อัปเดตล่าสุด 18 มี.ค. 2569
วันที่ 20 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 7 คน ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563
ผู้ถูกฟ้องในคดีนี้ ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี, “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ โดยทั้งหมดเป็นผู้ปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าว ยกเว้นอินทิราที่ไม่ได้ขึ้นปราศรัยใด ๆ ต่อมาศาลสั่งจำหน่ายคดีของพริษฐ์ เนื่องจากไม่ได้เดินทางมาศาลในระหว่างสืบพยาน
ทั้งหมดถูกกล่าวหาใน 10 ข้อกล่าวหา คือ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216, กีดขวางทางสาธารณะ ตามมาตรา 385, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ, เททิ้งขยะมูลฝอย ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
สรุปผลคำพิพากษา ศาลเห็นว่าการปราศรัยของอานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร มีความผิดตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 4 ปี ในส่วนคำปราศรัยของณัฎฐธิดา ศาลมองว่าไม่เป็นความผิด นอกจากนี้ ยังเห็นว่าทั้ง 5 คนมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษปรับ 15,000 บาท และความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับเป็นพินัย 200 บาท
การนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 ทำให้สรุปโทษของจำเลยแต่ละคน ได้แก่ อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 10,200 บาท ก่อนสามรายหลังจะได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ส่วนอานนท์ถูกพิพากษาโทษในศาลชั้นต้นทุกคดีรวมกันทะลุ 31 ปี 9 เดือนแล้ว
ส่วนณัฎฐธิดา ลงโทษปรับรวม 10,200 บาท ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่วน “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา
.
โจทก์ยื่นแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง 2 วันก่อนฟังคำพิพากษา ทนายจำเลยคัดค้าน เป็นการแก้ไขต้องห้าม ตาม ป.วิอาญา ทำให้จำเลยเสียเปรียบ
บรรยากาศในห้องพิจารณาวันนี้ (20 ก.พ. 2569) ที่ศาลอาญา ห้อง 801 มีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมฟังเต็มห้อง แม้เจ้าหน้าที่ได้มีการนำเก้าอี้มาเสริม และผู้เข้าร่วมฟังบางส่วนต้องยืนเนื่องจากไม่มีที่นั่งเพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากสถานทูตประเทศต่าง ๆ นักการเมือง นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมฟังการพิจารณาในวันนี้ด้วย
เมื่อศาลนั่งบังลังก์ ก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษา ศาลได้แจ้งว่าโจทก์ได้มีการยื่นแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องมาเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 สองวันก่อนนัดอ่านคำพิพากษา เมื่อทนายจำเลยได้ดูคำฟ้องฉบับแก้ไขแล้ว พบว่าหลัก ๆ คือการแก้ไขฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 6 (พรหมศร) ซึ่งเป็นการแก้ไขจากคำฟ้องเดิมที่ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึง จำเลยที่ 5 ได้ร่วมกันกระทำความผิด แก้ให้เป็น จำเลยที่ 1 ถึง จำเลยที่ 6 ได้ร่วมกันกระทำความผิด
ทนายจำเลยได้แถลงคัดค้าน โดยศาลได้แจ้งว่าวันนี้ศาลจะอ่านคำพิพากษาก่อน แล้วหากต้องการคัดค้านการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องให้คัดค้านในภายหลัง อานนท์ นำภา ได้ชี้แจงต่อศาลว่าโดยหลักแล้ว เมื่อโจทก์ยื่นแก้ไขคำฟ้องเช่นนี้ ต้องให้แจ้งจำเลยคัดค้านก่อนอ่านคำพิพากษา ไม่ใช่ตัดสินลงโทษแล้ว ค่อยมาแจ้งฝ่ายจำเลย
จำเลยประสงค์จะยื่นคัดค้าน ขอเวลาในการเขียนเอกสารคัดค้าน แต่ศาลบอกให้แถลงด้วยวาจาก่อน เนื่องจากวันนี้มีผู้เข้าร่วมฟังการพิจารณาจำนวนมาก อาจเสียเวลาได้ ผู้เข้าร่วมการพิจารณาจึงพูดพร้อมกันต่อศาลว่าพวกตนรอได้ ศาลจึงอนุญาตให้ฝ่ายจำเลยเขียนเอกสารคัดค้าน
เหตุผลที่จำเลยคัดค้านการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ โดยสรุประบุว่า การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในกรณีนี้ เป็นกรณีที่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว (คดีนี้สืบพยานเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568) กรณีเช่นนี้ ศาลจะต้องถามจำเลยก่อนว่าจะคัดค้านหรือไม่ ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัย และยังเป็นกรณีที่เป็นกฎหมายเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการต้องห้ามในการที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง
จำเลยทั้งหมดเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวเป็นการแก้ไขซึ่งเป็นกรณีที่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ตามคำฟ้องใหม่ซึ่งโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ไขที่ขัดแย้งกับคำฟ้องเดิมอย่างชัดเจน
การแก้ไขคำฟ้องนี้เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นการแก้ไขที่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ การแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มโทษหรือลดโทษต้องให้โอกาสจำเลยได้นำสืบ ศาลต้องไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องและวินิจฉัยคดีไปตามคำฟ้องเดิมของโจทก์
.
เห็นว่าผิด ม.112 สี่คน ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ยกเว้น “แหวน” ลงโทษปรับรวม 10,200 บาท ยกฟ้อง “ทราย เจริญปุระ” ทุกข้อกล่าวหา
หลังจากนั้น ในเวลา 10.00 น. ศาลได้เริ่มอ่านคำพิพากษา โดยศาลแจ้งว่าจะอ่านคำพิพากษาโดยย่อ แต่อานนท์ นำภา ยืนยันว่าศาลต้องอ่านคำพิพากษาเต็ม โดยศาลแจ้งว่าอาจไม่สะดวก เพราะมีประชาชนเข้าฟังจำนวนมาก เกรงจะใช้เวลานาน ผู้เข้าร่วมฟังในห้อง 801 จึงบอกต่อศาลว่าไม่ติดใจอะไร ขอให้ศาลอ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
โดยสรุป ศาลพิพากษาในแต่ละความผิด ดังต่อไปนี้
ในส่วนข้อกล่าวหาฐานไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงในขณะนั้น มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีผลทำให้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ถูกนำมาบังคับใช้ การกระทำของจำเลยทั้งหมดจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
ในส่วนข้อกล่าวหาการละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น การจัดกิจกรรมใด ๆ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนั้นย่อมสามารถกระทำได้อยู่ ตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ โดยสถานที่ในการจัดกิจกรรมต้องโล่งแจ้ง ไม่แออัด และใช้เวลาไม่นาน
แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้เสรีภาพในการชุมนุม แต่ในการชุมนุม หากมีการละเมิดในกฎหมายในส่วนอื่นก็ไม่สามารถนำมาอ้างได้ และที่มีการกล่าวอ้างคดี Texas V. Johnson 1989 เป็นคดีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ศาลไม่มีระเบียบข้อบังคับใดให้ต้องปฏิบัติตาม (คดีนี้เกิดจากกรณีที่มีผู้ชุมนุมคนหนึ่งเผาธงชาติสหรัฐฯ ซึ่งโดยหลักแล้วการกระทำดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่เนื่องจากการเผานั้นเป็นไปเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาล มิได้กระทบทรัพย์สินสำคัญอื่นใด ศาลของสหรัฐฯ จึงอนุโลมให้ในกรณีนี้)
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการชุมนุมบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 ในวันดังกล่าวนั้น มีผู้ชุมนุมกว่า 2 พันคน มีสภาพแออัด และไม่มีมาตรการป้องกันและตรวจโรค ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย การกระทำของจำเลย (ยกเว้นอินทิรา) จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ในส่วนความผิดฐานร่วมกันขัดขวางการจราจรนั้น โจทก์ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยทั้งหมดได้ทำการขัดขวางการจราจรแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ
ส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งหมดได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป เพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 นั้น จากการที่พยานโจทก์ พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รับว่าไม่เห็นจำเลยคนใดไปพ่นสีหรือเทสี หรือรื้อลวดหนาม และในส่วนเหตุดังกล่าวยังมีการแยกดำเนินคดีต่างหากแล้ว ซึ่งไม่มีจำเลยคนใดในคดีนี้ถูกดำเนินคดีด้วย
นอกจากนี้ทีมตรวจสอบในพื้นที่ยังไม่พบอาวุธหรือปลอกกระสุน และจำเลยที่ขึ้นปราศรัยยังมีการบอกให้ผู้ชุมนุมร่วมชุมนุมโดยสงบอีกด้วย การชุมนุมดังกล่าวจึงเป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่เป็นความฐานร่วมกันมั่วสุม ตามมาตรา 215 และเมื่อไม่เป็นความผิดตามมาตรา 215 แม้ภายหลังจะมีการแจ้งให้เลิก แต่ผู้ชุมนุมไม่เลิก ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 216 แต่อย่างใด
ในส่วนของจำเลยที่ 7 (อินทิรา เจริญปุระ) นั้น พยานโจทก์ตำรวจสอบสวนกลางพบว่าในการสืบสวนจากสื่อออนไลน์ของจำเลยพบว่า มีการโพสต์ขายเสื้อและมีการแจ้งตำแหน่งห้องน้ำในสถานที่ชุมนุม ซึ่งห้องน้ำดังกล่าวเป็นห้องน้ำที่มีอยู่แล้วในบริเวณนั้นก่อนจะมีการชุมนุมเกิดขึ้น ที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 7 ได้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยนั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานการเข้าร่วมชุมนุมแต่อย่างใด
ในส่วนเนื้อหาการปราศรัยของจำเลยที่ 1 (อานนท์ นำภา) จำเลยที่ 3 (สมยศ พฤกษาเกษมสุข) จำเลยที่ 4 (พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ) และจำเลยที่ 6 (พรหมศร วีระธรรมจารี) ศาลเห็นว่าเนื้อหาการปราศรัยทำให้ประชาชนที่ได้ฟังรู้สึกเสื่อมศรัทธาต่อกษัตริย์ มีการเปรียบเทียบกษัตริย์กับจอมเผด็จการ และบอกว่ากษัตริย์ไม่เป็นกลางทางการเมือง เป็นการดูหมิ่นกษัตริย์ฯ จึงเห็นว่าการปราศรัยของทั้ง 4 คน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
สำหรับพิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ ที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเทศไทยของ Article 19 โดยทำหน้าที่ในการติดตามการชุมนุม และกฎหมายที่มีการจำกัดหรือส่งเสริมเสรีภาพ โดยทำหน้าที่สังเกตการณ์ชุมนุมทางการเมืองเท่าที่จะทำได้นั้น ข้อเท็จจริงพบว่าจำเลยไม่ได้ขึ้นปราศรัยในนามขององค์กรและไม่ได้นำสืบถึงเหตุผลที่ขึ้นปราศรัย
ในส่วนเนื้อหาการปราศรัยของจำเลยที่ 5 (ณัฎฐธิดา มีวังปลา) ซึ่งปราศรัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทหารสังหารคนเสื้อแดง สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเรื่องที่ตนโดนล่วงละเมิดนั้น ในส่วนท่อนที่กล่าวว่าตนโดนยัดมาตรา 112 และกล่าวถึง “คนบนฟ้า” ศาลรับฟังข้อความที่ว่าโดนยัดมาตรา 112 นั้น เป็นการกล่าวถึงการกระทำของรัฐบาลในขณะนั้น และที่กล่าวถึง “คนบนฟ้า” เป็นการกล่าวถึงวิญญาณของคนเสื้อแดงที่ตายไป
การนำสืบของจำเลยที่ 5 สามารถหักล้างโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 5 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ในส่วนความผิดฐานยุยงปลุกปั่นฯ นั้น ไม่พบหลักฐานว่าจำเลยมีเจตนายุยงปลุกปั่น ไม่พบเหตุการณ์ความรุนแรงหรือการประทุษร้าย และการชุมนุมในวันดังกล่าวยังเป็นไปโดยสงบ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
ในส่วนความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พยานโจทก์ พ.ต.ท.สุธาสินี ศิริคำ พยานได้ตรวจสอบย้อนหลังแล้ว ไม่พบเอกสารขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงของกลุ่มผู้ชุมนุม และจำเลยไม่ได้นำสืบในกรณีนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรม พิพากษาว่า
จำเลยที่ 1 (อานนท์) จำเลยที่ 3 (สมยศ) จำเลยที่ 4 (พิมพ์สิริ) และจำเลยที่ 6 (พรหมศร) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงโทษจำคุก 4 ปี
จำเลยที่ 1 (อานนท์) จำเลยที่ 3 (สมยศ) จำเลยที่ 4 (พิมพ์สิริ) จำเลยที่ 5 (ณัฎฐธิดา) และจำเลยที่ 6 (พรหมศร) มีความผิดในฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษปรับ 15,000 บาท และความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับเป็นพินัย 200 บาท
การนำสืบของจำเลยทั้งห้าเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 ทำให้โทษ โดยสรุปโทษของจำเลยแต่ละคนจะเป็นดังนี้ อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ในข้อหา มาตรา 112 และปรับคนละ 10,200 บาท ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่วนณัฎฐธิดา ลงโทษปรับรวม 10,200 บาท ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่วน “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา
หลังจากนั้น ทนายความและนายประกันได้ยื่นขอประกันตัวจำเลย 3 คน ได้แก่ สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร ในชั้นอุทธรณ์
ต่อมาในเวลา 14.30 น. โดยประมาณ ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสาม โดยให้วางหลักประกันของพิมพ์สิริและพรหมศรจำนวนคนละ 150,000 บาท และของสมยศ จำนวน 200,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 11 ของอานนท์ นำภา ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา รวมโทษจำคุกในทุกคดีทั้งสิ้น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ แยกเป็นคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 จำนวน 11 คดี, คดีข้อหาหลักตามมาตรา 116 จำนวน 1 คดี, คดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 คดี และคดีละเมิดอำนาจศาล 1 คดี โดยทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
.
(อัปเดต 18 มี.ค. 2569) ในวันอ่านคำพิพากษา พบว่าศาลอ่านคำสั่งรายงานกระบวนพิจารณาคดี ระบุว่า “เพื่อความเหมาะสม เห็นสมควร ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อเท็จจริง พฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะไม่ว่าโดยวิธีใด โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 36 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป” ซึ่งคำสั่งดังกล่าวระบุเช่นเดียวกับในระหว่างการสืบพยานคดีนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้ายเป็นต้นมา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เปิดบันทึกสืบพยาน คดี ม.112 เหตุ #ม็อบ29พฤศจิกา ชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้าราบ 11
คดีทางการเมืองทั้งหมดของ ‘อานนท์ นำภา’
.
