เปิดบันทึกสืบพยาน คดี ม.112 เหตุ #ม็อบ29พฤศจิกา  ชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้าราบ 11

ในวันที่ 20 ก.พ. 2569 นี้ เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 7 คน ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563

มูลเหตุของคดีนี้มาจากการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า “ปลดอาวุธศักดินาไทย” เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 ที่เดิมประกาศชุมนุมหน้ากรมทหารราบที่ 1 ซึ่งเป็นบ้านพักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อป้องกันและต่อต้านไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ตามกระแสข่าวในขณะนั้น และต่อมาได้เปลี่ยนสถานที่ชุมนุมเป็นบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์  

ผู้ถูกฟ้องในคดีนี้ ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี, “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ โดยทั้งหมดเป็นผู้ปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าว ยกเว้นอินทิราที่ไม่ได้ขึ้นปราศรัยใด ๆ 

ส่วน ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ซึ่งถูกฟ้องคดีนี้ด้วยเช่นกัน แต่ได้ตัดสินใจให้การรับสารภาพในชั้นศาล และเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2567 ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับพินัย 1,110 บาท ก่อนที่อัยการจะมีการแยกฟ้องอีก 7 คนเข้ามาใหม่ในเวลาต่อมา

ในส่วนข้อหาตามมาตรา 112 มีผู้กล่าวหาไว้ที่ สน.บางเขน คือ วราวุธ มากมารศรี (วราวุธ สวาย) โดยจำเลยทั้ง 6 คน (ไม่รวมอินทิรา) ถูกกล่าวหาว่าได้ขึ้นปราศรัยบนรถที่ติดตั้งเครื่องเสียงขนาดใหญ่บริเวณที่ชุมนุม และแต่ละคนได้ปราศรัยเนื้อหาประเด็นโดยสรุปดังนี้

  1. อานนท์ปราศรัยตั้งคำถามถึงการโอนกองกำลังทหารให้ไปอยู่ใต้สถาบันกษัตริย์และย้ำข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมขอให้สถาบันอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 
  2. พริษฐ์ปราศรัยว่าสถาบันกษัตริย์ไม่มีความจำเป็นต้องมีกองกำลังส่วนตัวและไม่ควรแทรกแซงอำนาจของประชาชน ทั้งตั้งคำถามในประเด็นเรื่องการอุ้มหายประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว
  3. สมยศปราศรัยถึงประวัติที่มาของกองพลทหารราบที่ 11 ว่าตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 พร้อมตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มีทหารเพื่อประชาชนและเรียกร้องถึงการตรวจสอบสถาบันอย่างโปร่งใส
  4. พรหมศรปราศรัยตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดจึงต้องมีทหารส่วนพระองค์และเหตุใดจึงต้องมีผู้แทนพระองค์แทนสำนักงานทรัพย์สิน และต้องการให้สถาบันสามารถตรวจสอบได้
  5. พิมพ์สิริปราศรัยถึงการทำรัฐประหารของไทย พร้อมกล่าวถึงข้อคิดเห็นของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าไม่มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย พร้อมย้ำว่ามาตรา 112 มีปัญหาและควรยกเลิก 
  6. ณัฎฐธิดาปราศรัยถ้อยคำว่า “มึงยัด 112 ให้กู ซึ่งกูไม่เคยรู้เรื่อง 112 จากพวกมึงเลย” ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการกล่าวล่วงเกินต่อการทำงานของรัฐบาลที่ใช้มาตรา 112 แต่ก็มีเจตนาให้ยกเลิกเพื่อจะดำเนินการอื่นใดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ได้ ซึ่งไม่เหมาะสม

ทั้งหกคน ถูกกล่าวหาใน 10 ข้อกล่าวหา คือ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216, กีดขวางทางสาธารณะ ตามมาตรา 385, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ, เททิ้งขยะมูลฝอย ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

เฉพาะอินทิรา เจริญปุระ ที่ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 116 และไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ โดยถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม และรถห้องน้ำให้กับการชุมนุม แต่ไมไ่ด้ขึ้นปราศรัยแต่อย่างใด

.

ภาพรวมการสืบพยาน: โจทก์กล่าวหาการชุมนุมทำทรัพย์สินเสียหาย เนื้อหาปราศรัยดูหมิ่นกษัตริย์ ขณะที่จำเลยยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ไม่มีความรุนแรง และเนื้อหาการปราศรัยมุ่งไปที่การแก้ไขกฎหมาย และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

คดีนี้มีการสืบพยานไปในช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน 2568 รวมทั้งสิ้น 11 นัด  ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าสืบ 14 ปาก ได้แก่ ผู้กล่าวหาทั้งตำรวจและประชาชนกลุ่มปกป้องสถาบันฯ, นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ส่วนที่เหลือเป็นตำรวจจากฝ่ายต่าง ๆ รวม 11 ปาก ทั้งฝ่ายสืบสวน สันติบาล ฝ่ายตรวจพิสูจน์หลักฐาน ฝ่ายถอดเทปคำปราศรัย ตำรวจจราจร พนักงานสอบสวน ผู้กำกับ สน.บางเขน และตำรวจจาก บก.ปอท.

ส่วนฝ่ายจำเลย 6 ปาก ได้แก่ อดีตบรรณาธิการข่าวประชาไท, ผู้อำนวยการ iLaw, นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านเสรีภาพการชุมนุม และจำเลยขึ้นเบิกความเองอีก 3 ราย 

ใจความสำคัญของการสืบพยานในคดีนี้ ฝ่ายจำเลยยืนยันว่าเนื้อหาการปราศรัยไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 บางคนเพียงแต่แสดงความคิดเห็นถึงปัญหาของข้อหานี้ และปฏิกิริยาที่มีจากนานาชาติ, บางคนกล่าวถึงข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เพื่อให้เกิดการปรับปรุงให้ดีขึ้น ภายใต้บริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ทั้งในด้านกฎหมายและพระราชอำนาจต่าง ๆ ที่ต่างจากรัชกาลก่อนหน้านี้ หรือผู้ปราศรัยบางคนเพียงกล่าวถึงการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง

นอกจากนั้น การชุมนุมยังเป็นไปโดยสงบเรียบร้อย เหตุการณ์พ่นสีหรือทำลายรถของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้ทำ และเหตุการณ์นี้ก็ไม่ถึงทำให้การชุมนุมโดยภาพรวมไม่เป็นไปโดยสงบเรียบร้อยแต่อย่างใด ขณะเดียวกันยังมีประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามกล่าวหาว่าพื้นที่กรมทหารราบที่ 11 ถือเป็นเขตพระราชฐาน ทำให้ไม่สามารถชุมนุมได้อีกด้วย แต่ไม่เคยมีการประกาศในเรื่องดังกล่าว

คดีนี้ในระหว่างการสืบพยาน ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้ายเป็นต้นมา ศาลเจ้าของสำนวนยังได้มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ระบุว่า “เพื่อความเหมาะสม เห็นสมควร ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อเท็จจริง พฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะไม่ว่าโดยวิธีใด โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 36 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มิฉะนั้นศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป”  

การสั่งห้ามเผยแพร่ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่ถูกพิจารณาโดยศาลอาญา เมื่อช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา

.

ภาพจากสำนักข่าวประชาไท

.

สืบพยานโจทก์

ผู้กล่าวหาอ้างว่าเป็นการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่ทราบดีว่า พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่บังคับใช้ และไม่สามารถชี้ได้ว่าท่อนใดในคำปราศรัยผิด ม.112 แต่มองว่าเพียงปราศรัยเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็ถือว่าผิดแล้ว

พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ ขณะเกิดเหตุเป็นรองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน และเป็นหนึ่งในผู้กล่าวหาในคดีนี้ เบิกความโดยสรุปว่า ก่อนหน้าวันเกิดเหตุ ในวันที่ 28 พ.ย. 2563 เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมลงประชาสัมพันการชุมนุมในวันที่ 29 พ.ย. 2563 ต่อมา สน.บางเขน มีการแบ่งหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปแฝงตัวสืบหาข่าว โดยพยานรับหน้าที่ในการแบ่งหน้าที่ให้หน่วยต่าง ๆ

ในวันเกิดเหตุ พยานเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมประมาณ 15.00 น. ผู้ชุมนุมได้ปิดพื้นที่ตั้งแต่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางเขน ไปจนถึงบริเวณบางบัว กรมทหารราบที่ 11 เมื่อเริ่มมีการปิดถนน ตำรวจได้นำรถบัสและรถตู้ 16 คัน รวมถึงลวดหนาม เพื่อขัดขวางไม่ให้ไปถึงบริเวณหน้าราบ11 แต่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำการตัดลวดหนามออก

เวลา 17.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมใช้รถเคลื่อนขบวน จนมาถึงบริเวณหน้าประตูใหญ่ราบ 11  ในเวลา 18.00 น. เริ่มมีการชุมนุมไฮด์ปาร์ก โดยในขณะนั้น มีผู้ชุมนุมเกือบ 2-3 พันคน โดยจำเลยในคดีนี้สลับกันขึ้นปราศรัยบนรถตั้งแต่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางเขน จนถึงหน้าประตูใหญ่ ไปจนถึงเวลา 22.00 น.

ก่อนการชุมนุมเสร็จสิ้น พ.ต.ท.อนันต์ เบิกความว่า มีการพับจรวดกระดาษปาเข้าไปหน้า ราบ 11 มีการทุบทำลายรั้ว มีการเทสีแดงบริเวณหน้าประตูใหญ่ โดยมีรถของตำรวจถูกพ่นสี ปล่อยลมยาง พร้อมมีขยะเกลื่อนกลาด และหลังจากนั้นประกาศยุติการชุมนุม

พ.ต.ท.อนันต์ เบิกความว่า ในการชุมนุมครั้งนี้ไม่มีการแจ้งชุมนุมล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ต่อสถานีตำรวจในพื้นที่ และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย หรือเว้นระยะห่าง มีการใช้เครื่องขยายเสียง และมีการปิดการจราจรทำให้ประชาชนเดือดร้อนเพราะปิดถนนพหลโยธินทั้งขาเข้าและขาออก จึงทำการสืบสวนและได้แจ้งความต่อกลุ่มจำเลยในคดีนี้ในข้อหาทำลายทรัพย์สิน และข้อหาชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พยานรับว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 3 (6) กำหนดไว้ว่าระหว่างที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช้บังคับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ และรับว่าพื้นที่บริเวณ ถ.พหลโยธิน เป็นพื้นที่โล่งเปิดกว้าง ไม่มีหลังคา ไม่ใช่สถานที่แออัด แต่พยานยืนยันว่าประกาศของนายกฯ ในช่วงดังกล่าวนั้น เป็นคำสั่งห้ามชุมนุมอย่างเด็ดขาด ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นสถานที่ใด 

พยานรับว่าไม่เห็นจำเลยคนใดไปพ่นสีหรือเทสี พยานอยู่ระยะ 2-3 เมตรจากจุดที่มีการเทสี ไม่เห็นว่าผู้ใดเป็นคนทำ เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ระบุว่าถูกทำลายและเทสี พยานรับว่าการเทสีเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และสีดังกล่าวสามารถล้างออกได้

.

วราวุธ มากมารศรี (หรือวราวุธ สวาย) หนึ่งในผู้กล่าวหาข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 เข้าเบิกความว่า ตนติดตามการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร เพราะเห็นว่ามีพฤติกรรมการก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ และการชุมนุมในวันเกิดเหตุในคดีนี้ พยานเห็นว่าเนื้อหาการปราศรัยมีการให้ร้ายพระมหากษัตริย์ โดยพยานไม่ได้ไปฟังการชุมนุมในสถานที่จริง แต่ดูถ่ายทอดสดผ่านทาง Voice TV  

พยานยืนยันว่าจำเลยทุกคน นอกจากอินทิราขึ้นปราศรัยจริง โดยมองว่าเนื้อหาการปราศรัยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116 จึงได้เข้ามาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน 

ในส่วนเนื้อหาการปราศรัยที่มองว่าเข้าข่ายมาตรา 112 พยานก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดแน่ชัด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ว่าประเทศไทยทำการรัฐประหารมากที่สุดในโลก การรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 ประเด็นการที่อำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่แยกขาดออกมา ประเด็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัย 2475 กบฎบวรเดช การที่กษัตริย์มีภรรยาหลายคน ประเด็นการสั่งแก้รัฐธรรมนูญ การสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงประเด็นตามเนื้อหาการปราศรัยของจำเลยคนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม แม้พยานจะไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้เลย แต่พยานมองว่าการปราศรัยซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 112

พยานยืนยันว่าตนเป็นผู้นิยมในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ชอบการติชมพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะดีจะชั่วอย่างไร ส่วนในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พยานมองว่าคณะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยสามารถแก้ได้ รวมถึงสามารถเรียกร้องให้แก้ไขได้ ตราบที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์

พยานรับว่าอินทิราไม่ได้ขึ้นปราศรัย และที่พยานเข้าไปให้การเพิ่มเติมว่าอินทิราโพสต์พาดพิงสถาบันกษัตริย์ พยานก็ไม่ได้มีการส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานอะไรเพิ่ม และไม่มีหลักฐานว่าอินทิราเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่พยานเชื่อว่าอินทิรามีส่วนร่วมเคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหว รวมถึงเป็นสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แม้ไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุน

.

อาจารย์ มธ. เห็นว่าผู้ปราศรัยทุกคนมุ่งเน้นที่ตัวกษัตริย์ ไม่ใช่สถาบันฯ และมองว่าการปราศรัยในคดีนี้ไม่ได้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพโดยชอบ

กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เข้าเบิกความว่าตำรวจเรียกตนเข้าไปให้การในฐานะนักวิชาการ เพราะเคยเขียนบทความไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง 10 ข้อของผู้ชุมนุมเสนอโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อปี 2563 และเรื่องเกี่ยวกับสิทธิของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีที่มาจากการเสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อ 

ข้อเสนอดังกล่าว มีจุดประสงค์พุ่งไปที่พระมหากษัตริย์ มีการเสนอให้ยกเลิกมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ, ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112, กฎหมายเกี่ยวกับการโอนอัตรากำลังพล และข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับหลักการในรัฐธรรมนูญ  ต่อมามีประเด็นว่ามีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ว่าเป็นการใช้สิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ แม้เป็นการใช้เสรีภาพ แต่ไม่ใช่เสรีภาพโดยสมบูรณ์ เพราะเสรีภาพโดยสมบูรณ์ต้องเป็นเสรีภาพที่ไม่ละเมิดคนอื่น 

ส่วนมาตรา 112 พยานมองว่าเป็นตัวบทที่มีเจตนาจะคุ้มครองการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และขัดต่อจารีตประเพณีกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถึงกติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

เมื่อได้อ่านเนื้อหาการปราศรัยของจำเลยในคดีนี้ พยานมีความเห็นว่า ผู้ปราศรัยทุกคนมีการปราศรัยไปในทำนองเดียวกัน คือ การกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยมุ่งเน้นที่ตัวบุคคล แม้จะใช้คำว่า “พระมหากษัตริย์” หรือ “สถาบันฯ” แต่มุ่งเน้นไปที่ตัว ร.10 อย่างชัดเจน เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ตามมาตรา 112 คือเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม เป็นเรื่องไม่จริงและทำให้เกิดความเสียหาย อย่างเช่น เรื่องการโอนกองกำลังทหาร ซึ่งแท้จริงเป็นการกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติไม่เกี่ยวกับรัชกาลที่ 10 การพูดเช่นนี้ก็ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกโกรธแค้น มีอารมณ์ร่วม อีกทั้งยังมีการถ่ายทอดเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเป็นวงกว้างเช่นกัน

พยานมองว่ามาตรา 112 จะอ้างว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้ เพราะไม่มีบทยกเว้นโทษ เป็นกฎหมายในบทความคุ้มครองบุคคลพิเศษต่างจากความคุ้มครองบุคคลธรรมดา จึงอ้างเหตุยกเว้นความผิดไม่ได้ 

พยานตอบทนายจำเลยโดยรับว่าตนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาตรา 112 และไม่เคยทำวิจัยใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว แต่เคยเขียนหนังสือ “การคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา” โดยสาเหตุที่เขียนหนังสือเล่มนี้เพราะต้องการให้ประชาชนเห็นว่าข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ มีปัญหาอะไรบ้าง

พยานรับว่าตามหลักการแล้ว หากหากกษัตริย์ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็ย่อมสามารถวิจารณ์ได้ การวิจารณ์เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

พยานรับว่าถ้ากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ทรงวินิจฉัย มีคำสั่ง หรือออกประกาศโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สามารถวิจารณ์ได้ และเมื่อพยานดูเอกสารเกี่ยวกับคำปราศรัยที่พูดว่า มีการแต่งตั้ง “ประยุทธ์” โดยไม่มีผู้รับสนองราชโองการ พยานมองว่า โดยหลักต้องมีผู้รับสนองราชโองการ ซึ่งการไม่ลงพระปรมาภิไธยไม่ได้แปลว่าไม่ทราบ และรับว่าถ้าตามหลักรัฐธรรมนูญ ถือว่าไม่ถูกต้อง 

พยานรับว่ากฎหมายที่มีการยกขึ้นมาปราศรัย เช่น พ.ร.บ.การโอนย้ายกำลังพล, พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่มีการออกในสมัยพลเอกประยุทธ์ เป็นกฎหมายที่มีการประกาศใช้จริง และรับว่าในส่วนการโอนทรัพย์สินก็มีการโอนจริง

พยานรับว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า EU (สหภาพยุโรป) ประณามไทยที่มีการดำเนินคดี ม.112 แต่พยานไม่ทราบว่า เป็นเรื่องที่ทำให้รัชกาลที่ 10 ไปต่างประเทศไม่ได้หรือไม่ และพยานรับว่า UN มีข้อห่วงใยในประเด็นการใช้มาตรา 112 ของไทย

ภาพจาก Mob Data Thailand

.

ตำรวจฝ่ายสืบสวน-สอบสวน กล่าวหาการชุมนุมมทำให้ทรัพย์สินเสียหาย แต่ไม่พบหลักฐานว่าจำเลยในคดีนี้เป็นผู้กระทำ

พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวนและผู้รับผิดชอบคดีนี้ เบิกความว่าในวันเกิดเหตุพยานทราบว่าจะมีคนมาชุมนุมบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 1 ก่อนที่ภายหลังเปลี่ยนมาเป็นหน้ากรมทหารราบที่ 11 จึงมีการย้ายมารักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่หน้าราบ 11 ตั้งแต่ช่วงบ่าย

การชุมนุมเริ่มเวลาประมาณ 15.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มทยอยมาและเริ่มมีการปิดช่องทางการจราจรบริเวณวงเวียนบางเขน – ถนนพหลโยธิน จนถึงสะพานบางบัว ทำให้ประชาชนผู้ใช้ถนนไม่สามารถสัญจรได้ ผู้ชุมนุมเริ่มมาสมทบเรื่อย ๆ โดยใช้รถไฟฟ้ามาลงสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ก่อนมีการรวมพลและเดินขบวนตั้งแต่หน้าสถานีดับเพลิงบางเขน จนมาถึงบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 โดยในระหว่างทางมีการใช้เป็ดยางเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม และมีป้ายเขียนข้อความเรียกร้องต่าง ๆ 

ในช่วงนั้นเป็นช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งผู้ชุมนุมมีทั้งคนที่สวมหน้ากากและไม่ได้สวม และผู้จัดการชุมนุมก็ไม่ได้มีการจัดให้มีการป้องกันการระบาดของโรคแต่อย่างใด

ในการชุมนุม มีรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่มาบริเวณหน้าราบ 11 มีการปราศรัยโดยจำเลยทั้ง 7 คน เนื้อหาการปราศรัยเป็นการพาดพิงในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยพูดเกี่ยวกับเรื่องการโอนย้ายกำลังทหาร ซึ่งเป็นเนื้อหาที่มีการบิดเบือน ทำให้เกิดผลกระทบเบื้องพระยุคลบาท เสื่อมเสียชื่อเสียงต่อพระมหากษัตริย์

ทั้งยังมีการสาดสีแดงบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 ทำให้มีสีเปื้อนที่หน้าประตู และมีการทิ้งขยะและพ่นสีสเปรย์เป็นข้อความลงบนถนน

เวลาประมาณ 17.00 น. ผู้กำกับการได้มีการประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นเขตพระราชฐาน จึงประกาศให้เลิกการชุมนุมภายในเวลา 18.00 น. แต่การชุมนุมก็ยังดำเนินต่อไปไม่ได้มีการยุติ

ในระหว่างที่มีการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนำรถตู้ของทางราชการจำนวน 16 คันมาจอดบริเวณหน้าราบ 11 ตามแนวถนน เพื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ แต่รถตู้ที่จอดกลับถูกทุบกระจก พ่นสี และเจาะยางรถยนต์ จากนั้นการชุมนุมจึงเลิกในเวลา 22.00 น. โดยพยานได้ให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ 

พยานอยู่ในพื้นที่จนถึงเวลาประมาณ 23.00 น. พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ ก็ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง  โดยมีการมอบเอกสารประกอบคำให้การไว้

หลังจากที่รับคำร้องทุกข์แล้ว พยานและคณะทำงานก็ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้จัดทำรายงาน และบันทึกถ้อยคำปราศรัย ซึ่งเมื่อพยานพิจารณาแล้วพบว่าการชุมนุมดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายความผิด

จากนั้น วันที่ 9 ธ.ค. 2563 มี นายวราวุธ มากมารศรี ได้อ้างตนเป็นผู้เสียหาย เข้ามาให้การและร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดกับจำเลยทั้ง 8 คน รวมอินทิรา ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 และ 116 โดยมีการนำแผ่นดีวีดี และเอกสารซึ่งนายวราวุธเป็นผู้จัดทำ มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

.

พล.ต.ต.มณฑล บัวจีบ ผู้บังคับบัญชาการหน่วยสืบสวน กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 เบิกความว่า ในช่วงเกิดเหตุพยานได้รับหน้าที่สืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับการชุมนุม ซึ่งสืบทราบการเคลื่อนไหวจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ จากการสืบสวน พยานสามารถแบ่งกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มคณะราษฎร 2563 โดยข้อเรียกร้องของกลุ่มคณะราษฎร คือ (1) ให้ประยุทธ์ลาออก (2) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ (3) ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ในวันเกิดเหตุ พยานไม่ได้ลงไปในพื้นที่การชุมนุม แต่มีตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาลงพื้นที่แล้วรายงานกลับมาที่พยาน

พยานปฏิเสธว่าสันติบาลไม่ได้มีการจัดทำรายชื่อเฝ้าระวัง (watchlist) แต่มีการทำประวัติของแต่ละกลุ่มการเมือง ว่าก่อตั้งอย่างไร เชื่อมโยงกันอย่างไร และไม่ได้ทำทุกกลุ่ม ทำแต่เพียงกลุ่มที่เคลื่อนไหวบ่อย ๆ เท่านั้น

.

พ.ต.ท.สุริยน รัตนคุณศาสตร์ ผู้ถอดเทปคำปราศรัย เข้าเบิกความว่าขณะเกิดเหตุตนรับตำแหน่งสารวัตรสืบสวน ที่ สน.บางเขน ทำหน้าที่ที่ศูนย์ควบคุมและสั่งการของฝ่ายสืบสวนสอบสวน คอยรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการชุมนุม ให้ผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

ระหว่างการชุมนุมพยานรวบรวมข้อมูลจากกล้องวงจรปิด ซึ่งลิงก์มาที่ศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุมจัดการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ (Command and Control Operations Center: CCOC) เจ้าหน้าที่สืบสวน และสื่อโซเชียล โดยในบริเวณบางเขนก็มีกล้องวงจรปิดซึ่งส่งข้อมูลมายัง CCOC อีกด้วย

คดีนี้เริ่มสืบสวนก่อนวันเกิดเหตุ วันที่ 28 พ.ย. 2563 หลังมีการโพสต์เชิญชวนจากเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นัดชุมนุมที่กรมทหารราบที่ 1 และต่อมาได้ย้ายมาที่กรมทหารราบที่ 11 ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของ สน.บางเขน โดยได้มีการนัดผู้ชุมนุมที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS วัดพระศรีมหาธาตุ 

จากนั้นได้มีการรายงานผู้บังคับบัญชาและประชุมแบ่งหน้าที่หลังจากทราบข่าวการย้ายสถานที่ชุมนุม  ไม่ถึงชั่วโมง โดยพยานได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคอยดูแลศูนย์ CCOC 

หลังการชุมนุม ผู้บังคับบัญชาได้มอบหมายให้พยานทำการถอดเทปคำปราศรัยและจัดทำไทม์ไลน์การชุมนุม โดยนำข้อมูลจากสื่อโซเชียล หลัก ๆ คือจาก Voice TV โดยการถอดเทปของจำเลยในคดีนี้ เป็นการถอดเทปคำต่อคำ ไม่ใช่เป็นการถอดแบบสรุปใจความ และหลังจากถอดเทปแล้ว พยานได้รวบรวมส่งให้ผู้บังคับบัญชา 

พยานรับว่าโดยปกติในการถอดเทปแล้ว จะใช้คลิปต้นทางหลายแห่งในการถอด แต่ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปเก็บภาพได้ เลยใช้คลิปของ Voice TV เป็นหลัก

พยานรับว่าในวันเกิดเหตุ กล้องวงจรปิดบริเวณราบ 11 พยานสามารถติดตามได้ ไม่ได้มีใครเอาถุงดำไปครอบ

พยานรับว่าบริเวณใกล้วงเวียนบางเขน, สน.บางเขน, สถานีรถไฟฟ้า BTS วัดพระศรีฯ, ไม่ใช่เขตพระราชฐาน และไม่มีสถานที่ประทับ ส่วนกรมทหารราบที่ 11 เป็นเขตพระราชฐาน อย่างไรก็ดี พยานไม่เคยเข้าไปในกรมทหารราบที่ 11 พยานจึงไม่ทราบว่ามีป้ายเขตพระราชฐานอยู่บริเวณใด

.

ร.ต.ท.หญิง อัญญารัตน์ ไพศาลพิสุทธิสิน ผู้ทำรายงานการตรวจเก็บวัตถุพยาน เข้าเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ รับราชการอยู่ที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์สัญญาบัตร 1 มีหน้าที่ตรวจที่เกิดเหตุ โดยเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 20.55 น. โดยประมาณ ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี ให้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยพยานเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุประมาณ 22.30 น. ตรงฝั่ง ถ.พหลโยธิน ขาเข้า หน้ากรมทหารราบที่ 11

พยานตรวจพบร่องรอยการฉีดพ่นสี 5 จุด ตามรายงานที่ยื่นส่ง และมีเสาตอม่อคอนกรีตรถไฟฟ้า รถตู้ของทางตำรวจ จำนวน 13 คัน ไม่ระบุสถานี 3 คัน ได้รับความเสียหายทั้งการถูกปล่อยลมยาง ทุบกระจก พ่นสี ประตูรถบางคันถูกงัด  พยานได้บันทึกความเสียหายไว้ พบว่ารถคันที่ 12 ของ สน.สายไหม มีลายนิ้วมือแฝง พยานได้ทำการเก็บไว้จำนวน 3 แผ่น

พยานรับว่าไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำความเสียหาย โดยไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ตัวคนร้าย ทั้งยังไม่สามารถระบุเวลาได้ว่ารถถูกทุบเวลาใด และรับว่าสีที่เทในที่เกิดเหตุสามารถล้างออกได้ถ้าเพิ่งเทใหม่ ๆ 

.

พ.ต.ท.เอกภักดิ์ รัตนพันธ์ ผู้ตรวจสอบคลิปภาพและเสียง ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่กลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8 ขณะเกิดเหตุ ปี 2563 พยานรับราชการอยู่ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง มีหน้าที่ตรวจสอบวัตถุพยานทางดิจิทัลทุกชนิด

ในคดีนี้ มีหนังสือจาก สน.บางเขน เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2563 ขอให้ตรวจสอบว่าภาพและวิดีโอการปราศรัยในการชุมนุมวันดังกล่าวมีการตัดต่อหรือไม่ โดยโปรแกรมที่พยานใช้ตรวจสอบคือโปรแกรมชื่อ Encase เป็นโปรแกรมของอเมริกา ซึ่งมีการใช้โดย CIA ของอเมริกาเช่นกัน

พยานตรวจสอบคลิปวิดีโอแล้ว มีความต่อเนื่อง ไม่พบการตัดต่อ ภาพนิ่งก็ไม่พบการตัดต่อ เมื่อตรวจแล้วทำรายงานส่งให้กับพนักงานสอบสวน สน.บางเขน

พยานรับว่าเสียงที่หายไปในคลิป มีความเป็นไปได้ว่าเกิดปัญหาและความผิดพลาดในระหว่างการคัดลอกไฟล์ หรือการนำลงแผ่นซีดี ซึ่งมีปัญหาได้ง่าย

.

พ.ต.ท.สุธาสินี ศิริคำ ฝ่ายงานธุรการ สน.บางเขน เบิกความว่าตนทำหน้าที่ดูแลงานเอกสาร ค่าใช้จ่ายและงบประมาณ และการขออนุญาตต่าง ๆ เช่น การขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง สำหรับเหตุการชุมนุมในวันที่ 29 พ.ย. 2563 พยานได้ตรวจสอบย้อนหลังแล้ว ไม่พบเอกสารขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงของกลุ่มผู้ชุมนุม

.

ว่าที่ พ.ต.ท.สุเนตร ไทยวงษ์ เบิกความว่าตนได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบการชุมนุมว่ามีการแจ้งการชุมนุมก่อนหรือไม่ โดยสามารถแจ้งได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ แจ้งด้วยตนเอง ทางอีเมล และทางโทรศัพท์ ซึ่งในการชุมนุมในวันดังกล่าว เมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการแจ้งการชุมนุมเข้ามาที่ สน.บางเขน จึงรายงานให้ผู้กำกับการ สน.บางเขน ทราบ

.

ผู้กำกับ สน.บางเขน อ้างการชุมนุมภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถทำได้ แต่มีข้อกำหนด ส่วนกรมทหารราบที่ 11 เป็นเขตพระราชฐาน เพราะมีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จประทับ

พ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง ผู้กำกับการ สน.บางเขน ในช่วงปี 2563-2564 เข้าเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ ในวันที่ 28 พ.ย. 2563 พยานได้รับรายงานว่ากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนัดหมายชุมนุมที่กรมทหารราบที่ 1 ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สน.บางซื่อ และต่อมาวันที่ 29 พ.ย. 2563 ในตอนเที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ชุมนุมมาเป็นกรมทหารราบที่ 11 ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้ความรับผิดชอบของ สน.บางเขน

พยานเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาประชุมมอบหมายงาน โดยให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เก็บภาพและรายงาน งานป้องกัน งานปราบปราม เข้าตั้งตามจุดที่ได้รับมอบหมาย และส่วนงานจราจรคอยอำนวยความสะดวก จากนั้นจึงแจ้งให้ตำรวจคุมฝูงชนมาช่วย

ในวันเกิดเหตุ หลังการชุมนุมดำเนินไปได้แล้ว พยานตระหนักว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และเป็นการชุมนุมในระยะ 150 เมตรในเขตพระราชฐาน ซึ่งกรมทหารราบที่ 11 ได้ถูกโอนเป็นกำลังพลส่วนพระองค์ มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จประทับต่อเนื่องเกือบทุกเดือน

นอกจากนี้ การชุมนุมยังจัดชิดถนน ระดับ 10 เมตร และขัดขวางทางเข้าออก ซึ่งพยานเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธาณะ พ.ศ. 2558 โดยในขณะนั้นมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย ซึ่งอนุญาตให้จัดการชุมนุมได้ แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด 

พยานจึงประกาศให้เลิกการชุมนุมเวลา 17.00 น. โดยประมาณ โดยให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายใน 18.00 น. เป็นการประกาศโดยใช้ไมโครโฟนผ่านเครื่องขยายเสียง ขณะประกาศมีกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว ยูทูปเบอร์ ทำการถ่ายทอดสด ประกาศดังกล่าวได้ยินโดยทั่วกัน นักข่าวเองก็มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการประกาศของพยาน

ต่อมา เวลา 18.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงไม่เลิกการชุมนุม และเพิ่มจำนวนมากขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวมาจากบริเวณสถานีดับเพลิงบางเขน และเคลื่อนขบวนต่อมาที่ประตูใหญ่หน้าราบ 11 โดยมีการปราศรัยบนรถที่มีเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ ส่วนแกนนำที่พยานเห็นและจำเสียงได้ ได้แก่ อานนท์ พริษฐ์ และคนอื่น ๆ ซึ่งหมุนเวียนปราศรัย

ระหว่างการปราศรัย มีกลุ่มผู้ชุมนุมพังทำลายรถตู้ที่ขวางแนว ปล่อยยางลมรถ พ่นสี ขีดเขียนข้อความต่าง ๆ มีการปากระดาษจรวดเข้าไปในราบ 11  และมีผู้ชุมนุมบางคนพยายามไปตัดลวดหนาม ยั่วยุเจ้าหน้าที่ และจำได้ว่ามีผู้ปราศรัย บอกให้เอาสีน้ำมันสีแดงไปเทหน้าราบ 11 

จากนั้น 22.00 น. จึงมีการปราศรัยยุติการชุมนุม โดยในช่วงยุติ พยานคิดว่ามีผู้ชุมนุมประมาณ 3-4 ร้อยคน จากนั้นมวลชนจึงทยอยเดินทางกลับ พยานประสานหน่วยเก็บกู้ระเบิดเข้ามาตรวจพื้นที่ แต่ไม่พบวัตถุระเบิด

พยานประสานกองพิสูจน์หลักฐานให้เข้ามารวบรวมหลักฐาน โดยพยานเองก็ได้ลงไปในที่เกิดเหตุด้วย ซึ่งพบขยะ สี และพบการทำลายกระจกมองข้างของรถ มีการเคลื่อนย้ายรถตู้ไปไว้ที่ สน.บางเขน และประสานกับ สน.บางเขน ให้เข้าทำความสะอาดจนถึงเช้า ส่วนสีแดงที่เทลงพื้นนั้น ขัดไม่ออก จึงใช้สีเขียวทาทับ กระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นเวลาประมาณ 07.00 น.

พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่าในส่วนที่พยานอ้างเรื่องการชุมนุมในระยะ 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน พยานยอมรับว่าในตัวบทไม่มีคำว่า “พระราชฐาน” แต่ยืนยันว่าราบ 11 เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ และเหตุที่พยานเชื่อว่ากรมทหารราบที่ 11 เป็นเขตพระราชฐาน เพราะมีพระองค์ภาฯ เสด็จประทับ พยานรับว่าก่อนหน้าปี 2562-2563 ราบ 11 ไม่ใช่เขตพระราชฐาน

พยานรับว่าไม่พบว่ามีผู้ชุมนุมพกพาอาวุธ และยืนยันว่ารัฐธรรมนูญคุ้มครอบการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ รวมถึงรับรองเสรีภาพแสดงออก และพยานรับว่ามีผู้ชุมนุมสวมหน้ากากอนามัย แม้จะไม่ทุกคน

.

ภาพจาก Mob Data Thailand

.

ตำรวจจราจรรับว่าแม้มีการปิดถนน แต่ก็สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้สัญจรได้ ยืนยันว่าแม้การชุมนุมจะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้ถนน แต่เป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีเหตุรุนแรง

ส.ต.อ.เอกชัย งามประสิทธิ์ ผู้บังคับหมู่จราจร สน.บางเขน เบิกความว่า ตนได้รับคำสั่งให้ดูแลงานจราจรในพื้นที่ใกล้เคียงให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ในวันดังกล่าวผู้ชุมนุมเข้ามาในพื้นที่ช่วงเวลา 15.00 น. โดยประมาณ โดยจนถึงช่วง 16.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนเยอะขึ้นและมีการปิดถนนโดยกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ซึ่งเป็นการปิดโดยห้ามเข้าอย่างเด็ดขาด มีการใช้แท่งแบริเออร์สีส้ม ปิดฝั่งขาออกทั้ง 2 เลน โดยใช้วิธีการนำรถจักรยานยนต์และตัวผู้ชุมนุมเองไปยืนกั้นเพื่อไม่ให้รถที่สัญจรสามารถเข้าไปในบริเวณราบ 11 ได้ โดยจะเปิดให้เข้ามาโดยเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยกันเท่านั้น

พยานรับว่าหากมีผู้ชุมนุมในปริมาณ 2,000-3,000 คน ก็จำเป็นต้องปิดถนนแน่ และก็อาจกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น แต่อย่างไรก็ต้องมีการจัดการเพื่อให้กระทบต่อสิทธิของประชาชนน้อยที่สุด จึงเป็นเหตุผลให้ตำรวจจราจรได้เข้าไปอำนวยความสะดวก และไม่ได้มีการทะเลาะกับผู้ชุมนุมแต่อย่างใด

.

ร.ต.ต.ปรีชา อัชฌาศรัย ผู้บังคับหมู่จราจร สน.บางเขน เบิกความว่าในวันเกิดเหตุ การ์ดของกลุ่มผู้ชุมนุม มีจุดละ 6-7 คน คอยปิดพื้นที่กั้นไม่ให้รถสัญจรผ่านไปยังบริเวณราบ 11 โดยตำรวจได้เข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกเพราะคนทั่วไปไม่รู้ว่ามีการชุมนุม และหากปล่อยให้ผู้ชุมนุมจัดการกันเอง อาจมีเหตุเกิดขึ้นได้

พยานมองว่าการชุมนุมดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เพราะปกติในกรุงเทพฯ รถก็ติดอยู่แล้ว ยิ่งต้องให้ผู้สัญจรเบี่ยงรถออกไปแจ้งวัฒนะ วิภาวดี บังคับรถให้ไปด้านเดียวเช่นนี้ ก็ทำให้รถยิ่งติดมากขึ้น

พยานรับว่าโดยรวมวันนั้น การอำนวยการจราจรผ่านพ้นไปด้วยดี พยานเองก็ไม่ได้มีการออกใบสั่งกับรถจักรยานยนต์ที่จอดขวางการจราจร และในการชุมนุมเช่นนี้เป็นธรรมชาติที่จะมีรถของผู้เข้าร่วมการชุมนุมจำนวนมาก ทางตำรวจก็มีการอะลุ้มอล่วย ไม่ทำการล็อคล้อรถ

พยานไม่พบเห็นผู้ชุมนุมพกพาอาวุธ การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ตำรวจเองก็ไม่ได้มีการเข้าไปสลายการชุมนุม

.

ตำรวจสอบสวนกลางระบุพบข้อมูลของ “ทราย เจริญปุระ” ในโซเชียล แต่ไม่พบว่ามีการวางแผนการชุมนุมกับจำเลยคนอื่น

พ.ต.ท.อิสรพงษ์ ทิพย์อาภากุล สารวัตรกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เบิกความว่าหลังการชุมนุม ตนได้รับคำสั่งให้มีการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชุมนุม โดยได้ทำการสืบสวนจากสื่อออนไลน์ของจำเลยในคดีนี้ว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมดังกล่าวอย่างไร รวมทั้งมีคำสั่งขอให้ตรวจสอบแนวความคิดทางการเมืองของจำเลยแต่ละคนผ่านสื่อต่าง ๆ และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดและความบริสุทธิ์ไว้ในรายงานการสืบสวน

ในส่วนของจำเลยที่ 7 (อินทิรา) พบว่าในโซเชียลมีเดียมีการโพสต์ขายเสื้อ โดยรายได้จะนำไปสนับสนุนการชุมนุม และยังมีการสนับสนุนจัดหาห้องน้ำให้ผู้ชุมมนุมอีกด้วย แต่ไม่พบว่ามีการไปพูดคุยหรือวางแผนการชุมนุมกับจำเลยคนอื่น 

พยานรับว่าเพจตั้งต้นในการชุมนุมคือเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แต่แอดมินเพจดังกล่าวจะเป็นใคร พยานไม่ทราบ

พยานรับว่า บก.ปอท. ไม่สามารถตรวจสอบได้ในสื่อโซเชียลแต่ละอันที่พบใครเป็นผู้ดูแล เนื่องจากเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่ที่พยานแน่ใจว่าโซเชียลมีเดียที่เจอเป็นของอินทิรา เพราะนอกจากจะดูข้อมูลภาพถ่ายและข้อมูลส่วนตัวประกอบด้วยแล้ว จำเลยยังเป็นดารา หากมีการปลอมโซเชียลต้องปรากฏข่าวหรือมีการแจ้งความดำเนินคดี แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการดำเนินคดีแต่อย่างใด

พยานรับว่าเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์สามารถปลอมกันได้ และในปัจจุบันมีคดีความจำนวนมากเกี่ยวกับการปลอมแปลงโซเชียลมีเดีย

.

.

สืบพยานจำเลย

ผอ. iLaw ชี้ การดำเนินคดีมาตรา 112 มีความไม่ปกติหลายประการ ไล่เลียงความเปลี่ยนทางกฎหมายเรื่องพระราชอำนาจ ส่วนพยานหลักฐานซึ่งมีการถ่ายภาพหน้าจอไม่ใช่พยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อประชาชน หรือไอลอร์ (iLaw) เข้าเบิกความว่าจุดประสงค์ของผู้ที่ออกมาพูดเกี่ยวกับมาตรา 112 เป็นการพูดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง  หากดูวิวัฒนาการของมาตรา 112 จะพบว่ามีการแก้ไขล่าสุด หลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยมีการเพิ่มโทษจาก 7 ปี ไม่มีขั้นต่ำ มาเป็นมีโทษขั้นต่ำ 3 ปี สูงสุด 15 ปี 

ซึ่งถือเป็นการให้โทษสูงสุดในกฎหมายลักษณะนี้ หากย้อนกลับไปได้ถึงช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งแม้เป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ก็มีกฎหมายในลักษณะนี้ แต่โทษก็ไม่ได้สูงเท่ามาตรา 112 ในยุคปัจจุบัน

จากการติดตามและการบันทึกข้อมูลที่ผ่านมามาตรา 112 ไม่ได้ถูกใช้ในทุกยุคทุกสมัย การถูกใช้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น ซึ่งแบ่งได้ด้วยกัน 3 ระลอก โดยช่วงที่ 1 เป็นช่วงปี 2553 – 2554 เป็นช่วงที่มีการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ช่วงที่ 2 เป็นช่วงรัฐประหาร ปี 2557 – 2558 และช่วงที่ 3 ปี 2563 – 2564 เป็นช่วงการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 

ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองสงบ การใช้กฎหมายมาตรา 112 น้อยมาก ช่วงปี 2560-2562 สถิติการใช้กฎหมายนี้เป็นศูนย์ ซึ่งผู้นำรัฐบาลขณะนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้มีการออกมาพูดในทำนองว่า ไม่มีการจับกุมคดีใหม่ที่เกี่ยวกับมาตรา 112 และ 116 หรือที่มีคดีอยู่ ก็มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยบอกว่า เพราะรัชกาลที่ 10 ทรงพระเมตตา จึงไม่มีการใช้มาตรา 112 ซึ่งช่วงนั้น คนที่ติดคุกอยู่ ก็มีคำพิพากษายกฟ้อง ปล่อยตัว หรือก็มีการปล่อยตัวตามระยะขัง ไม่มีการสั่งฟ้อง

พยานเป็นผู้จัดทำบทความเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ทั้ง 3 ระลอก ลงบนเว็บไซต์ iLaw ช่วงที่มีการบังคับใช้มาตรา 112 สูงที่สุด เป็นช่วงปี 2563 – 2564 เป็นระลอกที่มีการบังคับใช้สูงสุด และก็มีคดีที่ตอนนี้กำลังพิจารณาอยู่

คนส่วนใหญ่ที่ถูกดำเนินคดีในระลอกที่ 3 เท่าที่ทราบเป็นการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ นำโดยนิสิตนักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น คุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ เป็นคนที่ถูกดำเนินคดีมากที่สุด อีกคนก็คือ คุณรุ้ง ปนัสยา ซึ่งทั้งสองคน ปัจจุบันลี้ภัยต่างประเทศ

ตอนนี้คนที่มีระวางโทษสูงสุดฝ่ายชายที่จังหวัดเชียงราย คือ คุณมงคลหรือบัสบาส โทษจำคุก 75 ปี ลดเหลือ 50 ปี  (ข้อมูลขณะเบิกความ) ฝ่ายหญิง คือ คุณอัญชัญ โทษจำคุก 87 ปี ลดเหลือ 43 ปี อยู่ที่เรือนจำคลองเปรม (ปัจจุบันออกมาแล้ว)

ความแปลกประหลาดในคดีมาตรา 112 ยังพบว่ามีการแจ้งความกันในพื้นที่ห่างไกล หรือที่เรียกว่า “กล่าวโทษทางไกล” ซึ่งมักเป็นความผิดที่เกี่ยวกับการโพสต์ข้อความทางออนไลน์ ซึ่งจะมีคนที่คอยเฝ้าดูและให้ตัวแทนของกลุ่มที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางออกไปในพื้นที่ห่างไกล เช่น สุไหงโก-ลก ซึ่งทำให้ผู้ต้องหามีภาระที่ต้องเดินทางไกลจากที่อยู่ปกติของตัวเองไปติดตามคดี และถ้าเกิดถูกคุมขังหรือจำคุกก็จะถูกจำคุกในพื้นที่ห่างไกล ก็ยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับจำเลยในคดี

กลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อทำการกลั่นแกล้งในลักษณะนี้โดยเฉพาะและมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม ศปปส. (ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน), กลุ่ม ศชอ. (ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางออนไลน์) และบางครั้งก็เป็นคนกลุ่มเดิมแต่เปลี่ยนชื่อกลุ่ม นอกจากผู้กล่าวหาที่ฟ้องคดีในลักษณะกลั่นแกล้ง พยานอื่น ๆ มีลักษณะเป็นพยานชื่อซ้ำ ๆ ให้ความเห็นเกี่ยวกับว่า ข้อความตามฟ้องเป็นความผิดหรือไม่ คนที่มาเป็นพยานก็จะเป็นนักวิชาการ นักกฎหมาย ที่มาเบิกความเอาผิดจำเลย

ในส่วนของคำพิพากษา ก็มีกรณีแปลกๆ เช่น การให้ความคุ้มครองแก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากที่กฎหมายให้การคุ้มครอง เช่น พระมหากษัตริย์ในอดีต หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งไม่ใช่บุคคลตามความคุ้มครองของมาตรา 112 แต่อย่างใด

จากการติดตามคำพิพากษาเกี่ยวกับการเอาผิดในฐานหมิ่นประมาท ศาลไม่ได้มีการระบุว่าต้องเป็นลักษณะการหมิ่นประมาทแบบใด แต่สรุปเลยว่า ลงโทษ

นอกจากนั้น ยังมีการตัดพยานฝ่ายจำเลยหลายคดี เช่น ไม่ออกหมายเรียกให้นำพยานผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสืบ ซึ่งฝ่ายจำเลยพยายามที่จะนำเสนอพยานผู้เชี่ยวชาญ นำมาสู่ผลคือ จำเลยไม่มีสิทธิในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในคดีประเภทนี้พยานจำเลยก็หายากมากแล้ว 

การไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสาร จะเกี่ยวกับการพิสูจน์ว่า จำเลยพูดเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ เอกสารเกี่ยวกับ การเดินทางไปต่างประเทศของรัชกาลที่ 10, การโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยศาลบอกว่า ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ผลก็คือจำเลยไม่สามารถใช้สิทธิการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

ความแปลกประหลาดเกี่ยวกับมาตรา 112 อีกประการก็คือมีการห้ามจด หรือห้ามบันทึกเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ แต่ก่อนศาลก็มักสั่งให้พิจารณาคดีลับ แต่ยุคหลัง ๆ มีน้อยลง แต่ปรากฏว่าไปใช้ว่า ให้เข้าฟังแต่ห้ามเผยแพร่ บางคดีก็มีการไม่มีการลงชื่อผู้จัดทำคำสั่งประกันตัวหรือไม่ให้ประกันตัว ทั้งหมดที่กล่าวมาแต่ต้นเป็นความแปลกประหลาดที่รวบรวมมาได้

เกี่ยวกับข้อเสนอ 10 ข้อ ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ยิ่งชีพเบิกความว่า เป็นการเสนอข้อเรียกร้องในการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 คนอ่าน คือ คุณรุ้ง ปนัสยา

พยานมีการทำความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างเช่น มาตรา 6 (องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้) พยานมีความเห็นว่า มีข้อเสนอหลายข้อต่อสภานิติบัญญัติ ซึ่งถ้ามีการจัดทำร่างเสนอแก้ไขกฎหมาย แล้ว สส. และ สว. เห็นด้วยก็สามารถแก้ไขกฎหมายได้

ปัจจุบันมีการยื่นร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี 2563 ที่เข้าสู่สภาแล้ว มี 46 ร่าง ฉบับแรกเมื่อปี 2563 ที่มีการริเริ่มเข้าชื่อประชาชนและมีการเสนอร่าง แต่ก็ตกไปในปี 2563 ปัจจุบันมีค้างอยู่ในสภา 15 ฉบับ

การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.เกี่ยวกับการโอนกองกำลัง หรือการโอนทรัพย์สินส่วนพระหากษัตริย์ ก็สามารถแก้ไขได้ กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติกระทำโดยอำนาจของรัฐสภาเสนอแก้ไข ถ้าเห็นด้วยก็ผ่านออกมาเป็นกฎหมายใหม่

เกี่ยวกับการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เคยมีการเสนอแก้ไขในปี 2564 เสนอโดยพรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบัน คือ พรรคประชาชน และเคยมีการเสนอให้แก้ไขจากกลุ่มนักวิชาการ โดย คณะนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นกลุ่มอาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 112 มีการรวบรวมรายชื่อกว่า 20 รายชื่อ และเสนอในปี 2555

เท่าที่ทราบตอนนี้ มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาตรา 112 ที่ถูกสังหาร มีหลายคนที่หายตัวไป ซึ่งลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ชัดเจนว่าที่ใด ได้แก่ ดีเจซุนโฮ, โกตี๋, วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์, สุรชัย แซ่ด่าน,กาสะลอง (ไกรเดช ลือเลิศ), สหายภูชนะ (ชัชชาญ บุปผาวัลย์), สยาม ธีรวุฒิ์ และคนอื่น ๆ โดยที่พบว่าเป็นศพ ที่มีการยืนยันแล้วก็ คือ “สหายภูชนะ” และ “กาสะลอง” ซึ่งหายตัวไปพร้อมกันกับ “สุรชัย แซ่ด่าน” และอีกคนที่มีข่าวการอุ้มหาย คือ วันเฉลิม ถูกลักพาตัวที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งขณะที่ถูกลักพาตัว กำลังคุยโทรศัพท์กับพี่สาว ดังนั้นพี่สาวจึงถือว่าเป็นเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ กลายเป็นข่าวใหญ่

พยานยังกล่าวถึงช่วงี่มีการเปลี่ยนรัชกาล จากรัชกาลที่ 9 มารัชกาลที่ 10 ซึ่งรัฐธรรมนูญ เสร็จปี 2559 แต่มีการมาลงพระปรมาภิไธยในรัชกาลที่ 10 ตอนนั้นหลังจากที่ผ่านการประชามติ วันที่ 7 ส.ค. 2559 แต่มีการมาประกาศช่วงเดือนเมษายน 2560 ผ่านมา 5 เดือน โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มให้มีขั้นตอนว่า ในหลวงสามารถที่จะให้ความเห็นได้ ซึ่งรัฐบาลมีการออกมาเปิดเผยง่า รัชกาลที่ 10 ทรงให้มีการแก้ไขใน 7 ประเด็น ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจและการไม่ต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทน หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงประทับอยู่ในประเทศ

หลังจากที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2562 มีการออกพระราชกำหนดโอนย้ายกำลังพลและงบประมาณบางส่วน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ออกกฎหมายโดยที่ไม่ผ่านสภา เป็นการย้ายส่วนงานราชการกรมทหารราบที่ 1 และกรมทหารราบที่ 11 เป็นการโอนย้ายทั้งอัตรากำลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์

เกี่ยวกับการโอนย้านทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีการโอนย้ายไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ ก็เป็นกฎหมายใหม่ที่ออกมา เป็น พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ให้สามารถโอนย้ายทรัพย์สินได้ตามพระราชอัธยาศัย ไม่อยู่ในกำกับของรัฐ จึงไม่อยู่ในการตรวจสอบ แต่ว่าหน่วยงานยังคงใช้เงินของรัฐ แต่ไม่ใช่ส่วนงานราชการ ซึ่งไม่สามารถที่จะถูกฟ้องโดยศาลปกครองได้ นี่จึงยังเป็นช่องว่างทางกฎหมายอยู่

เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ปี 2560 ที่มีการออก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยเป็นการยกเลิกฉบับเดิม ปี 2491 ใช้ได้ไปพักหนึ่ง ก็มีการออกฉบับใหม่ออกมา ปี 2561 เป็นการจัดโครงสร้างใหม่ อย่างเช่นปีนี้ (พ.ศ. 2568) มีการเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “พระคลังข้างที่” ซึ่งมีเนื้อหาเป็นการยกเลิกทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติแผ่นดิน เช่น พระราชวัง เปลี่ยนเป็น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และการจัดการหรือผู้ดูแลก็ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของในหลวง

ทรัพย์สินที่สังหาริมทรัพย์ ที่มีการโอนเปลี่ยนผู้ถือหุ้นที่เป็นข่าว เป็นหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์, หุ้น SCG (Siam Cement Group) จากเดิมเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก่อนเปลี่ยนมาเป็นชื่อรัชกาลที่ 10 ซึ่งกฎหมายนี้มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 

พลเอกประยุทธ์ ที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ในหลวงทรงเมตตาไม่ใช้กฎหมายมาตรา 112 ช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2563 ต่อมาปลายปี มีการออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรีวันที่ 19 พ.ย. 2563 ว่า หลังจากนี้จะมีการใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตรากับกลุ่มผู้ชุมนุม

จากคำปราศรัยว่า ไม่อยากให้ สว. มีบทบาทพิเศษ เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 มีการให้อำนาจ สว. ที่มาจากการคัดเลือกของคณะรัฐประหารร่วมลงมติในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้ชุมนุมไม่เห็นด้วย

ในประเด็นเรื่องมาตรฐานในการตรวจสอบเกี่ยวกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ จากที่ iLaw ติดตามคดีมาตรา 112 ในการตรวจหลักฐานที่เป็นพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ มีมาตรฐานการตรวจด้วยกันดังนี้

1. การพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความตัวจริง มีการเก็บการโพสต์อย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะวิธีการที่ใช้การถ่ายภาพหน้าจอไม่ใช่พยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เพราะจะเป็นการบันทึกเป็นภาพ ซึ่งสามารถที่จะแก้ไขได้ เมื่อมีการนำส่งเป็นพยานหลักฐานในคดีแล้วจะไม่เห็นร่องรอยของการแก้ไข ดังนั้นควรเป็นการส่งพิมพ์ที่ติดหลักฐานวันที่และเวลา หรือการทำ Print Screen คนที่ทำก็ควรที่จะมีการลงชื่อรับรองว่า เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจริง และควรให้เห็น URL ที่อยู่ว่าข้อมูลที่ว่าอยู่ที่ไหนในอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำไม่ยาก 

2. การถามผู้ให้บริการ เช่น ถ้าเป็นการโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ก็ให้ติดต่อกับเฟซบุ๊กว่าเป็นการส่งมาจาก IP Address ใด ซึ่งเมื่อได้ IP Address มาแล้วก็ต้องเอาไปถามผู้ให้บริการเครือข่ายว่า ในวันเวลาที่เกิดเหตุ ใครเป็นผู้ใช้งาน ก็จะได้ชื่อคนที่จดทะเบียนอินเทอร์เน็ต และต้องมีการตรวจค้นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ว่ามีร่องรอยของการเข้าใช้หรือไม่ เช่น ถ้าเป็นการโพสต์ก็ควรที่จะมีภาพ ซึ่งก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ ถ้ามีเท่านี้ก็พอที่จะเชื่อได้แล้วว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา

พยานหลักฐานที่เป็นการถ่ายภาพหน้าจอมาส่งเป็นพยานหลักฐาน พบคดีที่ศาลยกฟ้อง เพราะเหตุผลที่ว่าพยานหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ มีหลายคดี เช่น “พิพัทธ์”, “สราวุทธิ์” ที่จังหวัดเชียงราย อีกหลายคดี ซึ่งคดีเหล่านี้มักเริ่มจากกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมาทำการแจ้งความดำเนินคดี จึงมีแค่ภาพจากการถ่ายหน้าจอคนไปแจ้งความบางทีไม่ใช่คนที่ถ่ายหน้าจอหรือคนที่เจอโพสต์ด้วยซ้ำ

ปัจจุบันมีองค์กรต่างประเทศหลายองค์กร ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรา 112 เช่น ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของ UN Special Rapporteur โดยให้ความสำคัญกับด้านเสรีภาพ การคุมขังโดยพลการ และความเป็นอิสระของผู้พิพากษา โดยมีการออกจดหมายถึงประเทศไทย ไม่น่าจะน้อยกว่า 10 ฉบับ ที่มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังด้วยมาตรา 112 และให้ยกเลิกมาตรา 112 

ส่วนทางฝั่งยุโรปมีสภาสหภาพยุโรป ซึ่งมีมติช่วงต้นปีเกี่ยวกับการเจรจาทางการค้า แลกกับการที่ไทยจะต้องยกเลิกมาตรา 112

.

นักวิชาการด้านเสรีภาพการชุมนุม มองว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ย้ำการตีความมั่นคงของชาติไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการจำกัดเสรีภาพของประชาชน

พัชร์ นิยมศิลป์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบิกความว่าสอนวิชากฎหมายการชุมนุมสาธารณะ โดยในคดีนี้ มองว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 34 และมาตรา 44 นอกจากนี้ยังมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรองไว้ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UPR) อีกด้วย

ใน ICCPR ข้อ 19 มีเนื้อหาว่าด้วยการรับรองสิทธิเสรีภาพ มีด้วยกัน 3 ท่อน ท่อนแรก เป็นเรื่องของเสรีภาพที่ปราศจากการแทรกแซง ท่อนที่สองเรื่องของเสรีภาพการแสดงออก ที่มีสิทธิในการรับและสังเคราะห์ข้อมูล และท่อนที่สามเป็นเรื่องของการจำกัดเสรีภาพในบางเรื่อง แต่ทั้งนี้ต้องวางบนหลักการสากล ซึ่งการจำกัดต้องกระทำโดยจำเป็น  โดยประเทศไทยเองก็ได้มีการลงนามในกติกาดังกล่าวซึ่งมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตาม

ในส่วนข้อยกเว้นเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ โดยหลักการแล้ว จะต้องไม่ตีความกว้างจนเกินไป มิเช่นนั้นจะครอบคลุมไปทุกเรื่อง จนกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ และเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ประมุขของรัฐ ประมุขของรัฐถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะไม่ว่าจะเป็นในระบอบใดก็ตาม เมื่อยิ่งมีตำแหน่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้ความอดทนในการรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ให้มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อพิจารณาแล้ว ในบริบทเรื่องความมั่นคง ไม่ใช่ว่าความผิดตามมาตรา 112 จะเข้าข่ายความมั่นคงทุกกรณีไป และไม่ใช่ว่าหากเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์จะถือเป็นเรื่องความมั่นคงไปเสียหมด

การพิจารณาว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นไปโดยสงบหรือไม่ ในเชิงหลักการแล้วต้องให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าการชุมนุมที่จัดขึ้นเป็นการชุมนุมที่สงบ หลักการนี้สำคัญมาก เพราะถ้าสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าการชุมนุมที่จัดขึ้นเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และอาจทำให้ไม่สามารถจัดการชุมนุมได้เลยและเป็นการสร้างข้อจำกัดให้การชุมนุม รัฐจึงมีหน้าที่ในการพิสูจน์ว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบอย่างไร

เมื่อดูภาพรวมของการชุมนุมในคดีนี้ พยานยังเห็นว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ การจะพิจารณาว่าการกระทำต่อทรัพย์สินในการชุมนุมเป็นการกระทำที่ไม่สงบหรือไม่นั้น ต้องดูว่าก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ทรัพย์สินหรือไม่ หรือมีการทำให้บุคคลเสียชีวิตหรือบาดเจ็บหรือไม่ การเทสีในคดีนี้ ก็พบว่าในบริเวณที่ถูกเทสีก็สามารถล้างออกได้ และเมื่อดูสภาพรถยนต์ที่กระจกก็ยังสามารถใช้การได้ และไม่มีผู้ใดบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จึงยังต้องถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ 

.

ภาพจาก Mob Data Thailand

.

อดีต บก.ประชาไท ชี้ว่าการโอนทรัพย์สินและเคลื่อนย้ายกำลังพลอาจกระทบหลักการของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย และเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มสื่อสารมวลชน อดีตบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวประชาไท เบิกความว่า เมื่อช่วงปี 2563-2564 สำนักข่าวประชาไทได้มีโอกาสติดตามรายงานข่าวความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชุมนุมของผู้ที่ออกมาเรียกร้องในขณะนั้น อีกทั้งยังมีบทสัมภาษณ์ และบทวิเคราะสถานการณ์ออกมา โดยประเด็นหนึ่งที่ประชาไทรวบรวมข้อมูลมาเผยแพร่นั่นก็คือ เรื่องงบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์ 

จากรายงานพบว่า งบประมาณเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ช่วงปี 2563-2567 มีส่วนที่เพิ่มขึ้นและลดลง ไม่เสถียร แต่โดยรวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท 

สาเหตุที่มีการรวบรวมข้อมูลเรื่องงบประมาณสถาบันฯ เนื่องจากภายหลังจากมีระเบียบบริหารราชการส่วนพระองค์ ก็มีการจัดตั้งหน่วยงานราชการส่วนพระองค์ขึ้นมา เป็นองค์กรที่บริหารจัดการกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ พยานจึงไปดูงบประมาณในส่วนนี้ และส่วนอื่น ๆ  ในเอกสารที่สำนักงบประมาณเป็นผู้เผยแพร่ ประกอบกับในขณะนั้นก็มีกระแสของภาคประชาชนที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ขึ้นมา

นอกจากระเบียบดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย พ.ศ. 2562 ที่โอนย้ายกำลังพลเข้าไปอยู่ในสังกัดส่วนพระองค์ อีกฉบับก็คือ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จะมี 2 ฉบับ คือ ฉบับปี 2560 จะใช้คำว่า “จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์” ส่วนฉบับปี 2561 เปลี่ยนมาใช้คำว่า “จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” แทน

ข้อมูลเรื่องงบประมาณดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้ของประชาชนโดยทั่วไปเป็นปกติ เนื่องจากกฎหมายมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ส่วนเรื่องงบประมาณก็ถูกเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณอยู่แล้ว ประเด็นเรื่องการโอนย้ายกำลังพลและเรื่องงบประมาณนั้น ประชาชนก็มีทั้งวิพากษ์วิจารณ์เชิงตั้งคำถาม และไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเป็นสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนหลักการที่เปลี่ยนแปลงไปของ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เดิมทีก่อนการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่พอกฎหมายใหม่ออกมาก็ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยมากขึ้น และมีการโอนเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์มากขึ้น หลักฐานอันหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท SCB กับ SCG ไปเป็นพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 10 

การโอนกองกำลังและการโอนทรัพย์สินเช่นนี้ พยานเห็นว่ามีความน่ากังวลตรงที่ในหลักประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ไม่สามารถกระทำการใดด้วยตนเองได้ ตามหลัก “The king can do no wrong” และเมื่อกระทำการใดก็ต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่กฎหมายเหล่านี้ที่ออกมาใหม่กำหนดให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์มากขึ้น  

พยานเบิกความว่า หยุด แสงอุทัย อาจารย์ด้านกฎหมาย เคยเขียนในตำราว่าสาเหตุที่ฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ไม่ได้ก็เพราะว่า พระมหากษัตริย์ไม่สามารถกระทำการใดได้ เท่ากับไม่สามารถกระทำความผิดได้  เพราะการกระทำใด ๆ ก็ตามจะต้องมีผู้ลงนามรับสนอง 

เมื่อย้อนกลับไป เมื่อปี 2553 พยานอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าหน้าที่โครงการมูลนิธิ 14 ตุลา รณรงค์เรื่องประชาธิปไตย ในช่วงดังกล่าวมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มีการล้อมปราบประชาชน และมีความสูญเสียเกิดขึ้น และพยานก็ยังเคยได้ยินเรื่องเหตุการณ์วัดปทุมฯ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในเวลาต่อมา พยานซึ่งเป็นนักข่าวประชาไทก็ได้ไปติดตามข่าวการไต่สวนการตายของทั้ง 6 ท่าน ท้ายที่สุดแล้วศาลก็มีคำไต่สวนออกมาว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 6 เสียชีวิตจากการถูกยิงโดยวิถีกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ 

ในตอนนั้นรัฐบาลได้ใช้พื้นที่ราบ 11 เป็นพื้นที่บัญชาการควบคุมฝูงชนของศูนย์บริหารสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งรายชื่อทหารที่ปฏิบัติงานขณะนั้น ได้แก่ อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ต่อมาภายหลังก็เป็น ประยุทธ์ จันทร์โอชา  และประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขณะนั้น สำหรับความคืบหน้าของคดีดังกล่าว หลังเหตุการณ์รัฐประหาร ปี 2557 ก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ อีกแล้ว ซึ่งการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ก็มีความเกี่ยวข้องกับพลเอกประยุทธ์ด้วย 

.

จำเลยยืนยันการชุมนุมดังกล่าวเป็นการพูดถึงการแก้ไขกฎหมาย และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและองคาพยพ ไม่ได้มุ่งหมายที่ตัวพระมหากษัตริย์

พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ จำเลยที่ 4 อ้างตนเป็นพยาน ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาองค์กรพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชน โดยในช่วงเกิดเหตุ พยานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเทศไทยของ Article 19 โดยทำหน้าที่ในการติดตามการชุมนุม และกฎหมายที่มีการจำกัดหรือส่งเสริมเสรีภาพ โดยทำหน้าที่สังเกตการณ์ชุมนุมทางการเมืองเท่าที่จะทำได้ ในวันนั้นพยานพูดเกี่ยวกับบทบาทของ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร), กองทัพ คนที่มีบทบาทใน กอ.รมน., นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

ย้อนกลับในปี พ.ศ.2554 ประเทศไทยได้รับการท้วงติงจากองค์การสหประชาชาติ (UN) เกี่ยวกับการใช้กฎหมายมาตรา 112 ปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมือง และเรื่องความมั่นคงทางการเมือง คาดว่าน่าได้รับเอกสารทักท้วงกว่า 100 ฉบับ และปัจจุบันมีทั้งรัฐสภายุโรป, สหภาพยุโรป, ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ในประเทศไทย

สำหรับในคดีนี้ เหตุผลที่พยานไม่คิดว่าการกระทำของพยานและผู้ชุมนุมเป็นความผิดตามมาตรา 112 เพราะ  ข้อความมีการตัดตอน คำปราศรัยจริงมีเนื้อหาที่ยาวกว่านี้ แต่มีการตัดตอนมาทำให้เข้าใจว่าเป็นการพูดถึง รัชกาลที่ 10 ทั้งที่เนื้อหาพูดถึงการแก้ไขกฎหมาย นอกจากนี้พยานยังเชื่อว่า คำพูดทุกประเภทไม่ควรมีโทษทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นมาตราใด ๆ ก็ตาม

พยานย้ำว่าคำว่า “คุณ” ในคำปราศรัยในคดีนี้ หมายถึง นายกรัฐมนตรี กอ.รมน. และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ไม่ได้หมายถึงบุคคลในความคุ้มครองของมาตรา 112 แต่อย่างใด

.

ณัฐธิดา มีวังปลา จำเลยที่ 5 อ้างตนเป็นพยาน เบิกความว่าในวันดังกล่าวตนปราศรัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าคนเสื้อแดงที่วัดปทุมฯ ในช่วงปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเป็นบุคคลในรัฐบาลในช่วงนั้น (2563) มีส่วนในปฏิบัติการดังกล่าวด้วย โดยมีบทบาทใน “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ ศอฉ.

การชุมนุมดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ช่วงเมษายน 2553 ซึ่งมีการเรียกร้องให้มีการยุบสภารัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ตั้งขึ้นภายในค่ายทหาร ซึ่งก็คือพื้นที่กรมทหารราบที่ 11 ซึ่งเป็นพื้นที่ในการชุมนุมของคดีนี้ ซึ่งในการชุมนุมช่วงเมษายนนั้น มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ศพ

ต่อมา เหตุการณ์ในวัดปทุมฯ ที่พยานปราศรัย เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งพยานไปทำหน้าที่เป็นพยาบาลอาสาคอยรักษาพยาบาลและดูแลอาการป่วยให้กับผู้ชุมนุม โดยพยานยืนยันว่าในวันนั้นผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา และกระสุนที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นกระสุนจริง ไม่ใช่กระสุนยาง ซึ่งยิงในระดับสูงกว่าหัวเข่า เป็นการยิงหวังผล

ในวันนั้นพยานพยายามร้องขอให้ทหารหยุดยิง เพื่อที่ตนจะได้พาคนเจ็บไปโรงพยาบาล รวมถึงทหารก็ไม่เปิดทางให้รถพยาบาลเข้าไปรับผู้บาดเจ็บภายในวัดด้วย ในวันนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 ราย 

หลังเหตุการณ์วันนั้น ศอฉ. ได้ใส่ร้ายพยานว่าที่จุดพยาบาลมีอาวุธสงครามสะสมอยู่ ทำให้พยานต้องออกมาชี้แจง ต่อมาตำรวจได้เรียกตัวพยานไปเป็นพยานในคดี และมีการไต่สวนการตายที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเป็นการตายผิดธรรมชาติ และมีการยิงมาจากแนวรถไฟฟ้า BTS จากนั้นคดีนี้ ในชั้นอุทธรณ์ถูกดึงไปที่ศาลทหาร จากนั้นคดีจึงถูกดองไว้โดย DSI

ในช่วงปี 2558 พยานถูกทหารยัดคดีก่อการร้าย และมาตรา 112 ซึ่งขณะควบคุมตัวได้ถูกกระทำอนาจาร มีการดูและจับหน้าอกพยาน พยานถูกปิดตาและถูกควบคุมตัวไปที่ค่ายทหาร โดยมีทั้งทหารและตำรวจเข้าไปสอบสวน ซึ่งท้ายที่สุดคดีทุกคดีที่ถูกยัด ศาลพิพากษายกฟ้อง

พยานมองว่าการยัดคดีนี้เป็นความพยายามปิดปากพยานไม่ให้พูดถึงกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ โดยพยานมองว่าคดี 6 ศพ ควรไปถึงศาลโลก แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไทยไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญา หลังจากนั้น เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับคนเสื้อแดง พยานจึงไปพูดเกี่ยวกับกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ ในทุกที่ เท่าที่จะทำได้ 

พยานยืนยันว่าที่ปราศรัยว่ามีการยัด 112 ให้ตน คนที่ยัดคดี พยานหมายถึงรัฐและคนที่เกี่ยวข้อง และ “คนบนฟ้า” ในคำปราศรัยในคดีนี้ พยานหมายถึงผู้เสียชีวิต 99 ศพจากการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พยานยืนยันว่าในการปราศรัยของตนไม่ได้พูดถึงสถาบันฯ เลย

.

อานนท์ นำภา จำเลยที่ 1 อ้างตนเป็นพยาน เข้าเบิกความว่า ในการชุมนุมครั้งนี้ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เชิญตนไปปราศรัยเท่านั้น ตนไม่ได้มีหน้าที่จัดการชุมนุมหรือต้องแจ้งการชุมนุมแต่อย่างใด ย้ำว่าในสถานการณ์ดังกล่าว มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งทำให้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ไม่ถูกบังคับใช้ จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งการชุมนุมก่อน ซึ่งก็เคยมีคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องในเรื่องการที่ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ไม่ถูกบังคับใช้มาแล้ว

ในการชุมนุมดังกล่าวมีข้อเรียกร้องหลัก ๆ 3 ข้อคือ (1) ให้พลเอกประยุทธ์ยุบสภาหรือลาออก (2) ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ (3) ให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ในข้อเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ลาออก สืบเนื่องมาจากการที่พลเอกประยุทธ์นั้นขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ด้วยที่มาไม่ถูกต้อง เพราะมาจากการรัฐประหาร จัดทำรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยประชาธิปไตย และมีกลไกสมาชิกวุฒิสภา 250 คน โดยย้ำว่าข้อเรียกร้องให้ลาออกนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นเสรีภาพที่ประชาชนสามารถจะเรียกร้องได้

ในข้อเรียกร้องที่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ก็เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ว่าสามารถแก้ไขได้ โดยที่ผ่านมาก็มีความพยายามเข้าชื่อกับทาง iLaw และภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แก้ไขอำนาจ สว. รวมถึงแก้ไขอำนาจขององค์กรอิสระ โดยมีการเข้าชื่อกว่า 56,000 รายชื่อ

ส่วนข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ พยานชี้ว่าคำว่า “ปฏิรูป” มีความหมายว่าทำให้ดีขึ้น การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ จึงย่อมหมายถึงการทำให้สถาบันกษัตริย์ดีขึ้น สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน 

พยานยกความเห็นของ หยุด แสงอุทัย อาจารย์ด้านนิติศาสตร์ว่าการติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์นั้นเป็นเรื่องที่กระทำได้และเป็นเรื่องปกติธรรมดาของทุกประเทศที่ใช้ระบอบเดียวกัน

ในวันที่ 10 ส.ค. 2563 มีข้อเสนอ 10 ข้อ ให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งข้อเสนอแต่ละข้อก็มาจากความกังวลต่อบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เช่น ข้อที่ 7 ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ ซึ่งก็มีกรณีที่พระราชินีไปให้กำลังใจกับกลุ่มที่ดำเนินคดี มาตรา 112 กับประชาชน ซึ่งทำให้ถูกตีความความคิดเห็นทางการเมืองไปได้ เป็นต้น

สำหรับพยาน พยานอยากให้สถาบันกษัตริย์ของไทยเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเหมือนกับประเทศฝั่งยุโรปที่ยังคงมีกษัตริย์ เช่น อังกฤษ และประเทศอย่างญี่ปุ่น พยานมองว่าเมื่อใดที่สถาบันกษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจะทำให้สถาบันกษัตริย์สูญเสียความสง่างาม พยานยืนยันว่าการปราศรัยทั้งหมดนั้นไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ตัวพระมหากษัตริย์ แต่มุ่งเน้นข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในภาพใหญ่

.

X