม่สามารถระบุได้
.
สืบพยานจำเลย
“อานนท์” ยืนยันปราศรัยด้วยความสุจริตใจ มุ่งหมายให้สถาบันฯ อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และพิทักษ์รักษาทรัพย์สินของราชบัลลังก์
อานนท์ นำภา เบิกความยืนยันว่า การกระทำของพยานเป็นการใช้เสรีภาพตามกฎหมาย เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อวิพากษ์วิจารณ์บุคคลและสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งได้รับการรับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
ขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การชุมนุมสาธารณะในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าหรือปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ หากเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
สถานที่ชุมนุมในวันเกิดเหตุอยู่บริเวณด้านหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รวมถึงสวนหย่อมและทางเท้า ซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถเดินทางเข้า-ออกได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดโล่งและอากาศถ่ายเทได้สะดวก
ทั้งนี้ พื้นที่ชุมนุมอยู่ในเขตพื้นที่สืบสวนสอบสวนของ สน.พหลโยธิน อย่างไรก็ดี คดีนี้นอกเหนือจากคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจาก สน.พหลโยธินแล้ว ยังมีสถานีตำรวจอื่นเข้ามาร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่งพยานไม่เคยเห็นคำสั่งแต่งตั้งมาก่อน
พยานไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ แต่กลุ่มของพยานขณะนั้นมีชื่อเรียกว่า “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ทั้งนี้ กิจกรรมชุมนุมในวันเกิดเหตุมีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ เป็นผู้จัด ส่วนพยานเป็นเพียงผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมปราศรัยบนเวที เพื่อเรียกร้องใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
- เรียกร้องให้นำทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของประชาชน
- เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือยุบสภา
- เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
ข้อเรียกร้องทั้ง 4 ข้อเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและหลักประชาธิปไตย นอกจากนี้พยานยังเคยฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ ในข้อหาเป็นผู้ก่อกบฏ อันเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร แต่คดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง จากนั้นพยานและกลุ่มของพยานจึงได้เสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น
พยานเห็นว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งยกร่างโดย สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร โดยรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้อำนาจ สว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และในการเลือกตั้งครั้งนั้น สว. ได้โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญมีปัญหาในหลากหลายประเด็นและส่งผลกระทบต่ออำนาจบริหารราชการแผ่นดิน จึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้องข้อที่ 3 ของผู้ชุมนุม
มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ประกาศใช้ได้ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ใช้อำนาจเหนือองค์กรฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ มาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่หัวหน้า คสช.
ทั้งนี้ ในที่ชุมนุมก็มีการกล่าวถึงการใช้อำนาจบริหารของคณะรัฐประหาร เช่น การสั่งย้ายอัยการสูงสุด การสั่งห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และการให้ประชาชนขึ้นศาลทหาร นอกเหนือจากอำนาจบริหารแล้วยังกล่าวถึงการก้าวล่วงอำนาจตุลาการด้วย โดยคณะรัฐประหารได้ออกคำสั่งที่ขัดแย้งกับคำสั่งของศาลปกครองเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งแม้ศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องการใช้พื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคใต้ไปแล้ว แต่คณะรัฐประหารกลับออกคำสั่งที่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยดังกล่าว
สำหรับข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เกิดจากความต้องการให้สถาบันฯ พัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่มากขึ้น รวมทั้งการเล็งเห็นว่าภายหลังในหลวงรัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์ได้มีความเปลี่ยนแปลงด้านพระราชอำนาจหลายประการที่แตกต่างจากในสมัยของรัชกาลที่ 9 ซึ่งผู้ชุมนุมมองว่าขัดแย้งต่อระบอบประชาธิปไตย โดยข้อเรียกร้องดังกล่าวนั้นสรุปได้เป็น 10 ข้อ ซึ่งภายหลังประกาศข้อเรียกร้องออกไปก็มีคณาจารย์จากทั่วประเทศร่วมลงชื่อสนับสนุนเกินกว่า 100 ราย รวมถึงฝ่ายกษัตริย์นิยม (Royalist) หลายคนก็แสดงความเห็นด้วย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อให้สถาบันฯ ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ถาวร และสง่างาม
สำหรับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เกิดจากการเล็งเห็นถึงความพยายามที่จะขยายพระราชอำนาจของรัชกาลที่ 10 ภายหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ โดยทรงมีพระราชกระแสรับสั่งผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ ให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ และวิษณุ เครืองาม เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเอาไว้
ทั้งนี้ เมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญมาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศใช้จริง จะพบว่ามีการแก้ไขในหลายประเด็น เช่น กรณีการเสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศ ซึ่งเดิมกฎหมายบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการในพระองค์เสมอ อันเป็นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศใช้กลับมิได้กำหนดไว้เช่นนั้น นั่นหมายความว่า พระมหากษัตริย์จะทรงเสด็จฯ ไปต่างประเทศเป็นเวลานานเท่าใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งผู้ชุมนุมไม่เห็นพ้องด้วยเพราะอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งยังเห็นว่าพระมหากษัตริย์จำเป็นต้องประทับอยู่ภายในประเทศ
ขณะเกิดเหตุคดีนี้ได้ปรากฏภาพถ่ายต่อสื่อสาธารณะว่า ในหลวงเสด็จฯ ไปประทับ ณ ประเทศเยอรมนี โดยมีข้าราชบริพารติดตามไปด้วยหลายราย ซึ่งผู้ชุมนุมเห็นว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง ทั้งยังเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ประมุขของประเทศอยู่ที่ต่างประเทศ โดยใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้ ยังถูกตั้งคำถามในรัฐสภาเยอรมัน โดยสมาชิกผู้แทนราษฎรได้อภิปรายแสดงความห่วงกังวลว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้พระราชอำนาจขณะประทับอยู่นอกราชอาณาจักรหรือไม่ ขณะเดียวกันการเสด็จฯ ครั้งนั้นยังปรากฏภาพถ่ายผ่านสื่อมวลชน อันส่งผลให้คนรุ่นใหม่เกิดความไม่สบายใจและตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เช่น ภาพในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่งกายด้วยชุดคร็อปท็อป
เนื้อหาคำปราศรัยหลายส่วนได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการครองเรือนของพระองค์ ซึ่งสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีให้แก่เยาวชน เช่น การมีภรรยาหลายคน และการแต่งตั้งหรือสั่งปลดพระสนม อันเนื่องมาจากการแย่งชิงอำนาจกันดังที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา
อนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้พระมหากษัตริย์ไม่จำต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ส่งผลให้สามารถเสด็จฯ ไปประทับอยู่ที่ต่างประเทศเป็นเวลานานได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งยังสามารถใช้เงินภาษีของประชาชนได้โดยปราศจากการตรวจสอบด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้ชุมนุมจึงเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปเป็นเหมือนในสมัยรัชกาลที่ 9
สำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นต่อมาคือ การแก้ไขเรื่องส่วนราชการในพระองค์ ซึ่งแม้จะใช้งบประมาณภาษีแผ่นดิน แต่กฎหมายกลับไม่จัดให้อยู่ในฐานะหน่วยงานของรัฐและไม่เปิดช่องให้สามารถตรวจสอบได้ โดยกำหนดให้การบริหารงานภายในทั้งหมดเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ ส่งผลให้กรมทหารราบที่ 1 และที่ 11 กลายเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ พระองค์สามารถบริหารหน่วยงานดังกล่าวได้ตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งผู้ชุมนุมเห็นว่าขัดต่อหลักประเพณีการปกครองของไทยที่ทหารทั้งหมดต้องขึ้นตรงต่อรัฐบาล
ทั้งนี้ ในประเทศที่มีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ย่อมไม่อนุญาตให้พระมหากษัตริย์มีกองกำลังเป็นของตนเองได้ เพราะอาจก่อให้เกิดภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” หรือการมีกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ต้องขึ้นตรงต่อฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล ซึ่งเป็นสภาวะที่ขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
การเปิดช่องให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินโดยตรงดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรม เนื่องจากข้าราชการที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาจะไม่สามารถฟ้องร้องผู้บังคับบัญชาได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 บัญญัติห้ามไว้
ยิ่งไปกว่านั้น การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการประเภทนี้มักไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งนอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ยังขัดต่อหลัก “The King can do no wrong” หรือ พระมหากษัตริย์ทรงกระทำความผิดไม่ได้ เนื่องจากการกระทำใด ๆ ในทางราชการแผ่นดิน จะต้องมีผู้ลงนามรับสนองฯ อยู่เสมอ
การไม่ปฏิบัติตามหลักดังกล่าวย่อมนำไปสู่การถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดการตั้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจบริหารโดยตรง แต่ก็ยังปรากฏคำสั่งในลักษณะเดียวกันออกมาอีก เช่น คำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นองคมนตรี โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองฯ ตลอดจนการขยายอำนาจของบุคคลรอบสถาบันฯ เข้ามาแทรกแซงการใช้อำนาจบริหาร เช่น กรณีองคมนตรี 9 คน เข้าร่วมประชุมแก้ไขปัญหาภัยแล้งกับฝ่ายบริหาร
ช่วงเวลาเกิดเหตุได้เกิดปรากฏการณ์สำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยเหตุการณ์ใหญ่ครั้งที่ 1 ได้แก่ การทำลายมรดกของคณะราษฎร เช่น การขุดหมุดคณะราษฎรที่ปักไว้บริเวณพระบรมรูปทรงม้าออก แล้วนำหมุดหน้าใสที่สื่อถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปปักไว้แทน การล้อมรั้วบริเวณพระบรมรูปทรงม้า ตลอดจนการทำลายอนุสาวรีย์ของผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง และการเปลี่ยนชื่อค่ายทหารพิบูลสงครามและพหลโยธิน
ต่อมา เหตุการณ์ใหญ่ครั้งที่ 2 ได้แก่ การประกาศใช้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ซึ่งผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมลับของ สนช. โดยผลของกฎหมายทั้งสองฉบับได้เปลี่ยนแปลงสถานะทรัพย์สินของราชบัลลังก์ ซึ่งเดิมเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ อีกทั้งยังส่งผลให้กฎหมายเดิม ได้แก่ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479 ถูกยกเลิกไป ทั้งนี้ กฎหมายฉบับเดิมได้แบ่งประเภททรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน 2. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้มาตามสถานะพระมหากษัตริย์ และ 3. ทรัพย์สินส่วนพระองค์
ทรัพย์สินในสองส่วนแรกมีสถานะเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงการคลัง โดยในสมัยรัชกาลที่ 7 เคยเกิดข้อขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินจนเป็นเหตุให้ภายหลังทรงสละราชสมบัติ กระทรวงการคลังได้ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 7 จนกระทั่งมีการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่รัฐ
ภายหลังประกาศใช้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 รัชกาลที่ 10 ทรงโอนย้ายทรัพย์สินของหลวงมาเป็นของพระองค์หลายประการ เช่น หุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยและหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเดิมเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ที่ดินอีกหลายแปลงก็ถูกเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองกรรมสิทธิ์มาเป็นในหลวง อีกทั้งเครื่องประดับของราชวงศ์ก็ถูกกระจายไปยังบุคคลต่าง ๆ ด้วย
สาเหตุที่ผู้ชุมนุมเลือกจัดการชุมนุมที่บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์นั้น เนื่องจากต้องการเลือกสถานที่ให้เข้ากับข้อเรียกร้อง โดยตลอดการปราศรัยได้กล่าวถึงข้อห่วงกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจากของราชบัลลังก์มาเป็นของส่วนพระองค์ เพราะจะส่งผลให้รูปแบบการตกทอดทรัพย์สินเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ หากเป็นทรัพย์สินของราชบัลลังก์ การตกทอดจะเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ครองราชย์ มิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์
ทั้งนี้ หากทรัพย์สินยังเป็นของราชบัลลังก์ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่หากเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ย่อมต้องตกทอดตามกฎหมายแพ่งลักษณะครอบครัวและมรดก ซึ่งเป็นอันตรายต่อพระองค์เอง เนื่องจากทรงมีทายาทโดยธรรมหลายคน ทั้งยังสุ่มเสี่ยงที่เจ้าหนี้จะมาบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์มรดกด้วย
ด้วยเหตุนี้ จำเลยที่ 1 จึงได้ปราศรัยยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากโอนย้ายทรัพย์สินไปเป็นของส่วนพระองค์แล้วจะส่งผลกระทบต่อสถาบันฯ อย่างไร นอกจากนี้ ยังได้ปราศรัยถึงข้อโต้แย้งของฝ่ายขวาที่ออกมาโจมตีคนรุ่นใหม่ว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นของรัชกาลที่ 5 จริง เหตุใดจึงไม่แบ่งให้ราชนิกุลอื่น ๆ แต่กลับโอนทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของพระองค์เอง ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก กลุ่มผู้ชุมนุมจึงได้มารวมตัวกันในวันเกิดเหตุ
การกระทำของพยานเป็นไปด้วยความสุจริตใจ โดยมุ่งหมายให้สถาบันฯ และพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทั้งยังมุ่งพิทักษ์รักษาทรัพย์ของราชบัลลังก์มิให้ตกเป็นของผู้ใดผู้หนึ่งในช่วงชีวิตของพยาน พยานไม่ได้มีเจตนาทำลายสถาบันฯ ในทางกลับกัน บุคคลที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพยานต่างหากที่ทำให้ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์สูญหายไป
ในช่วงที่พยานปฏิบัติหน้าที่ทนายความขณะถูกดำเนินคดีนี้ ประเทศเกาหลีใต้ได้มอบรางวัล “สิทธิมนุษยชนกวางจู” ให้แก่พยานจากการต่อสู้ด้านสิทธิ และนิตยสาร TIME ของสหรัฐอเมริกาได้เลือกให้พยานเป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงอนาคต นอกจากนี้ เมื่อปี 2568 ประเทศไอร์แลนด์ในนามองค์กรกฎหมายของทวีปยุโรป ยังได้มอบรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่พยาน ทั้งยังเสนอชื่อพยานเป็นทนายความยอดเยี่ยมของยุโรปด้วย
นอกจากนี้ นานาประเทศต่างแสดงความกังวลต่อการดำเนินคดีกับพยาน เช่น ผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ยกเลิกและแสดงความกังวลต่อการบังคับใช้มาตรา 112 พร้อมเสนอให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ขณะที่รัฐสภายุโรปก็ตั้งข้อกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเช่นกัน โดยระบุว่าหากยังบังคับใช้อยู่ อาจส่งผลให้เกิดการระงับการเจรจาการค้าเสรีกับไทย
ท้ายที่สุดนี้พยานเห็นว่า ทางออกของเรื่องนี้คือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถพูดคุยกันได้อย่างสันติ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก
ตอบอัยการโจทก์ถามค้าน
ช่วงเวลาเกิดเหตุมีผู้ปราศรัยหลายคน ซึ่งในความเป็นจริงบุคคลใดเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุก่อนก็ได้ขึ้นปราศรัยก่อน ส่วนผู้มีหน้าที่ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงคือผู้จัดการชุมนุม มิใช่ผู้ปราศรัย เปรียบเสมือนกรณีถูกเชิญไปกล่าวอวยพรในงานแต่งงาน เจ้าภาพย่อมเป็นผู้จัดเตรียมงาน มิใช่หน้าที่ของแขกที่ไปร่วมงาน
พยานไม่แน่ใจว่ามีผู้ร่วมฟังการปราศรัยทั้งหมดกี่คน แต่มั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า เนื่องจากขณะนั้นมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำให้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ถูกนำมาใช้บังคับ
พนักงานสอบสวนไม่ได้นำคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนมาให้พยานดูขณะแจ้งข้อกล่าวหา พยานจึงไม่ทราบถึงที่มาของคำสั่งดังกล่าว และเมื่อพยานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำคำสั่ง จึงขอปฏิเสธที่จะรับรองเอกสารที่โจทก์อ้างส่งใหม่นี้ (โจทก์ได้ขอให้อานนท์ระบุหมายเลขคำสั่ง พร้อมอ้างส่งเอกสารดังกล่าวใหม่ต่อศาล แต่อานนท์ปฏิเสธที่จะให้การรับรอง และทนายจำเลยได้ยื่นคำแถลงคัดค้านเอกสารนี้)
พยานมิได้กล่าวหาว่าในหลวงทรงกระทำผิดกฎหมาย แต่มีการออกกฎหมายมาขยายอำนาจ หากพระองค์ไม่ทรงเห็นพ้องด้วยกับกฎหมายก็ย่อมยับยั้งได้ แต่ไม่ได้ทำ มิหนำซ้ำยังโอนทรัพย์สินมาเป็นของตนเอง ซึ่งพยานเห็นว่าไม่ถูกต้อง ส่วนประเด็นการโอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่นนั้น พยานไม่ได้คาดคะเนไปเอง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
ตอบทนายจำเลยถามติง
ในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ไม่ได้ยื่นคำสั่งแต่งตั้งคณะฯ ไว้ในบัญชีระบุพยาน และขณะนำพยานเข้าเบิกความก็ไม่ได้อ้างส่งเอกสารดังกล่าว อีกทั้งเอกสารที่นำมาอ้างส่งใหม่ยังเป็นเพียงสำเนา ส่วนผู้ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารจะลงไว้จริงหรือไม่ พยานขอไม่รับรอง
ภายหลังเบิกความเสร็จ อานนท์ได้ถามทิ้งท้ายว่า “หากสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง แล้วเสรีภาพที่ผมเสียไป 3 ปี จะเอากลับคืนได้จากใคร”
.
“สว.เทวฤทธิ์-ยิ่งชีพ” เบิกความถึงประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ-ปัญหาการบังคับใช้ ม.112 ขณะที่ “ชลธิชา” เข้าเบิกความในฐานะผู้เข้าร่วมชุมนุม
เทวฤทธิ์ มณีฉาย เบิกความว่า ปัจจุบัน (2569) ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา พยานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก่อนเข้าทำงานรณรงค์เกี่ยวกับประชาธิปไตยในมูลนิธิ 14 ตุลา
หลังเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 พยานทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลในศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม (ศปช.) ต่อมาเมื่อปี 2555 พยานทำงานเป็นนักข่าวให้กับสำนักข่าวประชาไท กระทั่งปี 2560 พยานดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของสำนักข่าวประชาไท
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 พยานทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทำรัฐประหารยึดอำนาจ ส่งผลให้รัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกยกเลิก เว้นแต่หมวดพระมหากษัตริย์และองค์กรอิสระที่ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ จากนั้นได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ซึ่งมีบทบัญญัติกำหนดให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น โดยคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนั้นมีอยู่ 2 คณะ
คณะแรกมี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ร่างดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ส่วนคณะที่ 2 มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ซึ่งเป็นร่างฉบับที่ผ่านการลงประชามติ
การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งผลในครั้งนั้นคือผ่าน แต่หลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรม เดิมกำหนดจะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 9 แต่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 10 แทน ต่อมาปรากฏรายงานข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่ทรงมีข้อสังเกตกลับมา ส่งผลให้ยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในขณะนั้น
ภายหลังรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับฉบับร่างที่ผ่านการลงประชามติ พบว่ามีข้อแตกต่างกันประมาณ 7 มาตรา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ แม้พยานจะไม่สามารถระบุได้ครบถ้วนทุกประเด็น แต่ประเด็นสำคัญที่ได้รับการแก้ไขคือ มาตรา 12 เรื่องคุณสมบัติขององคมนตรี ซึ่งเดิมกำหนดห้ามไม่ให้เป็นข้าราชการ แต่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 แก้ไขเพิ่มเติมว่า “เว้นแต่เป็นข้าราชการในพระองค์”
พยานทราบจากรายงานข่าวทั้งในและต่างประเทศว่า เมื่อช่วงปี 2560 – 2563 พระองค์เสด็จฯ ไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ นักการเมืองของเยอรมันยังได้ตั้งกระทู้ถามในรัฐสภาเกี่ยวกับการเสด็จฯ ไปประทับดังกล่าว ซึ่งประเด็นนี้เป็นข่าวที่ได้รับการเผยแพร่โดยทั่วไป อีกทั้งภาพข่าวยังปรากฏข้าราชบริพารในพระองค์ร่วมเดินทางไปด้วย โดยเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินที่นำไปจอดไว้ ณ สนามบินท้องถิ่นของเยอรมนี
ในช่วงที่พยานปฏิบัติหน้าที่ผู้สื่อข่าว ได้รวบรวมข้อมูลงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ จากเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จพระราชดำเนินซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เท่าที่ระบุได้ ในปี 2563 ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 29,000 ล้านบาท และในปี 2564 ใช้ไปทั้งสิ้น 37,228 ล้านบาท
นอกจากนี้ พยานยังได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและพระบรมราชโองการที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองไว้ พร้อมทำหนังสือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี ทว่าจนถึงปัจจุบันยังคงไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะการแต่งตั้งองคมนตรีจะพบว่ามีประมาณ 3 – 4 ท่าน ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองฯ โดยกรณีที่เห็นชัดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งไม่มีประธานองคมนตรีลงนามรับสนองฯ ทั้งที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 11 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ประธานองคมนตรีต้องเป็นผู้ลงนามรับสนองฯ
ด้วยเหตุนี้ พยานจึงทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานองคมนตรี แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับมา กระทั่งช่วงปี 2562 มีการสถาปนาเจ้าคุณพระสินีนารถ ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ในสถาบันฯ โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองฯ และต่อมามีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาพร้อมระบุเหตุผลประกอบชัดเจน โดยคำสั่งดังกล่าวก็ไม่มีผู้ลงนามรับสนองฯ เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันไม่ปรากฏประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเผยแพร่ต่อสาธารณะแล้ว แต่พยานยังคงเห็นจากรายงานข่าวในพระราชสำนักที่ยังคงใช้สรรพนามเรียกผู้แทนพระองค์ว่า “เจ้าจอม”
ในช่วงปี 2560 -2561 ได้มีการตรากฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ขึ้นรวม 2 ฉบับ ซึ่งหลังจากกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ปรากฏข้อมูลในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ว่ามีการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทปูนซิเมนต์ไทยมาเป็นพระปรมาภิไธยของในหลวงรัชกาลที่ 10
พยานเคยจัดทำรายงานเผยแพร่บนเว็บไซต์ประชาไทเกี่ยวกับความพยายามทำลายหรือลบเลือนมรดกของคณะราษฎร ซึ่งมรดกของคณะราษฎรหลายอย่างได้สูญหายไป เช่น หมุดคณะราษฎรบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าถูกสับเปลี่ยนเป็น “หมุดหน้าใส” ซึ่งสลักพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 5 ไว้ และการเปลี่ยนชื่อค่ายทหารในจังหวัดลพบุรี จากเดิมที่เป็นชื่อของสมาชิกคณะราษฎร ได้แก่ ค่ายพหลพลพยุหเสนาและค่ายจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไปเป็นพระนามของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง
พยานทราบข่าวจากสื่อสาธารณะว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมชายคนหนึ่งที่มารอรับเสด็จว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” โดยก่อนหน้านั้นชายคนดังกล่าวเคยไปชูป้ายประท้วงกลุ่มผู้ชุมนุม 3 นิ้ว หรือกลุ่มราษฎร ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่ง เรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ
กลุ่มบุคคลที่ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมมักแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเหลือง ลักษณะคล้ายตัวการ์ตูนมินเนียน โดยใช้ชื่อย่อกลุ่มว่า “ศชอ.” (ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดบนโลกออนไลน์; เดิมใช้คำว่า bully ทางสังคมออนไลน์) ทั้งนี้ กลุ่มดังกล่าวมักเป็นผู้นำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ มาเผยแพร่ เช่น เหตุการณ์ที่สมเด็จพระราชินีทรงลงพระนามาภิไธยและพระราชทานข้อความลงบนป้ายให้กำลังใจแก่คนในกลุ่มนี้
ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเมื่อปี 2563 นอกเหนือจากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ยังรวมถึงข้อเรียกร้องเกี่ยวกับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศด้วย ซึ่งปัจจุบันกฎหมายก็ได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ พยานมีความเห็นว่าภายหลังการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนเมื่อปี 2563 – 2564 การบริหารจัดการและการจัดสรรงบประมาณสถาบันฯ ได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น
ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้มีประสบการณ์ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนสำนักงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้จัดเตรียมข้อมูลเพื่อมานำเสนอแก่คณะกรรมาธิการเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เคยจัดเตรียมข้อมูลด้วยเอกสารเพียงไม่กี่แผ่น และยังจัดทำการประเมินการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันสำนักเลขาธิการนายกฯ ก็ได้จัดเตรียมวีดิทัศน์เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณส่วนราชการในพระองค์เพิ่มขึ้นด้วย
เหล่านี้ พยานเห็นว่าส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อเรียกร้องและกระแสสังคมของประชาชนที่ออกมาชุมนุมในช่วงปี 2563 – 2564 นอกจากนี้ พยานยืนยันว่ามีรายงานข่าวของสำนักข่าวประชาไทที่ระบุว่า สส. พรรคก้าวไกล เคยอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณของสถาบันฯ โดยเสนอให้มีการจัดทำงบประมาณในรูปแบบของบูรณาการ เพื่อให้เห็นภาพรวมของงบที่กระจายตัวในส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำมาประกอบการประเมินผลและพัฒนาการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้ดีขึ้นต่อไปได้
สำหรับการบังคับใช้ ม.112 นั้น พล.อ.ประยุทธ์เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ว่า เหตุที่ไม่นำ ม.112 มาใช้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากในหลวงทรงมีเมตตาไม่ให้ใช้ ทว่าเมื่อสถานการณ์ชุมนุมเริ่มมีความเข้มข้นขึ้น ประยุทธ์กลับให้สัมภาษณ์ว่าจะนำกฎหมายทุกมาตรามาใช้ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ พยานสังเกตเห็นว่า ม.112 ไม่ได้ถูกนำมาใช้บังคับอยู่ระยะหนึ่ง จนถึงปลายปี 2563 มักใช้วิธีพูดคุยหรือทำข้อตกลงร่วมกันคล้าย MOU แทนการดำเนินคดี แต่หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ในครั้งนั้น ข้อมูลจากศูนย์ทนายฯ ระบุว่า ม.112 ถูกนำกลับมาใช้ดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมชุมนุม
ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ (ขณะเบิกความยังไม่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการในชั้นวุฒิสภา โดยพยานได้เป็นหนึ่งในกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างกฎหมายคือการนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลที่แสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้ไม่ครอบคลุมถึงความผิดตาม ม.112 ซึ่งในทัศนะของพยานเห็นว่า หากพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของร่างกฎหมายก็ควรนิรโทษกรรมแก่ผู้ถูกดำเนินคดีตาม ม.112 ด้วย เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมายประสงค์ให้ผู้ชุมนุมที่ไม่มีเจตนาร้ายและได้กระทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเรียกร้องข้อเรียกร้องต่าง ๆ ต่อรัฐควรได้รับนิรโทษกรรม
.
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน เบิกความว่า เมื่อช่วงปี 2553 – 2565 iLaw ได้จัดทำศูนย์กฎหมายเพื่อติดตามการดำเนินคดี ตลอดจนการใช้กฎหมายและสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่มุ่งหมายเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ในเรื่อง ม.112 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ
หากย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2557 – 2562 เป็นช่วงที่พยานกำลังติดตามกระบวนการออกกฎหมายโดย สนช. ซึ่งเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร พร้อมทั้งเขียนบทความเกี่ยวกับกฎหมายเหล่านั้นเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ
เมื่อปี 2559 ได้มีการจัดออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ทว่าภายหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวกลับยังไม่ได้ประกาศใช้ในทันที ต่อมาในปี 2560 สนช. ได้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 กำหนดให้ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยพระมหากษัตริย์สามารถทำข้อสังเกตในร่างรัฐธรรมนูญได้
นอกเหนือจากเรื่องรัฐธรรมนูญแล้ว พยานยังได้ติดตามสถานการณ์การบังคับใช้ ม.112 มาตั้งแต่ปี 2563 – 2565 พบว่าปริมาณการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเพิ่มขึ้นและลดลงตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา เช่น ช่วงหลังทำรัฐประหาร ปี 2557 สถิติการบังคับใช้กฎหมายจะสูงกว่าปีอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ และในช่วงปี 2563 – 2564 ซึ่งมีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของประชาชน สถิติการบังคับใช้ ม.112 ก็กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2561 ถึงต้นปี 2563 สถิติการบังคับใช้ ม.112 เคยลดลงจนเป็นศูนย์ไประยะหนึ่ง โดยพล.อ.ประยุทธ์ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นเพราะในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระเมตตาไม่ให้ใช้กฎหมายดังกล่าว แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกแถลงการณ์นายกฯ ว่าจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรากับผู้ชุมนุม หลังจากนั้นจึงพบว่ามีการนำ ม.112 กลับมาใช้ดำเนินคดีกับประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงที่มีการดำเนินคดี ม.112 เพิ่มขึ้น พบว่าการตีความกฎหมายถูกขยายกว้างมากขึ้น อีกทั้งการดำเนินคดีจำนวนมากกว่าครึ่งเกิดจากประชาชนทั่วไปเป็นผู้ริเริ่ม เช่น ศชอ., ศปปส. และกลุ่มไทยภักดี ซึ่งก่อนหน้าปี 2563 พยานไม่เคยเห็นบทบาทของกลุ่มเหล่านี้มาก่อน แต่หลังปี 2564 เริ่มพบการจัดตั้งกลุ่มและประกาศตัวต่อสาธารณะว่าจะเป็นผู้ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่เห็นต่างทางการเมือง พร้อมทั้งมีการทำกิจกรรมและออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
จากการติดตามการทำงานของกลุ่มเหล่านี้ พบพฤติกรรมเชิญชวนประชาชนให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมในลักษณะที่ยิ่งแจ้งความได้มากก็จะยิ่งมีผลงานมาก โดยมักใช้วิธี “แจ้งความทางไกล” ให้สมาชิกกลุ่มเป็นผู้ไปร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจในพื้นที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งบางกรณีผู้แจ้งความก็ไม่ได้พบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง แต่ได้รับการส่งต่อข้อมูลมา ทำให้ผู้ต้องหาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี
สำหรับข้อเรียกร้องของนานาประเทศนั้น เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยผู้รายงานพิเศษ UN เคยมีจดหมายถึงไทยเรียกร้องให้ยุติการบังคับใช้ และเสนอให้แก้ไข ม.112 เช่นเดียวกับสภายุโรปที่เสนอให้แก้ไขหรือยกเลิกมาตราดังกล่าวเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ พยานได้นำข้อมูลปฏิกิริยาขององค์กรระหว่างประเทศที่ติดตามพบถึง 22 ครั้ง ไปจัดทำเป็นบทความเผยแพร่ไว้ด้วย
พยานเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มีปัญหาหลายประการที่สมควรได้รับการแก้ไข โดยย้อนไปเมื่อปี 2563 นับเป็นครั้งแรกที่มีการรณรงค์เชิญชวนประชาชนร่วมกันเข้าชื่อให้ครบ 50,000 ชื่อ เพื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา ตามสิทธิเสรีภาพที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 133
อย่างไรก็ดี ในการยื่นเสนอร่างครั้งแรกรัฐสภาไม่ยอมรับหลักการ จึงมีการล่ารายชื่อต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง แต่พยานไม่ได้เป็นผู้นำการรวบรวมรายชื่อดังกล่าว กระทั่งวันที่ 8 ก.พ. 2569 พยานได้ร่วมรณรงค์ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบรวมกว่า 21.6 ล้านเสียง
พยานทราบว่าผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ โดยร่างรัฐธรรมนูญของ iLaw ที่เสนอต่อรัฐสภาถือเป็นร่างฉบับเดียวที่ไม่ได้จำกัดการแก้ไขไว้เพียงบางหมวด แต่เสนอให้แก้ไขทั้งฉบับ พร้อมกำหนดให้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดด้วย
.
ชลธิชา แจ้งเร็ว เบิกความว่า พยานได้มีโอกาสเข้าร่วมชุมนุมในวันเกิดเหตุด้วย โดยก่อนเกิดเหตุพบเพจเฟซบุ๊กหลายเพจโพสต์ประชาสัมพันธ์ จึงตัดสินใจไปเข้าร่วมเนื่องจากเห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง อย่างไรก็ดี เนื่องจากเดินทางไปในฐานะผู้เข้าร่วมชุมนุมทั่วไป จึงไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้จัดการชุมนุม
ในวันเกิดเหตุพยานเดินทางไปถึงธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เวลาประมาณ 15.00 – 16.00 น. พบกลุ่มผู้ชุมนุมทยอยเข้ามาในพื้นที่ โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้นำเจลแอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัยมาแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่มาร่วมชุมนุม และเห็นรถพยาบาลจอดอยู่ แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นของผู้ใด
พยานอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุจนถึงเวลาไม่เกิน 20.00 น. ก็เดินทางกลับ โดยเท่าที่สังเกตเห็น บรรยากาศการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี ผู้ชุมนุมทยอยเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อรับฟังการปราศรัยตามปกติ ประกอบกับสถานที่จัดการชุมนุมมีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
ทนายจำเลยนำรายงานการสืบสวนของตำรวจ บก.น.4 ที่สรุปว่าพยานเป็นผู้จัดกิจกรรมชุมนุมให้พยานดู ก่อนพยานจะเบิกความยืนยันว่าเคยเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมมาแล้วหลายครั้งจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม ข้อมูลที่ปรากฏตามรายงานดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จและคลาดเคลื่อน
.
“สมชาย-ต่อพงศ์” สองอาจารย์นิติศาสตร์ เข้าให้ความเห็นในประเด็นทางกฎหมาย และขอบเขตการใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็น
สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ มีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจอยู่หลายประการ ประการแรก ได้แก่ สถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”
ในเชิงประวัติศาสตร์ แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2475 โดยในชั้นยกร่างรัฐธรรมนูญได้เกิดข้อถกเถียงกันขึ้น ก่อนมีการให้ความหมายจนเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่า ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์เป็นคดีต่อศาลไม่ได้ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี 2492 ได้เพิ่มเติมข้อความให้ชัดเจนขึ้นเพื่อยืนยันหลักการดังกล่าวว่า สถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์นั้นหมายถึงบุคคลใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ไม่ได้
ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ การห้ามฟ้องร้องยังสอดคล้องกับหลัก “The King can do no wrong” หรือพระมหากษัตริย์ไม่อาจกระทำความผิดได้ เนื่องจากในการบริหารราชการแผ่นดินมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้บุคคลใด ๆ จึงไม่อาจฟ้องร้องดำเนินคดีกับพระมหากษัตริย์ได้ซึ่งถือเป็นหลักการที่ปรากฏสืบเนื่องมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2492 จนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ประการที่สอง ได้แก่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ถือเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยหลักการดังกล่าวมีคุณค่าทางกฎหมายอยู่ในระดับเดียวกับมาตรา 6 ดังนั้น ในแง่ของการตีความจึงต้องพิจารณาสองมาตรานี้ควบคู่กันไป
หลักการสำคัญคือ ต้องไม่ตีความมาตราใดมาตราหนึ่งไปล้มล้างหรือทำลายคุณค่าของอีกมาตรา เช่น การที่พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์หรือกล่าวถึงได้ ขณะเดียวกันการใช้เสรีภาพในการแสดงออกก็ต้องไม่ใช่การมุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ดี เราต้องยอมรับการแสดงความคิดเห็นที่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายด้วย
เกี่ยวกับเนื้อหาคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 นั้น สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเด็นคือ 1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ได้ผ่านการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 กำหนดให้ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการเห็นชอบจากประชาชนแล้วไปประกาศใช้ ทว่าในระหว่างกระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ปรากฏว่าสำนักราชเลขาธิการมีความเห็นว่าพระองค์ประสงค์ให้แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
ต่อมา วันที่ 20 ม.ค. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่ามีข้อคิดเห็นพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 10 ให้ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใน 3 มาตรา เช่น มาตราที่เกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้แก้เป็นว่า จะทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ได้ประทับในราชอาณาจักร
จะเห็นว่าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอาจเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงและถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอข่าวอยู่ไม่น้อย
2. การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เดิมการจัดการทรัพย์สินเป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 ซึ่งจำแนกทรัพย์สินออกเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้
- สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน เป็นทรัพย์สินสำหรับใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยเฉพาะ จึงไม่อาจตกทอดหรือจำหน่ายจ่ายโอนได้
- ทรัพย์สินส่วนพระองค์
- ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนรวม โดยมีคณะกรรมการซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานคอยทำหน้าที่กำกับดูแล
การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2560 และ 2561 ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้ง 3 ประเภทกลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยประเด็นที่นำไปสู่การตั้งคำถามคือ มาตรา 6 ของกฎหมายทั้งสองฉบับกำหนดให้การจัดการทรัพย์สินเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์สามารถโอนทรัพย์สินให้แก่บุคคลภายนอกได้ โดยไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลหรือร่วมตัดสินใจ
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดคำถามตามมาว่า ทรัพย์สินซึ่งเดิมเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน เมื่อกลายมาเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป พระมหากษัตริย์จะสามารถส่งมอบให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้หรือไม่ หากว่ากันตามกฎหมายฉบับที่แก้ไขใหม่นี้ ย่อมสามารถทำได้
อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันข้อสงสัยเช่นว่านี้ก็ยังไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าความเข้าใจของประชาชนถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร การชุมนุมปราศรัยที่หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาจึงเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้
ตอบอัยการโจทก์ถามค้าน
พยานเห็นว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสามารถถูกจำกัดได้ แต่โดยหลักแล้วต้องเริ่มพิจารณาก่อนว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการใช้เสรีภาพหรือไม่ แล้วจึงค่อยพิจารณาข้อยกเว้น ยกตัวอย่างเช่น คดี Texas v. Johnson (1989) กรณีการเผาธงชาติสหรัฐฯ ที่ศาลสูงสุดตัดสินว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออก และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือล้มตาย จึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
ตอบทนายจำเลยถามติง
ทนายจำเลยถามพยานว่า หากในหลวงรัชกาลที่ 10 ไม่ทรงเห็นด้วยกับกฎหมาย ก็คงไม่รับเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นใช่หรือไม่ พยานเบิกความตอบว่า เมื่อเทียบกับกรณีร่างรัฐธรรมนูญ หากพระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยก็อาจมีพระราชวินิจฉัยผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ มาให้แก้ไข กรณีนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเห็นพ้องกับการแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ จึงทรงรับการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นมา
โดยหลักแล้วหากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบร่างกฎหมายและพระราชทานคืนมา รัฐสภาต้องลงมติยืนยันด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 146 แต่ในกรณี พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ นั้น ถือเป็นกรณีที่ดำเนินการตามขั้นตอนปกติ กล่าวคือ มีการลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
.
ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ เบิกความว่า ประเด็นแห่งคดีนี้เป็นการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 ซึ่งในทัศนะของพยานเห็นว่า การบังคับใช้และการตีความบทบัญญัติดังกล่าวต้องสอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ
และถึงแม้ว่าพฤติการณ์ทั้งปวงจะนำไปสู่การตีความว่า การกระทำนั้นเข้าข่ายต้องด้วยองค์ประกอบแห่งมาตราทั้งสองหรือไม่ การตีความกฎหมายต้องเป็นไปในลักษณะส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลัก เว้นแต่การกระทำดังกล่าวจะหลุดลอยจากการใช้เสรีภาพอย่างชัดเจน ผู้กระทำจึงจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
หากพิจารณาโดยภาพรวม การกระทำของจำเลยคดีนี้ยังเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้มีถ้อยคำบางส่วนที่อาจสร้างความไม่สบายใจให้แก่บุคคลบางกลุ่มอยู่บ้าง ทั้งนี้ เท่าที่พยานมีความรู้ในเรื่องนี้ ไม่ปรากฏบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญเยอรมันที่ระบุห้ามประมุขต่างชาติใช้อำนาจอธิปไตยบนดินแดนเยอรมนี
แต่ถึงกระนั้น จากการศึกษาเปรียบเทียบสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุโรป เช่น สถาบันฯ ของลิกเตนสไตน์ พบว่ารัฐธรรมนูญได้กำหนดหน้าที่พำนักอยู่ภายในประเทศเอาไว้ รวมถึงรัฐธรรมนูญของหลายประเทศในยุโรปเองก็กำหนดให้ประมุขของรัฐมีหน้าที่ต้องพำนักอยู่ในประเทศเป็นกรณีทั่วไปด้วย ฉะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการพำนักอยู่ในหรือนอกราชอาณาจักรของพระมหากษัตริย์ จึงถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถกระทำได้ในสังคมประชาธิปไตย
กรณีของประเทศเยอรมนี ประมุขแห่งรัฐคือ “ประธานาธิบดี” ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตาม มาตรา 90 ของประมวลกฎหมายอาญาเยอรมันได้บทบัญญัติให้ความคุ้มครองประมุขแห่งรัฐ โดยระบุห้ามมิให้บุคคลใด ‘ดูหมิ่น’ ‘หมิ่นประมาท’ หรือ ‘กล่าวร้าย’ ต่อประธานาธิบดี ทั้งนี้ทั้งนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีความแตกต่างจาก ม.112 ของไทยอย่างชัดเจน
ความแตกต่างประการสำคัญคือ “อัตราโทษ” มาตรา 90 กำหนดอัตราโทษจำคุกไว้ตั้งแต่ 3 เดือน ถึงไม่เกิน 5 ปี หากกรณีไม่ร้ายแรงศาลอาจลดหย่อนโทษได้ และการดำเนินคดีต้องได้รับอนุญาตจากประธานาธิบดีก่อนด้วย วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ประมุขแห่งรัฐชั่งน้ำหนักว่า การดำเนินคดีจะทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือไม่ ซึ่งในทางปฏิบัติกฎหมายมาตรานี้แทบไม่เคยถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับบุคคลใดเลย
ตอบอัยการโจทก์ถามค้าน
พยานเห็นว่า ในทางวิชาการ มักปรากฏขอบเขต “พื้นที่สีเทา” (Gray Zone) ในประเด็นการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคล แต่ตามหลักการที่รับรู้กันโดยทั่วไปในระดับสากล หากกรณีเป็นที่น่าสงสัยว่าบุคคลจะสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้หรือไม่ ให้ตีความไปในทิศทางที่ส่งเสริมการใช้เสรีภาพไว้ก่อน เฉพาะกรณีที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่การใช้เสรีภาพอีกต่อไปเท่านั้น จึงจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
โดยหลักแล้ว “การใช้ถ้อยคำหยาบคาย” หรือ “การลดทอนคุณค่า” บุคคลอื่น ย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ถึงกระนั้นก็ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และบริบททั้งหมดของผู้กระทำด้วยว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เสรีภาพหรือต้องการลดทอนคุณค่า ส่วนองค์ประกอบอื่นถือเป็นประเด็นรองในการพิจารณา
.
ภายหลังสืบพยานเสร็จสิ้น และอยู่ระหว่างรอฟังคำพิพากษา แต่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ได้มีผลบังคับใช้ ศาลอาญาได้กำหนดนัดพร้อมคดีนี้เป็นการฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569 เพื่อสอบถามคู่ความ ก่อนมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีในส่วนของข้อกล่าวหาที่เข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม ได้แก่ “ยุยงปลุกปั่น” มาตรา 116, “ชุมนุมมั่วสุม 10 คนขึ้นไป” ตามมาตรา 215, “สั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก” ตามมาตรา 216, “กีดขวางทางสาธารณะ” ตามมาตรา 385 และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่งผลให้คดีนี้คงเหลือเพียงข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เท่านั้น ที่ศาลจะมีคำพิพากษาออกมา
.






