ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดี ม.112 “ฟ้า พรหมศร” ชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง จำคุก 2 ปี 10 เดือน ก่อนต้องเข้าเรือนจำ รอคำสั่งประกันตัว

วันที่ 9 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีข้อหาหลักมาตรา 112, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 5 ปี 8 เดือน ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยเห็นว่าไม่มีเหตุให้รอลงอาญา ส่วนข้อหาตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ แก้ให้ยกฟ้อง ก่อนศาลจังหวัดธัญบุรีจะส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่ง ทำให้พรหมศรต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อรอคำสั่งประกัน

.

เกี่ยวกับคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมด 9 คน ในข้อหา ร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ,  ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้า, ทำให้เสียทรัพย์, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีจำนวน 7 คน ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีก 1 ข้อหา รวมถึงพรหมศรด้วย

ต่อมา วันที่ 27 ม.ค. 2568 ในนัดสอบคำให้การจำเลย พรหมศรได้ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของพรหมศร และให้อัยการฟ้องเป็นคดีใหม่ 

จนเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2568 ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำพิพากษาเห็นว่าพรหมศร มีความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงตามกระทงความผิด ดังนี้

  • ฐานร่วมกันชุมนุมและจัดให้มีการชุมนุมที่มีการรวมคนในลักษณะแออัดเสี่ยงต่อการแพร่โรค และฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ เป็นการกระทำเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันชุมนุมในลักษณะแออัดเสี่ยงต่อการแพร่โรค ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 เดือน
  • ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่ง, ฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องเสียง และฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี
  • ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ เป็นการกระทำเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน
  • ฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 จำคุก 4 ปี

รวมโทษจำคุก 5 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ต่อมา ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ โดยใช้หลักทรัพย์ประกันเดิมจำนวน 150,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ 

พรหมศรยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา มีใจความสำคัญสรุปว่า จำเลยเป็นบุตรคนเดียวและเป็นเสาหลักของครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูบิดา อายุ 70 ปี และมารดาอายุ 54 ปี ซึ่งมีโรคประจำตัว หากจำเลยต้องโทษจำคุก ครอบครัวจะมีความเดือดร้อน จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณารอการลงโทษ เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสบำเพ็ญประโยชน์ต่อสถาบันกษัตริย์ และดูแลครอบครัวต่อไป

.

วันนี้ (9 มี.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 18 พรหมศรเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมทนายความ

เวลา 10.00 น. ศาลนั่งพิจารณาคดี โดยเรียกให้จำเลยลุกขึ้นรายงานตัว ก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยสรุปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 34 ปี ย่อมมีวุฒิภาวะทราบดีว่าการกระทำของจำเลยและพวกเป็นการจาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกกระทำ และข้อความที่กล่าวในการชุมนุมตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นเหยียบย่ำพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนอย่างรุนแรง

ทั้งยังได้มีการเผยแพร่เหตุการณ์ทางการชุมนุมอินเทอร์เน็ต ทำให้ข้อความแพร่กระจายไปในวงกว้าง และจำเลยกับพวกยังกระทำความผิดต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง โดยไม่มีความเกรงกลัวต่อกฏหมาย

พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่งจำเลยได้กระทำผิดเช่นนี้หลายคดี บ่งชี้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดโดยหลงผิด กรณีจึงไม่มีเหตุให้สมควรรอการลงโทษ และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น 

ในส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่ามีความสำนึกผิดได้ปรับปรุงตัวเป็นพลเมืองดีที่มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จนได้เป็นวิทยากรในการอบรมเด็กนักเรียนเพื่อสร้างจิตสำนึกให้มีความภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งยังเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อีกหลายครั้ง จำเลยมีภาระต้องดูแลบิดามารดาซึ่งอายุมากแล้ว เห็นว่ายังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะให้รอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย

สำหรับความผิดฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงต่อเจ้าพนักงาน มีเพียงการเบิกความบรรยายลอย ๆ ว่าในการชุมนุมจำเลยได้เปิดเพลง และใช้เครื่องขยายเสียงในการปราศรัยโดยใช้ไมโครโฟนเท่านั้น

การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ พ.ศ. 2493 มาตรา 4 วรรค 1 เนื่องจากคำฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทำผิดพอสมควรเท่าที่ให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้

โดยสรุปแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโทษจำคุก 5 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยไม่รอลงอาญา 

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวพรหมศรไปรอการประกันตัวในชั้นฎีกา จนเวลาประมาณ 16.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ทำให้ในวันนี้เขาต้องถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อรอฟังผลคำสั่งประกันตัวต่อไปอีก 2-3 วัน 

.

สำหรับพรหมศร ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทั้งหมด 6 คดี โดยแยกเป็นคดีที่อยู่ในชั้นฎีกาสองคดี ได้แก่ คดีนี้ และคดีปราศรัยและร้องเพลงหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี (ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุก 2 ปี)

คดีที่อยู่ในชั้นอุทธรณ์ 2 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยในการชุมนุม #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 (ศาลอาญากรุงเทพใต้ให้รอการลงโทษจำคุก) และคดีปราศรัยหน้ากรมทหารราบที่ 11 (ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน)

นอกจากนั้นยังมีอีกสองคดีที่อยู่ในศาลชั้นต้น ได้แก่ คดีชุมนุมหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ และคดีจากการโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ ที่ถูกฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดพัทลุง 

ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าคดีปราศรัยและร้องเพลงหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งเป็นคดีที่ศาลจังหวัดธัญบุรีเช่นเดียวกันนี้ ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ในวันฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์นั้น ศาลจังหวัดธัญบุรีได้สั่งอนุญาตให้ประกันตัวพรหมศรในระหว่างฎีกา โดยไม่ได้ส่งให้ศาลฎีกาสั่งแต่อย่างใด

.

* (เพิ่มเติมข้อมูลวันที่ 10 มี.ค. 2569)

วันที่ 10 มี.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 10 เดือน และให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”

.

อ่านเรื่องราวของพรหมศร

ภาระ หน้าที่ และความหวังของ “ฟ้า” พรหมศร จำเลยคดีมาตรา 112 ในวันที่เสี่ยงเดินกลับเข้าเรือนจำ


X