ในวันที่ 26 ต.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 17 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ 4 นักกิจกรรม ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, อรรถพล บัวพัฒน์ และชนินทร์ วงษ์ศรี จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ในวันที่ 14 ม.ค. 2564 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง โดยจำเลยสองรายแรกมีข้อหาหลักตาม ม.112 ส่วนสองรายหลังเป็นข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเข้าข่ายการนิรโทษกรรม
คดีนี้มีวราวุธ สวาย เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้ออกหมายเรียกนักกิจกรรม-นักศึกษา-เยาวชน จำนวน 12 คน ให้เข้ารับข้อกล่าวหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, มั่วสุมก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ก่อนที่ในเดือนมีนาคม 2564 มีผู้ต้องหา 8 ราย ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์, ชลธิศ โชติสวัสดิ์, พรหมศร วีระธรรมจารี, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และนักกิจกรรมอีก 4 ราย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติม
พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี โดยมีจำเลยทั้งหมด 9 คน ในจำนวนนี้มี 7 คน ได้แก่ ณัฐชนน, ชลธิศ, พรหมศร, ณวรรษ และนักกิจกรรมอีก 3 ราย ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 อีก 1 ข้อหา
ในนัดสอบคำให้การ พรหมศรได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ทำให้คดีเหลือจำเลยรวม 8 คน และได้ดำเนินการสืบพยานต่อ ระหว่างการสืบพยาน ชลธิศ ได้เสียชีวิตลง ศาลจึงได้จำหน่ายคดีและดำเนินการสืบพยานต่อของจำเลยที่เหลือรวม 7 คน
ฝ่ายจำเลยที่เหลือปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าการรวมตัวหน้า สภ.คลองหลวง มีขึ้นเพื่อติดตามความปลอดภัยของสิริชัย ซึ่งถูกจับกุมยามวิกาลโดยไม่มีหมายเรียกและไม่แจ้งสถานที่ควบคุมตัว การทำกิจกรรมเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ประท้วงกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นกษัตริย์หรือตำรวจ ส่วนการพ่นสีสามารถล้างหรือทาทับได้ โดยไม่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายถาวร ทั้งนี้เหตุเกิดในพื้นที่โล่งแจ้งและผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย
ก่อนฟังคำพิพากษา ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติข้อกล่าวหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยมีจำเลย 2 รายที่ไม่ได้ถูกฟ้องข้อหามาตรา 112 จะทำให้คดียุติทั้งหมดด้วย ทั้งนี้ศาลยังคงไม่มีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวและต้องติดตามว่าศาลจะสั่งในวันฟังคำพิพากษาหรือไม่ ก่อนนัดฟังคำพิพากษาชวนอ่านคำเบิกความและข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีนี้
.
จากการรวมตัวของมวลชนติดตามการจับกุม “นิว” สิริชัย สู่การถูกดำเนินคดี ม.112-ชุมนุมมั่วสุม-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ย้อนไปเมื่อคืนวันที่ 14 ม.ค. 2564 “นิว” สิริชัย นาถึง ขณะนั้นเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจับกุมโดยตำรวจ สภ.คลองหลวง ในช่วงเวลาราว 21.00 น. เศษ ด้วยหมายจับในข้อหาตามมาตรา 112 ทำให้เพื่อนนักกิจกรรมที่ทราบข่าว ได้ไปรวมตัวกันที่หน้า สภ. เพื่อติดตามการจับกุม และมีการทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัวสิริชัย
โดยในตอนแรก สิริชัยได้ถูกนำตัวไปที่ บก.ตชด. ภาค 1 ไม่ใช่ที่สถานีตำรวจ ทำให้มีการพยายามติดตามหาตัวผู้ถูกจับกุม เพราะไม่แน่ชัดว่าถูกนำตัวไปที่ใด แต่ต่อมาตำรวจได้นำตัวสิริชัยไปตรวจค้นห้องพัก ก่อนนำตัวมาที่ สภ.คลองหลวง ในช่วงเวลา 02.00 น.
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 14 ม.ค. 64 หน้า สภ.คลองหลวง
ต่อมา วันที่ 5 ก.พ. 2564 พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้ออกหมายเรียกนักกิจกรรม-นักศึกษา-เยาวชน จำนวน 12 คน ให้เข้ารับข้อกล่าวหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, มั่วสุมก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ในจำนวนนี้มี 8 ราย ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์, ชลธิศ โชติสวัสดิ์, พรหมศร วีระธรรมจารี, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และนักกิจกรรมอีก 4 ราย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติมในช่วงวันที่ 11-12 มี.ค. 2564
ในชั้นตำรวจ มีเพียงพรหมศรที่ศาลจังหวัดธัญบุรีปฏิเสธไม่ให้ประกันในขณะที่เขาเพิ่งประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มถูกเย็บ 15 เข็มและมีบาดแผลตามร่างกาย หลังยื่นคำร้องประกันรวม 5 ครั้งและอุทธรณ์คำสั่งศาลอีก 3 ครั้ง ในวันที่ 8 พ.ค. 2564 ศาลได้ให้ประกัน โดยพรหมศรถูกจองจำไปคิดเป็นเวลา 53 วัน (1 เดือน 21 วัน) ส่วนคนอื่น ๆ ถูกแจ้งข้อหาขณะถูกคุมขังในคดีอื่นแล้ว
นอกจากนี้ยังมี “ภูมิ” ที่ถูกแยกฟ้องในศาลเยาวชนฯ ก่อนที่จะให้การรับสารภาพและถูกพิพากษาให้อยู่สถานพินิจเป็นเวลา 1 ปี
ในคดีของผู้ใหญ่ พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรีเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2567 โดยมีจำเลยทั้งหมด 9 คน ถูกฟ้องในข้อหา ร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้า, ทำให้เสียทรัพย์, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีจำเลย 7 คน ได้แก่ ณัฐชนน, ชลธิศ, พรหมศร, ณวรรษและนักกิจกรรมอีก 3 ราย ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 อีก 1 ข้อหา
ต่อมา วันที่ 27 ม.ค. 2568 ในนัดสอบคำให้การ พรหมศรได้ให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของพรหมศร และให้อัยการฟ้องเป็นคดีใหม่ ต่อมาศาลพิพากษาจำคุกรวม 2 ปี 10 เดือน (คดียังอยู่ระหว่างชั้นฎีกา) ส่วนคดีหลักเหลือจำเลยรวม 8 คน
.
ภาพรวมการสืบพยาน
คดีนี้มีการสืบพยานทั้งสิ้น 6 นัด ในระหว่างปี 2568-2569 แบ่งเป็นสืบพยานโจทก์ 5 นัด และสืบพยานฝ่ายจำเลย 1 นัด ในระหว่างสืบพยาน ชลธิศ โชติสวัสดิ์ ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 11 ม.ค. 2569 และศาลได้สั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว
ฝ่ายโจทก์ สืบพยานในปี 2568 ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. และ 10 ต.ค. ในปี 2569 ระหว่างวันที่ 19 ม.ค. และ 8 ก.ค. มีพยานโจทก์เข้าสืบจำนวน 8 ปาก ดังต่อไปนี้
- พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ มิตรปราสาท (ผู้กำกับการ สภ.คลองหลวงในช่วงเกิดเหตุและดำเนินคดีมาตรา 112)
- พ.ต.อ.เศกสรรค์ บัวเรือง (ตำรวจผู้กล่าวหา)
- ด.ต.เสฏวุฒิ ภักดี (ตำรวจควบคุมฝูงชนในที่เกิดเหตุ)
- นพคุณ ทองถิ่น [รองประธานกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ผู้อยู่ในเหตุการณ์]
- วัชรินทร์ แส่สันเทียะ (พยานความเห็นเกี่ยวการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19)
- ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ (พยานความเห็นด้านกฎหมาย)
- พ.ต.ท.สุชัย แสงส่อง (พนักงานสอบสวนผู้รวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวน)
นอกจากนี้ฝ่ายทนายจำเลยได้รับข้อเท็จจริงตามเอกสารคำให้การในชั้นตำรวจของ พ.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ (พยานความเห็น) ด้วย
โดยสรุปแล้ว ฝ่ายโจทก์นำสืบพยานว่า จำเลยและกลุ่มผู้ชุมนุมปราศรัยดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และร่วมกันขว้างปาอาหารสุนัขไปบริเวณป้ายพระบรมฉายาลักษณ์หน้า สภ.คลองหลวง มีการด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจเปรียบว่าเป็นสุนัขรับใช้และขว้างปาอาหารสุนัขใส่ พ่นสีสเปรย์ใส่กำแพง พื้น และกระจกอาคาร สภ.คลองหลวง ทำให้ทรัพย์สินเกิดความสกปรกและเสียหาย เพื่อกดดันให้ปล่อยตัวสิริชัยผู้ต้องหาในอีกคดี
อีกทั้งการชุมนุมเกิดขึ้นในช่วงที่มีประกาศควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ผู้ชุมนุมรวมตัวกันหนาแน่น ไม่เว้นระยะห่าง และมีบางส่วนไม่สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด
ฝ่ายจำเลย มีการสืบพยานในวันที่ 9 ก.ค. 2569 มีพยานจำเลยเข้าสืบจำนวน 5 ปาก ดังต่อไปนี้
- ณัฐชนน ไพโรจน์ จำเลยที่ 4
- ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จำเลยที่ 5
- อรรถพล บัวพัฒน์ จำเลยที่ 7
- ชนินทร์ วงษ์ศรี จำเลยที่ 9
- นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (พยานความเห็นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19)
ฝ่ายจำเลย มีข้อต่อสู้ว่า ในวันดังกล่าวการรวมตัวที่หน้า สภ.คลองหลวง มีเจตนาเพื่อติดตามความปลอดภัยและให้กำลังใจสิริชัย ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในยามวิกาลโดยไม่มีการออกหมายเรียกก่อนและไม่มีการแจ้งสถานที่ควบคุมตัว ทั้งมีการล่อหลอกไปยังสถานที่อื่น ทำให้ผู้ชุมนุมเกิดความกังวลและไม่พอใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
การทำกิจกรรมและการโปรยวัตถุเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อประท้วงกระบวนการยุติธรรมและการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หรือเจ้าพนักงานตำรวจ การพ่นสีสเปรย์สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดหรือทาสีทับได้ ไม่ได้ทำลายโครงสร้างหรือทำให้ทรัพย์สินเสียหายถาวร
พื้นที่หน้า สภ.คลองหลวง เป็นสถานที่โล่งแจ้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย การรวมตัวไม่ได้มีการนัดหมายวางแผนล่วงหน้าเพื่อก่อความวุ่นวาย แต่เป็นการเดินทางมาตามสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อติดตามทวงถามเรื่องการจับกุมเพื่อนนักกิจกรรม
.
ต่อมา ในวันที่ 24 ส.ค. 2569 หลังพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ ในการนิรโทษกรรมคดีจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนข้อกล่าวหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม รวมทั้งยุติคดีในส่วนจำเลยที่ไม่ได้ถูกกล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 112 ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว ทั้งนี้ศาลยังคงไม่มีคำสั่งในคำร้องดังกล่าว และต้องติดตามว่าศาลจะมีคำสั่งในวันฟังคำพิพากษาหรือไม่
.
.
บันทึกการสืบพยานโจทก์
ผกก.สภ.คลองหลวง ระบุได้รับมอบอำนาจจาก สตช. ให้ดำเนินคดีฐานทำให้เสียทรัพย์ และได้ดำเนินคดี ม.112 กับจำเลย
พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ มิตรปราสาท ผู้กำกับการ สภ.คลองหลวงในช่วงเกิดเหตุ และเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย เบิกความตอบอัยการโจทก์ถามโดยสรุปว่า ปัจจุบันประจำอยู่ที่ตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง ตำแหน่งรองผู้บังคับการ ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ สภ.คลองหลวง ก่อนจะถูกย้ายไปที่อ่างทอง เมื่อ 3 มี.ค. 2568
อัยการให้พยานดูว่า ในปี 2563 มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีการออกข้อกำหนดเรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด และมีการออกประกาศ เรื่องพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด รายละเอียดตามเอกสาร
อัยการถามว่า สภ.คลองหลวง มีมาตรการอะไรบ้างในการป้องกันโรค พยานตอบว่า มีมาตรการตามที่รัฐบาลและผู้กำกับการสั่ง มีการจัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัยสำหรับบริการประชาชน มีการห้ามชุมนุมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
พยานเบิกความว่า สภ.คลองหลวง มีทางเข้าออก 3 ทาง (ศาลบันทึกว่า มี 3 ชั้น) เวลากลางวัน ทางเข้าออกใช้ได้ 2 ทาง หลังเวลา 18.30 น. (ศาลบันทึกว่า 16.30 น.) จะเหลือทางเข้าด้านหน้าทางเดียว หน้าสภ.มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ขนาดใหญ่มาก เหนือป้ายสถานี รายละเอียดตามภาพในเอกสารรายงานการสืบสวน
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2564 ช่วงหัวค่ำมีการจับกุมสิริชัย นาถึง ผู้ต้องหาในคดีตามมาตรา 112 อีกคดีหนึ่ง ตามหมายจับของศาลนี้ แล้วนำตัวมาที่ สภ.คลองหลวง โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่หน้า สภ. อยู่แล้ว ประมาณ 30 – 40 คน
เมื่อนำมาถึง สภ. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ไปล้อมรถที่ควบคุมตัวสิริชัย ในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นมี สส. จากพรรคก้าวไกล
พยานจึงไปเจรจากับ สส. คนดังกล่าวให้คุยกับผู้ชุมนุม (ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า ช่วยลดการกระทบกระทั่ง) เพื่อขอให้ตำรวจนำตัวสิริชัยขึ้นไปที่ สภ. ก่อน
สาเหตุที่ต้องไปพูดคุยกับ สส. คนดังกล่าว เนื่องจากมั่นใจว่า (ศาลบันทึกว่า เข้าใจว่า) สส. คนดังกล่าวพูดกับผู้ชุมนุมแล้วผู้ชุมนุมจะเชื่อฟัง ผู้ชุมนุมก็ยินยอมให้ตำรวจนำตัวสิริชัยขึ้นไปที่ชั้น 3 ของ สภ. โดยมี สส. พรรคก้าวไกลคนดังกล่าวเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย มีทนายความ และพยานร่วมสอบสวนด้วย
พยานสั่งการให้ พ.ต.ท.เศกสรรค์ บัวเรือง รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมหรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นไปบน สภ.คลองหลวง มีการวางกำลังโดยรอบประมาณ 20 นาย ตามภาพถ่ายเหตุการณ์ (ศาลบันทึกเพิ่มเติมว่า จุดประสงค์เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นไปรบกวนการสอบสวนบน สภ.)
เมื่อสอบสวนสิริชัยเสร็จสิ้น พยานได้ลงมาชั้น 1 ตรวจสอบความเรียบร้อย ที่บริเวณทางเข้าประตูด้านหน้า สภ. พบว่าตามตัวอาคารถูกพ่นสีและมีอาหารสัตว์ร่วงอยู่ที่พื้น และบริเวณที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่หน้าประตูทางขึ้นมีอาหารสัตว์โปรยทิ้งอยู่ที่บนผ้าสีขาว มีผู้ชุมนุมอยู่ประปราย ประมาณ 20 – 30 คน จำไม่ได้ว่าผู้ชุมนุมได้ใช้เครื่องขยายเสียงหรือไม่
หลังจากนั้นได้นำตัวสิริชัยไปตรวจค้นที่ห้องพักก่อนที่จะนำตัวมาสอบสวน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน พยานเห็นว่ามีผู้ชุมนุมขวางรถตำรวจที่ควบคุมตัวสิริชัย ใช้คำพูดรุนแรง เขย่ารถตำรวจและกดดันให้ปล่อยตัวสิริชัย
วันรุ่งขึ้น (14 ม.ค. 2564) พยานได้ประชุมกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามรายงานการสืบสวน พร้อมรายงานเหตุการณ์แก่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี พยานได้ดูคลิปบนเฟซบุ๊กพริษฐ์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคลิปเหตุการณ์
จำเลยที่ 7 (อรรถพล) พูดผ่านเครื่องขยายเสียงมีคำพูดที่เห็นว่าเข้าข่ายมาตรา 112 และส่งไมค์ต่อให้จำเลยที่ 8 (พรหมศร) โดยจำเลยที่ 8 พูดว่า มีความต้องการจะถวายพระกระยาหารแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วนับ 1 ถึง 3 ผู้ชุมนุมซึ่งก็ร่วมกันปาอาหารสัตว์ใส่รูปพระบรมฉายาลักษณ์และปาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่บริเวณทางขึ้น สภ. มีการพ่นสีใส่กำแพงและกระจก
อัยการถามว่า ในฐานะประชาชนพยานคิดว่าการกระทำของจำเลยเป็นอย่างไร พยานตอบว่า เป็นการไม่ให้เกียรติ ดูหมิ่นด้อยค่าพระมหากษัตริย์ การใช้คำพูดว่า จะถวายพระกายาหารและปาอาหารสัตว์เป็นการดูหมิ่นด้อยค่า
อัยการถามพยานว่า จำคำพูดที่จำเลยพูดได้หรือไม่ว่า คำไหนเป็นการหมิ่นฯ พยานตอบว่า พูดว่ากษัตริย์ถ้าถอดมงกุฎก็ไม่ต่างจากประชาชน มีการใช้สีสเปรย์พ่นข้อความที่พื้นว่ายกเลิก 112
อัยการให้พยานดูภาพและถามว่า ข้อความที่เขียนว่า สุนัขรับใช้เจ้า หมายความว่าอย่างไร พยานตอบว่า หมายถึงตำรวจรับใช้พระมหากษัตริย์
อัยการถามว่าการชุมนุมวันดังกล่าวเป็นอย่างไร พยานตอบว่า มีการปาอาหารสัตว์ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการปราศรัย มีความวุ่นวายเกิดขึ้น ที่มีการวางกำลังตำรวจไว้รอบเพราะกลัวจะขึ้นไปวุ่นวายใน สภ. กลัวบุคคลที่ 3 ที่ไม่ชอบผู้ชุมนุมมาทำร้าย
อัยการให้พยานดูเอกสารและถามว่าคืออะไร พยานตอบว่าคือรายงานคดีความมั่นคง เป็นการรายงานและรวบรวมข้อมูลก่อนกล่าวหา โดยได้รายงานต่อผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ปทุมธานี เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ โดยต่อมาพยานถูกตั้งเป็นคณะพนักงานสอบสวนในคดีด้วย
อัยการถามว่าการกระทำของจำเลย พยานเห็นว่าผิดอะไร พวกสเปรย์ต่าง ๆ พยานตอบว่า ทำให้เสียทรัพย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบอำนาจให้ร้องทุกข์แก่จำเลยฐานทำให้เสียทรัพย์ พยานได้ร้องทุกข์แก่จำเลยทั้งหมดและดำเนินคดี ม.112
อัยการถามว่าการกระทำลักษณะตัวการมีการกระทำอย่างไร พยานตอบว่ามีการจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องเสียงอาหารสัตว์และสีสเปรย์น้ำแดงโดยมีกลุ่มจำเลยเป็นแกนนำ จากนั้นพยานได้ชี้จำเลยในห้องพิจารณา และยืนยันว่าได้ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ
ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน พยานรับว่าตนอยู่ในชุดที่จับกุมสิริชัย นาถึง การจับกุมตามหมายจับไม่เคยมีการออกหมายเรียกมาก่อน รับว่าการออกหมาย โดยทั่วไปต้องออกหมายเรียกก่อน เมื่อไม่มาตามหมายเรียกจึงออกหมายจับ แต่ต้องดูตามอัตราโทษและพฤติการณ์ในคดีด้วย พยานรับว่าเทียบกับบางคดีในข้อหาเดียวกัน มีการออกหมายเรียกก่อนไม่ใช่หมายจับ
ทนายจำเลยถามว่า เพื่อนหรือประชาชนที่มาให้กำลังใจก็ไม่ได้ก่อความวุ่นวายและไม่ได้ดำเนินคดีใด ๆ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ณ ตอนนั้น มีตำรวจควบคุมฝูงชนมารอ แต่กลุ่มที่มาให้กำลังใจก็ไม่ได้ก่อความวุ่นวายหรือทำผิดกฎหมาย
ทนายจำเลยถามว่า ตอนจับกุมสิริชัย จับกุมที่หอพักในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในยามวิกาลใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ตนไม่ได้ไปจับกุม แต่พอทราบเหตุว่าเป็นเช่นนั้น จำได้ว่าเป็นหอนอกของเอกชน
ทนายจำเลยถามว่าตอนที่สิริชัยถูกจับกุมมีกลุ่มเพื่อนสอบถามว่าจะนำตัวไปไหน แต่ตำรวจไม่ตอบใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ทราบเพราะไม่ได้เป็นคนไปจับกุม ตอนนั้นพยานอยู่ที่ สภ. ทนายถามต่อว่า ทราบไหมว่ามีเพื่อนมาถามที่ สภ. และตำรวจตอบว่าจะนำตัวไปที่ ตชด. ภาค 1 พยานตอบว่าไม่ทราบ
ทนายจำเลยถามว่าทราบไหมว่ามีเพื่อนติดตามสิริชัยไปที่ ตชด. ภาค 1 พอไม่พบ จึงกลับมายัง สภ.คลองหลวง พยานตอบว่าไม่ทราบ และไม่ทราบว่าเจตนาที่มีการโปรยอาหารเพราะไม่พอใจการทำงานของชุดจับกุม ทราบแต่พฤติการณ์ว่าปาใส่ตำรวจ
ทนายจำเลยถามว่าตำรวจที่พยานสั่ง ไม่มีการใช้อำนาจโดยไม่ชอบใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ทนายจำเลยถามต่อว่า ดังนั้นจำเลย ไม่น่าจะไม่พอใจกับ พ.ต.ท.เศกสรรค์ บัวเรือง และเจ้าหน้าที่ด้านหน้า พยานตอบว่า ไม่แน่ใจ เพราะพฤติการณ์คือมีการปาอาหารใส่ตำรวจ ไม่รู้ว่าไม่พอใจตำรวจทั้งหมดหรือไม่
ทนายจำเลยถามว่าภาพถ่ายในสำนวน พยานเป็นผู้ถ่ายเองหรือไม่ พยานตอบว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนรวบรวมภาพและวิดีโอจากสื่อต่าง ๆ พยานรับว่าวันที่ตนให้การกับพนักงานสอบสวนและที่เบิกความวันนี้มาจากที่ดูภาพและวิดีโอ
พยานรับว่า ก่อนเกิดเหตุไม่เคยรู้จักหรือเห็นจำเลยมาก่อน ทนายจำเลยถามว่าในคำให้การของพยาน ปรากฏชื่อและที่อยู่ รายละเอียดของจำเลย มาจากพนักงานสอบสวนพิมพ์ให้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ได้ข้อมูลมาจากการสืบสวน
ทนายจำเลยถามว่า คำว่า “สุนัขรับใช้” ความหมายของคำคือชื่นชมว่าเป็นคนซื่อสัตย์ต่อเจ้าของหรือเจ้านาย ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า มองว่าเป็นคำต่อว่าไม่ใช่คำชม เมื่อถามว่าถ้าเป็นสุนัขทรงเลี้ยงหมายถึงอะไร พยานตอบว่าเป็นการกล่าวถึงสัตว์ หมายถึงสุนัขตัวนั้น
ทนายจำเลยถามว่าคำว่า “สุนัขรับใช้” หมายถึงคนจงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ เมื่อถามต่อว่า สุนัขขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ บางพันธุ์ก็ทำร้ายเจ้าของ พยานเบิกความว่า ไม่ได้รู้สึกว่าหากอาหารสัตว์ที่นำมาปาเป็นอาหารแมวจะรู้สึกถูกดูหมิ่นน้อยลง และไม่ได้ตรวจสอบว่าอาหารสัตว์ที่นำมาปาเป็นประเภทใด
พยานรับว่าจากในวิดีโอรูปพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ติดกับป้าย สภ. ทนายจำเลยถามว่า เจตนาจำเลยที่ 1 จะปาไปที่ป้ายหรือที่รูป พยานตอบว่ามีการกล่าวนำว่าจะถวายพระกระยาหารและมีการนับ 1 2 3 แล้วทุกคนก็ปา เจตนาจึงปาไปที่รูป
พยานไม่ทราบว่าพระบรมฉายาลักษณ์เป็นทรัพย์สินของ สภ. หรือไม่ เมื่อถูกย้ายมาก็มีแล้ว โดยพยานไม่ได้ตรวจยึดหาเจ้าของป้ายผ้า สีสเปรย์ อุปกรณ์ต่าง ๆ ในวันเกิดเหตุ และพยานจำไม่ได้ว่าได้แจ้งข้อกฎหมายว่าการรวมกลุ่มผิดกฎหมายหรือไม่ และจำไม่ได้ว่าได้ประกาศให้เลิกรวมกลุ่มหรือไม่
พยานรับว่าระหว่างสอบสวนสิริชัย ไม่มีตำรวจมาแจ้งความคืบหน้าในเรื่องความปลอดภัยแก่ผู้ชุมนุม เพราะมีทนายความและมีทีมของ สส. ไปแจ้งแล้ว พยานรับว่าหลังทนายความแจ้งผู้ที่มาให้กำลังใจก็ยุติการชุมนุม
ทนายจำเลยที่ 4 และ 5 ถามค้าน พยานรับราชการที่ สภ.คลองหลวง ช่วงปลายปี 2563 ทราบว่าสิริชัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช่นเดียวกับพริษฐ์ พอจะทราบว่าก่อนหน้านี้มีกลุ่มนักศึกษาเคยมาทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย และที่ สภ.
ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ พ.ต.ท.เศกสรรค์ นำสายไฟของพริษฐ์ไป เนื่องจากมีผู้มาแจ้งความว่า พ.ต.ท.เศกสรรค์ ลักสายไฟ ภายหลังก็ได้มีการถอนแจ้งความไป แต่ไม่ทราบรายละเอียด
ทนายจำเลยถามว่า วันที่ 13 ม.ค. 2564 หลังจับกุมสิริชัยแล้วนำตัวกลับไปค้นที่หอพักและนำกลับมาที่ สภ. ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ ตามคำให้การ แต่พยานก็ได้ยินมาจากพนักงานสอบสวน เพราะตนไม่ได้ไปจับกุมด้วย
ตามคำให้การ พยานให้การว่าเวลา 23.00 น. สิริชัยไม่อยู่ที่ สภ. พยานเบิกความว่า ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่จะแจ้งผู้ที่มาสอบถามว่าสิริชัยอยู่ที่ ตชด. ภาค 1 หรือไม่ แต่ตามคำให้การระบุว่า เวลา 23.02 น. มีคนทยอยมาตามหาสิริชัย
เวลา 02.00 น. ของวันถัดมา รถผู้ถูกจับกุมมาถึง ทนายจำเลยถามว่ามีผู้ที่ให้กำลังใจต้องการเข้าไปดูว่าคนในรถใช่สิริชัยหรือไม่ พยานตอบว่า มีการล้อมรถ เขย่า ตะโกน จนเคลื่อนรถไม่ได้
พยานรับว่า สส.พรรคก้าวไกล ได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มคนดังกล่าวและทุกคนได้ถอยให้นำตัวสิริชัยไป พยานรับว่า สส. ดังกล่าวได้พูดคุยทำนองว่าสิริชัยปลอดภัยและแจ้งขั้นตอนว่าอยู่ขั้นตอนใด พยานไม่ทราบว่าที่ประชาชนล้อมรถควบคุมตัวเพราะรอมากว่า 4 ชั่วโมง และไม่มีใครแจ้งอะไร โดยพยานเองก็ไม่ได้มอบหมายหน้าที่ให้ใครชี้แจง
ทนายจำเลยให้ดูภาพข่าวเกี่ยวกับการจับกุมสิริชัย พาดหัวทำนองว่า ตำรวจหลอกล่อมวลชนจริงไหม พยานตอบว่าไม่ทราบ ทนายจำเลยให้พยานดูภาพเหตุการณ์ ภาพสเปรย์ข้อความว่ายกเลิก 112, save นิว มธ. หมายถึงขอให้สิริชัยปลอดภัยใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
ทนายจำเลยให้พยานดูภาพถ่ายประกอบคดีมีข้อความว่าสุนัขรับใช้เจ้า คำว่าเจ้าไม่ได้ระบุว่าเป็นใครใช่หรือไม่ พยานตอบว่าตามความเข้าใจ เจ้าหมายถึงสถาบันกษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ แต่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นผู้ใด และรับว่า คำว่า สุนัขรับใช้เป็นการเปรียบเปรยว่า ทำตามคำสั่ง
ทนายถามว่าการพ่นสีสเปรย์ทราบไหมว่า สามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดลบออกได้ พยานตอบว่าไม่ทราบ ทราบแต่ว่ามีการจ้างคนมาทำความสะอาด โดยพยานมอบหมายให้ พ.ต.ท.เศกสรรค์ รับผิดชอบ พยานรับว่าคราบสเปรย์ขัดออกและทาสีใหม่ทับได้ ไม่ต้องเปลี่ยนกระจกหรือกำแพง
พยานรับว่าไม่ทราบว่า ไม่มีรายงานว่ามีการตระเตรียมการวางแผนแบ่งหน้าที่ในการชุมนุม และรับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเนื่องจากการจับกุมสิริชัย หากไม่มีการจับกุมก็ไม่เกิดการรวมตัว จึงไม่ใช่การนัดหมายล่วงหน้า
ทนายจำเลยที่ 6 และที่ 7 ถามค้าน ในรายงานการสืบสวน พยานเบิกความว่า จำเลยที่ 6 มองรูปพระบรมฉายาลักษณ์และปาอาหารขึ้นไป ภาพที่เห็นเป็นมุมด้านหลัง ส่วนอีกภาพสวมหน้ากากอนามัย พยานรับว่า ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 6 จะมองพระบรมฉายาลักษณ์หรือไม่ เพราะเป็นมุมจากด้านหลัง และภาพที่สวมหน้ากากอนามัยก็ไม่ชัดว่าจะมองไปที่ไหน
ทนายจำเลยถามว่า ที่พยานเบิกความมีการนับ 1 2 3 แล้วมีการปาพร้อมกัน ทราบไหมว่าจำเลยปาตอนไหน ไม่ได้ปาพร้อมกัน พยานตอบว่าทยอยปาพร้อมกันหลัง 1 2 3 แต่ไม่ทราบใครปาก่อนหรือหลัง
พยานไม่ทราบว่าการปาอาหารสัตว์จะปาเพราะตามเพื่อนหรือไม่ แต่เชื่อว่าปาโดยรู้อยู่แล้วเพราะมีการประกาศโดยใช้ไมโครโฟน พยานรับว่าการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ไม่จำเป็นต้องทำต่อหน้าผู้ที่ต้องการจะสื่อสารถึง
พยานเบิกความในช่วงที่อยู่กับสิริชัย ได้มอบให้ พ.ต.ท.เศกสรรค์ ดูแลความปลอดภัย รับว่า พ.ต.ท.เศกสรรค์ มีอำนาจแทนทุกอย่างทั้งแจ้งข้อกฎหมายและดูแลความเรียบร้อย พยานรับว่าวันที่ 11 มี.ค. 2564 มีผู้ชุมนุม 4 รายไปรับทราบข้อหา ม.112 และมีผู้มาให้กำลังใจ แต่จะมีเหตุการณ์อะไรต่อ พยานจำไม่ได้
ทนายความจำเลยที่ 7 ถามค้าน พยานจำไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุอยู่ที่ชั้น 2 หรือ 3 ของ สภ. พยานรับว่าตนไม่เห็นการขว้างปาอาหารสัตว์และพ่นสี เมื่อลงมาเหตุการณ์สงบไม่มีอะไร ไม่ทราบว่าผู้ใดนำอุปกรณ์ใดมา และไม่ทราบว่ามีการประชุมวางแผนหรือไม่
พยานเห็นเหตุการณ์จากรายงานว่ามีวิดีโอที่พบผู้โพสต์บนเฟซบุ๊กจำเลยที่ 2 และจากรายงานการสืบสวน พยานรับว่าไม่พบ อรรถพล จำเลยที่ 7 ขณะพ่นสี และรับว่าหลังแยกย้ายไม่มีเหตุอันตรายหรือพบวัตถุอันตราย และไม่มีรายงานทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่หรือผู้ชุมนุม
ในช่วงอัยการถามติง พยานรับว่า คดี ม.112 มีโทษมากกว่า 3 ปี ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียก รับว่าผู้อนุมัติหมายจับคือศาล
อัยการถามว่า พยานเข้าใจว่าผู้ชุมนุมปราศรัยไม่พอใจใคร พยานตอบว่าโดยภาพรวมต่อตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ในคำให้การของพยาน พยานได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนด้วย และตามคำให้การพยานไม่ทราบว่าจำเลยคือใคร จึงให้สืบทราบ สืบสวนหาข้อมูลจนทราบตัวจำเลย
อัยการถามว่า ตำรวจมีหน้าที่แจ้งให้ผู้อื่นทราบหรือไม่ พยานตอบว่า ตนไม่ใช่คนจับกุม ตามหลักกฎหมายไม่ต้องแจ้งให้ผู้อื่นทราบ นอกจากญาติ
พยานเบิกความอธิบายว่า กระจกของ สภ. ได้ทำความสะอาด ทาสีใหม่ โดย พ.ต.ท.เศกสรรค์ แจ้งว่าได้ให้ตำรวจขัด แต่ขัดไม่ออกจึงต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมา แม้จะไม่มีหลักฐานว่ามีการประชุมวางแผนกัน แต่เห็นว่ามีการเตรียมของ สเปรย์ ผ้า อาหารสัตว์ จึงเชื่อว่ามีการตระเตรียมมา
อัยการถามว่า ขณะพยานอยู่ในอาคารได้ยินเสียงดังของการชุมนุมหรือไม่ (ทนายจำเลยค้านคำถามนี้เนื่องจากชี้นำว่าการชุมนุมเสียงดัง) พยานตอบว่าจำไม่ได้ ก่อนตอบใหม่ว่าไม่ได้ยิน และเบิกความจำพฤติการณ์ของจำเลยที่ 7 ไม่ได้
ตำรวจปราบปรามระบุ ตอนแรกแจ้งความข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ไม่ได้มีการแจ้งข้อหา ม.112
พ.ต.อ.เศกสรรค์ บัวเรือง ผู้แจ้งข้อกล่าวหา เบิกความโดยสรุปว่า พยานอายุ 55 ปี ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่ง รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง พยานเล่าถึง สภ.คลองหลวง ว่าเป็นอาคาร 3 ชั้น ตามภาพถ่าย สภ. ที่อัยการให้ดู บริเวณด้านหน้าตรงบันไดมีการติดพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 คนที่มาติดต่อสามารถมองเห็นได้ง่าย เพื่อเป็นที่เคารพสักการะ
อัยการถามโดยอ่านข้อความตามเอกสารว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จึงได้มีการออกข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 16) ในข้อ 2 การห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
อัยการถามต่อว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้กำหนดให้จังหวัดปทุมธานีเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ลำดับที่ 12 และผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีได้มีการออกคำสั่งจังหวัดปทุมธานี ที่ 9/2564 ตามข้อ 2 และ ข้อ 5 (2) ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
พยานเบิกความว่า สภ.คลองหลวง มีมาตรการในการควบคุมโรคติดต่อ โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนหน้าสถานี มีการบริการแอลกอฮอล์ล้างมือ และมีการจำกัดคนเข้าไปในอาคาร
พยานเบิกความว่า วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ ผกก.สภ.คลองหลวง ได้มีคำสั่งให้จัดเตรียมกำลังตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อเตรียมพร้อม เนื่องจากมีการจับกุมผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 พยานได้สั่งให้ตำรวจสวมเครื่องแบบและเตรียมพร้อมหน้า สภ.คลองหลวง เวลาประมาณ 20.00 น.
เวลา 21.00 น. วันเดียวกัน ตำรวจได้มีการจับกุมนายสิริชัย นาถึง ตามหมายจับของศาล ความผิดตามมาตรา 112 มาที่ สภ.คลองหลวง และนำตัวไปสอบสวนที่ชั้น 3 ของสถานี
เวลา 23.00 น. ตำรวจนำสิริชัยออกไปเพื่อตรวจยึดอุปกรณ์ที่ห้องพัก ก่อนนำตัวออกจาก สภ.คลองหลวง มีผู้ชุมนุมหน้าสถานีประมาณ 20 คน กดดันเพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวสิริชัย เมื่อตรวจค้นเสร็จจึงได้มีการนำตัวกลับมาที่ สภ.คลองหลวง เพื่อทำการสอบสวน จากนั้นก็มีผู้ชุมนุมมาที่สถานีเรื่อย ๆ พยานและเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นก็ได้อยู่ในบริเวณนั้น
วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 02.00 น. มีผู้ชุมนุมประมาณ 50 คน มาหน้า สภ. และพยายามเข้าไปในสถานี พยานและตำรวจอีก 12 นาย จึงได้มีการอยู่บริเวณหน้าบันได (อัยการพูดชื่อชุดตำรวจทั้งหมดให้พยานฟัง) พยานสั่งให้เจ้าหน้าที่นำอาวุธไปเก็บไว้ในสถานี ไม่พกอาวุธ และให้มีความอดทนอดกลั้นฯ
พยานเบิกความว่า มีผู้ชุมนุมเป็นชาย 1 ราย และหญิง 1 ราย นำแผ่นผ้าสีขาว มีรูปวาด และเขียนว่า “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” (อัยการเป็นคนพูดถ้อยคำที่ปรากฏ) เจ้าหน้าที่ได้มีการยืนเป็นแนวเดียวกัน ด้านหลังเป็นประตูเข้าสถานี
พยานเห็นรูปผู้ชายใส่แว่นซึ่งคล้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 พยานจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่นั่งลงรวมถึงตัวพยานเองก็นั่งลงด้วย ผู้ชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง มากกว่า 50 คน ส่วนใหญ่ไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย ผู้ชุมนุมได้มีการจัดเตรียมเครื่องขยายเสียง อาหารสุนัข น้ำแดง (อัยการพูดก่อนว่าธูปเทียน) และธูปเทียน ระหว่างนั้นก็ได้มีผู้ชุมนุมเข้ามาเรื่อย ๆ
หนึ่งในผู้ชุมนุมเป็นชาย คือ “แอมมี่” ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ ได้เคาะระฆังที่ติดตั้งอยู่หน้าสถานีจำนวน 1 ครั้ง กลุ่มจำเลยและพวกมีการพูดกดดันผ่านเครื่องขยายเสียง และเปิดเพลง หลังจากที่เปิดเพลง จำเลยที่ 2 ได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียงว่า “ฟังเพลงเสร็จแล้ว กินอาหารซะ” จำเลยและพวกจึงปาอาหารสุนัขใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
อัยการถามพยานว่าใครเป็นผู้ปาอาหารสุนัข พยานตอบว่าจำไม่ได้ว่าผู้ชุมนุมหรือใครเป็นผู้ปา จากนั้นอัยการพยายามถามว่าจำเลยเป็นผู้ปาใช่หรือไม่ พยานเบิกความว่าผู้ชุมนุมปาอาหารสุนัขใส่พยาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ จากนั้นได้มีการปาไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืนจึงไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ชุมนุมคนใดเป็นผู้ปาอาหาร ต่อมาพยานเบิกความตามภาพในสำนวนคดีที่เห็นจำเลยบางส่วนโปรยอาหารสุนัข
พยานเบิกความว่า จำเลยและพวกมีการกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นไม่สุภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ มีการจุดและราดน้ำแดงลงที่ป้ายผ้าแ ละเปิดเพลง “ธรณีกรรแสง” หลังจากนั้นได้มีการสวดคล้ายการสวดอภิธรรม มีถ้อยคำ “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สื่อถึงงานศพทั่วไป
หลังจากทำพิธีผู้ชุมนุมได้นำสีสเปรย์พ่นทางเดินขึ้นสถานี กำแพง กระจก อัยการให้ดูแฟ้มภาพวันเกิดเหตุ พยานดูและตอบว่า ภาณุพงศ์พ่นกระจกถ้อยคำปรากฏตามภาพ จำเลยที่ 8 พ่นกระจก จำเลยที่ 5 ใช้สเปรย์พ่นกำแพง และพูดผ่านเครื่องขยายเสียง
พยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 พ่นกระจกและกำแพง โดยมีภาพที่พ่นเป็นคำว่า “ปล่อยเพื่อนกู” และจำเลยที่ 3 พ่นสเปรย์บนถนนด้านหน้าและกระจก กระจกที่ถูกพ่นได้รับความเสียหาย ส่วนการปาอาหารสุนัขและน้ำแดง ทำให้เกิดความสกปรก
เวลา 03.00 น. เจ้าหน้าที่นำกระดาษที่สิริชัยเขียนมามอบให้กับผู้ชุมนุม และมีการอ่านประกาศออกเครื่องขยายเสียง พยานจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้อ่าน โดยเป็นการนัดหมายให้ไปกันที่ศาลจังหวัดธัญบุรี เนื่องจากจะมีการขอฝากขังในช่วงสายของวันนี้
พยานเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ ส่วนการปาอาหารสุนัขใส่พระบรมฉายาลักษณ์ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เป็นการดูหมิ่นพระเกียรติ
พยานได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เชื่อว่ามีการเตรียมการไว้ก่อน เพราะมีเครื่องขยายเสียง น้ำแดง ธูป เทียน ผ้า หากพยานและพวกไม่นำกำลังปิดกั้นประตูไว้ ผู้ชุมนุมอาจเข้าสถานีและรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ และกดดันพนักงานสอบสวนเพื่อให้มีการปล่อยตัว
ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน พยานรับว่าจากภาพ ป้ายของสถานีตำรวจและพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ติดกัน ทั้งในวันเกิดเหตุพยานแต่งชุดในเครื่องแบบ โดยไม่ได้ถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอไว้
ภาพถ่ายวันเกิดเหตุปรากฏจำเลยที่ 1 สวมหน้ากากอนามัย และผู้มาให้กำลังใจ (ทนายความขอให้ศาลจดคำนี้แทนคำว่า “ผู้ชุมนุม”) มีทั้งสวมหน้ากากอนามัยและไม่ได้สวม
ส่วนพยานและเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัยในวันเกิดเหตุ หน้าสถานีเป็นสถานที่เปิดโล่ง อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก พยานไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 จากการปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้น ไม่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ และไม่ทราบว่าพบการติดเชื้อเป็นกลุ่ม (คลัสเตอร์) หรือไม่
พยานยืนยันว่าได้ให้การตามเอกสารในชั้นตำรวจจริง ซึ่งไม่พบว่าพยานให้การว่าผู้ชุมนุมมากดดันเจ้าหน้าที่ตามที่พยานกล่าวก่อนหน้า
พยานเบิกความว่า ได้มีการควบคุมตัวนายสิริชัยมาที่สถานีเวลา 21.00 น. กลุ่มเพื่อนและประชาชนที่มาให้กำลังใจก็มาในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทั้งขณะเกิดเหตุ สภ. เปิดทำการตามปกติ ประชาชนสามารถเข้าไปติดต่อราชการได้ตลอดเวลา
ทนายจำเลยเลยที่ 4 และ 5 ถามค้าน พยานรับว่าพื้นที่ สภ.คลองหลวง เป็นที่โล่งกว้าง ในตัวอาคารเป็นสถานที่ปิดและมีข้อจำกัด จึงต้องจำกัดจำนวนและคัดกรองคน พยานรับว่าตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีนั้นระบุว่าห้ามชุมนุมใน “สถานที่แออัด”
พยานทราบว่า สิริชัยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ทราบว่ามีตำรวจแจ้งให้เพื่อนของสิริชัยไปที่ ตชด. ภาค 1 หรือไม่ ทนายให้พยานดูข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ มีการลงข่าวว่าตำรวจ สภ.คลองหลวง หลอกล่อให้ประชาชนไปที่ ตชด. ภาค 1 ในวันเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์
พยานไม่ทราบว่าผู้ที่มาติดตามการจับกุมสิริชัยนั้นเป็นนักศึกษาหรือไม่ และไม่ปรากฏว่าผู้ที่มาชุมนุมนั้นมีอาวุธหรือไม่ พยานเคยพบเจอจำเลยที่ 2 มาก่อน และทราบว่าเป็นนักศึกษา วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พูดว่า “พ่อเศกสรรค์ คนลักสายไฟเราวันก่อนยืนอยู่ตรงนี้” เนื่องจากก่อนวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และพวก เคยมาชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง พยานจึงดึงสายไฟเครื่องขยายเสียงไปข้างป่า
พยานรับว่าภาพในวันเกิดเหตุเป็นภาพที่ปรากฏถ้อยคำบนแผ่นป้ายที่แสดงไม่ครบ ซึ่งปรากฏข้อความบนป้ายผ้าว่า “แต่จิตรไม่น่า Homophobic เลย” โดยภาพคนที่ใส่แว่นนั้นเป็นจิตร ภูมิศักดิ์ ผู้กล่าวคำว่า “คนยังคงยืนเด่นอย่างท้าทาย” หรือไม่ พยานไม่ทราบ
พยานเบิกความว่า กระจกที่ สภ. ไม่ต้องเปลี่ยน เพียงแค่ใช้น้ำยาขัดออก ส่วนกำแพงและพื้นใช้ผงซักฟอกล้างสีก็ออก กระจก พื้น เพียงแค่สกปรก ไม่ได้แตกหรือได้รับความเสียหาย
หลังจากอ่านจดหมายของสิริชัย กลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้แยกย้ายกลับกันไป พยานไม่ทราบว่าสาเหตุของการชุมนุมเกิดจากการที่สิริชัยถูกจับกุม และตำรวจได้มีการหลอกล่อไปที่อื่นก่อนมา สภ.คลองหลวง
ทนายจำเลยที่ 6 และ 9 ถามค้าน ผู้บังคับบัญชาของพยานไม่ได้กำชับการปฏิบัติหน้าที่ต่อคดีมาตรา 112 เป็นพิเศษ แต่ในคดีนี้พยานก็ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยความระมัดระวัง
พยานไม่ทราบว่าพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกจำเลยในคดีนี้มาก่อนหรือไม่ ทราบว่าขั้นตอนตามปกติ จะต้องมีการออกหมายเรียกก่อน จากนั้นจึงค่อยออกหมายจับ หากไม่มาตามหมายเรียก
ทนายจำเลยขอส่งเอกสารข่าวจากบีบีซี เหตุการณ์ที่พยานนำสายไฟของผู้ที่มาให้กำลังใจไปทิ้ง พยานจำเหตุการณ์ไม่ได้ (ศาลไม่รับเอกสาร แต่จดบันทึกให้โดยบันทึกว่าพยานเบิกความว่าไม่ทราบ)
จากคลิปและภาพที่ปรากฏ ผู้ที่ปาอาหารสุนัขจะปาไปที่ป้ายของสถานีหรือพระบรมฉายาลักษณ์ พยานไม่สามารถแยกแยะได้ เนื่องจากว่าไม่เห็นโดยตรง
จากภาพวันเกิดเหตุ แม้ผู้ที่มาให้กำลังใจจะไม่ได้เว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร แต่ถ้าสวมหน้ากากอนามัยพยานเห็นว่าก็สามารถช่วยป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ พยานรับว่า ภาพจำเลยที่ 6 ในเอกสาร มีข้อความระบุว่าเป็นเพียงผู้เข้าร่วมกิจกรรม และก็ได้สวมหน้ากากอนามัยตลอดกิจกรรม
พยานใช้เงินส่วนตัวในการซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดไม่ถึง 2,500 บาท และได้ช่วยผู้ใต้บังคับบัญชาทำความสะอาดสถานี
ทนายความจำเลยที่ 7 ถามค้าน พยานรับว่าไม่ได้เปรียบเทียบบุคคลในป้ายผ้าว่าเหมือนจิตร ภูมิศักดิ์หรือไม่ พยานเห็นภาพแล้วคิดว่าเป็นรูปของรัชกาลที่ 9 โดยไม่ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์มาเปรียบเทียบ ส่วนที่เบิกความกับอัยการเป็นความเห็นส่วนตัวของพยาน
ตามภาพปรากฏภาพรองเท้าของตำรวจเหยียบผ้า ก็ไม่ปรากฎว่ามีบุคคลใดมาแจ้งความตำรวจในภาพ ตามความผิดมาตรา 112
หลังจากเกิดเหตุ พยานมาแจ้งความจำเลยทั้งหมดเพียงครั้งเดียว ซึ่งมีเพียงข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีความผิดมาตรา 112
พยานไม่ทราบว่าผู้ชุมนุมและพวกเดินทางมาเพราะไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมสิริชัยในเวลากลางคืน พยานรับว่าป้ายของสถานีตำรวจอยู่ด้วยกันกับพระบรมฉายาลักษณ์ ภาพวันเกิดเหตุปรากฏเพียงอาหารสุนัขอยู่บนพื้นบริเวณ สภ.คลองหลวง แต่ไม่พบอาหารสุนัขบริเวณพระบรมฉายาลักษณ์ และกลุ่มผู้ที่มาชุมนุมจะปาอาหารสุนัขไปที่ป้ายของ สภ. หรือพระบรมฉายาลักษณ์ พยานก็ไม่ทราบ
ในช่วงอัยการถามติง ได้มีการกล่าวอ้างถ้อยคำในเอกสารการถอดข้อความจากคลิป จากนั้นทนายจำเลยได้มีการขอค้านเนื่องจากอัยการมีการใช้คำถามนำ ไม่ให้พยานเบิกความจากความทรงจำของตนเอง
พยานเบิกความว่าพฤติการณ์ของจำเลยมีลักษณะเป็นการจาบจ้วงรัชกาลที่ 10 แม้ว่าตนจะไม่เห็นว่าการปาอาหารสุนัขจะมีการปาไปที่พระบรมฉายาลักษณ์หรือไม่
ที่พยานได้เคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมาให้กำลังใจ แต่คำให้การปรากฏว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกดดันให้ปล่อยตัวสิริชัย การกระทำที่เป็นพฤติการณ์ว่าเป็นการกดดัน คือการที่มีการเตรียมเครื่องขยายเสียง
อัยการถามพยานว่า การกระทำของจำเลยและพวกก่อให้เกิดความวุ่นวายในสถานีตำรวจ (ทนายความจำเลยขอค้าน ในการถามคำถามนำ)
ส่วนที่พยานเบิกความไปเกี่ยวกับคำสั่งจังหวัดปทุมธานี นอกจากข้อบังคับเรื่องความแออัด ยังมีข้อความที่ว่า “การชุมนุมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย” (ทนายความพยายามจะคัดค้านว่าเป็นประเด็นที่ไม่ได้ถามค้านไว้ แต่ศาลให้ติงได้เนื่องจากว่าเป็นข้อบังคับที่สืบเนื่องจากการถามค้านอันเป็นถ้อยคำตามข้อกำหนด)
ส่วนการจับกุมสิริชัยเป็นการจับกุมตามหมายจับของศาล ที่พยานเบิกความว่า ตำรวจได้นั่งลง เนื่องจากมีคนนำผ้ามาปูที่บริเวณเท้าในจุดที่ตำรวจยืนอยู่ พยานจึงได้สั่งให้ตำรวจนั่งลง ไม่มีเจตนาเหยียบป้ายผ้า และไม่มีผู้มาแจ้งความตำรวจ
แม้พยานจะแจ้งความจำเลยและพวกในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แต่ก็ได้มีการแจ้งข้อเท็จจริงให้พนักงานสอบสวนแล้ว เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินกระบวนการต่อไป และได้มีการขอให้ลงโทษความผิดอื่น ๆ ตามที่ปรากฏด้วย
สมาชิก ศปปส. เข้าสังเกตการณ์ชุมนุม เห็นว่าผู้ชุมนุมดูหมิ่นกษัตริย์ กดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ทราบว่าตำรวจเข้าจับกุมสิริชัยยามวิกาล ทำให้เกิดการรวมตัว
นพคุณ ทองถิ่น รองประธานกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปสง) เบิกความโดยสรุปว่า พยานอายุ 45 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างอยู่ที่ จ.แพร่ ขณะเกิดเหตุ พักอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ห่างจาก สภ.คลองหลวง ไม่ไกล พยานเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุเคยไปที่ สภ.คลองหลวง และ สังเกตเห็นว่าด้านหน้า สภ. มีการติดพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ที่ชั้น 2 ของ สภ. พยานรับว่าภาพมีขนาดใหญ่ประมาณ 2 เมตร เห็นชัดเจน
พยานเล่าเหตุการณ์ว่า เวลาประมาณ 01.00 น. ช่วงนั้นพยานเปิดร้านขายอาหารอยู่ และเปิดเฟชบุ๊ก เห็นจำเลยที่ 2 เชิญชวนให้ไปชุมนุมที่หน้า สภ.คลองหลวง เพื่อกดดันให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาใกล้ปิดร้านจึงอยากไปสังเกตการณ์
เมื่อไปถึงแล้วเห็นผู้ชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวงจำนวนหนึ่ง ประมาณ 100 คน มีเครื่องขยายเสียง มีอุปกรณ์ปราศรัย พยานยืนอยู่ห่างประมาณ 10-20 เมตร แต่พอเห็นอยู่ (ศาลบันทึกว่า 20 เมตร มองเห็นชัดเจน)
พยานเห็นตำรวจตั้งแถวหน้าประตูทางเข้าตัวสถานี ผู้ชุมนุมผลัดกันขึ้นปราศรัย มีผู้พูดหลายคน พยานเอ่ยชื่อแกนนำบางคน แต่จำชื่อจริงไม่ได้หมด พยานเบิกความว่า ผู้ชุมนุมมีการพ่นสีสเปรย์ใส่ตัวอาคาร สภ. นำอาหารสุนัขโปรยและขว้างใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจได้นั่งและยืนอยู่บริเวณประตูทางเข้า สภ. ตามภาพถ่ายประกอบคดีที่อัยการให้ดู
อัยการถามว่าผู้ชุมนุมทยอยกันเข้ามากี่คน พยานตอบครั้งแรกว่า 1,000 คน ก่อนตอบใหม่และศาลบันทึกว่ามากกว่า 100 คน พยานเบิกความต่อว่า ผู้ชุมนุมบางคนสวมหน้ากากอนามัย บางคนก็ไม่สวม โดยยืนใกล้ชิดกัน
อัยการถามว่าเนื้อหาการปราศรัยเป็นอย่างไร พยานตอบว่าเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ มีการกล่าวถึงพระนาม พูดให้ร้าย หลังจากนั้นผู้ชุมนุมได้ปาอาหารสุนัขใส่พระบรมฉายาลักษณ์ จำได้ว่ามีผู้ชุมนุมใส่เสื้อสีขาวพูดใส่ไมโครโฟนกล่าวคำราชาศัพท์ว่า… (อัยการโจทก์พูดแทรก จากนั้นศาลเลยติงว่าห้ามช่วยพยาน)
พยานเบิกความต่อว่า หลังกล่าวคำว่า “ถวายพระกระยาหารแด่พระองค์” จากนั้นแกนนำคนอื่นก็ร่วมกันปาอาหารสุนัขใส่ พยานจำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง รู้แค่หลัก ๆ มี 5 คน
อัยการถามว่าระหว่างปามีการพูดอะไร พยานตอบว่าพูดคำไม่สุภาพ ดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 ตอนนั้นพยานยืนอยู่รอบนอกห่าง ประมาณ 10 – 20 เมตร เพราะเป็นช่วงระบาดของโรคโควิด
อัยการเปิดคลิปวิดีโอพยานหลักฐาน พยานดูและรับว่ายังมีการปาอาหารสุนัขใส่ตำรวจที่นั่งอยู่ด้วย อัยการถามว่าพยานคิดเห็นอย่างไร พยานตอบว่าเป็นการดูหมิ่น ดูถูก เจ้าพนักงานไม่ให้เกียรติ
อัยการถามว่านอกจากนี้มีการพูดว่าอะไร พยานตอบว่าระหว่างที่ปาอาหารสุนัขใส่เจ้าหน้าที่ มีผู้ชุมนุมตะโกนว่าให้ตำรวจกินอาหารสุนัข พยานเห็นว่าการชุมนุมไม่สงบ เป็นการไปกดดันตำรวจ แกนนำสลับการขึ้นพูดลักษณะดูถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ
อัยการถามว่าพยานอยู่ในพื้นที่ถึงกี่โมง พยานตอบว่าประมาณ 02.00 น. แต่กลับก่อนเลิกการชุมนุม หลังจากนั้น 2 วัน พยานกลับมาดูความเสียหายที่ สภ.คลองหลวง เห็นตัวอาคารถูกพ่นสีสเปรย์ และพบตำรวจคนหนึ่งได้เข้ามาสอบถามพยานว่ามาทำอะไร พยานตอบว่ามาดูความเสียหายเพราะการชุมนุมค่อนข้างรุนแรง
ตำรวจถามว่าพยานมีความรู้สึกอย่างไรกับการชุมนุมที่ผ่านมา พยานได้อธิบายให้ฟังและตำรวจได้เชิญพยานมาให้การเป็นพยานคดีนี้ ตามบันทึกคำให้การ ขณะสอบปากคำ พนักงานสอบสวนได้เปิดคลิปวิดีโอตามที่อัยการเปิดให้ดูด้วย
พยานไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งหมด รู้จักจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ตามสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนจำเลยอื่นไม่รู้จัก
ในช่วงทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน พยานรับว่าได้ดูไลฟ์สดในเฟซบุ๊กของพริษฐ์เพราะรู้จักมาก่อน (ศาลไม่ได้บันทึกคำถามนี้) ทนายจำเลยถามว่า ช่วงเกิดเหตุพยานอยู่กลุ่ม ศปปส. หรือไม่ พยานตอบว่ายัง พยานทราบว่า ศปปส. ย่อมาจาก ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน พยานเข้าไปในกลุ่มดังกล่าวหลังจากเกิดเหตุคดีนี้
พยานรับว่ากลุ่ม ศปปส. จะคอยติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุม นักศึกษา ที่มีความเห็นตรงข้ามกัน มีนายอานนท์ กลิ่นแก้ว เป็นประธานกลุ่ม พยานเป็นรองประธาน กลุ่ม ศปปส. จะไปแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้ชุมนุมในข้อหาตามมาตรา 112 โดยแจ้งความมาแล้วกว่า 100 คดี
ทนายจำเลยถามว่านอกจากเขตกรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล ยังมีการประสานกับเครือข่ายแจ้งความทั่วประเทศใช่หรือไม่ พยานเบิกความว่ามีแจ้งความ แต่กลุ่มไม่ได้แจ้งความทั่วประเทศ ทนายจำเลยให้ดูคลิปสำนักข่าว Voice TV เคยรายงานว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทั่วประเทศ
พยานรับว่าเคยไปยื่นคำร้องขอถอนประกันตัวพริษฐ์ จำเลยที่ 2 และทานตะวัน ตามที่สำนักข่าวไทยโพสต์รายงาน รับว่าเคยไปยื่นคำร้องต่อสภา ให้ตรวจสอบจริยธรรมของ สส.พรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) ซึ่งอภิปรายเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้ผู้ต้องหาทางการเมือง รวมถึงคดีมาตรา 112
พยานรับว่ารู้จักกับอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธาน ศปปส. เคยไปสังเกตการณ์ที่ชุมนุมอยู่ที่หน้าศาลอาญา ตามคลิปที่ชื่อ ศปปส. ทำร้ายร่างกายหน้าศาลอาญา พยานเบิกความว่า อานนท์ไปจริง แต่พยานไม่ได้ไป
พยานรู้จัก ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่ม ศปปส. และโจทก์อ้างเป็นพยานในคดีนี้ด้วย โดยรู้จักกันมาก่อนเกิดเหตุคดีนี้ไม่นาน ในคืนเกิดเหตุพยานไปที่หน้า สภ.คลองหลวง โดยมีระพีพงษ์เป็นคนไปส่ง พยานรับว่าไปให้การต่อพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง พร้อมกันด้วย
พยานรับว่าระพีพงษ์มีแนวคิดเช่นเดียวกับพยานที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และรับว่าสำนักข่าวแนวหน้าเคยรายงานว่ากลุ่ม ศปปส. โดยระพีพงษ์ ผู้ประสานงานกลุ่มยื่นคำร้องขอถอนประกันตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้กับพวก ที่ศาลอาญา
พยานรับว่า เวลากลุ่ม ศปปส. ทราบว่าจะมีการชุมนุมที่ใด ก็จะไปสังเกตการณ์ โดยอานนท์ ประธานกลุ่ม จะมีการโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ทนายจำเลยที่ 1 เปิดคลิปชื่ออานนท์ทำร้ายร่างกายที่ศาลอาญา แล้วถามพยานว่าคนที่ใส่เสื้อลาย สวมหมวก คือระพีพงษ์ใช่หรือไม่ พยานตอบไม่ทราบเพราะไม่เห็นหน้า
พยานรับกับทนายจำเลยว่า ประกอบอาชีพค้าขาย (ศาลบันทึกว่าทนายถามว่าทำอาชีพอะไร พยานเบิกความว่าพยานไม่ขอตอบ) ทนายจำเลยถามว่าเวลาไปไปแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 ได้รับค่าดำเนินการหรือไม่ พยานตอบว่าไม่มี ไปด้วยใจ ค่าใช้จ่ายของตนเอง
ทนายจำเลยที่ 4-5 ถามค้าน พยานรับว่าขณะไปให้การต่อพนักงานสอบสวนได้ถอดข้อความตามคลิปเหตุการณ์ให้พนักงานสอบสวนด้วย รับว่าที่ระบุชื่อ ระบุว่าแต่ละคนทำอะไร ทราบจากที่พนักงานสอบสวนแจ้ง และรับว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไปที่หน้า สภ.คลองหลวง เนื่องจากมีนักศึกษาถูกจับกลางดึก
พยานไม่ทราบว่าประชาชนและนักศึกษามาที่หน้า สภ.คลองหลวง จะเพื่อไปติดตามเพื่อนหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลอกล่อว่ามีการจับกุมสิริชัย แล้วนำไปที่ ตชด. ภาค 1 ตามที่ปรากฏในข่าวหรือไม่
พยานไม่เห็นว่าตำรวจนำตัวสิริชัยกลับมาที่ สภ.คลองหลวง ในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ทนายจำเลยถามว่า ในช่วงเวลา 01.30 น. – 02.00 น. ไม่เห็นตำรวจมาชี้แจงกับผู้ชุมนุมเกี่ยวกับการจับกุมตัวสิริชัยหรือไม่ พยานตอบว่าไม่เห็น เหตุการณ์หน้า สภ. ชุลมุน
พยานไม่ทราบว่าเหตุที่ผู้ชุมนุมเลิกชุมนุม เป็นเพราะสิริชัยเขียนจดหมายบอกว่าปลอดภัยแล้วหรือไม่ พยานทราบว่าการปาอาหารสัตว์ใส่ตำรวจ โปรยอาหารสัตว์ลงบนผ้า เป็นการกระทำที่สืบเนื่องมาจากการจับกุมสิริชัย เพราะเหตุไม่ทราบชะตากรรมของเขา
ทนายจำเลยที่ 6 และที่ 9 ถามค้าน ในประเด็นว่าพยานแจ้งความเฉพาะการปาอาหารสัตว์ใส่รูป ไม่ได้แจ้งเรื่องสร้างความวุ่นวาย หรือคำพูดการปราศรัย พยานเบิกความว่าไม่ได้เป็นผู้แจ้งความ แต่ วราวุธ สวาย เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดี โดยพยานไม่ทราบว่า วราวุธ จะอยู่ในกลุ่ม ศปปส. หรือไม่ และพยานไม่รู้จัก
ทนายจำเลยถามว่าพยานอยู่ส่วนไหนของที่เกิดเหตุ พยานตอบว่าอยู่บริเวณในรั้วของ สภ.คลองหลวง และเดินรอบ ๆ สภ. ด้วย พยานรับว่าในการปราศรัยมีรถบรรทุกเครื่องเสียงที่เป็นเวทีขนาดเล็ก และผู้ที่เป็นแกนนำสลับกันขึ้นปราศรัย
ที่เบิกความว่าเคยไป สภ.คลองหลวง พยานไปก่อนเกิดเหตุไม่ถึง 1 ปี โดยรับว่าตรงตำแหน่งที่ตั้งป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ ไม่มีป้ายอย่างอื่นติดตั้งอยู่ด้วย และพยานรับว่าด้านนอกรั้ว มีป้ายของ สภ.คลองหลวง ด้วย
พยานเบิกความว่า ขณะที่มีการขว้างปาอาหารสัตว์ พยานอยู่นอกรั้ว สภ.คลองหลวง ไม่ทราบว่าอาหารสัตว์ที่ปานั้นเป็นอาหารเม็ดหรืออาหารแห้ง แต่รู้แต่เพียงว่าเป็นอาหารสุนัข ที่ไม่รู้เพราะอยู่ห่างออกไป 20 เมตร มองไม่เห็นว่าเป็นอาหารประเภทใด
ทนายจำเลยถามว่าในวันเกิดเหตุพยานไปกับใคร พยานตอบว่าไปกับระพีพงษ์ โดยอยู่ด้วยกันที่ร้านของพยานก่อนหน้าแล้วในคืนเกิดเหตุ วันที่ไปดูความเสียหายของ สภ. ก็ไปกับระพีพงษ์ แต่จำไม่ได้ว่าให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันนั้นหรือไม่
ทนายจำเลยถามว่าจำได้ไหมว่า ได้ไปให้การพร้อมกับระพีพงษ์และแทนคุณ พยานตอบว่าไม่รู้จักแทนคุณ แต่ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนพร้อมกันระพีพงษ์ พยานรับว่า เข้าใจว่ามีการพูดคำว่า “ถวายพระยาหาร” และมีการขว้างอาหารสัตว์ใส่พระบรมฉายาลักษณ์ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีพระบรมฉายาลักษณ์เพียงป้ายเดียว และเพราะมีการใช้คำราชาศัพท์
ทนายจำเลยที่ 7 ถามค้าน หลังจากกลับจาก สภ.คลองหลวง แล้ว พยานก็ไม่ทราบว่าได้มีการจับกุมสิริชัยกลับมาที่ สภ.คลองหลวง อีกหรือไม่ พยานรับว่าทราบเหตุการณ์จากเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 2 ที่โพสต์ว่ากำลังไป สภ.คลองหลวง ตอน 01.50 น. ของคืนเกิดเหตุ
ทนายจำเลยถามว่าช่วงที่อยู่ในที่เกิดเหตุและเบิกความว่ามีคนเป็นร้อย แต่ไม่เห็นจำเลยคดีนี้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเห็นเพราะเป็นแกนนำ (ศาลกล่าวว่า เขาไม่ได้พาดพิงจำเลยที่ 7)
พยานรับว่าหลังเกิดเหตุได้ไปดูความเสียหาย แต่ไม่ได้ขึ้นไปดูตรงที่ตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ว่ามีเศษอาหารตกอยู่บริเวณนั้นหรือไม่ ทนายจำเลยที่ 7 เปิดคลิปวิดีโอชื่อคลิปวุ่นหน้าศาลอาญา แล้วถามพยานว่าชายที่ใส่เสื้อสีเหลืองคือระพีพงษ์หรือไม่ พยานไม่ขอตอบคำถามนี้ ส่วนชายที่สวมเสื้อสีน้ำเงินคืออานนท์ซึ่งอยู่ในกลุ่ม ศปปส. หรือไม่ พยานไม่ขอตอบคำถามนี้
ทนายจำเลยที่ 6 และที่ 9 ถามแทรกพยานว่า พยานรู้จักกับระพีพงษ์ แต่ไม่ขอตอบเพราะไม่คิดว่าเกี่ยวกับคดีนี้ใช่หรือไม่ ศาลตอบว่า แล้วแต่เขาจะตอบ
ทนายจำเลยถามว่าที่ตอบว่าขอไม่ตอบ เพราะกลัวเพื่อนจะถูกดำเนินคดีใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่เกี่ยว
ในช่วงอัยการถามติง พยานรับว่าป้ายของ สภ.คลองหลวง มีอยู่ 2 ป้าย คือป้ายที่อยู่ด้านหน้ารั้วของ สภ. กับป้ายที่อยู่ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ อยู่ที่ตัวตึกอาคารทางเข้า สภ.คลองหลวง
อัยการถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีเจตนาปาอาหารสัตว์ใส่ป้ายพระบรมฉายาลักษณ์หรือไม่ พยานตอบว่ามีเจตนาเพราะใช้คำราชาศัพท์ พยานยืนยันว่าแม้จะอยู่นอกรั้ว อยู่ห่างจากบริเวณหน้า สภ. ประมาณ 20 เมตร แต่ก็เห็นเหตุการณ์ชัดเจนและยืนยันว่าได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความจริง ไม่ได้ปรักปรำผู้ใด การจะดำเนินคดีเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
พยานรับว่ากลุ่ม ศปปส. จะแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมจริง แต่ก็เป็นการแจ้งความตามพยานหลักฐานที่ปรากฏขึ้นจริง
ตำรวจควบคุมฝูงชนรับว่าจำไม่ได้ว่าในวันเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอธิบายข้อกฎหมายหรือไม่ ทั้งไม่พบอาวุธ-วัตถุอันตราย-ไม่ปรากฏเหตุการณ์ใช้กำลังต่อกัน
ด.ต.เสฏวุฒิ ภักดี ตำรวจควบคุมฝูงชน เบิกความโดยสรุปว่า พยานอายุ 39 ปี รับราชการอยู่ที่ สภ.คลองหลวง เริ่มรับราชการตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราม ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจและกองร้อยควบคุมฝูงชน และโดยประจำที่ สภ.คลองหลวง ตั้งแต่ปี 2559
ในวันที่เกิดเหตุวันที่ 13 ม.ค. 2564 ช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด สภ.คลองหลวง มีมาตรการเว้นระยะห่าง ฉีดพ่นสเปรย์แอลกอฮอล์ในการป้องกันเชื้อโควิด-19 มีมาตรการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง จำกัดบุคคลเข้าออกสถานี รวมถึงบุคคลที่เข้าไปแจ้งความด้วย
จากภาพหน้า สภ.คลองหลวง บริเวณชั้น 2 มีพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ที่ได้มีการติดตั้งสูงขึ้นไปเพื่อให้เป็นที่สักการะของประชาชนทั่วไป และให้เห็นได้ชัดเจน
วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 23.00 น. พยานได้รับแจ้งจากรองผู้กับกับการ สภ.คลองหลวง คือ พ.ต.ท.เศกสรรค์ ให้มาปฏิบัติหน้าที่กองร้อยควบคุมฝูงชนหน้า สภ. จำนวนประมาณ 10 คน โดยวางกำลังเป็นหน้ากระดาน 2 แถวตรงทางขึ้นสถานี
หลังจากวางกำลังได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมที่พยานจำชื่อได้ คือ เบนจาและพวกได้นำผ้าขาวมาวางไว้ หลังจากวางผ้าผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้นั่งลงเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในอาคาร หลีกเลี่ยงการปะทะ
กลุ่มผู้ชุมนุมมีประมาณ 30 คน ตอนที่ผู้บังคับบัญชาให้มารวมตัว และตอนที่พยานนั่งลง มีผู้ชุมนุมมาประมาณ 100 คน กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำอาหารสัตว์มาโปรยบนผ้า ขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่และพยาน คนที่ขว้างปาได้แก่ จำเลยที่ 2, จำเลยที่ 5, จำเลยที่ 4, จำเลยที่ 6, จำเลยที่ 8 และพวก (อัยการกล่าวชื่อของจำเลย ทนายความจึงขอค้านเพื่อให้พยานเบิกความตามความทรงจำ)
อัยการถามว่า นอกจากการปาอาหาร กลุ่มจำเลยได้พูดอะไร พูดจาดูถูกหรือไม่ (ทนายความค้านคำถามนำ ผู้พิพากษาจึงขอให้พยานพูดตามความทรงจำ)
พยานเบิกความต่อว่า หลังจากที่ผู้ชุมนุมได้ขว้างปาอาหารสัตว์ ก็ได้มีการพูดว่า “กินซะ” และจำเลยที่ 7 ได้พูดว่า “ท่านก็ไม่ต่างจากทรราช” และในกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้มีการพูดว่า “ไปทำอาชีพสุจริต” อัยการนำภาพวันเกิดเหตุให้พยานดู พยานเบิกความว่าผู้ชุมนุมได้นำน้ำแดงและน้ำเปล่ามาราดใส่ผ้าสีขาวที่ปูอยู่ (ทนายความคัดค้าน ขอให้พยานเบิกความจากความทรงจำ เนื่องจากได้มีการนำภาพให้พยานดูก่อนเบิกความ)
พยานเบิกความต่อว่า มีการเปิดเพลงธรณีกรรแสง หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมใช้สีสเปรย์พ่นกำแพง พื้น และกระจก สภ. จำเลยที่ 5 พูดชักจูงใจผู้ชุมนุม แต่พยานจำไม่ได้ว่าพูดอะไร ในภาพถ่ายได้ปรากฏภาพผู้ชุมนุมปาอาหารสุนัขไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ โดยมีจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 2, จำเลยที่ 6, จำเลยที่ 8, จำเลยที่ 5 เป็นผู้ปา
พยานจำไม่ได้ว่าระหว่างที่มีการปามีการพูดว่าอะไร พยานเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีความวุ่นวาย ขว้างปาสิ่งของ พ่นสเปรย์ ส่วนเจ้าหน้าที่นั่งขวางประตูทางขึ้น สภ. เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปทำลายทรัพย์สินด้านใน แต่พยานทราบว่าผู้ชุมนุมมาชุมนุมเพื่อให้ปล่อยตัวเพื่อนซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่ชั้น 2
พยานรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม เหมือนกับว่าเป็นสัตว์จากการที่โดนปาอาหาร และการที่จำเลยและพวกปาอาหารใส่พระบรมฉายาลักษณ์ พยานรู้สึกว่าเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
ผู้กำกับและรองผู้กำกับให้นโยบาย ให้พยายามเจรจาโดยให้ผู้ชุมนุมสลายโดยไม่มีความรุนแรง ไม่มีอาวุธ ระหว่างเกิดเหตุ จำเลยที่ 7 นำธูปมาปักลงในแก้วและได้เปิดเพลงธรณีกรรแสงคล้ายกับการบังสุกุลคนตาย แต่พยานจำไม่ได้ว่ามีคนพูดตามหรือไม่
ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน พยานรู้จักจำเลยที่ 1 จากสื่อสังคมออนไลน์มาก่อน จำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาหรือไม่ ทนายจำเลยให้พยานดูภาพเหตุการณ์ พยานเบิกความว่าตามภาพ จำเลยที่ 1 สวมเสื้อสีเหลือง และสวมหน้ากากอนามัย
พยานเบิกความว่า ผู้มาชุมนุมในวันเกิดเหตุส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย พยานและเจ้าหน้าที่ทุกคนก็สวมหน้ากากอนามัยด้วย และหลังวันเกิดเหตุพยานก็ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหน้า สภ.คลองหลวง เป็นพื้นที่เปิดโล่งและอากาศถ่ายเทได้สะดวก
พยานทราบว่าผู้ชุมนุมเป็นนักศึกษาที่มาติดตามความปลอดภัยของสิริชัยที่ถูกจับกุม แต่ไม่ทราบว่ามีการหลอกล่อหรือแจ้งเพื่อนว่า สิริชัยไม่ได้อยู่ที่ สภ.คลองหลวง ทั้งไม่ทราบว่าไม่มีการออกหมายเรียกสิริชัยหรือไม่ ไม่ทราบว่าผู้ชุมนุมที่มาด่าทอ เป็นการด่าทอเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมในตอนกลางคืน
ทนายจำเลยที่ 4 และ 5 ถามค้าน ในภาพเหตุการณ์และรายงานของตำรวจ ไม่ปรากฏชื่อและภาพของจำเลยที่ 4 ในแฟ้มภาพปรากฏภาพที่จำเลยที่ 4 เพียงทำสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรง
ทนายจำเลยที่ 6 และ 9 ถามค้าน พยานจำไม่ได้ว่าวันเกิดเหตุผู้บังคับบัญชาได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบข้อกฎหมายหรือไม่ แต่ทราบว่าตามปกติต้องมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาแจ้งข้อกฎหมายให้ผู้ชุมนุมทราบ และจำไม่ได้ว่าผู้ชุมนุมมาเพราะต้องการแสดงความห่วงใยต่อการจับกุมสิริชัยหรือไม่
จากสถานการณ์ พยานพอเข้าใจได้ว่าผู้ชุมนุมจะเกิดความไม่พอใจตำรวจที่จับกุมสิริชัยโดยมิชอบในเวลากลางคืน ปกปิดสถานที่ควบคุมตัวและไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกฎหมายให้ประชาชนทราบ และพยานพอจะทราบว่าคดีมาตรา 112 ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์ที่มีผู้ชุมนุมมาให้กำลังใจผู้ที่มารับทราบข้อกล่าวหา และสุดท้ายก็แยกย้ายกันไป
พยานไม่รู้จักจำเลยมาก่อน แต่พยานเคยเห็นหน้า เพนกวิน, รุ้ง ปนัสยา และไมค์ ภาณุพงศ์ พยานได้รู้จักชื่อจำเลยคนอื่นภายหลังที่ชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนและสืบค้นทะเบียนราษฎร โดยภาพถ่ายและรายงานเหตุการณ์ พยานไม่ได้เป็นผู้จัดทำเอกสาร และพนักงานสอบสวนไม่ได้ให้ลงลายมือชื่อภาพถ่าย เพียงแต่ลงชื่อในคำให้การ
ก่อนมาเบิกความ พยานไม่ได้ดูคลิปกับภาพถ่ายว่าตรงกันหรือไม่ แต่พยานได้เคยดูเมื่อหลังเกิดเหตุนานมาแล้ว (ศาลไม่ได้บันทึกคำถามและคำตอบนี้) ทนายจำเลยถามว่า ผู้ที่กล่าวคำว่า “ท่านก็ไม่ต่างกับทรราช” ผู้ที่กล่าวไม่ใช่ อรรถพลใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ใช่ คนที่กล่าวคือ ณวรรษ
ทนายจำเลยที่ 7 ถามค้าน วันเกิดเหตุ พยานอยู่บริเวณประตูด้านหน้า ภาพวันเกิดเหตุไม่ปรากฏภาพของจำเลยที่ 7 ในเอกสารที่ทนายจำเลยให้ดู ทนายจำเลยให้พยานดูภาพบุคคลที่อยู่ในวงสีแดงไม่ทราบว่าบุคคลในภาพเกี่ยวข้องอย่างไรกับจำเลยในคดี และไม่ทราบว่าบุคคลในภาพเป็นใคร
ทนายจำเลยถามว่า ที่จำเลยที่ 7 ได้พูดว่า “ไปอย่าได้กลับ หลับอย่าได้ฟื้น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น พวกสร้างความอยุติธรรมในสังคม” หมายถึงตำรวจที่ไปจับสิริชัยอีกคดีหรือไม่ พยานไม่ทราบ แต่พยานเข้าใจว่าเป็นการว่ากล่าวตัวพยานเอง แต่จะหมายถึงใครจริง ๆ พยานก็ไม่ทราบ โดยขณะนั้นพยานก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ส่วนในวันเกิดเหตุไม่พบอาวุธ วัตถุอันตรายในกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ปรากฏเหตุใช้กำลังต่อกัน
ในช่วงอัยการถามติง พยานดูภาพเหตุการณ์ เห็นว่ามีผู้ชุมนุมบางคนไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย โดยมีจำเลยที่ 4, 5 และ 7 ใช้สเปรย์พ่นบริเวณกำแพง และขว้างปาอาหารสัตว์ใส่ตำรวจ
ส่วนที่พยานตอบทนายจำเลยว่า การจับกุมนายสิริชัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปกปิดการจับกุม และไม่มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาแจ้งข้อกฎหมาย พยานเข้าใจผิด คือ พยานทราบว่ามีการจับกุมตัวและรู้แค่นั้น ก่อนได้รับคำสั่งให้มาควบคุมสถานการณ์เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ พยานไม่ทราบ
นักวิชาการสาธารณสุขรับว่าหน้า สภ.คลองหลวง เป็นพื้นที่โล่งกว้าง-ไม่มีรายงานว่ามีคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อจากการชุมนุม
วัชรินทร์ แส่สันเทียะ เบิกความให้ความเห็นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยสรุปว่า ในช่วงปี 63 พยานทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลอง 2 ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข มีหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อทั้งหมด พยานทำงานในตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่ปี 2547-2565 ก่อนย้ายไปที่จังหวัดนครราชสีมา
พยานเบิกความว่า ในปี 2563 มีการระบาดของโรคโควิด-19 นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ออกข้อกำหนดเรื่อยมาจนถึงฉบับที่ 16 โดยพื้นที่จังหวัดปทุมธานีเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกข้อกำหนดห้ามจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค ระบุในข้อ 5 (2) ไม่ให้ชุมนุมในสถานที่แออัดใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
อัยการถามต่อว่าหากจะจัดกิจกรรมต้องทำอย่างไรให้ไม่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค พยานตอบว่าต้องเว้นระยะห่างประมาณ 1-2 เมตร มีจุดจำหน่ายเจลแอลกอฮอล์และทุกคนต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด หากฝ่าฝืนข้อกำหนด จะมีโทษตามกฎหมาย
อัยการให้พยานดูภาพกิจกรรมในคดีนี้ และถามว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือไม่ พยานตอบว่ามีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากไม่มีการเว้นระยะห่าง บางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่มีจุดจำหน่ายเจลแอลกอฮอล์ หรือจุดล้างมือ
อัยการถามว่านอกจากข้อกำหนดแล้วมีกฎหมายอื่นหรือไม่ พยานตอบว่าช่วงที่โควิด-19 ระบาด ยังมีการใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ด้วย ตามที่เคยให้การไว้ในเอกสาร
ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน ในวันเกิดเหตุ พยานไม่ได้ไปที่เกิดเหตุ แต่ตำรวจให้ดูภาพถ่ายตอนไปให้การ เมื่อถามว่าส่วนใหญ่ผู้ชุมนุมสวมหน้ากากอนามัย มีแค่ส่วนน้อยที่ไม่สวมใช่หรือไม่ พยานรับว่าใช่ และเมื่อถามว่าสถานที่ชุมนุมคือบริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เป็นที่เปิดโล่งใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
ทนายจำเลยถามว่ามาตรการตามข้อกำหนดเป็นหน้าที่ที่ผู้จัดกิจกรรมต้องจัดเตรียมใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ส่วนผู้เข้าร่วมมีหน้าที่สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง โดยภาพที่พยานดูเป็นภาพนิ่ง ในที่เกิดเหตุจะมีการเดินไปมา หรือมีลักษณะยืนใกล้ชิดตลอดก็ไม่ทราบใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เห็นแค่ตามภาพ จึงไม่ทราบ
ทนายจำเลยถามว่ามาตรการที่พยานเบิกความ ในสถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า ต้องมีมาตรการเหล่านั้น เนื่องจากเป็นหน้าที่ของผู้ดูแลสถานที่ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ทนายจำเลยถามว่ากรณีประชาชนเข้าไปในสถานที่ไม่ได้มีหน้าที่จะต้องเตรียมมาตรการ แค่สวมหน้ากากอนามัยเท่านั้นใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ในกรณีที่จะเข้าไปใช้บริการ
ทนายจำเลยถามว่าบางสถานที่ที่ไม่สามารถเว้นระยะได้ เช่น ในสถานีรถไฟฟ้า บนรถโดยสาร มาตรการที่สำคัญคือการสวมหน้ากากอนามัยใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ทนายจำเลยให้พยานดูคำแนะนำของโรงพยาบาลราชพฤกษ์ระบุว่า การสวมหน้ากากอนามัยช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ พยานดูและตอบว่าใช่
ทนายจำเลยให้พยานดูเอกสารขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามาตรการสำคัญกรณีอยู่ในที่แคบให้สวมหน้ากากอนามัย พยานดูและตอบว่าใช่
ทนายจำเลยถามว่าพยานได้รับรายงานหรือไม่ว่ามีคลัสเตอร์ติดเชื้อโควิด-19 จากการชุมนุมในวันเกิดเหตุ พยานตอบว่าไม่มี เมื่อถามว่าถ้ามีการแพร่ระบาดจะพบหลังรับเชื้อประมาณ 5-7 วัน ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ แต่ในช่วงเวลานั้นไม่ได้รับรายงานว่ามีการสอบสวนโรคจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ทนายจำเลยที่ 4-5 ถามค้าน พยานดูประกาศของจังหวัดปทุมธานีและถามว่าผู้ว่าฯ ได้ออกข้อกำหนดห้ามจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค โดยระบุเหตุผลเป็นการปราบปรามผู้กระทำความผิดมั่วสุม เช่น เปิดบ่อนพนัน หรือกรณีลักลอบขนแรงงานต่างด้าว เนื่องจากต้นปี 2564 สาเหตุการระบาดของเชื้อโควิด-19 เกิดจากสาเหตุดังกล่าว และในข้อ 2 ระบุพื้นที่จังหวัด เช่น จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร พยานตอบว่าใช่
ทนายจำเลยถามว่า หน้า สภ.คลองหลวง เป็นพื้นที่โล่งกว้างใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ เมื่อให้พยานดูภาพถ่ายประกอบคดี และถามว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ยืนอยู่เต็มพื้นที่หน้า สภ. ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นไปตามภาพถ่าย
ทนายจำเลยถามว่าในข้อ 5 (2) ของประกาศข้อกำหนดห้ามจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคระบุว่า “ในสถานที่แออัด” ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ทนายจำเลยถามต่อว่า ในข้อ 3 ระบุว่าสถานที่แออัด เช่น สนามชนไก่ โต๊ะสนุ๊ก เป็นต้น ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
ทนายความจำเลยที่ 7 ถามค้านว่า การใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงการอยู่ที่โล่ง สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ ใช่หรือไม่ พยานรับว่าใช่
ทนายจำเลยให้พยานดูภาพการชุมนุม และถามว่าหน้า สภ.คลองหลวง มีลักษณะโล่งกว้างใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ส่วนในภาพมีลักษณะเป็นห้องด้านในมีตำรวจ หรือมีคนอยู่ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ โดยในภาพตำรวจสวมหน้ากากอนามัยทุกคน เมื่อทนายจำเลยถามว่าในห้องมีความเสี่ยงสูงกว่าด้านนอกใช่หรือไม่ พยานตอบว่าอาจจะ ถ้ามีการพูดคุยกัน ถ้ามีเชื้อโควิดก็มีโอกาสเสี่ยงกว่าด้านนอกที่รวมตัวกัน
อัยการโจทก์ถามติง ในปี 2564 พื้นที่ปทุมธานีเป็นพื้นที่สีแดงหมายถึงมีการเฝ้าระวังสูงเพราะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามามีความเสี่ยงสูง เกิดการแพร่เชื้อโรคได้ง่ายใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
พยานตอบคำถามว่า ลักษณะการชุมนุม แม้อยู่นอกสถานที่เปิดโล่ง แต่ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 อัยการให้พยานยกตัวอย่างสาเหตุการติดเชื้อโควิด พยานยกตัวอย่าง เช่น จากละอองน้ำลาย จากการสัมผัส อัยการถามต่อว่า แม้สวมหน้ากากอนามัย ถ้ามีการสัมผัส ก็ยังคงเสี่ยงใช่หรือไม่ พยานตอบว่าถ้าอีกฝ่ายมีเชื้อ ก็อาจจะติดเชื้อได้ แต่ถ้าไม่มีเชื้อ ก็ไม่มีโอกาส
อัยการให้พยานดูคำแนะนำของโรงพยาบาลราชพฤกษ์ และถามว่าแม้สวมหน้ากากอนามัยก็ยังคงมีความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับคุณภาพหน้ากากใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ อัยการถามต่อว่าคุณภาพหน้ากากอนามัยส่งผลกับการติดเชื้อหรือไม่ (ทนายจำเลย ท้วงเนื่องจากถามในรายละเอียดเกินไป ศาลเห็นด้วยและไม่ให้ถาม)
อัยการถามถึงที่พยานเบิกความถึงประกาศของจังหวัดว่า มีเจตนาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากคลัสเตอร์ของกลุ่มแรงงาน บ่อนการพนัน มีสาเหตุอื่นอีกหรือไม่ พยานตอบว่าจากการรวมตัวที่ไม่ป้องกันการแพร่เชื้อ ถ้ามีการป้องกัน ก็มีโอกาสแพร่เชื้อน้อย นอกจากนี้ก็มีคลัสเตอร์จากโรงงานอุตสาหกรรม
ทนายจำเลยที่ 1 ขอถามค้านเพิ่มเติม ศาลอนุญาต ทนายจำเลยถามว่าการสวมหน้ากากอนามัยป้องกันได้ 98% ดังนั้นมาตรการที่รัฐให้สวม ก็ยังเป็นมาตรการที่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นความเสี่ยงน้อยยังมีโอกาสติดเชื้อได้ เพราะไม่ได้ป้องกันได้ 100% ต้องปฏิบัติมาตรการอื่นร่วมด้วย
นักวิชาการด้านสถิติ เบิกความว่านักวิชาการที่มาให้ความเห็นไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง พยานเห็นว่าจำเลยกระทำการหมิ่นประมาทกษัตริย์ และดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เบิกความให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 112 โดยสรุปว่า พยานทำงานเป็นอาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันนิด้า เป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยรังสิต และสถาบันการบินพลเรือน
พยานมีผลงานวิชาการ 2 เล่ม เล่มแรกสถาบันกษัตริย์ความจริงที่ถูกบิดเบือน พิมพ์ครั้งที่ 5 โดยสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ อีกเล่มคือทรัพย์สินพระมหากษัตริย์กับความจริงที่ถูกบิดเบือน พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์เดียวกัน และเคยเป็นอนุกรรมาธิการทฤษฎีศาสตร์พระราชา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา และได้เป็นผู้บรรยายพิเศษหน่วยงานราชการและเอกชน
เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เนื่องจากพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง เชิญมาให้การเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2564 ในวันนั้นพยานไปเป็นวิทยากรอบรมทำคดี ม.112 (ศาลบันทึกว่าคดีความมั่นคง) ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีวิทยากรอื่นด้วย ที่ศูนย์ฝึกอบรมสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่ดอนเมือง หลังอบรมเสร็จ จึงถูกเชิญเป็นพยาน
พนักงานสอบสวนเปิดคลิปให้ดูประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เป็นคลิปเหตุการณ์ที่เกิดเหตุ ในคลิปมีการปราศรัยหน้า สภ.คลองหลวง มีถ้อยคำดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ มีการขว้างอาหารสุนัข ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
อัยการให้ดูเอกสารถอดเทปคำปราศรัย พยานดูและอ่านตามเอกสาร โดยเฉพาะถ้อยคำส่วนของณวรรษ และพรหมศร แล้วผู้ชุมนุมก็ปาอาหารสุนัขใส่พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 10 พยานเห็นว่า เป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ ใช้คำหยาบคาย การปาอาหารสุนัข เป็นการดูถูกดูหมิ่นว่า เป็นสัตว์เดรัจฉาน
พยานเบิกความว่าการดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าต่อตัว ทำต่อพระบรมฉายาลักษณ์ก็เป็นการดูหมิ่น จำเลยกับพวกทำในลักษณะในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการหมิ่นและดูหมิ่น เพราะทำให้บุคคลทั่วไปเหยียดหยาม เกลียดชัง เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112
อัยการโจทก์เปิดวิดีโอให้พยานดูเป็นตอนที่มีการขว้างปาอาหารสัตว์ พยานดูและเบิกความว่า จำเลยกับพวกปาอาหารสุนัขใส่เจ้าพนักงานตำรวจ เป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ซึ่งหน้า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ในการปกป้องสถานที่ราชการ อำนวยความสะดวกเรียบร้อย แต่มีเสียงตะโกนด่าทอ ปราศรัยหมิ่นเจ้าหน้าที่ตลอดเวลาและลงเอยด้วยการปาอาหารสุนัขใส่ เป็นการไม่ให้เกียรติและดูถูกเหยียดหยาม
พยานเบิกความว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีขอบเขต แต่มีข้อยกเว้นอยู่ คือ ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น, ต้องไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย, ต้องไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง การทำผิดมาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงภายในราชอาณาจักรของประมวลกฎหมายอาญา องค์พระมหากษัตริย์เป็นรัฏฐาธิปัตย์ การใดที่กระทบต่อรัฏฐาธิปัตย์ย่อมกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร และการใช้สิทธิเสรีภาพต้องไม่กระทบศีลธรรมประเพณีอันดีงาม การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ไม่ใช่สิ่งที่ดีงาม และเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจของประชาชน ย่อมไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมหรือการแสดงความคิดเห็น
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ระบุว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานที่เคารพสักการะสูงสุด ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ดังนั้นการนำพระบรมฉายาลักษณ์ติดตั้งไว้ในที่สูง ก็เป็นแสดงความเคารพในที่สูงสุด แม้กระทั่งในบัลลังก์ของศาลก็เช่นกัน ตามรัฐธรรมนูญและตามประเพณีของปวงชนชาวไทย รวมถึง สภ.คลองหลวง ที่ติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ที่ชั้น 2 ด้วย
พยานเคยให้การต่อพนักงานสอบสวน พยานไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งหมดมาก่อนและไม่มีสาเหตุโกรธเคือง
ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน พยานไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งหมดมาก่อน ยกเว้นจำเลยที่ 3 พยานเคยเจอตอนไปดีเบตออกรายการโทรทัศน์ด้วยกัน แต่จำไม่ได้ว่าก่อนหรือหลังคดีนี้ พยานตอบเป็นว่าน่าจะหลังคดีนี้
พยานรับว่าได้ดูวิดีโอเหตุการณ์กับที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกัน แต่พนักงานสอบสวนพิมพ์คำให้การมาให้ลงชื่อในภายหลัง โดยจำไม่ได้ว่าหลังจากดูคลิปแล้วกี่วัน พยานเบิกความใหม่ว่าได้ดูคลิปและพนักงานสอบสวนพิมพ์คำให้การในวันเดียวกัน แต่เนื่องจากวันดังกล่าวไม่มีปริ้นเตอร์ พนักงานสอบสวนจึงนำคำให้การมาให้ลงชื่อในภายหลัง
พยานรับว่า ตอนที่ดูคลิปเหตุการณ์ ไม่รู้จักหน้า รู้จักจำเลยทั้งหมดเลย รายชื่อจำเลยและที่อยู่ พฤติการณ์ต่าง ๆ ตำรวจพิมพ์มาแล้ว ทนายจำเลยถามว่า หากตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ หรือทำให้ประชาชนเดือดร้อน ประชาชนก็สามารถแสดงความไม่พอใจหรือวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าได้ แต่อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม
ทนายจำเลยถามว่า การแสดงออกต่อความไม่พอใจแสดงได้หลายวิธี เช่น ด่า วิจารณ์ เรียกร้องแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และไม่จำเป็นต้องทำต่อหน้าบุคคลที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์หรือเรียกร้องใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ทำได้ภายใต้ตามขอบเขตของกฎหมาย
พยานเบิกความว่า ตนเป็นพยานให้พนักงานสอบสวนและอัยการเกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 112 ประมาณ 100 คดี ทนายจำเลยถามต่อว่า ใน 100 คดี พยานมีความเห็นส่วนใหญ่ว่ามีความผิดใช่หรือไม่ พยานตอบว่าส่วนใหญ่ชั้นศาล อัยการ เห็นว่าผิด แต่ในชั้นแจ้งความบางคดีก็ไม่ได้ให้ความเห็นว่าผิด บางกรณีอัยการฟ้อง 3 กรรม พยานเห็นผิด 1 กรรม ก็มี คดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนประมาณ 50-60 คดี พยานมีความเห็นว่าไม่มีความผิด เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบความผิดก็มี
พยานรับว่า ไม่ได้จบการศึกษามาทางด้านนิติศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ แต่มีผลงานวิจัยทางด้านรัฐศาสตร์เป็นจำนวนมาก
ทนายจำเลยถามว่ามาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ มีนักวิชาการศึกษาเจตนารมณ์ว่า นอกจากประชาชนต้องปฏิบัติตามแล้ว พระมหากษัตริย์ต้องปฏิบัติด้วย คือต้องดำรงตนอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ พยานเห็นว่าเคยอ่านคำอธิบายหลายมาตรา และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเผยแพร่โดยรัฐสภา ไม่มีข้อความอย่างที่ทนายจำเลยถาม
ทนายจำเลยถามว่าทราบไหมว่ามีนักวิชาการที่ศึกษาเจตนารมณ์ของมาตราดังกล่าว ที่มาที่ไปโดยเจตนารมณ์ของมาตรา 6 คือไม่ให้มีการฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ พยานตอบว่า ไม่ แต่ทราบว่ามีนักวิชาการอีกฝ่ายหนึ่งที่ศึกษาและมีความเห็นว่าเจตนารมณ์ของมาตรา 6 มุ่งหมายที่จะไม่ให้มีการฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ แต่พยานไม่เห็นด้วย
ทนายจำเลยที่ 4-5 ถามค้าน พยานรับว่าไม่ได้จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ แต่ศึกษาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยตนเอง และทำผลงานตีพิมพ์จำนวน 2 เล่ม ตามที่เบิกความไปแล้ว พยานรับว่างานวิจัย 2 เล่ม ใช้ทุนส่วนตัวและทำด้วยตนเอง โดยเขียนเป็นบทความในหนังสือพิมพ์ออนไลน์แล้วรวบรวมเป็นหนังสือ
ทนายจำเลยถามว่า พนักงานสอบสวนติดต่อมาให้เป็นพยานคดีนี้อย่างไร พยานตอบว่า ไม่ทราบ และเบิกความรับว่าผ่านการโทรติดต่อ พยานคิดว่า เหตุที่พนักงานสอบสวนติดต่อให้มาเป็นพยาน อาจจะเป็นเพราะเป็นผู้มีชื่อเสียงส่วนหนึ่ง และพนักงานสอบสวนบอกต่อ ๆ กันไป
พยานรับว่าทราบเหตุการณ์เกี่ยวกับการจับกุมตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพราะเจ้าหน้าที่แจ้ง แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าตำรวจจับกุมในเวลากลางคืน และมีการหลอกล่อผู้ชุมนุมถึงสถานที่ควบคุมผู้ถูกจับคนนั้นหรือไม่
ทนายจำเลยถามว่า โดยเนื้อหาตามข้อความถอดเทปปราศรัยของณวรรษปราศรัย เป็นการพูดถึงการปฏิบัติของตำรวจที่จับกุมกลุ่มนักเรียนนักศึกษากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมใช่หรือไม่ พยานเบิกความว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีการพูดถึงว่าพูดชื่อไม่ได้ ขึ้นต้นด้วยภูมิลงท้ายด้วยพล
ทนายจำเลยถามว่า วันนั้นมีการปาอาหารและพูดว่า “สุนัขรับใช้” หมายถึงตำรวจหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ทราบเพราะไม่ใช่ผู้ทำ
ทนายจำเลยให้พยานดูข้อความถอดเทปที่ระบุว่านิวยังไม่ได้รับการปล่อยตัว หมายถึงสิริชัย สมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่ถูกจับหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้สนใจ สนใจแต่ที่เกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 112
ทนายถามว่า ตามข้อความถอดเทปที่จำเลยพูดประโยคที่ถามว่าให้ไปคุยกับเจ้าของหมาเป็นประโยคคำถามใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคที่กระแทกแดกดัน โดยการตั้งคำถาม
ทนายถามว่า พยานเคยเห็นคำพิพากษาว่าการเผารูปไม่เป็นความผิดฐานเสียทรัพย์ ไม่ใช่ฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ หรือไม่ พยานตอบว่า เคยได้ยินในต่างประเทศ แต่ไม่ใช่ศาลไทย จำประเทศไม่ได้ พยานไม่เห็นด้วย เพราะว่าเป็นกรณีของศาลต่างประเทศนำมาใช้กับไทยไม่ได้ ต้องดูวัฒนธรรมแต่ละประเทศ
ทนายจำเลยที่ 6 และที่ 9 ถามค้าน ว่าพยานเป็นนักวิชาการขาประจำที่พนักงานสอบสวนติดต่อมาบ่อยใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ใช่นักวิชาการที่ให้ความเห็นตามมาตรา 112 ขาประจำ เพราะไม่ได้อยากไป แต่ถูกพนักงานสอบสวนเชิญหรือขอร้องให้ช่วย แต่ก็ไม่ได้ตอบรับทั้งหมดหรือทุกครั้ง เพราะทำไม่ไหว
ทนายจำเลยถามว่า ส่วนใหญ่ที่ถูกร้องขอมา ก็จะไปใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ก็ไม่ได้ตอบรับทั้งหมด ประมาณครึ่งหนึ่งของที่ถูกเชิญไปให้ความร่วมมือ พยานรับว่า พนักงานสอบสวนถามคำให้การ โดยถามไปพิมพ์ไป เสร็จแล้วให้พยานอ่านข้อความในบันทึกคำให้การ
พยานตอบทนายจำเลยว่า นอกจากพยานแล้ว ยังมีนักวิชาการอื่น จำได้ว่าคือ เจษฎ์ โทณะวณิก และมีคนอื่น จำไม่ได้ว่าเป็นใครบ้าง ประมาณ 10 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการ แต่ไม่ทราบว่าในวันที่ไปให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวน จำไม่ได้ว่าจะมีคนเห็นต่างไหม พยานรับว่าความเห็นของนักวิชาการมีหลากหลายแนวและแตกต่างกันได้ แต่การวินิจฉัยเป็นหน้าที่ศาล
ทนายจำถามว่านักวิชาการที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กับนักวิชาการที่รู้สึกเฉย ๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เห็นว่าเป็นโครงสร้างหนึ่ง ฝ่ายไหนมีความน่าเชื่อถือกว่ากัน พยานเบิกความว่า ไม่ทราบว่าคำถามต้องการอะไร ที่พยานเห็นไม่มีนักวิชาการที่เป็นกลาง ไม่เคยเห็นมีนักวิชาการที่เฉย ๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นฝ่ายที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ด้วยซ้ำ
พยานขอตอบว่า ไม่ทราบเพราะปกติทั่วไปหากสามัญมนุษย์ที่มีความเห็นเป็นกลางหรือไม่มีความเห็น จะไม่ส่งเสียงดัง ส่วนพยานรับว่าจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ทนายจำเลยถามว่า คนที่มาให้ความเห็น ต้องเป็นคนกลางหรือไม่ พยานตอบว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนกลาง เพราะกฎหมายก็ไม่เป็นกลาง แต่อยู่กับความถูกต้อง (ศาลไม่ได้บันทึกส่วนที่พยานกล่าวต่อไปว่า ปกป้องผลประโยชน์รัฐ)
ทนายจำเลยถามว่าศาลเป็นกลางหรือไม่ พยานตอบว่าเป็นกลาง (ศาลไม่ได้บันทึกคำถามนี้) ทนายจำเลยถามว่า ถ้าไม่ใช่คดี ม.112 ในทางวิชาการคนที่มาให้ความเห็นต้องเลือกพยานคนกลางหรือไม่ พยานตอบว่าไม่จำเป็น (ศาลไม่ได้บันทึกส่วนที่พยานกล่าวต่อไปว่า ไม่งั้นไม่มีพยานโจทก์หรือพยานจำเลยหรอก)
ทนายจำเลยถามว่าในทางวิชาการผู้ที่จะมาเป็นพยานชี้ถูกชี้ผิดต้องเป็นคนกลาง จึงจะน่าเชื่อถือใช่หรือไม่ พยานเบิกความว่า พยานไม่ใช่คนชี้ถูกชี้ผิด ไม่มีหน้าที่วินิจฉัย ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง
ทนายจำเลยถามว่า ในกระบวนการยุติธรรมพนักงานสอบสวนจะต้องเอาความเห็นคนที่ไม่เห็นด้วยมาเป็นพยานเพื่อความเป็นธรรมในคดีด้วยใช่หรือไม่ พยานขอไม่ตอบ เพราะไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวน เมื่อถามต่อว่า การที่พนักงานสอบสวนเรียกนักวิชาการที่มีความเห็นเช่นเดียวกับพยาน มาเป็นพยานเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เรียกนักวิชาการฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามมาเป็นพยานด้วย เป็นการไม่เป็นธรรมกับจำเลยใช่หรือไม่ พยานไม่ตอบคำถามนี้
ทนายจำเลยถามว่า คำถามที่พยานไม่ตอบก่อนหน้านี้เป็นคำถามระดับสามัญสำนึกที่ประชาชนทั่วไปก็สามารถตอบได้ใช่หรือไม่ พยานเบิกความว่าถ้าความเป็นธรรมเป็นคำถามสามัญสำนึก ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนนิติศาสตรบัณฑิต เนติบัณฑิต และสอบเป็นผู้พิพากษา
ทนายความจำเลยที่ 7 ถามค้าน พยานรับว่าพนักงานสอบสวนแจ้งว่ามีการจับกุมตัวสิริชัยในวันเกิดเหตุด้วย แต่ไม่ทราบว่าผู้ที่มากิจกรรมจะมาติดตามการจับกุมหรือไม่ พยานไม่ทราบว่าที่มีการโปรยอาหารสัตว์บนผืนผ้าสีขาวนั้นเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ไม่ทราบว่าที่มีการโปรยอาหารบนผ้าขาวนั้นจะเป็นเพื่อแสดงสัญลักษณ์ถึงการจับกุมตัวสิริชัย ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอยู่ชั้น 2 ของ สภ.
ทนายจำเลยถามว่าที่จำเลยที่ 8 พรหมศร พูดว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” หมายถึงเฉพาะตัวจำเลยที่ 8 เท่านั้นใช่หรือไม่ พยานเบิกความว่า คำว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” หมายถึง สรรพนามบุรุษที่ 1 ในภาษาไทยซึ่งอาจจะเป็นเอกพจน์หรือพหุพจน์ก็ได้ กรณีที่ปราศรัยอยู่นี้หรือพูดอยู่ในที่ชุมนุมที่มีคนจำนวนมาก ฉะนั้นคำว่าข้าพระพุทธเจ้าดังกล่าวหมายถึงทุกคน
ทนายจำเลยถามว่า เวลาไปทำบุญและกล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายเป็นการพูดหมายถึงคนเดียวใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ถ้ากล่าวคำว่าข้าพระพุทธเจ้าอยู่คนเดียว ไม่ได้พูดในที่สาธารณะหรือพูดใส่ไมค์ หมายถึงตัวผู้พูดคนเดียว
ทนายจำเลยให้พยานดูภาพเหตุการณ์เห็นว่าอาหารสัตว์มีบริเวณหน้า สภ. ไม่มีบริเวณรูปแต่อย่างใด พยานตอบว่า ไม่ทราบ เนื่องจากไม่มีหน้าที่ตรวจสอบ แต่เห็นว่าพระบรมฉายาลักษณ์อยู่เหนือป้ายของ สภ.คลองหลวง ดูด้วยตาจากคลิปวิดีโอแล้ว ผู้กระทำจงใจปาใส่พระบรมฉายาลักษณ์
พยานรับกับอัยการโจทก์ขณะถามติงว่า แต่ละอาชีพมีจริยธรรม และเบิกความว่าการพิจารณาว่าจะผิด ม.112 นั้น พิจารณาจากพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนให้ดู ไม่ได้ถูกชี้นำ
อัยการถามว่า การพิจารณาว่าหลักฐานเป็นกลางและมีความเห็นในคดีเป็นหน้าที่ใคร พยานตอบว่า พนักงานสอบสวน พยานรับว่าพนักงานสอบสวนชี้บอกว่าจำเลยคนนี้ชื่ออะไรและเป็นใคร แต่พยานจำหน้าไม่ได้
พนักงานสอบสวนผู้รวบรวมพยานหลักฐานรับว่าไม่พบพฤติการณ์ใช้ความรุนแรง และสีสเปรย์สามารถทำความสะอาดได้
พ.ต.ท.สุชัย แสงส่อง พนักงานสอบสวนคดีนี้ เบิกความโดยสรุปว่า พยานรับราชการมาตั้งแต่ปี 2558 – ปัจจุบัน ตำแหน่งรองผู้กำกับการสอบสวน
อัยการให้พยานดูประกาศของจังหวัดปทุมธานีและถามว่าปี 2563 มีข้อกำหนดมาตรการโควิดใช่หรือไม่ พยานยืนยันตามเอกสาร โดยทางสถานตำรวจก็ได้ทำตามระเบียบข้อกำหนด ยกตัวอย่างเช่น มีการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย จำหน่ายแจกจ่ายเจลแอลกอฮอล์
อัยการถามว่าช่วงเวลาดังกล่าวสามารถชุมนุมได้หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ อัยการถามต่อว่า สภ.คลองหลวง ติดพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ที่ชั้น 2 เพราะอะไร พยานตอบว่าเพื่อเป็นที่เคารพสักการะ
อัยการให้พยานเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคดีนี้ พยานเบิกความว่าเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2564 ได้จับกุมผู้ต้องหาเวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ ตามหมายจับข้อหามาตรา 112 และพาตัวมาที่ สภ.คลองหลวง มีกลุ่มผู้ชุมนุม (อัยการโจทก์พูดแทรกว่าจำเลยกับพวก) ทั้งหมด ประมาณ 100 คน มากดดันให้ปล่อยตัวเพื่อน ซึ่งคือผู้ที่ถูกจับกุม
อัยการถามว่ากดดันอย่างไร พยานตอบว่ามีการวางแผนนำผ้าสีขาวที่เขียนถ้อยคำว่า “คนยังยืนเด่นโดยท้าทาย” ตามภาพเหตุการณ์ มีการพูดผ่านเครื่องขยายเสียง อัยการถามต่อว่าเจ้าหน้าที่ทำอย่างไร พยานตอบว่าเจ้าหน้าที่ยืนป้องกันบริเวณทางเข้าชั้น 1 ของ สภ.
อัยการถามว่ามีการโปรยอะไร พยานตอบว่าโปรยอาหารสัตว์ โดยจำเลยกับพวกวางผ้าขาวหน้าเจ้าพนักงานตำรวจที่ยืนอยู่ อัยการถามว่าขณะนั้นสิริชัยอยู่ที่ไหน พยานตอบว่าอยู่ชั้น 3 อยู่ในระหว่างสอบปากคำ (ผู้พิพากษาถามว่า พยานอยู่ตรงไหน) พยานตอบว่า ไม่ได้อยู่ชั้น 3 พยานเบิกความตามรายงานที่ได้รับ
พยานเบิกความว่า มีการปาอาหารสัตว์ใส่ตำรวจ มีการพูดใส่ไมค์ บางคนก็ไม่ได้พูด ข้อความที่พูดทำนองต่อว่าตำรวจเป็นข้อความดูหมิ่น จากนั้นบางส่วนได้ขว้างอาหารสุนัขใส่พระบรมฉายาลักษณ์ จำได้ว่ามีผู้ต้องหา 2 คน พูดด้วยถ้อยคำที่ดูหมิ่น แต่จำไม่ได้ว่าพูดว่าอะไร
อัยการให้พยานชี้ว่าเห็นใครปาอาหารสัตว์บ้าง พยานชี้ไปที่ณวรรษ ณัฐชนน จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 แล้วตอบว่าจำได้ว่าปาประมาณ 9 คน อัยการให้พยานดูเอกสารแจ้งความร้องทุกข์ของ พ.ต.ท.เศกสรรค์ พยานตอบว่าถูกต้องตามเอกสาร
พยานรับว่า จากนั้นมีประชาชนมากล่าวหา โดยนำวิดีโอถ่ายทอดสดของจำเลยที่ 2 มาให้ดำเนินคดี ในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ผู้กล่าวหาคือ วราวุธ สวาย
พยานยืนยันตามเอกสารบัญชีทรัพย์ที่ถูกทำให้เสียหาย พร้อมอธิบายว่าผู้ต้องหาใช้สีสเปรย์ฉีดกระจกหน้าอาคารและพื้น ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบอำนาจให้ผู้กำกับการแจ้งความร้องทุกข์ฐานทำให้เสียทรัพย์
พยานยืนยันตามเอกสารรายงานผู้บังคับบัญชา เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ อัยการให้พยานยืนยันเอกสารอีกหลายฉบับ ได้แก่ เอกสารรายงานคดีความมั่นคง รายงานประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน (ฝั่งทนายจำเลยทวงว่าขอให้พยานเบิกความด้วยตัวเอง) พยานตอบว่า ที่ประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนมีมติ เห็นว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายมาตรา 112
อัยการถามว่าการตรวจสอบต่าง ๆ มาจากวิดีโอที่จำเลยที่ 1 ถ่ายทอดสดใช่หรือไม่ พยานไม่ได้ตอบ แต่พยักหน้า พยานรับตามอัยการว่าตำรวจดูจากคลิปและนำคลิปมาถอดข้อความ รับว่าเอกสารที่ให้ดูคือ รายงานของฝ่ายสืบสวนมอบให้พนักงานสอบสวน และภาพถ่ายที่เกิดเหตุ
พนักงานสอบสวนเห็นว่า กิจกรรมมีการวางแผนแบ่งกันทำ มีการนำป้ายผ้าสีขาว จัดหาเครื่องขยายเสียง และอาหารสุนัข ไม่มีการเว้นระยะห่าง เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 และเห็นว่าคำพูดที่ว่าสุนัขรับใช้เจ้าหมายถึงตำรวจ อัยการโจทก์ให้ดูพยานหลักฐานเพื่อยืนยันอีกหลายชิ้น พร้อมกับคำให้การของพยานบุคคลปากต่าง ๆ ที่พนักงานได้สอบปากคำไว้
อัยการเปิดคลิปเหตุการณ์ พร้อมให้ชี้ตัวบุคคลในคลิป กับจำเลยแต่ละราย โดยยืนยันว่าไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทุกคน
ทนายจำเลยที่ 6 และที่ 9 ถามค้าน ในหนังสือมอบอำนาจร้องทุกข์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข้อหาทำให้เสียทรัพย์ แต่ พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ ไม่ได้แจ้งในข้อหาดังกล่าวใช่หรือไม่ พยานดูและเบิกความว่ามีการแจ้งความในข้อหามาตรา 112 แต่ไม่ได้แจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์
พยานรับว่าตอนรวบรวมพยานหลักฐาน ทำโดยเที่ยงธรรมปราศจากอคติ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่านักวิชาการที่เลือกสอบปากคำเลือกเฉพาะที่เห็นต่างกับจำเลยหรือไม่ และรับว่าไม่ได้สอบปากคำนักวิชาการที่อาจจะเห็นตรงกับจำเลย
พยานรับว่าก่อนจะเลือกสอบนักวิชาการ ต้องเลือกนักวิชาการที่มีความหลากหลาย เพื่อความเป็นธรรมกับจำเลย และเบิกความเพิ่มเติมว่าจำเลยสามารถยื่นขอให้สอบเองได้ด้วย ทนายถามว่าพยานเป็นผู้เลือกนักวิชาการเองหรือไม่ พยานตอบว่าคณะทำงานเป็นผู้เลือก
ทนายจำเลยถามว่าคณะทำงานต้องเลือกนักวิชาการที่มีแนวคิดที่หลากหลายเพื่อความเป็นธรรมใช่หรือไม่พยานตอบว่าใช่ โดยเลือกให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่รับว่าคณะฯ ไม่ได้สืบประวัตินักวิชาการ แนวคิดหรือทัศนคติ
ทนายจำเลยถามว่า ดร.อานนท์ เป็นพยานขาประจำในคดี 112 ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบ ใน สภ. มีประมาณ 2 คดีรวมคดีนี้ พยานรับว่าคำให้การกลุ่มความเห็นและวิชาการส่วนใหญ่ให้การทำนองเดียวกัน มีข้อแตกต่างแค่ข้อมูลส่วนตัว
ทนายจำเลยถามว่าเหตุการณ์เกิดจากมีความต้องการจะติดตามความปลอดภัยของเพื่อนที่ถูกจับยามวิกาล โดยไม่มีหมายเรียก ถูกพาตัวไปที่ไหนไม่รู้ โดยตอนแรกไปที่ ตชด. ภาค 1 ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง
ทนายจำเลยถามว่า ที่มีคนมาติดตามเพราะห่วงใยในเรื่องความปลอดภัยใช่หรือไม่ พยานตอบว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง น่าจะทราบว่ามีการจับกุมสิริชัย พยานรับว่าวัตถุประสงค์การมาติดตามไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย และรับว่าคนที่มา ต่างก็ทยอยมา ต่างคนต่างมา
ทนายจำเลยถามว่าทราบไหมว่าผู้ใดเป็นคนนัดหมาย พยานตอบว่าไม่ทราบ โดยคนที่มีหน้าที่จัดเตรียมมาตรการป้องกันโรคคือผู้นัดหรือผู้จัดกิจกรรม และคนอื่น ๆ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง
ทนายจำเลยให้ดูวิดีโอ และถามว่าส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยหรือไม่ พยานตอบว่ามีบางคนไม่สวม ส่วนใหญ่สวม มีแค่จำเลยที่ 8 ไม่สวมหน้ากากอนามัย พยานรับว่าตำรวจที่นั่งหน้า สภ. เทียบกับฝั่งผู้ชุมนุมแล้วระยะห่างไม่แตกต่างกันนั่งใกล้ชิดกัน พยานรับว่าจำเลยที่ 4 หรือที่ 9 ไม่มีหลักฐานในสำนวนปรากฏว่าเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ และสองคนนี้ไม่ได้พูดหรือถือไมค์
ทนายจำเลยถามว่าความมุ่งหมายของการแสดงออกหมายถึงชุดจับกุม ไม่ใช่ตำรวจที่นั่งอยู่หน้า สภ. ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบ แต่ถ้าหมายถึงตำรวจ ก็หมายถึงตำรวจทั้งหมด
ทนายจำเลยถามว่า มาตรา 136 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ต้องเกิดจากการกระทำในหน้าที่ ซึ่งข้อความที่พูดถึงคือการจับกุมยามวิกาล ปกปิดที่อยู่ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นส่วนหนึ่ง
พยานรับว่าตำรวจชุดที่จับกุมไม่ได้เข้าแจ้งความ ชุดที่เข้าแจ้งความคือชุดที่นั่งหน้า สภ. พยานไม่ทราบว่าการที่พูดว่า การกระทำของพวกคุณไม่ต่างจากทรราช จะหมายถึงการจับกุมยามวิกาลหรือไม่ ต้องถามคนพูด ทนายจำเลยถามว่าหากไม่ระบุคนพูดจะหมายถึงเช่นนั้นหรือไม่ พยานตอบว่าไม่แน่ใจว่าหมายถึงตำรวจที่ไปจับกุมหรือตำรวจที่ยืนเฝ้า
พยานรับว่าป้าย สภ. กับรูปพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ห่างกันพอสมควร ทนายจำเลยถามว่าจากที่ดูในวิดีโอพอจะแยกได้ไหมว่าใครจะปาไปที่ป้าย สภ. หรือจะปาไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ พยานตอบว่าตามบริบทจะมีคนปาด้วยและพูดด้วย อาจจะแยกไม่ได้
พยานรับว่าในวิดีโอมองเห็นว่าอาหารที่ใช้ปาเป็นอาหารชนิดเดียวกับที่ใช้โปรยบนผ้าขาว เมื่อถามว่าภาพถ่ายซองที่บรรจุอาหารสุนัขก็ไม่มีใช่หรือไม่ ศาลถามว่าพยานทราบไหมว่าของที่โปรยเป็นอาหารสุนัข พยานตอบว่าทราบ ทนายจำเลยถามว่าได้นำไปส่งตรวจหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้ส่งตรวจ แต่เห็นด้วยตาตนเองว่าเป็นอาหารสัตว์
ทนายจำเลยถามว่าได้ถ่ายรูปเศษอาหารสัตว์ที่ตกค้างตามชั้นลอยบริเวณชั้น 2 หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้ตรวจสอบ ทนายจำเลยถามว่ารวมถึงเศษอาหารบริเวณหน้าบันได สภ. ก็ไม่ได้ถ่ายใช่หรือไม่ พยานตอบว่าจำไม่ได้
ทนายจำเลยถามพยานว่า ตามเอกสาร บรรยายว่าพรหมศรร่วมกับพริษฐ์ ปนัสยา และจำเลยที่ 4 แต่หากดูจากในรูปจะไม่เห็นว่าทิศทางการขว้างไปทางไหนใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นภาพที่ได้มาจาก วราวุธ สวาย ผู้กล่าวโทษ มอบให้พนักงานสอบสวนประกอบคำให้การ
ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ถามค้าน ว่าจำเลยและประชาชนที่มาหน้า สภ. มาเพื่อให้กำลังใจการสอบปากคำสิริชัยที่ชั้น 3 พยานเบิกความว่าขณะสอบปากคำไม่ได้อนุญาตให้ใครเข้าไป ให้แค่ผู้ไว้วางใจและทนายความ พยานจำไม่ได้ว่าสอบปากคำตั้งแต่กี่โมง แต่จำได้ว่านานเป็นชั่วโมงต่อเนื่องกัน น่าจะประมาณ 1-2 ชั่วโมง
พยานจำไม่ได้ว่าผู้กำกับการได้ประกาศให้ยุติการชุมนุมหรือไม่ ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 5 มาถึงเวลาใด กับใคร ไม่มีข้อมูลว่าจำเลยที่ 5 ไปประชุมวางแผนอย่างไร
ทนายจำเลยถามว่าการจับกุมสิริชัยเป็นการปฏิบัติราชการ ไม่มีการประกาศใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นการจับกุมตามหมายจับ
พยานรับว่าไม่ได้ตรวจยึดและสอบสวนหาว่า ป้ายผ้า ลำโพง โทรโข่ง เป็นของผู้ใด และรับว่าไม่มีตำรวจบาดเจ็บหรือถูกทำร้าย รับว่าประชาชนที่มาติดต่อราชการไม่ถูกทำร้ายหรือถูกข่มขู่ รับว่าหลังสอบสวนเสร็จสิ้น สิริชัยฝากข้อความผ่านทนายหรือผู้ไว้วางใจว่าการสอบปากคำเสร็จแล้ว ปลอดภัยดี จากนั้นผู้ชุมนุมก็แยกย้ายกลับ
พยานรับว่าหลังเกิดเหตุ ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นติดเชื้อโควิด-19 และไม่ได้ถามสาธารณสุขในพื้นที่ว่ามีคลัสเตอร์จากการชุมนุมหรือไม่
พยานตอบจำเลยที่ 7 (อรรถพล) ถามค้านด้วยตนเองว่า ประตูเข้าออก สภ.คลองหลวง ไม่ได้มีทางเดียวใช่หรือไม่ พยานตอบว่าทางเข้าออกมี 2 ประตู ด้านหน้ากับด้านหลัง พยานรับว่าผู้มารวมตัวอยู่แค่ประตูด้านหน้า ผู้ปิดกั้นประตูด้านหน้าคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนั่งตั้งแถวอยู่ด้านหน้า
พยานรับว่าประชาชนที่มารวมกันไม่ได้พยายามใช้กำลังเข้าไป รับว่าช่วงปี 63-64 มีการชุมนุมทั่วประเทศรวมถึงเขต สภ.คลองหลวง รับว่าการชุมนุมจะมีการนัดหมายล่วงหน้าผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก และเบิกความว่ายกตัวอย่างในคดีชุมนุมที่ลานพญานาค มธ.รังสิต ชัดเจนว่ามีการนัดหมายล่วงหน้า
พยานเบิกความว่าไม่พบว่าใครเป็นผู้จัด ไม่พบว่าจำเลยที่ 7 โพสต์เชิญชวน ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 7 มาถึงเมื่อมีประชาชนคนอื่นมาถึงก่อนแล้ว จำเลยถามว่ารถเครื่องเสียงจำเลยที่ 7 ไม่ได้นำมาใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบว่าใครนำมา
อรรถพลเปิดคลิปให้พยานดู พยานรับว่าในวิดีโอนาทีที่ 3.10 จำเลยที่ 7 ใส่หน้ากากอนามัยและกำลังจะกินน้ำ จึงดึงหน้ากากอนามัยลง และรับว่าจำเลยที่ 7 ยืนห่างประชาชนคนอื่นพอสมควร
อรรถพลให้พยานดูวิดีโอนาทีที่ 1.02.15 เทียบกับเอกสารถอดข้อความว่าตรงกันใช่หรือไม่ พยานรับว่าตรงกัน รับว่าร้อยตำรวจเอกมนตรีเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และพยานเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน จำเลยถามว่าพยานได้ตรวจสอบความถูกต้องหรือไม่ พยานตอบว่าเอกสารทำมาพร้อมคำเบิกความ และพยานไม่ได้ตรวจสอบอีกครั้ง
อรรถพลถามว่า ถ้าเปิดวิดีโอโดยไม่เห็นหน้า จำได้หรือไม่ว่าเป็นเสียงของจำเลยที่ 7 พยานตอบว่าไม่แน่ใจ จำเลยที่ 7 เปิดวิดีโอนาทีที่ 1.00.40 พยานรับว่าเป็นช่วงจำเลยที่ 7 จับไมค์พูด พยานรับว่านาทีที่ 01.01.45 ไม่มีภาพจำเลยที่ 7 ปรากฏ มีแต่เสียงใครก็ไม่ทราบ และเบิกความว่าแต่จากรายงานการถอดข้อความระบุว่าเป็นจำเลยที่ 7 กล่าว
อรรถพลถามว่าข้อความตั้งแต่ประโยคว่า “วันนี้….” เป็นของจำเลยที่ 7 หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ขอยืนยัน และไม่ขอยืนยันว่าขณะมีผู้พูดไม่ปรากฏภาพจำเลยที่ 7 ในวิดีโอหรือไม่ พยานรับว่าในใจพยานเชื่อว่าไม่ใช่จำเลยที่ 7 และรับว่าคดีนี้ไม่ได้แจ้งข้อหามาตรา 112 แก่จำเลยที่ 7
อรรถพลถามว่าที่ไม่แจ้ง เพราะไม่มีจำเลยที่ 7 พูดอยู่ในวิดีโอใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเพราะไม่มีพฤติการณ์ที่ผิดตามข้อหามาตรา 112 พยานเบิกความว่าตอนที่ตำรวจนั่งและยืนอยู่หน้าผู้ที่มารวมตัวกัน ผู้ชุมนุมนำป้ายมาวางที่พื้นหน้าเจ้าหน้าที่ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะทำอะไรกับผ้า อรรถพลถามว่าเจตจำนงแรกที่ผู้ชุมนุมเทวัตถุนั้น ต้องการจะเทลงป้ายผ้าใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบเจตจำนง
อรรถพลถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าต้องการปาลงป้ายหรือปาลงที่ตำรวจ พยานตอบว่ามีทั้งปาลงป้ายผ้าและปาใส่ตำรวจ อรรถพลให้พยานชี้ว่าจำเลยในห้องคนไหนเป็นคนที่ปาหรือเท พยานเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ปาใส่ตำรวจ จำเลยถามว่าขณะมีการโรยและปาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 7 ทำใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ จำเลยที่ 7 อยู่แต่ไม่ได้ทำ และรับว่าจำเลยที่ 7 ไม่ได้ระบุว่าเป็นตำรวจที่สร้างความอยุติธรรมให้ประชาชน
พยานเบิกความว่าข้อความที่พ่นสีสเปรย์ไม่สามารถล้างออก ต้องใช้น้ำมันเช็ด แต่ไม่ต้องเปลี่ยนกระจก และรับว่าสีสเปรย์บนผนังเช็ดออกได้ พื้นใช้ต่อได้ โดยสรุปแล้วกระจก ผนังและพื้นเช็ดออกได้หมด และใช้งานต่อได้
อรรถพลถามว่า ขณะเกิดเหตุพยานอยู่ใน สภ. คุณภาพเสียงที่ได้ยินเท่ากันไหม เสียงทั่วไป เสียงรถ เสียงเครื่องเสียง พยานอยู่ในห้องได้ยินชัดหรือไม่ พยานตอบว่าได้ยินเสียงผ่านไมค์ เสียงโห่ร้อง อรรถพลถามว่า ลำโพงมีกี่ตัว หันไปทางไหน พยานตอบว่าจำไม่ได้ ก่อนเปลี่ยนเป็นไม่ทราบ และไม่ทราบว่าผู้ที่มารวมตัวกันจะได้ยินทั่วถึงหรือชัดเจนหรือไม่
พยานเบิกความว่าขณะที่มีการปาวัตถุขึ้นไป จำเลยที่ 7 ไม่ได้อยู่ในกลุ่มปา อรรถพลถามว่าพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งอยู่เหนือป้าย สภ. ความสูงวัดจากพื้นถึงป้าย สูงกี่เมตร พยานตอบว่าประมาณ 4 เมตร อรรถพลถามว่าฐานพระบรมฉายาลักษณ์โดยยังไม่ถึงตัวกรอบ กว้างกี่เมตร พยานตอบว่าประมาณ 60 เซนติเมตร พระบรมฉายาลักษณ์มีความสูง 5 เมตรเศษ ตั้งอยู่บนระเบียงชั้น 2 และมีชั้นลอยเป็นหลังคาของบันได พยานรับว่ามีวัตถุสามารถไปติดบริเวณดังกล่าวได้ จำไม่ได้ว่าฐานนั้นจะมีลักษณะเหมือนโต๊ะหรือไม่ จำได้แค่ว่าสามารถวางได้
อรรถพลถามว่าสิ่งที่เชื่อว่าเป็นอาหารสัตว์มีขนาดเล็กเบาไม่สามารถขว้างสูงได้จนถึงพระบรมฉายาลักษณ์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าสามารถขว้างได้แล้วแต่แรงแต่ละคน เมื่อถามว่าที่พยานไม่ตรวจบริเวณชั้นลอยใต้พระบรมฉายาลักษณ์เพราะกลัวจะไม่เจอเศษอาหารใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ใช่
พยานรับว่าหากมีการขว้างปาวัตถุ ต้องมีการตกค้างบริเวณนั้น พยานไม่ได้ไปดูว่ามีอาหารสัตว์ค้างตกบริเวณนั้นหรือไม่ พยานเบิกความยืนยันไม่ได้ว่าอาหารนั้นมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ จำเลยให้พยานดูขนมชิ้นเล็กสีน้ำตาล และถามว่าลักษณะแบบนี้หรือไม่ พยานดูแล้วตอบว่าไม่ใช่วัตถุดังกล่าว
พยานยืนยันว่าในคลิปถุงที่ถืออยู่เป็นถุงอาหารสัตว์ โดยในคลิปไม่มีตอนเอาวัตถุออกจากถุงและปา เนื่องจากเหตุการณ์ต่อเนื่องกันหลังการเทอาหารสุนัข พยานยืนยันว่าสิ่งที่ออกมาจากมือคนที่ปาคืออาหารสุนัข และเบิกความว่ามีการให้สัญญาณ 1 2 3
อรรถพลถามว่าทุกคนทำตามสัญญาณหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ใช่ทุกคน ข้อเท็จจริงมีบางคน เช่น จำเลยที่ 3-4 ไม่ได้ปราศรัย แต่ปาอาหารสัตว์ อรรถพลถามว่า สิ่งที่พ้นจากมือเป็นอาหารสัตว์หมดหรือไม่ พยานตอบว่าพิสูจน์ไม่ได้ว่าชิ้นไหนออกจากมือใคร
อรรถพลถามว่า คนที่มารวมตัวกันมาโดยไม่ได้นัดหมาย แต่ดูจากไลฟ์แล้วมาใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบ พยานรับว่าจำเลยที่ 7 ไม่ได้พูดยุยงให้ยึดสถานที่ราชการ ไม่ได้ใช้คำหยาบคายต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่ทราบว่าคลิปวิดีโอจะบันทึกด้วยอุปกรณ์ใด ไม่ทราบว่าอุปกรณ์บันทึกเสียงอยู่ไกลหรือใกล้จากลำโพง
พยานรับกับอัยการโจทก์ขณะถามติงว่า ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ไม่ปรากฏในเอกสารรายงานประจำวัน แต่มีการมอบอำนาจและร้องทุกข์ในภายหลังตามคำให้การ ฝ่ายจำเลยท้วงว่ามีเอกสารในสำนวนหรือไม่ พยานตอบว่าไม่มีเอกสารบันทึกประจำวันดังกล่าวในสำนวน
พยานรับว่าได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสิทธิในการเรียกนักวิชาการมาให้การ แต่จำเลยไม่ได้นำพยานมา พยานเบิกความว่าคดีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้พยานนักวิชาการ เนื่องจากพฤติการณ์ค่อนข้างชัดเจน พยานยืนยันเอกสารตรวจสอบสถานที่หลังเกิดเหตุ
อัยการเปิดวิดีโอ และถามว่าพรหมศรพูดให้สัญญาณใช่หรือไม่ (ทนายจำเลยถามว่าถ้าอัยการถามเยอะไปหรือไม่ อัยการโจทก์ตอบว่าเป็นการถามตามวิดีโอ) อัยการถามว่าสำหรับเรื่องเสียงพยานได้ยินชัดหรือไม่ พยานตอบว่ารถสัญจรไม่มากได้ยินเสียงดังจากผู้ชุมนุม
ทนายจำเลยที่ 6 และที่ 9 ขอถามค้านเพิ่ม ศาลอนุญาต พยานรับว่ามีการแจ้งความร้องทุกข์เรื่องเสียทรัพย์แต่ไม่มีหลักฐานในคดีนี้
.
.
บันทึกการสืบพยานจำเลย
ณัฐชนน ไปติดตามที่ สภ.คลองหลวง เนื่องจากเห็นว่าสิริชัยไม่ได้รับความยุติธรรม ร่วมปาวัตถุไปที่ป้าย สภ. เพราะไม่พอใจตำรวจ
ณัฐชนน ไพโรจน์ จำเลยที่ 4 เบิกความโดยสรุปว่า พยานอายุ 27 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างในองค์กรพัฒนาเอกชน ขณะเกิดเหตุเรียนปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 พยานมาที่หน้า สภ.คลองหลวง เพื่อติดตามความปลอดภัยและให้กำลังใจสิริชัยที่ถูกตำรวจจับกุม โดยสวมหน้ากากอนามัยและทราบว่าพื้นที่ สภ. โล่งแจ้งอากาศถ่ายเท ทราบว่าภายใน สภ. มีมาตรการป้องกันโรค
ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน พยานให้การปฏิเสธ พยานไม่ได้เข้าร่วมการตรวจวัตถุ ไม่ได้ปาวัตถุไปที่ป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ พยานปาใส่ป้าย สภ. ไม่ทราบว่าวัตถุที่ปาเป็นอาหารสุนัข แมว ปลา หรือวัตถุอื่นที่ไม่ใช่อาหารสัตว์ เพราะไม่เห็นลักษณะถุงที่ใส่มา เข้าใจว่ามีวัตถุหลายอย่างที่คล้ายวัตถุนี้
เหตุที่พยานปาไปที่ป้าย สภ. เพราะสิริชัยถูกจับในยามวิกาลและคดีนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พยานทำเพราะเพื่อนไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่ได้รับหมายเรียกเหมือนคดีก่อนหน้า มีการจับกุมยามวิกาล ตำรวจไม่มีการบอกว่าถูกควบคุมตัวไปที่ใด บางคนบอกว่าถูกจับกุมไปที่ บก.ตชด. ภาค 1 บริเวณคลอง 5 บางคนบอกว่าอยู่ที่ สภ.คลองหลวง
ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ พยานไม่ได้เป็นผู้พ่นสีสเปรย์ ในข้อหาชุมนุมมั่วสุมฯ พยานไม่ได้มีเจตนามาชุมนุม ส่วนกิจกรรมก็ไม่ได้มีความวุ่นวาย ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีอาวุธ
อัยการโจทก์ถามค้าน ว่าขณะนั้นพยานโตแล้วมีความรู้เยอะแล้วใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ถ้าโตแล้วคงไม่เรียนแล้ว อัยการถามว่า ที่ปาวัตถุปาเพราะอะไร พยานตอบว่า ไม่พอใจกระบวนการยุติธรรม
อัยการเปิดคลิปวิดีโอช่วงที่พรหมศรพูดว่าจะถวายพระกระยาหาร พยานขอให้อัยการเจาะจงคำถาม อัยการโจทก์ถามว่า ผู้ชุมนุมและพยานไม่ได้พูดด่าตำรวจใช่หรือไม่ พยานตอบว่า พยานไม่ได้พูด คนที่พูดใส่ไมค์คือจำเลยที่ 8 อัยการถามว่า หลังจำเลยที่ 8 กล่าว ทุกคนก็ปาอาหารไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ตัวพยานปาไปที่ป้าย สภ. มองไปที่ป้าย ขณะที่กลุ่มดังกล่าวยังปาอาหารอยู่ พยานได้เดินออกมาแล้ว
พยานรับว่าตอนเดินออกมา พยานคือบุคคลใส่เสื้อสีน้ำเงินและไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย พยานรับว่าอยู่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และรับว่าเวลาชักชวนกิจกรรม จะลงโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กหรือแพลตฟอร์มอื่น
อัยการโจทก์ถามว่า ก่อนชุมนุมจะมีการวางแผนใช่หรือไม่ พยานบอกว่า ครั้งอื่นมีการเตรียมตัว แต่ครั้งนี้ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการชักชวน ไม่มีการนัดหมายว่าจะทำอะไร อัยการถามว่า ตามประสบการณ์ต้องมีการเตรียมหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่เตรียมก็ได้
พยานเบิกความว่า พยานมาถึงประมาณ 4-5 ทุ่ม ไม่แน่ใจ รับว่าผู้ชุมนุมที่มาถึงแล้วบางส่วน พยานรู้จักกันมาก่อนแล้ว
อัยการถามว่า ผู้ชุมนุมได้ปาอาหารสุนัขใส่เจ้าหน้าที่หรือไม่ พยานตอบว่า พยานไม่ได้อยู่ในจุดที่มีการกระทำนั้น อัยการถามว่า ในวิดีโอที่ถือวิทยุเคลื่อนที่เพื่อสั่งการใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ใช่
อัยการถามว่า ที่พยานเบิกความว่าสิ่งที่ปาไม่ทราบว่าเป็นอะไร ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนไม่ได้โต้แย้งว่าไม่ใช่อาหารสุนัข และไม่ได้โต้แย้งว่าไม่ได้ปาใส่พระบรมฉายาลักษณ์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า พยานให้การปฏิเสธ และเบิกความเพิ่มว่าการให้การปฏิเสธ แปลว่าจะมาให้การในชั้นศาล
อัยการถามว่า ขณะมีคนขีดพ่นสีสเปรย์ลงพื้นลงกระจก พยานไม่ได้ห้ามและร่วมปาวัตถุด้วยใช่หรือไม่ พยานตอบว่า พยานเห็นแค่การโปรยอาหารใส่ผ้า การพ่นสีสเปรย์พยานไม่เห็น พยานรับว่าไม่ห้ามเพราะคิดว่าเป็นสิทธิที่จะทำได้ และเข้าใจว่าทุกคนมาเพราะเป็นห่วงสิริชัย
อัยการให้ดูภาพการชุมนุม ปรากฏภาพป้ายสีขาว ถามว่า ผ้าดังกล่าวต้องเตรียมมาก่อนใช่หรือไม่ พยานตอบว่า อาจจะเตรียมหรือไม่เตรียมก็ได้ ทำขึ้นในขณะนั้นก็ได้ แต่พยานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับป้ายผ้า
ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ถามติงว่า ที่พยานเบิกความว่า มีการกล่าวถึงรัชกาลที่ 10 แต่ไม่ได้กล่าวถึงตำรวจหมายความว่าอย่างไร พยานตอบว่า จริงๆ แล้วตลอดการชุมนุมมีการพูดถึงข้อเท็จจริงเช่นการจับกุมโดยไม่ชอบ จับกุมในเวลากลางคืน ทนายจำเลยให้ดูว่า เป็นไปตามเอกสารการถอดเทป ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ และคดีก่อนหน้า ก็มีการออกหมายเรียกมาก่อน
พยานรับว่ามีหน้ากากอนามัย แต่อยู่ใต้คาง โดยเอาไว้ใต้คางเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ตลอดเวลาพยานสวมหน้ากากอนามัย
ทนายจำเลยถามว่า ช่วงที่จำเลยที่ 8 พูดว่าจะถวายพระกระยาหาร ทำไมพยานจึงปาจังหวะนั้น พยานตอบว่า ขณะนั้นพยานเพิ่งเดินเข้ามา ไม่ได้ฟังว่าพูดอะไร และได้พูดคุยกับจำเลยที่ 1 ว่าเราจะทำกิจกรรมปาวัตถุใส่ป้าย สภ. เนื่องจากไม่พอใจ โดยจำเลยที่ 1 ให้เดินมายืนบริเวณป้าย เมื่อไปถึงได้ยินจำเลยที่ 8 พูด 1 2 3 เข้าใจว่าเป็นสัญญาณให้ปาใส่ป้าย
ทนายจำเลยถามว่า ตอนนี้รู้หรือยังว่าสิ่งที่ปาคืออะไร พยานตอบว่า ไม่ทราบ ทนายจำเลยถามว่า ทำอย่างไรถึงจะรู้ พยานตอบว่า เป็นหน้าที่ตำรวจที่จะตรวจสอบ ตอนนั้นพยานไม่ได้ใส่ใจว่าจะเป็นอะไร จากนั้นผู้ชุมนุมได้พูดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับตำรวจ พยานจึงเดินออก
“แอมป์” ณวรรษ เดินทางไปเพื่อให้กำลังใจสิริชัย แสดงออกเพราะไม่พอใจกับกระบวนการยุติธรรม
ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จำเลยที่ 5 เบิกความโดยสรุปว่า พยานจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร กำลังจะจบปีสุดท้ายในสาขานิเทศศาสตร์ ในวันดังกล่าวพยานไปเพราะทราบว่ามีเหตุการณ์จับกุมสิริชัยผ่านการถ่ายทอดสดเลยเป็นห่วง พยานไปคนเดียว ไปถึงเกือบเที่ยงคืน เมื่อไปถึงไม่มีตำรวจชี้แจง พยานได้ถามสถานการณ์จากคนแถวนั้นเอา
พยานเบิกความเกี่ยวกับเครื่องขยายเสียง ป้ายผ้า ว่าพยานไม่เกี่ยวข้อง เมื่อไปถึงก็เห็นว่ามีเครื่องขยายเสียงและป้ายผ้าแล้ว ส่วนการโปรยวัตถุลงผ้าเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อตำรวจชุดจับกุมในการปฏิบัติหน้าที่ และเข้าใจว่าเป็นการพูดถึงกระบวนการ ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใคร
ในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน พยานให้การปฏิเสธเพราะไม่ได้ดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ หากวันนั้นตำรวจชี้แจงให้เข้าใจ บอกถึงสถานที่ควบคุมตัว ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ เพราะเหตุการณ์เหมือนเพียงมาให้กำลังใจ ในส่วนข้อหา ม.112 พยานให้การปฏิเสธ เพราะการโปรยวัตถุหรือการปาเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่พอใจกับกระบวนการยุติธรรม
ข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาด การฉีดสเปรย์ พยานเข้าใจว่าสามารถเช็ดล้างได้ ศาลถามว่าพยานได้ร่วมพ่นสีสเปรย์หรือไม่ พยานตอบว่าได้พ่นใส่กำแพง สภ. เกี่ยวกับข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พยานสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาและเตรียมแอลกอฮอล์ล้างมือมาด้วย หลังกลับมา พยานไม่ได้ติดโควิด และ
พยานไม่ได้เป็นผู้สั่งการ แต่ไปเพื่อให้กำลังใจเพื่อน และไม่เห็นว่าผู้ใดจะเป็นผู้สั่งการ
พยานตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า ตนไม่ได้อยู่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และไม่ได้สังกัดกลุ่มใด อัยการถามว่า พยานต้องการให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เห็นว่ามาตราดังกล่าวมีปัญหา
อัยการถามว่า พยานไปร่วมชุมนุมบ่อยครั้งใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไปบ้างและรับว่าจะมีการนัดหมายผ่านโซเชียลมีเดีย อัยการเปิดคลิปให้ดูและชี้ว่าในการชุมนุมจะมีโทรศัพท์สีแดงใช้ติดต่อกันใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่แน่ใจ ที่พยานเคยไปมา ก็ไม่เคยเห็น
พยานรับว่าบุคคลที่สวมเสื้อลายคือพยาน อัยการถามว่า ถุงสีเหลืองคือถุงห่อของวัตถุที่ใช้ปาใส่เจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ใช่ พยานช่วยตัดถุงเพราะมีกรรไกร อัยการให้พยานดูเทียบภาพถุงสีเหลืองกับภาพถุงอาหารสัตว์ พยานดูแล้วตอบว่า ภาพไม่ค่อยชัด
พยานรับว่า อยู่ในเหตุการณ์ประมาณ 1 ชั่วโมงและได้ถือไมค์พูดด้วย อัยการถามว่า ตอนปาอาหารสัตว์มีการพูดด่าตำรวจหรือไม่ พยานตอบว่า ก่อนปามีการพูด แต่ตอนที่ปาไม่ได้พูด พยานรับว่าเป็นผู้นำถือป้ายอยู่แนวหน้าตามภาพการชุมนุม
พยานเบิกความว่าเข้าใจว่าสิ่งที่ทำ ทำได้ตามกฎหมาย อัยการถามว่า ที่พยานฉีดสเปรย์ใส่ สภ. ถ้าไม่ลบเป็นอย่างไร พยานตอบว่า สามารถลบได้
ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ถามติงว่า ขณะขว้างปาวัตถุและมีจำเลยที่ 8 กำลังพูด พยานได้ยินหรือเข้าใจว่าเป็นอย่างไร พยานเบิกความว่า พยานไม่ได้ฟังว่าจำเลยที่ 8 พูดอะไร เพราะเหตุการณ์มีคนเดินไปมา ทำกิจกรรมกันจอแจ
พยานเบิกความว่า วัตถุประสงค์ของพยานเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อกระบวนการยุติธรรม และกระทำต่อป้าย สภ. ไม่ทราบถึงเจตนาจำเลยที่ 8 ส่วนรูปถุงสีเหลืองที่อัยการเอาภาพมาให้ดู พยานไม่ทราบว่ามันคืออะไร และไม่สามารถยืนยันได้ว่าภาพ 2 ภาพที่อัยการเอามาให้ดู จะเป็นถุงเดียวกันเนื่องจากภาพไม่ชัด
ทนายจำเลยถามว่า ในวิดีโอที่พยานช่วยตัดถุง หลังตัดเสร็จพยานได้ดูหรือไม่ว่าคือถุงอะไร พยานเบิกความว่า ไม่ได้ดู พยานช่วยตัดถุงเพราะเห็นว่าเปิดไม่ได้แ ละพยานพกพวกอุปกรณ์การเรียน มีกรรไกรจึงช่วยตัดให้ พยานไม่ทราบว่าสิ่งที่ปาไปที่ป้าย สภ. จะใช่สิ่งเดียวกับในรูปที่อัยการให้ดูหรือไม่
ทนายจำเลยถามว่า ที่พยานกล่าวถึงตามคำถอดเทปหมายความว่าอย่างไร พยานตอบว่า เข้าใจว่านามสกุลที่กล่าวคือนามสกุลใหญ่โต เสียดายที่เราไม่ได้มีนามสกุลใหญ่โต ส่วนที่พยานกล่าวทำนองว่าถอดมงกุฎออกมาก็คน หมายถึงอะไร พยานตอบว่า หมายถึงยศของตำรวจว่าถอดออกมาก็เป็นคนเหมือนกัน
ทนายจำเลยถามถึงข้อความที่พยานพูดอีกสองส่วน พยานอธิบายว่าหมายถึงปัญหาการใช้มาตรา 112 และคำอธิบายว่า ทำไมต้องให้เราออกมาแสดงออก
“ครูใหญ่” อรรถพล ยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พยานพูดว่า “ไว้อาลัยให้กับความอยุติธรรม” ไม่ได้กล่าวถึงใคร
อรรถพล บัวพัฒน์ จำเลยที่ 7 เบิกความโดยสรุปว่า พยานอายุ 37 ปี ช่วงเกิดเหตุประกอบอาชีพเป็นติวเตอร์วิทยากรสอนวิชาภาษาไทยและวิชาสังคม จบการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วันเกิดเหตุพยานเห็นมีการถ่ายทอดสดว่ามีการจับกุมสิริชัย โดยไม่ทราบว่าจะนำตัวไปที่ใด ในยามวิกาล จำไม่ได้ว่าดูจากเฟซบุ๊กของใคร และจำได้ว่าถ่ายทอดสดมาจาก สภ.คลองหลวง จึงได้ติดตามไป จำไม่ได้ว่าไปถึงเวลาเท่าไร รู้แค่ว่าเป็นเวลากลางคืน มีคนอยู่แล้วจำนวนหนึ่งและทยอยมา พยานไม่ได้นัดกับใคร เมื่อไปถึงก็ยืนอยู่ตรงลานเสาธง
พยานทักทายคนรู้จักและถามว่าสิริชัยอยู่ไหน กลุ่มบุคคลที่พยานถามก็ไม่ทราบ และทราบว่ามีการมาติดตามที่ สภ.คลองหลวง ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่พบ ก่อนมีคนแจ้งว่าอยู่ที่ ตชด. ภาค 1 เมื่อตามไป ก็ไม่พบ กลุ่มที่ติดตามจึงกลับมาที่ สภ.คลองหลวง อีกรอบ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดชี้แจง ตอบแค่ว่าไม่ทราบ เมื่อพยานไปถามอีกครั้งก็ตอบว่าไม่ทราบ
ทนายจำเลยถามว่า รถและเครื่องเสียงมาจากไหน พยานตอบว่า พยานเห็นตอนมาแล้วไม่รู้ว่าใครนำมา เห็นรถ แต่ยังไม่เห็นการปูผ้า โดยกลุ่มที่รวมตัวกันพยายามตะโกนถามตำรวจว่าสิริชัยอยู่ที่ไหน ปล่อยเพื่อนเรา เสียงเซ็งแซ่ ฟังไม่ได้ศัพท์ มีการปราศรัยทำนองว่าจับกุมไม่ชอบ ให้เปิดเผยที่อยู่ พยานเดินสอบถามไปเรื่อย ๆ พร้อมกับเดินไปซื้อลูกชิ้น ซื้อน้ำ
พยานสวมหน้ากากอนามัย ใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีส้ม กางเกงสีครีมขาสั้น ทนายจำเลยถามว่า พยานได้พูดหรือไม่ พยานตอบว่า ได้พูดไม่กี่ประโยคและถือไมค์แค่ 1 ครั้ง ทำนองว่าไว้อาลัยให้กับความอยุติธรรม พูดทำนองการพูดในงานศพ ไม่ได้ระบุว่าถึงใคร พูดแค่ว่าอยุติธรรม
ขณะพยานกำลังถือไมค์ ผู้ร่วมกิจกรรมมีการปูผ้าไว้แล้ว ก่อนมีคนไปช่วยจับผ้าขาว ใช้บังสุกุลให้ความอยุติธรรม ปักธูป จากนั้นพยานก็วางไมค์และเดินไปด้านหลังการชุมนุมเพื่อกินลูกชิ้น
จากนั้นมีบุคคลอื่น ๆ มาพูดผ่านไมค์ คนแถวนั้นก็มีการตะโกนเซ็งแซ่ ฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะลำโพงหันไปทาง สภ. พยานอยู่ด้านหลัง รู้แค่ว่าเสียงดังและมีรถสิบล้อวิ่งเสียงดังด้วย พยานไม่ทราบว่าตอนเทวัตถุเป็นวัตถุอะไรเนื่องจากตอนนั้นอยู่ข้างหลัง แต่ทราบว่าเป็นการแสดงออกประชดประชันการจับกุม
ข้อกล่าวหาว่าพยานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน พยานให้การปฏิเสธเพราะไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ แต่ต่อว่าความอยุติธรรม พยานไม่ได้ใช้คำหยาบหรือมีกิริยาดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ ส่วนข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พยานไปถึงที่เกิดเหตุ ไม่รู้ว่ามีคนจำนวนเท่าไร แต่พื้นที่เป็นที่โล่งกว้าง หลีกเลี่ยงการเบียดเสียดได้ มีการสวมหน้ากากอนามัย มีการใช้แอลกอฮอล์ล้างมือ ยืนอยู่ใกล้กับคนอื่นน้อย
ในข้อหาชุมนุมมั่วสุมฯ โดยเป็นผู้สั่งการ พยานก็ให้การปฏิเสธเนื่องจากพยานไปตามสถานการณ์ ไม่มีกระบวนการจัดเตรียมวางแผน ตอนพยานจับไมค์ก็ไม่ได้สั่งการให้ทำอะไร สาเหตุที่พยานไปเพื่อต้องการติดตามการจับกุม เมื่อทราบว่าสิริชัยปลอดภัยก็กลับ
อัยการโจทก์ถามค้านว่า กลุ่มขอนแก่นพอกันทีกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมรู้จักกันหรือไม่ พยานตอบว่า สมาชิกบางท่านอาจรู้จักกัน อัยการถามว่า ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดหรือไม่ พยานตอบว่า มีทำกิจกรรมด้วยกัน แต่ไม่ตลอด พยานยืนยันว่าพริษฐ์และปนัสยาอยู่ในกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แต่ไม่ยืนยันว่าณวรรษและณัฐชนนอยู่ในกลุ่มด้วยหรือไม่
อัยการถามว่า ก่อนหน้านี้มีการร่วมชุมนุมด้วยกันหรือไม่ พยานตอบว่า มีแต่จำไม่ได้ แต่การชุมนุมที่ลานพญานาค พยานไม่ได้ร่วมด้วย พยานทราบว่าจะมีการชุมนุมผ่านโซเชียลมีเดีย ลักษณะแจ้งให้ทราบว่าสถานที่ใด พยานรับว่าแล้วแต่ว่าจะมีประชาชนหรือมีคนในกลุ่มจะไปหรือไม่
อัยการให้ดูข้อความถอดเทปตามเอกสาร พยานรับว่า พยานพูดตามข้อความถอดเทปหน้า 8 ส่วนหน้า 9 พยานไม่ได้พูด อัยการถามว่า มีคนอื่นทำตามที่พูดหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ได้มีการสั่งการ ส่วนบุคคลที่ทำจะทำตามคำสั่งหรือไม่ตอบไม่ได้ เพราะตามที่พูดไม่ใช่คำสั่งหรือบอกให้ทำอะไร
อัยการถามว่า พยานอยู่ด้านหน้าหรือไม่ พยานตอบว่า มีบ้าง มีทั้งอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง อัยการถามว่า การฉีดสีสเปรย์ด่าทอเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย พยานไม่ได้ห้ามใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ตอนที่มีการฉีดสีสเปรย์พยานไม่เห็น อัยการถามว่า ตอนปาอาหารสุนัข พยานได้เห็นหรือไม่ พยานตอบว่า พยานวิ่งมาดูไม่ทัน ไม่รู้ว่าทำอะไรกัน ไม่รู้ว่าปาอะไร ห้ามไม่ได้เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้อยู่ในระยะที่จะห้ามได้
อัยการถามว่า ผู้ชุมนุมมีประมาณ 100 คนได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ยืนยันเนื่องจากคนเข้าออกตลอดเวลา พยานรับว่ามีการใส่หน้ากากอนามัยบ้างไม่ใส่บ้าง พยานรับว่าทราบว่ามีประกาศเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ไม่ทราบประกาศของจังหวัดปทุมธานี พยานเห็นว่าประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกมาเกินกว่าเหตุ ถูกใช้ควบคุมทางการเมืองมากกว่า
อัยการถามว่า การชุมนุมมีความวุ่นวายใช่หรือไม่ พยานตอบว่า กิจกรรมไม่มีอาวุธ ไม่มีขบวน ไม่มีความวุ่นวาย จนต้องสลายการชุมนุมแต่อย่างใด
อัยการถามว่า ทราบว่าสิริชัยถูกควบคุมตัวใช่หรือไม่ พยานตอบว่า มาทราบตอนมีทนายมาและมีจดหมายน้อยออกมา อัยการถามว่า การชุมนุมมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการจับกุม แต่ไม่มีตัวแทนคุยกับตำรวจใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ได้มีการนัดกันมา แต่ทราบแค่ว่ามีคนถามก่อนหน้าแล้ว แต่ตัวเองก็ได้ไปถามตำรวจด้วย
พยานตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ถามติงว่า ที่พยานห้ามไม่ได้เพราะอะไร พยานตอบว่า ใช้เสียงห้ามก็ไม่ได้เนื่องจากมีเสียงดัง ไม่รู้ว่าใครจะทำอะไร
“บอล” ชนินทร์ ยืนยันว่าตนแสดงออกแสดงออกประท้วงต่อกระบวนการของรัฐ ไม่ได้ทำต่อเจ้าพนักงานตำรวจคนใดคนหนึ่ง
ชนินทร์ วงษ์ศรี จำเลยที่ 9 เบิกความโดยสรุปว่า เกี่ยวคดีนี้ การโปรยอาหารสัตว์พยานรับว่าเป็นหนึ่งในคนที่โปรยเพราะต้องการแสดงออกประท้วงต่อกระบวนการของรัฐ ไม่ได้ทำต่อเจ้าพนักงานตำรวจคนใดคนหนึ่ง
ทนายจำเลยถามว่า มุ่งหมายถึงตำรวจในชุดไหน พยานตอบว่า ชุดจับกุมแต่จริง ๆ แล้วสื่อถึงกระบวนการยุติธรรมของภาครัฐ ไม่เกี่ยวกับการปาวัตถุไปที่รูปพระบรมฉายาลักษณ์
ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พยานทราบว่าสถานที่ชุมนุมโล่งกว้าง และพยานสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง ในข้อหาชุมนุมมั่วสุมฯ พยานไปแค่ติดตาม ไม่ได้ไปชุมนุมมั่วสุมหรือสั่งการ ทนายจำเลยถามว่า หากวันดังกล่าวมีตำรวจมาชี้แจงการทำงานจะเป็นอย่างไร พยานตอบว่า เหตุการณ์จะไม่เป็นไปเหมือนวันเกิดเหตุ
อัยการโจทก์ถามค้านว่า วันดังกล่าวแต่งตัวด้วยเสื้อสีขาวกางเกงขาสั้นอยู่บริเวณหน้า สภ. ประมาณครึ่งชั่วโมง อัยการถามว่า ได้โปรยอาหารสุนัขใช่หรือไม่ พยานตอบว่า สิ่งที่โปรยไม่ใช่อาหารสุนัขเป็นวัตถุชนิดหนึ่ง อัยการถามต่อว่า ได้เป็นคนปาสิ่งนั้นไปที่ตำรวจใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ยืนยัน (ศาลบันทึกว่าไม่ทราบ)
พยานรับว่าเป็นสมาชิกในกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ไม่ทราบว่าจะมีการนัดหมายผ่านโซเชียลมีเดียหรือไม่ พยานเห็นข่าวจึงไปในวันเกิดเหตุ
อัยการถามว่า สนิทกับจำเลยบางคนใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ขอตอบ อัยการถามว่า จำเลยที่สนิทเป็นแกนนำใช่หรือไม่ พยานไม่ขอตอบ อัยการถามว่า ในการชุมนุมคดีนี้และครั้งอื่นมีการนัดหมายล่วงหน้าใช่หรือไม่ พยานไม่ขอตอบ ทั้งนี้พยานรับว่าในคดีอื่นพยานถูกฟ้องประมาณ 3-4 คดี ในฐานะตัวการร่วม
ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ถามติงว่า ที่พยานเบิกความว่าถูกฟ้องในคดีอื่นผลคดีเป็นอย่างไร พยานตอบว่า หลายคดียกฟ้อง บางคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาในชั้นตำรวจและอัยการ พยานไม่ทราบว่าวัตถุที่โปรยคืออะไร ที่ไม่ทราบเพราะจำลักษณะไม่ได้ และจำไม่ได้ว่าวัตถุถูกนำมาจากไหน
แพทย์ให้ความเห็นว่าการชุมนุมในวันดังกล่าวอยู่ในที่โล่งแจ้ง ไม่ได้ทำให้โรคโควิด-19 ระบาดเพิ่มขึ้น
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เบิกความให้ความเห็นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในการชุมนุม โดยสรุปว่า เกี่ยวกับคดีนี้พยานไม่เกี่ยวข้องไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ โดยทนายจำเลยขอมาให้ความเห็นเรื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากการดูภาพการชุมนุม แต่ไม่เคยดูคลิปวิดีโอ
พยานเคยเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบทสามารถเข้าถึงข้อมูลการแพร่ระบาดได้ ในช่วงปี 2564 การแพร่ระบาดใหญ่จะเป็นพื้นที่จังหวัดสงขลา สมุทรสาคร ช่วงการชุมนุม จังหวัดที่เกิดเหตุมีผู้ติดเชื้อแค่ 2 คน ต่ำมาก จากภาพการรวมตัวในสถานที่ซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง มีการเว้นระยะห่างพอสมควร โอกาสแพร่ระบาดต่ำ หลังการรวมตัวไม่มีคลัสเตอร์ โดยทฤษฎีการแพร่ระบาดของโรคโควิดจะน่ากลัวถ้ารวมตัวในห้องปิด การรวมตัวในเหตุดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการแพร่โรค
ประกาศของผู้ว่าฯ ให้โรงเรียนเรียนออนไลน์ ศูนย์การค้ายังคงเปิดทำการ แสดงว่าความกังวลการแพร่ระบาดของโรคโควิดมีน้อย นอกจากนี้ ในช่วงปี 2563-2565 ชมรมแพทย์ชนบทได้เสนอความเห็นให้กระทรวงสาธารณสุขหาจุดสมดุลในการควบคุมโรค และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
ทนายจำเลยให้พยานดูบทความเกี่ยวกับการใส่หน้ากากอนามัย พยานดูและยืนยันว่าการใส่หน้ากากอนามัยสามารถป้องกันการแพร่เชื้อโรคได้ 90% และยืนยันว่าได้ทำความเห็นตามเอกสาร
อัยการโจทก์ขณะถามค้านว่า ข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และประกาศของจังหวัดปทุมธานีออกมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ในทางทฤษฎีใช่ แต่เป็นการออกเกินกว่าเหตุเพราะการแพร่ระบาดมีเล็กน้อย อัยการถามว่า หลังจากนั้นมีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เป็นช่วง ก.ค.-ส.ค. ปี 2564 มีการเสียชีวิต 1,000-2,000 คน เห็นว่าการประกาศช่วง ม.ค.-ก.พ. ออกมาเพราะเรื่องการเมือง
อัยการถามว่า หากไม่มีการประกาศจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ทำให้เพิ่มขึ้นมาก และเบิกความเพิ่มว่าข้อสำคัญคือพฤติกรรม ถ้าทำในที่โล่งแจ้ง สวมหน้ากากอนามัย การแพร่ระบาดก็น้อย พยานทราบว่ามีการแบ่งพื้นที่การแพร่ระบาดในปี 2564 โดยจังหวัดสมุทรสาครเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด
อัยการถามว่า สูงสุดหมายถึงการแพร่ระบาดรุนแรงใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ เป็นกลุ่มเฉพาะโรงงานและตลาด
อัยการให้ดูเอกสารประกาศจังหวัดปทุมธานีเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดซึ่งอยู่อันดับต้น พยานตอบว่า ไม่ได้เรียงตามความรุนแรง แต่เรียงตามอักษร รายละเอียดประกาศไม่เข้มงวดเกินกว่าเหตุ อัยการถามว่า คำสั่งของจังหวัดปทุมธานีห้ามชุมนุม 100 คน เข้มงวดมากหรือไม่ พยานตอบว่า ต้องดูตามลักษณะเช่นข้อ 5.1 กิจกรรมคอนเสิร์ต 100 คน จะถือว่ามากก็ได้ แต่ต้องดูลักษณะว่าโล่งแจ้งหรือไม่เว้นระยะห่างหรือไม่
อัยการถามว่า การชุมนุมนี้เป็นการรวมกลุ่มใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เป็นการรวมกลุ่มตามเสรีภาพการชุมนุมและมีการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด รวมตัวกันในที่โล่งแจ้ง
พยานรับว่าระยะห่างควรเว้น 1 เมตร อัยการให้ดูภาพการชุมนุมและถามว่า จากภาพผู้ชุมนุมเว้นระยะห่างหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ และเบิกความเพิ่มเติมว่า ในทางปฏิบัติ เช่น กรณีตรวจผู้ป่วยก็ใส่หน้ากากอนามัยตรวจใกล้ชิดกันได้ประมาณ 20 นาที จากนั้นก็เว้นระยะห่าง
อัยการถามว่า บางคนที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยมีโอกาสติดโควิด-19 มากขึ้นใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ ถ้ามีเชื้อ อัยการถามว่า หน้ากากอนามัยต้องดูที่คุณภาพหากคุณภาพไม่ดี ก็ไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า หน้ากากอนามัยทั่วไปสามารถป้องกันได้ 90% ของโรงพยาบาลอาจจะถึง 99%
อัยการถามว่า หน้ากากอนามัยของแต่ละคนจะมียี่ห้อมีมาตรฐานหรือไม่ พยานตอบว่า ก็หน้ากากอนามัยทั่วไป อัยการถามว่า ในช่วงเกิดเหตุมีการประกาศให้ทำงานอยู่ที่บ้านหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่มี ประกาศดังกล่าวมีในช่วงเดือนสิงหาคม 2564
ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ถามติงว่า คดีนี้พยานให้ความเห็นโดยพิจารณาจากเกณฑ์อะไร พยานตอบว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการรวมในห้องประชุมมีแอร์ แต่ถ้าในที่โล่งแจ้ง มีลมแดด อากาศถ่ายเท และไม่มีคลัสเตอร์จากการชุมนุม
.
.
อ่านฐานข้อมูลคดีนี้: คดี 112 นักกิจกรรม 8 ราย ถูกกล่าวหาปาอาหารหมาใส่พระบรมฉายาลักษณ์หน้า สภ.คลองหลวง

