บันทึกสืบพยานคดี ม.112 “ครูใหญ่” เหตุปราศรัยแยกราชประสงค์ กล่าวคำว่า “ราชประหาร-เผ่ามังกรฟ้า” พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์

30 ก.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาคดีของ อรรถพล บัวพัฒน์ หรือ “ครูใหญ่” ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีการปราศรัยในการชุมนุมทางการเมืองบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563

คดีนี้มี “ปารีณา ไกรคุปต์” อดีต สส. จังหวัดราชบุรี จากพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้กล่าวหาอรรถพลไว้ที่ สภ.โพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยได้มีการเข้าแจ้งความตั้งแต่เมื่อช่วงเดือน พฤศจิกายน 2563 ต่อมาได้มีการโอนคดีนี้มาให้เป็นความรับผิดชอบของ สน.ลุมพินี 

หลังผ่านไปกว่า 2 ปี เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2566 พนักงานสอบสวนได้เรียกอรรถพลให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในคดีนี้ โดยเขาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2566  จากนั้นตำรวจได้ส่งสำนวนคดีให้กับพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2567 และอัยการใช้เวลาราว 10 เดือน ได้มีคำสั่งฟ้องคดี

.

ความเป็นมาคดี: ปารีณาแจ้งความ กล่าวหาเฉพาะคำว่า “ราชประหาร”- อัยการบรรยายฟ้องกล่าวหาเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทั้งในเอกสารคดีต่างระบุวันปราศรัยคลาดเคลื่อน

คดีนี้เป็นเหตุจากการปราศรัยของอรรถพล ในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ซึ่งสืบเนื่องมาจากเหตุในวันก่อนหน้านี้ 17 พ.ย. 2563 ที่มีการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา และเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้พยายามสลายการชุมนุมโดยใช้การฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาและผสมสารเคมี พร้อมกับมีภิกษุสามเณรได้ถูกสลายการชุมนุมด้วย

ในวันต่อมา 18 พ.ย. 2563 ได้มีการนัดหมายชุมนุมแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลและตำรวจที่ใช้ความรุนแรง อรรถพลได้เข้าร่วมการปราศรัยที่แยกราชประสงค์ โดยปราศรัยเรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน พร้อมกล่าวถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งให้อำนาจกษัตริย์ในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งพระสังฆราชและตั้งหรือถอดสมณศักดิ์ รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ต่อมา เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2563 ปารีณา ไกรคุปต์ ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.โพธาราม โดยกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในส่วนที่มีการกล่าวถึงคำว่า “ราชประหาร” ซึ่งผู้กล่าวหามองว่ามีความหมายถึงการประหารกษัตริย์

ขณะที่ในบรรยายฟ้องของอัยการในคดีนี้ ได้บรรยายในส่วนของคำปราศรัยเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในปี 2560 และ 2561 กล่าวหาว่าคำปราศรัยทำให้เมื่อบุคคลที่สามได้รับฟังเข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 ทรงเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง สั่งการ หรือแก้ไขบุคคลที่จะเป็นพระสังฆราช พระราชาคณะและมหาเถรสมาคม ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองพระสงฆ์ โดยไม่ได้มีการบรรยายฟ้องถึงคำว่า “ราชประหาร” แต่อย่างใด

นอกจากนั้น บันทึกข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ยังระบุว่าเป็นเหตุปราศรัยในการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2563 ขณะที่ในคำฟ้องของพนักงานอัยการกลับระบุว่าเป็นเหตุจากการปราศรัยเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2563 ซึ่งข้อความปราศรัยของอรรถพลดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในทั้งสองวันดังกล่าวแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ในเหตุการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ นั้น อรรถพลยังได้ถูกกล่าวหาในข้อหาเกี่ยวกับการชุมนุมต่าง ๆ แยกเป็นอีกคดีหนึ่งแล้ว ทั้งข้อหาตาม มาตรา 215, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.การชุมนุมฯ และอื่น ๆ ร่วมกับแกนนำราษฎรรวม 4 คน โดยคดีนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาไปเมื่อต้นปี 2567 เห็นว่ามีความผิดเฉพาะตามมาตรา 215 ลงโทษจำคุกคนละ 1 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ และคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ภาพรวมการสืบพยาน : โจทก์-จำเลย ช่วงชิงตีความหมายของคำว่า “ราชประหาร” และ “เผ่ามังกรฟ้า” รวมถึงตีความบริบทการปราศรัยถึงการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่สัมพันธ์กับอำนาจของกษัตริย์ว่าเหมาะสมหรือไม่

คดีนี้มีการสืบพยานไปในช่วงวันที่ 29-31 ก.ค. 2568  ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าสืบ 10 ปาก ได้แก่ วิศรุต สำลีอ่อน, อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, พล.ร.ต.ทองย้อย แสงสินชัย, คมสัน โพธิ์คง, ธนาคม อุบลเพ็ง, ปารีณา ไกรคุปต์, อานนท์ กลิ่นแก้ว, พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ สุดหอม, พ.ต.ท.วิโรจน์ เจริญใจ และ พ.ต.ท.สุทวัตน์ ศรีพรวรรณ์  ส่วนฝ่ายจำเลย 1 ปาก ได้แก่ อรรถพล บัวพัฒน์ (จำเลยอ้างตนเป็นพยาน) 

ใจความสำคัญของการสืบพยานในคดีนี้ คือการตีความคำว่า “ราชประหาร” ว่าในมุมของพยานแต่ละคนตีความหมายว่าอย่างไรและเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 อย่างไร รวมไปถึงพิจารณาข้อความปราศรัยส่วนอื่น ๆ ของจำเลย โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งเกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์กับการปกครองศาสนา และการตีความคำว่า “เผ่ามังกรฟ้า” ที่ปรากฏในคำปราศรัยของจำเลย ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง One Piece ว่าหมายถึงกษัตริย์หรือไม่อย่างไร

.

สืบพยานโจทก์

อ.นิติฯ มศว. เห็นว่าคำว่า “ราชประหาร” หมายถึงการโค่นล้มกษัตริย์ และเชื่อว่า “เผ่ามังกรฟ้า” ในการ์ตูน One Piece หมายถึงกษัตริย์

วิศรุต สำลีอ่อน อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เข้าเบิกความในฐานะพยานโจทก์ พยานสอนวิชาความรู้พื้นทางฐานกฎหมาย วิชากฎหมายอาญา วิชากฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายสิทธิมนุษยชน มีบทความวิจัยเกี่ยวกับกฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ แผนกคดีเมืองและแผนกคดีบุคคล และมีบทความเรื่อง ‘พระราชสถานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์’ ตีพิมพ์กับสถาบันพระปกเกล้า

ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้ขอให้พยานอ่านบันทึกคำปราศรัยของจำเลย และขอให้พยานให้ความเห็นเกี่ยวกับถ้อยคำปราศรัยว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 หรือไม่ พยานไม่ทราบว่าคำปราศรัยที่พนักงานสอบสวนนำมาให้อ่านเป็นคำปราศรัยจากเหตุการณ์อะไร และไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กล่าวคำปราศรัย พยานเข้าใจว่าเป็นคำปราศรัยจากเวทีทางการเมือง มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของรัฐบาล การปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม การแก้ไข พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และสถาบันพระมหากษัตริย์

ในคำปราศรัยดังกล่าวพยานเห็นว่ามี 3 ประโยค ซึ่งเข้าข่ายความผิดมาตรา 112

“ประชาชนจะลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร และหากไกลไปกว่านั้น ก็อาจจะไม่ใช่แค่รัฐประหาร แต่เราอาจจะราชประหารก็ได้”

“ไอ้พวกเผ่ามังกรฟ้าที่ไม่เห็นหัวประชาชน เห็นประชาชนเป็นแค่มด ไม่เคยสำนึกในบุญคุณของประชาชน แต่ทวงบุญคุณประชาชน”

“การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ท่านพระราชาคณะ และกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตกลงนี่สถาบันสถาบันพระมหากษัตริย์ปกครองศาสนาใช่ไหม ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ให้พระสงฆ์ปกครองกันด้วยพระธรรมวินัย ให้ปกครองกันด้วยศีล ให้ปกครองโดยธรรม ไม่ใช่ปกครองโดยกษัตริย์ แต่รัฐไทยเอากษัตริย์ไปปกครองพระ…”

พยานอ่านคำปราศรัยแล้วเข้าใจว่าผู้พูดกล่าวถึงการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทั้งสองครั้งในปี 2560 และ 2561 มีการแสดงความเห็นว่าสถาบันกษัตริย์ปกครองศาสนา ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ซึ่งพยานมองว่าเป็นการหมิ่นประมาท และดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ 

พยานอธิบายความจำเป็นของการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เนื่องจากในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เกิดปัญหาจากการที่มหาเถรสมาคม ไม่สามารถแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ได้ จึงต้องแก้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญยังระบุว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ การกล่าวว่าสถาบันกษัตริย์ปกครองศาสนา จึงไม่เป็นความจริง และการกล่าวว่าเป็นการที่กษัตริย์ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ก็เป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

ท่อนนึงในคำปราศรัย ที่มีการกล่าวว่า “ต่อไปมึงก็ต้องตายไปกับรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของมึง ที่มึงร่างคือฉบับปี 60 รัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะเป็นฉบับสุดท้ายของประชาชนและจะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับอื่นอีก เพราะต่อไปประชาชนจะร่างรัฐธรรมนูญเอง รัฐธรรมนูญที่เขียนว่าประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข…” 

พยานมองว่าเนื้อหาในท่อนนี้แม้จะมีความไม่เหมาะสม ไม่รู้จักสัมมาคารวะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แต่ไม่ใช่การหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย ตามมาตรา 112 เป็นเพียงการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานไม่เคยขึ้นทะเบียนเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญของศาลใด วิทยานิพนธ์ทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกของพยาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และไม่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ 

พยานไม่เคยตีพิมพ์ผลงานวิชาการเกี่ยวกับพระราชอำนาจและกฎหมายอันเกี่ยวกับคณะสงฆ์ลงในวารสารกลุ่มที่ 1 (Tier 1) รวมถึงไม่เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พยานเคยทำเอกสารประกอบการสอนในหัวข้อเกี่ยวกับพระราชอำนาจ และพยานไม่เคยเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับหัวข้อพระราชอำนาจและกฎหมายเกี่ยวกับคณะสงฆ์

พยานสอนวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งใน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ได้อ้างถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น พยานยอมรับว่าการมาเบิกความในคดีนี้ ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับบุคคลอื่นก็ได้

คำว่า “ราชประหาร” แม้ไม่มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรมฉบับใด แต่พยานไม่เห็นด้วยว่าคำดังกล่าวจะสามารถตีความได้หลากหลายความหมาย เนื่องจากคำดังกล่าวเป็นการประดิษฐ์คำ โดยเอาคำว่า “ราช” มาผสมกับคำว่า “ประหาร” โดยคำว่า “ราช” เป็นคำที่มีความหมายรู้กันโดยทั่วไปว่าหมายถึงกษัตริย์ และคำว่า “ประหาร” หมายถึงการทำให้ตาย อย่างไรก็ดี พยานไม่คิดว่าจำเลยจะมีความเห็นรุนแรงระดับนั้น การใช้คำว่า “ราชประหาร” ในคำปราศรัยของจำเลย น่าจะหมายถึงการโค่นล้มพระมหากษัตริย์มากกว่า

พยานตอบทนายจำเลยว่าคำว่า “ราชทัณฑ์” ไม่ได้หมายถึงการลงโทษพระราชา

พยานไม่ทราบว่าจำเลยเคยฟ้องหมิ่นประมาท ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น กรณีโพสต์ว่าคำว่า “ราชประหาร” ที่จำเลยใช้หมายถึงการประหารพระมหากษัตริย์ ซึ่งจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

ในคำปราศรัยของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พยานยอมรับว่าจำเลยปราศรัยไปตามกฎหมายที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการแก้ไข

พยานยอมรับว่าหลักปกเกล้า ไม่ปกครอง (King Can Do No Wrong) ในทางสากลนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่อาจนำหลักดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยได้ตรง ๆ ทั้งหมด หลักดังกล่าวเกิดขึ้นจากบริบทที่พระมหากษัตริย์ทรงประพฤติตนไม่เหมาะสม ซึ่งไม่ใช่บริบทของประเทศไทย

พยานทราบว่าในช่วงที่ผ่านมามีข่าวกรณี “สีกากอลฟ์” ซึ่งทำให้พระราชาคณะต่างก็ต้องปาราชิก ส่วนการที่พระมหากษัตริย์ต้องออกพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์ ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการดึงพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น พยานมองว่าเดิมทีก็เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว และการออกพระราชโองการดังกล่าวก็เป็นการใช้พระราชอำนาจตามกฎหมายใหม่ที่มีการแก้ไขแล้ว

ทนายจำเลยถามว่าถ้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีการแก้ไขกฎหมายข้อนี้ การดำเนินการต่าง ๆ อันเกี่ยวกับคณะสงฆ์ ก็จะเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคม ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พยานเห็นว่า ในกรณีนี้ หากไม่มีการแก้ไขกฎหมาย กษัตริย์ก็จะไม่มีอำนาจมากกว่า

พยานยอมรับว่าในทางประวัติศาสตร์ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ไม่มีการออกกฎหมายในลักษณะนี้ และก่อนหน้าจะมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ก็มีกลไกให้กษัตริย์สามารถแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะได้ แต่ในความเป็นจริงก็ไม่มีการใช้กลไกดังกล่าว และยอมรับว่ากลไกเดิมยังสามารถทำได้อยู่

พยานไม่คิดว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวทำให้กษัตริย์ตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะผู้เสนอชื่อก็ยังเป็นมหาเถรสมาคม

พยานมองว่าเจตนาในการปราศรัยของจำเลยจะต้องดูบริบทประกอบ พยานมองว่าการปราศรัยของจำเลยอิงอยู่กับบริบทการจัดการบริหารงานของรัฐบาล และการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์

เกี่ยวกับ “เผ่ามังกรฟ้า” ในการ์ตูนเรื่อง One Piece พยานยืนยันว่าเผ่ามังกรฟ้านั้นมีสถานะเป็นกษัตริย์ในการ์ตูนเรื่องดังกล่าว แม้พยานจำไม่ได้ว่ามีการระบุโดยตรงในการ์ตูน One Piece หรือไม่ แต่ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ (Ofiicial Website) ระบุว่าเผ่ามังกรฟ้ามีสถานะเป็นกษัตริย์ อย่างไรก็ดี พยานยอมรับว่าในมุมของผู้อ่านคนอื่น อาจมีตีความเผ่ามังกรฟ้าต่างจากพยานก็ได้

พยานมองว่าบริบทการปราศรัยไม่ได้มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรง และในการปราศรัยดังกล่าวไม่ใช่การปราศรัยเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

ตอบอัยการโจทก์ถามติง

การตีพิมพ์ผลงานวิชาการลงในวารสารวิชาการไทยมี 4 ระดับ (Tier) แต่ละระดับไม่ได้ชี้วัดคุณภาพของผลงาน แต่เป็นความน่าเชื่อถือของระบบบริหารจัดการของตัววารสาร ซึ่งระดับ 1 (Tier1) มีความน่าเชื่อถือสูง มั่นใจได้ว่าจะมีการฮั้วกันเพื่อให้มีการได้ลงบทความลงในวารสาร

พยานมองว่าการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เป็นอำนาจของฝั่งนิติบัญญัติ ไม่ใช่อำนาจของพระมหากษัตริย์ เพราะกษัตริย์ไม่มีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายใด ๆ และการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับนี้ เป็นการแต่งตั้งสมณศักดิ์ทางสงฆ์เท่านั้น ไม่ใช่การให้อำนาจใด ๆ

เนื้อหาการปราศรัยของจำเลยมีการพาดพิงหลายฝ่าย แต่การกล่าวว่ากษัตริย์ปกครองคณะสงฆ์และตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า พยานมองว่าเป็นการกล่าวที่เกินเลย ในความเป็นจริงแล้ว คณะสงฆ์นั้นมีการบริหารจัดการตนเอง ส่วนมหาเถรสมาคมเองก็แค่ดูแลระเบียบเท่านั้น

.

.

“อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์” ชี้ “ราชประหาร” หมายถึงประหารราชา เชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจในการสังคายนาศาสนา-ดูแลพระสงฆ์ตามโบราณราชประเพณีอยู่แล้ว แม้ไม่มีการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์

อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เบิกความในฐานะพยานโจทก์ ระบุว่า หลังจากได้อ่านข้อความที่พนักงานสอบสวนได้นำมาให้อ่านและขอความเห็นแล้ว พยานจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้กล่าวหา แต่จำได้ว่าเป็นการปราศรัยจากการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้นำภาพใด ๆ มาให้พยานดู 

พยานเข้าใจว่าคำปราศรัยดังกล่าว มีถ้อยคำที่รุนแรง ดูหมิ่น สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมองว่ามี 3 ประเด็นที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

1. การใช้คำว่า “ราชประหาร” พยานมองว่าเป็นคำที่ล้อกับคำว่า “รัฐประหาร” ซึ่งเมื่อนำเอาคำว่า “รัฐ” มาผสมกับคำว่า “ประหาร” จะหมายถึงการทำให้รัฐสิ้นสุดลง ดังนั้น การนำคำว่า “ราช” ซึ่งหมายถึง “ราชา” มาผสมกับคำว่า “ประหาร” ก็ย่อมหมายถึงการประหารพระราชา ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แสดงความอาฆาตมาดร้าย

2. แม้พยานจะไม่รู้การ์ตูนเรื่อง One Piece แต่พยานมองว่าคำว่า “เผ่ามังกรฟ้า” ในคำปราศรัยของจำเลย ย่อมเป็นการหมิ่นพระมหากษัตริย์ แม้ตัวพยานเองจะไม่เข้าใจคำดังกล่าวดีนักว่าหมายความว่าอะไร

3. การกล่าวถึงการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งมีการกล่าวว่าเป็นการทำให้กษัตริย์ปกครองศาสนา พยานมองว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการพูดจาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ว่าตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังได้ นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ยังกำหนดให้กษัตริย์เป็นพุทธมามกะและเอกอัครศาสนูปถัมภก การไปก้าวล่วงพระราชอำนาจซึ่งบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งบัญญัติไว้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญนั้น จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

ในพระราชนิพนธ์ “นิราศท่าดินแดง” ก็แสดงให้เห็นว่าในอดีต พระมหากษัตริย์เคยสังคายนาพระพุทธศาสนา รวมถึงพระไตรปิฎก ดูแลวินัยสงฆ์ จับพระสึก ดังนั้น การพระราชทานยศและสมณะศักดิ์จึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ การปราศรัยของจำเลยจึงเป็นการก้าวล่วงพระมหากษัตริย์

ในส่วนของข้อความที่มีการกล่าวว่า “มันอยู่ยากนักหรือไง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเนี่ย ชาวบ้านชาวเมืองเขาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญกันทุกคน มันอยู่ยากไหมพี่น้อง ถ้ามันอยู่ยาก มา ๆ มา ๆ มาปรึกษากู เดี๋ยวเลกเชอร์ให้ว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทำยังไง” พยานมองว่าข้อความดังกล่าวเป็นการยกตนข่มท่าน มีการแสดงกริยาไม่เคารพสักการะ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 นอกจากนี้ยังทำให้เหมือนว่าพระมหากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานเข้าไปเป็นพยานในคดี ม.112 เกือบร้อยคดี แต่พยานไม่ได้เสนอตัวเข้าไปเอง ส่วนมากพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการเรียกไปเป็นพยาน และคดีที่พยานเข้าไปให้การไม่ใช่ทุกคดีจะให้การว่าเข้าข่ายความผิด ม.112 ทุกคดี หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ร้อยละ 80

ที่พยานเคยให้สัมภาษณ์ลงใน Youtube ว่าการชุมนุมของเยาวชนในช่วงปี 2563-2564 ไม่ใช่พลังบริสุทธิ์ พยานมองว่าในการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนมีพลังไม่บริสุทธิ์ปะปนอยู่เยอะ แต่ที่มาด้วยใจบริสุทธิ์ก็มี

ภาพข้อความโควทของสถาบันทิศทางไทย ซึ่งเป็นข้อความของพยานที่กล่าวว่า “ผมจะเอาพวกล้มเจ้า เข้าคุกให้ได้ทั้งหมด … กูไม่กลัวมึง”  พยานจำไม่ได้ว่าเคยพูดที่ไหน เมื่อทนายจำเลยให้ดูภาพโควทดังกล่าว พยานกล่าวว่าจำไม่ได้ว่าตนเคยพูดไว้ตอนไหน และเคยเห็นภาพดังกล่าวเป็นครั้งแรก

ข่าวที่ NIDA ซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นที่ต้นสังกัดของพยาน ตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง กรณีที่พยานเคยโพสต์สนับสนุนรัฐประหาร พยานบอกว่าข่าวดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการใด ๆ และพยานเองก็ไม่เคยโพสต์สนับสนุนรัฐประหาร เคยแต่บอกว่าอาจเกิดรัฐประหารและมีการนองเลือดขึ้นอีกครั้งได้

พยานไม่เคยทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันสงฆ์ และการสถาปนารัฐธรรมนูญ และไม่เคยตีพิมพ์ผลงานวิชาเกี่ยวกับ 3 เรื่องนี้ในวารสารวิชาการระดับชาติ ตำแหน่งทางวิชาการ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” ของพยาน ก็ไม่ได้ใช้ผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันสงฆ์ และการสถาปนารัฐธรรมนูญ ไปขอตำแหน่ง รวมไปถึงพยานไม่เคยเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่เคยให้สัมภาษณ์เพื่อทำให้วิทยานิพนธ์ในเรื่องดังกล่าว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยตนเป็นผู้ให้ข้อมูลหลักในการให้สัมภาษณ์

หนังสือของพยาน “สถาบันกษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน” และ “ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน” ไม่มีการอ้างอิงเชิงอรรถ และหนังสือทั้งสองเล่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ไม่เกี่ยวกับสถาบันสงฆ์ แต่ก็มีบางบทความที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันสงฆ์

พยานมองว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ยังคงให้อำนาจเกี่ยวกับโบราณราชประเพณีแก่กษัตริย์จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าโบราณราชประเพณีดังกล่าวจะถูกใช้ในระบอบเก่า ก่อนจะเป็นประชาธิปไตย

พยานไม่ทราบว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จะมีการออกกฎหมายในลักษณะนี้หรือไม่ เพราะพยานไม่ได้อ่าน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทุกฉบับ แต่เห็นว่ากฎหมายใหม่ที่มีการแก้ไขก็ไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ในเรื่องบทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะพุทธมามกะ

พยานไม่เห็นด้วยหากจะแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้มีเนื้อหากลับไปเหมือนในสมัยรัชกาลที่ 9 

ข่าวกรณี “สีกากอลฟ์” ซึ่งทำให้พระราชาคณะต่างก็ต้องปาราชิก ส่วนการที่พระมหากษัตริย์ต้องออกพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์ ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการดึงพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น พยานมองว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขกฎหมาย อำนาจก็จะไปอยู่ที่มหาเถรสมาคม ซึ่งจะอย่างไรก็เกี่ยวข้องกับกษัตริย์อยู่ดี เพราะต้องทำการโปรดเกล้าฯ มองว่าหากคนจะติฉินนินทาจะใช้รูปแบบใด ก็ย่อมมีการติฉินอยู่ดี

การออกพระบรมราชโองการดังกล่าวในกรณีถอดถอนสมณศักดิ์ พยานมองว่าหน้าที่ชำระอธิกรณ์และสังคายนาพระพุทธศาสนาเป็นของพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว

ทนายจำเลยถามว่า ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็ไม่ได้เกิดปัญหาใดในการจัดการบริหารคณะสงฆ์อันทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง พยานตอบว่ามีปัญหาอยู่ตลอด

พยานยอมรับว่าแม้ไม่ต้องแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ก็มีกลไกที่ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการจัดการเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว พยานจำไม่ได้ว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เคยมีการระบุให้กษัตริย์ใช้อำนาจแต่งตั้งสมณศักดิ์คณะสงฆ์หรือไม่

พยานไม่ได้ส่งหลักฐานอื่น ๆ ต่อพนักงานสอบสวน ว่ามีโบราณราชประเพณีอื่น ๆ ที่ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งสมณศักดิ์และจัดการคณะสงฆ์ พยานอ้างเพียงแต่ มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ที่ว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่มีการแก้ไขฉบับนี้ ระบุไว้ว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ได้บังคับใช้ ให้ยกเลิกแบบแผนและประเพณีต่าง ๆ ที่ขัดกับกฎหมายฉบับนี้ พยานมองว่า แม้เป็นเช่นนั้น พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์รัฏฐาธิปัตย์ ก็สามารถรื้อฟื้นแบบแผนและฟื้นฟูราชประเพณีเก่า ๆ ได้ จะฟื้นฟูราชประเพณีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ก็ย่อมได้ พยานยืนยันว่าผู้ใดมีอำนาจสถาปนา ผู้นั้นก็ย่อมมีอำนาจฟื้นฟูราชประเพณีได้

พยานยอมรับว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับดังกล่าว แก้ไขโดยรัฐสภา

พยานไม่เห็นด้วยว่าข้อความปราศรัยของจำเลย จะสื่อถึง “รัฐ” แต่เพียงอย่างเดียว เพราะกระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการแสดงความคิดเห็นที่เกินเลย 

ในส่วนของประโยคที่ว่า “รัฐไทยเอากษัตริย์ไปปกครองพระ…” ทนายจำเลยถามว่าประธานของประโยคคืออะไร พยานตอบว่าตนไม่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทย แต่อ่านโดยภาพรวมแล้ว เห็นว่ามีเจตนากระทบสถาบันกษัตริย์

คำว่า “สถาบันกษัตริย์” ซึ่งพยานเคยไปเบิกความเป็นพยานโจทก์ไว้ในคดีของ “ทิวากร” ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน อดีตพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ทํางานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ในคดีดังกล่าวศาลจังหวัดขอนแก่นยกฟ้อง โดยพิพากษาว่า “สถาบันกษัตริย์” ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 พยานตอบว่าศาลอุทธรณ์ได้มีการพิพากษากลับ โดยพิพากษาว่ามีความผิด แต่ทนายจำเลยยืนยันว่าในคดีนี้ศาลได้พิพากษาในส่วนอื่น ไม่ได้แตะประเด็นเรื่อง “สถาบันกษัตริย์”

พยานไม่ทราบว่าคำว่า “ราชประหาร” มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรมหรือไม่ การที่พยานเอาคำว่า “ราช” มาผสมกับคำว่า “ประหาร”และตีความว่าแปลว่าการประหาร ส่วนคำว่า “ราชทัณฑ์” กลับหมายถึงการลงทัณฑ์ของพระราชา การที่พยานตีความว่าเป็นการประหารพระราชานั้น พยานเบิกความว่าพยานตีความโดยอิงกับบริบทที่มีการใช้คำว่า “รัฐประหาร” ซึ่งหมายถึงการประหารรัฐ แม้บริบทก่อนหน้าจะไม่ได้มีการพูดถึงพระมหากษัตริย์เลย แต่พยานก็แปลความจากการดูองค์ประกอบรวมทั้งหมดของคำปราศรัย

แม้จะอิงกับบริบททั้งหมด แต่บริบทอันเกี่ยวกับการ์ตูน One Piece นั้น พยานไม่ทราบเพราะไม่เคยดู ส่วนบริบทการพูดถึงการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พยานยอมรับว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ก็มีเนื้อหาไปกระทบถึงกษัตริย์

การที่จำเลยปราศรัยว่า “ไอ้ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ดึงฟ้าลงมาต่ำ…” พยานไม่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยพูดประโยคดังกล่าวจริงหรือไม่ พยานเพียงแต่ให้ความเห็นไปตามถ้อยคำที่พนักงานสอบสวนถอดเทปมาให้

ตอบอัยการถามติง

ส่วนที่พยานตอบทนายจำเลยว่าการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนในช่วงปี 2563-2564 ไม่ใช่พลังบริสุทธิ์นั้น พยานมองว่าเพราะว่ามีการแทรกแซงจากพรรคการเมือง ชาติมหาอำนาจ มีการใช้รูปธงค้อนเคียว สัญลักษณซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งทำให้เห็นว่าไม่ใช่พลังบริสุทธิ์ ส่วนตัวพยานไม่มีข้อมูลเพียงพอจะตอบได้ว่าการเคลื่อนไหวของจำเลยมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ หรือจะเป็นพลังบริสุทธิ์หรือไม่

ภาพข้อความโควทของสถาบันทิศทางไทย ซึ่งเป็นข้อความของพยานที่กล่าวว่า “ผมจะเอาพวกล้มเจ้า เข้าคุกให้ได้ทั้งหมด … กูไม่กลัวมึง”  แม้พยานจะจำไม่ได้ว่าเคยพูด แต่หากพยานเคยพูดจริง ๆ คนที่จะเอาใครเข้าคุกได้ ก็ย่อมมีแต่ศาลเท่านั้น พยานเพียงแค่ทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (1)

แม้งานเขียนของพยานจะไม่มีความเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์และคณะสงฆ์ แต่พยานได้ศึกษาหาความรู้จากหลักฐานชั้นต้น มีโอกาสได้ทำงานกับผู้ใกล้ชิดกับคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และชี้ว่าหนังสือหรืองานวิชาการคุณภาพดีไม่จำเป็นต้องตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเสมอไป เช่น หนังสือกฎหมายของธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่แม้ไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่ก็เขียนอธิบายภาษากฎหมายได้อย่างลึกซึ้ง

พยานยืนยันว่า “สถาบันกษัตริย์” หมายรวมถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันและในอดีต และก็มีแนวคำพิพากษาที่ตีความเช่นนี้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวในการปราศรัยทำนองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ปกครองศาสนา พยานจึงย่อมเข้าใจว่าสถาบันฯ หมายถึงรัชกาลที่ 10

แม้พยานจะไม่เข้าใจบริบทในการ์ตูนเรื่อง One Piece แต่ก็เชื่อว่าจำเลยมีเจตนากล่าวถึงเพื่อมาอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ใช้การ์ตูนในการเบี่ยงเบนประเด็นเท่านั้น

ในคำปราศรัยของจำเลย มีการกล่าวว่า “เขาจะใช้ 112 กับเรา…” พยานเห็นว่าในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บทกฎหมายดังกล่าวใช้เพื่อคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี ผู้สำเร็จราชการแทน และพระบรมวงศนานุวงศ์ มุ่งหมายคุ้มครองความมั่นคงแห่งรัฐ 

.

ข้าราชการบำนาญยืนยันว่าการสอบเปรียญธรรม-การศึกษาบาลี เป็นเรื่องการศึกษาหาความรู้ของสงฆ์ล้วน ๆ ไม่ได้ทำตามคำสั่งผู้ใด มองว่าการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ไม่ทำให้กษัตริย์เข้าไปก้าวก่ายการจัดการของสงฆ์

พล.ร.ต.ทองย้อย แสงสินชัย ข้าราชการบำนาญ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ภาษาบาลี และภาษาไทย เข้าเบิกความในฐานะพยานโจทก์ จากการอ่านถ้อยคำปราศรัย พยานเห็นว่าเป็นข้อความที่สื่อถึงการให้พระมหากษัตริย์เข้าไปมีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ ผ่านการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งพยานมองว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง แม้พระมหากษัตริย์จะมีอำนาจในเรื่องดังกล่าว แต่ไม่ได้เป็นการเข้าไปก้าวก่ายการจัดการของคณะสงฆ์

ในถ้อยคำปราศรัยมีการกล่าวถึงการที่รัฐไทยบังคับให้พระสงฆ์ต้องสอบเปรียญธรรม และต้องมีการสอบแต่งบาลีเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งพยานมองว่าไม่เป็นความจริง การสอบเปรียญธรรมและการศึกษาภาษาบาลีของพระสงฆ์เป็นเรื่องการศึกษาในทางวิชาการล้วน ๆ ไม่ได้กระทำตามคำสั่งของผู้ใด

ส่วนในข้อความที่กล่าวว่ากษัตริย์สนับสนุนกิจการของคณะสงฆ์ พยานมองว่าไม่เข้าข่ายความผิด ม.112

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานรับว่าในการขอความเห็นถ้อยคำปราศรัย พนักงานสอบสวน คัดเพียงบางข้อความให้พยานดู พยานไม่ได้ดูและฟังเนื้อหาการปราศรัยทั้งหมด อย่างไรก็ดี พยานเชื่อว่าถ้าได้ฟังการปราศรัยทั้งหมด แต่กับข้อความชุดเดิมที่พนักงานสอบสวนนำมาขอความเห็น ก็น่าจะยังคงมีความเห็นเช่นเดิม

ทนายจำเลยถามว่าประโยคในถ้อยคำปราศรัยที่ว่า “ตกลงนี่สถาบันสถาบันพระมหากษัตริย์ปกครองศาสนาใช่ไหม…” ประโยคนี้เป็นประโยคคำถามใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นการแสดงความเห็นของผู้กล่าวข้อความ ไม่ใช่ประโยคคำถาม

พยานมองว่าการพูดถึง “สถาบันกษัตริย์” ย่อมหมายถึงตัวของพระมหากษัตริย์ด้วย ส่วนองค์ประกอบของ “สถาบันกษัตริย์” จะประกอบด้วยอะไรบ้าง พยานไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว

ทนายจำเลยถามถึงข้อความในคำปราศรัยที่ว่า “แต่รัฐไทยเอากษัตริย์ไปปกครองพระ…” ว่าประโยคนี้มีความหมายว่าผู้ไปปกครองพระไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็น “รัฐไทย” ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าแม้จะบอกว่าเป็น “รัฐไทย” แต่ก็มีข้อความเกี่ยวกับกษัตริย์

ในส่วนเนื้อหาที่กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับดังกล่าวทำให้พระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ และทำงานสนองรัฐ พยานมองว่าก็หมายถึงว่าพระสงฆ์อยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ เพราะอำนาจรัฐกับอำนาจกษัตริย์เป็นอำนาจเดียวกัน

ทนายจำเลยถามว่าเคยไปเบิกความในฐานะพยานโจทก์ในคดี ม.112 ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีการพูดถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ แต่ในท้ายที่สุดศาลก็พิพากษายกฟ้อง พยานรับว่าเคยไปเบิกความในคดีดังกล่าว แต่ไม่ทราบผลของคดี

.

นักวิชาการกฎหมายมหาชนชี้การปราศรัยถึง พ.ร.บ.สงฆ์ ที่ระบุถึงกษัตริย์โดยตรง ย่อมหมายถึงการกล่าวถึงตัวกษัตริย์ด้วย 

คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน เข้าเบิกความว่า พนักงานสอบสวนได้นำข้อความปราศรัยขอให้พยานดูเพื่อขอความเห็น และได้แจ้งว่าเป็นคำปราศรัยของจำเลย แต่ไม่ได้แจ้งว่ามาจากเหตุการณ์ใด แต่พยานเข้าใจว่าเป็นการปราศรัยที่กล่าวถึงรัฐบาลในขณะนั้น และพูดถึงการปกครองสงฆ์

ข้อความที่พยานคิดว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 มีเพียงส่วนเดียว คือท่อน “การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ท่านพระราชาคณะ และกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์  ตกลงนี่สถาบันสถาบันพระมหากษัตริย์ปกครองศาสนาใช่ไหม ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ให้พระสงฆ์ปกครองกันด้วยพระธรรมวินัย ให้ปกครองกันด้วยศีล ให้ปกครองโดยธรรม ไม่ใช่ปกครองโดยกษัตริย์ แต่รัฐไทยเอากษัตริย์ไปปกครองพระ…” นอกนั้นข้อความอื่น ๆ พยานมองว่าไม่ผิดตามมาตรา 112

ท่อนที่กล่าวถึงประชาชนจะร่างรัฐธรรมนูญเอง พยานก็มองว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 112 เช่นกัน

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

ข้อความที่พยานมองว่าเข้าข่ายมาตรา 112 แม้ในคำปราศรัยจะกล่าวถึงรัฐไทย แต่พยานมองว่าในเมื่อข้อความดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งระบุถึงพระมหากษัตริย์โดยตรง ข้อความดังกล่าวจึงหมายถึงตัวพระมหากษัตริย์ด้วย

พยานมองว่า สถาบันกษัตริย์นั้น ประกอบไปด้วย กษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ในทางวิชาการก็ยังหมายรวมถึงประมุขของรัฐ และหมายรวมถึงกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในอดีตด้วย

พยานไม่ทราบว่ามีคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุดรธานี ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลจังหวัดลำปาง ศาลอุทธรณ์และศาลอาญา ที่พิพากษาว่า “สถาบันกษัตริย์” ไม่ใช่องค์ประกอบของมาตรา 112

พยานยอมรับว่าจำเลยปราศรัยถึงรัฐ ไม่ใช่กษัตริย์ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์

ทนายจำเลยถามความเห็นพยานเกี่ยวกับหลัก “ทรงปกเกล้า ไม่ปกครอง” พยานมีความเห็นว่ากษัตริย์ก็แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง และแต่งตั้งคนทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งตำแหน่งเหล่านั้น ก็มีคนเสนอมา ไม่ใช่กษัตริย์เสนอเอง 

ทนายจำเลยถามว่าถ้าไม่มีการออกกฎหมายในลักษณะนี้ ซึ่งทำให้กษัตริย์ต้องมาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งต่าง ๆ จะทำให้กษัตริย์มีความสง่างามขึ้นหรือไม่ พยานตอบว่าไม่เกี่ยว การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการแต่งตั้งตามโบราณราชประเพณี มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ไม่เกี่ยวข้องกับความสง่างามแต่อย่างใด

พยานรับว่าการปราศรัยของจำเลยส่วนใหญ่ กล่าวถึงรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ทราบว่าในท่อน “ไอ้ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ดึงฟ้าลงมาต่ำ…” นั้นหมายถึงอะไร รวมถึงไม่ทราบว่าจำเลยมีเจตนาการปราศรัยอย่างไร

พยานรับว่านักวิชาการคนอื่นหรือบุคคลอื่นที่เห็นถ้อยคำปราศรัยเหล่านี้ อาจตีความความหมายที่แตกต่างออกไปจากตัวพยานได้

ตอบอัยการถามติง

อัยการถามว่าในท่อน “ตกลงนี่สถาบันสถาบันพระมหากษัตริย์ปกครองศาสนาใช่ไหม…” ผู้ปราศรัยเจาะจงหมายถึงผู้ใด พยานตอบว่าเจาะจงพูดถึงรัชกาลที่ 10 โดยตรง เพราะบริบทในการปราศรัยกล่าวถึงการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 10

.

ทนายความชี้ว่าการที่กษัตริย์ใช้อำนาจแต่งตั้งสมณศักดิ์ เป็นอำนาจที่มีอยู่ในโบราณราชประเพณีมาแต่เดิม แต่คำปราศรัยเป็นไปตามกฎหมายที่ออกมาจริง

ธนาคม อุบลเพ็ง ทนายความ เบิกความว่า พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้เรียกให้พยานไปพบ และขอให้ให้ความเห็นเกี่ยวกับถ้อยคำปราศรัย พยานอ่านข้อความทั้งหมดได้ใจความว่าเป็นการปราศรัยเกี่ยวกับพระราชอำนาจในการแต่งตั้งพระสงฆ์ในราชอาณาจักร เกี่ยวข้องกับการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยผู้ปราศรัยได้กล่าวถึงการใช้อำนาจของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน

ข้อความที่พยานอ่านแล้วเห็นว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง ได้แก่ ข้อความที่ว่าพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย ผ่านการใช้พระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมณศักดิ์ของสงฆ์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็มีราชประเพณีเกี่ยวกับการแต่งตั้งสมณศักดิ์อยู่แล้ว ในทุก ๆ ปี ก็จะมีการจัดพิธีแต่งตั้งสมณศักดิ์โดยพระมหากษัตริย์ ที่วัดพระแก้ว เมื่อข้อความที่ปราศรัยไม่ตรงกับความเป็นจริง ก็อาจทำให้คนหมู่มากเข้าใจพระมหากษัตริย์ผิดไป และเกิดความเกลียดชังเอาได้

สาเหตุที่พยานมาเป็นพยานในคดีนี้ เพราะพยานมีความรู้ความเข้าใจอันเนื่องมาจากเคยมีประสบการณ์ทำคดีที่เกี่ยวกับคณะสงฆ์

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานได้ฟังบริบททั้งหมดของการปราศรัยจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ส่วนบริบททั้งหมดที่จำเลยปราศรัยจะเป็นอย่างไร พยานไม่ทราบ เท่าที่อ่านคำถอดเทปปราศรัย พยานเข้าใจว่าบริบทเป็นการชุมนุมประท้วงรัฐบาล ไม่ใช่การชุมนุมวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ หรือล้มล้างกษัตริย์

ในคำให้การของพยาน บอกว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้อำนาจแก่กษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว แม้ไม่สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา และ พยานรับว่าสิ่งที่จำเลยปราศรัย เป็นการปราศรัยตามกฎหมายที่มีการออกมาจริง ๆ

ในชั้นสอบสวน พยานไม่เคยให้ความเห็นว่าสิ่งที่จำเลยปราศรัยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และในชั้นสอบสวนที่พยานบอกว่าสิ่งที่จำเลยพูดไม่เป็นความจริง แต่พยานในฐานะคนประกอบวิชาชีพทนายความ ก็ไม่ได้มีการอ้างส่งเอกสารประกอบว่าที่กล่าวว่าไม่เป็นความจริงนั้นเป็นเช่นไร และไม่ได้มีการอ้างส่งเอกสารเกี่ยวกับโบราณราชประเพณีที่บอกว่ามีมาแต่เดิม

ตอบอัยการถามติง

ที่กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่สอดคล้องกับประเพณีนั้น เป็นความเห็นของจำเลย ไม่ใช่ความเห็นของพยาน และที่ตอบทนายจำเลยว่าไม่ได้นำส่งเอกสารเกี่ยวกับราชประเพณีที่มีมาอยู่แต่เดิมแล้วนั้น เพราะราชประเพณีดังกล่าวไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร

.

ผู้กล่าวหายืนยันว่าคำว่า “ราชประหาร” จะแปลเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาการฆ่าพระมหากษัตริย์ แม้มีคำพิพากษาตัดสินว่าคำดังกล่าว สามารถตีความได้หลากหลาย ไม่สามารถจะตีความไปในความหมายนั้นได้

ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส. จังหวัดราชบุรี จากพรรคพลังประชารัฐ ผู้กล่าวหาจำเลยในคดีนี้ เข้าเบิกความในฐานะพยานโจทก์ เล่าว่าเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2563 เมื่อได้ดูคลิปปราศรัยของจำเลย เมื่อได้ยินคำว่า “ราชประหาร” พยานรู้สึกสะเทือนใจจนร้องไห้ออกมา จึงไปแจ้งความมาตรา 112 ต่อจำเลย ที่ สภ.โพธาราม

คำว่า “ราชประหาร” พยานมองว่าเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 แม้ไม่ใช่คำที่มีในพจนานุกรม เมื่อพิจารณาบริบทการชุมนุมที่มีการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันฯ ประกอบด้วยแล้ว คำว่า “ราช” ในที่นี่จึงแปลว่า “พระราชา” จะแปลเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ จะแปลว่า “พระยา” ก็ไม่ได้

ในถ้อยคำปราศรัยของจำเลยในส่วนที่ว่า “เขาจะใช้ 112 กับเรา…” พยานก็เชื่อว่าประโยคนี้เป็นการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน ส่วนในท่อน “ตกลงนี่สถาบันสถาบันพระมหากษัตริย์ปกครองศาสนาใช่ไหม…” พยานก็มองว่าหากดูจากบริบทที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งให้อำนาจกษัตริย์องค์ปัจจุบันแต่งตั้งพระสังฆราชและกรรมการคณะสงฆ์ได้ จึงเป็นการกล่าวถึงตัวพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันโดยตรง และที่กล่าวต่อว่า  “ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า…” ก็เป็นการดูหมิ่น เสียดสี ใส่ร้าย พระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ไม่ได้ปกครองศาสนา

ในท่อน  “มันอยู่ยากนักหรือไง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเนี่ย ชาวบ้านชาวเมืองเขาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญกันทุกคน มันอยู่ยากไหมพี่น้อง ถ้ามันอยู่ยาก มา ๆ มา ๆ มาปรึกษากู เดี๋ยวเลกเชอร์ให้ว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทำยังไง…” ท่อนนี้มีการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพต่อกษัตริย์ และยังเป็นการด่าว่ากษัตริย์มีความรู้น้อยในการจะปกครองประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ด้อยค่าว่ากษัตริย์ไม่มีความรู้ด้านประชาธิปไตย และยกยอตัวเองว่ามีความรู้ในด้านดังกล่าวมากกว่ากษัตริย์ ถือเป็นการดูหมิ่น

นอกจากนี้ ในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พยานมองว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติทุกฉบับเป็นหน้าที่ของรัฐสภา สามารถทำได้ในสภาเท่านั้น แก้ไขนอกสภาไม่ได้

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานรับว่าเคยเป็น สส.พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งในเวลาที่มีการชุมนุม เป็นพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และในการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน มีข้อเรียกร้องให้ยุบสภา ซึ่งในเวลานั้นหากมีการยุบสภา ก็จะทำให้พยานยุติบทบาทการเป็น สส.

พยานยอมรับว่าหลังจากนั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองของพยาน ยุติการเป็น สส. และตัดสิทธิลงเลือกตั้งตลอดชีวิต

พยานทราบว่าก่อนหน้าจะมาเป็นพยานในคดีนี้ ในคดีที่จำเลยฟ้องพยานในคดีหมิ่นประมาทต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งฟ้องว่าการที่พยานแสดงความเห็นว่าถ้อยคำ “ราชประหาร” ที่จำเลยพูดในการปราศรัยหมายถึง “การฆ่ากษัตริย์” นั้น พยานแพ้คดีทั้งในชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ 

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิพากษาตัดสินว่า คำว่า “ราชประหาร” ไม่อาจแปลได้ว่า “การฆ่ากษัตริย์” ส่วนพยานชี้ว่าศาลอุทธรณ์เพียงแต่พิพากษาว่าคำว่า “ราชประหาร” สามารถแปลเป็นอย่างอื่นได้ ศาลมองว่าพยานตีความเกินเลย แต่ในปัจจุบันพยานได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาแล้ว ในขณะที่ทนายจำเลยได้แสดงใบคำสั่งศาลฎีกาว่าอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะในส่วนข้อกฎหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง พยานปฏิเสธ

เมื่อตอนที่พยานให้การในชั้นสอบสวน พยานไม่เคยให้การในส่วนเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พยานกล่าวโทษจำเลยแค่ในส่วนถ้อยคำ “ราชประหาร” เท่านั้น

ในส่วนการปราศรัยของจำเลยที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พยานมองว่าจำเลยบิดเบือนเรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราช การพูดว่ากษัตริย์ปกครองศาสนาและตีตัวเสมอพระพุทธเจ้าเป็นการพูดเกินกว่าเนื้อหาของ พ.ร.บ. ดังกล่าว

พยานรับว่าตั้งแต่ปี 2475 ไม่เคยมีกฎหมายฉบับไหนให้อำนาจกษัตริย์ในการแต่งตั้งพระสังฆราชและพระราชาคณะเหมือนเช่นกฎหมายฉบับนี้

ทนายจำเลยถามว่าในประโยค “แต่รัฐไทยเอากษัตริย์ไปปกครองพระ…” ประธานของประโยคคือ “รัฐ” ไม่ใช่ “กษัตริย์” ใช่ไหม พยานมองว่าไม่ใช่

พยานยอมรับว่าที่เบิกความมาเป็นความเห็นของพยาน ซึ่งผู้อื่นอาจให้ความเห็นที่แตกต่างกับพยานได้ และตัวพยานเองก็ไม่ได้สำเร็จการศึกษาในด้านที่เกี่ยวกับอำนาจของคณะสงฆ์หรือวิวัฒนาการของกฎหมาย

พยานมองว่าในการปราศรัยของจำเลยส่วนใหญ่เป็นการโจมตีสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่โจมตีรัฐบาลประยุทธ์ ในส่วนที่ว่าคำปราศรัยของจำเลยไม่มีการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันฯ นั้น พยานเชื่อว่าที่ถอดเทปมานั้นไม่ครบ และตัวจำเลยเองก็ยังได้ร่วมกับกลุ่มคณะราษฎร ซึ่งนำเสนอเนื้อหาการปฏิรูปสถาบันฯ อย่างไรก็ดี ตอนไปพบพนักงานสอบสวน พยานไม่ได้ทักท้วงว่าคำปราศรัยที่ถอดมานั้นไม่ครบถ้วน

ตอบอัยการถามติง

การตีความคำว่า “ราชประหาร” ว่าหมายถึง “การฆ่ากษัตริย์” พยานไม่ได้ตีความเอง แต่ตีความโดยยึดความหมายตามพจนานุกรม

ในคดีที่ศาลจังหวัดขอนแก่น จำเลยเบิกความยอมรับว่าได้มีการพูดคำว่า “ราชประหาร” ในวันปราศรัยจริง ในส่วนที่พยานเชื่อว่าจำเลยปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง “สถาบันกษัตริย์” ในความหมายของพยาน ก็คือ รัชกาลที่ 10 

.

กลุ่ม ศปปส. ยอมรับว่ากลุ่มของตนตั้งมาเพื่อตอบโต้กลุ่มคณะราษฎร 2563 และมีแนวความคิดตรงข้ามกันกับจำเลย

อานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานกลุ่ม ศปปส. เข้าเบิกความในฐานะพยานโจทก์ พยานมองว่าข้อความปราศรัยในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปรับปรุงคณะสงฆ์อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 ส่วนคำว่า “ราชประหาร” นั้น พยานก็มองว่าเข้าข่าย ส่วนที่มีการกล่าวถึง “เผ่ามังกรฟ้า” เมื่อฟังก็นึกถึงพระมหากษัตริย์ โดยอิงจากการที่ในประเทศจีน มังกรนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงกษัตริย์ได้

เนื้อหาคำปราศรัยทั้งหมดพยานอ่านแล้วเข้าใจได้ว่ากษัตริย์ไม่เคยสำนึกในบุญคุณของประชาชน มีแต่ทวงบุญคุณประชาชน ซึ่งในความเป็นจริง กษัตริย์ไม่เคยทวงบุญคุณจากประชาชนเลย มีแต่ให้ความช่วยเหลือกับประชาชน

ในส่วนท่อนที่ว่า “มันอยู่ยากนักหรือไง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเนี่ย ชาวบ้านชาวเมืองเขาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญกันทุกคน มันอยู่ยากไหมพี่น้อง ถ้ามันอยู่ยาก มา ๆ มา ๆ มาปรึกษากู เดี๋ยวเลกเชอร์ให้ว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทำยังไง…” พยานก็มองว่าท่อนดังกล่าวบิดเบือนความจริง เพราะประเทศไทยในปัจจุบัน กษัตริย์ก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เมื่อประชาชนฟังคำปราศรัยดังกล่าวก็อาจเข้าใจได้ว่ากษัตริย์ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานยอมรับว่ากลุ่ม ศปปส. ตั้งขึ้นเพื่อตอบโต้กลุ่มคณะราษฎร ซึ่งเป็นกลุ่มของจำเลย มีแนวความคิดตรงข้ามกัน และเมื่อกลุ่มคณะราษฎรตั้งเวทีปราศรัย กลุ่ม ศปปส. ของพยานก็มักจะไปตั้งเวทีใกล้ ๆ กัน และมักเกิดวิวาทะกัน

พยานรับว่า กัญจ์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล และ ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์  ที่ได้มีการให้ไปให้การกับพนักงานสอบสวนในคดีนี้ เป็นสมาชิกกลุ่มเดียวกับพยาน และก่อนจะไปให้การได้มีการปรึกษาหารือกันก่อน

พยานจะไม่เคยดูการ์ตูนเรื่อง One Piece และไม่รู้ว่าตัวละคร “เผ่ามังกรฟ้า” ในการ์ตูนมีประวัติเช่นไร และไม่ทราบว่าเผ่ามังกรฟ้าไม่ได้หมายถึงกษัตริย์ในการ์ตูนเรื่องดังกล่าว

ในบริบทการปราศรัยที่กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พยานไม่ทราบว่าจำเลยหมายถึง วิษณุ เครืองาม และ มีชัย ฤชุพันธุ์ พยานสนใจเพียงแต่ว่าจำเลยจะจัดคอร์สอบรมให้กับกษัตริย์

จำเลยได้ไปชุมนุมหลังวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งรัฐบาลได้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือไม่ พยานไม่ทราบ

ในส่วนที่พยานมองว่าจำเลยจะจัดคอร์สอบรมให้กับกษัตริย์นั้น พยานไม่ได้ตีความเอง ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวหมิ่นพระมหากษัตริย์ 

.

พนักงานสืบสวน สน.ลุมพินี จัดทำรายงานการสืบสวนเหตุปราศรัยของจำเลยในวันที่ 25 ต.ค. 2563 ซึ่งเป็นคนละเหตุการณ์กับคดีนี้

พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ สุดหอม ในช่วงเกิดเหตุ รับหน้าที่เป็นสารวัตรสืบสวน สน.ลุมพินี นำกำลังชุดสืบสวนจำนวน 50 นาย ไปปฏิบัติหน้าที่โดยเข้าไปตรวจสอบความสงบเรียบร้อย รวมไปถึงหาข้อมูล ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว เพื่อจัดทำรายงานการสืบสวน โดยทราบข่าวการชุมนุมจากสื่อสังคมออนไลน์ และทราบจากการประกาศของ “ไผ่ ดาวดิน” ในวันที่ 24 ต.ค. 2563 หน้าเรือนจำว่าจะไปจัดชุมนุมที่แยกราชประสงค์ 

ในวันชุมนุม พยานยืนยันว่าในวันที่ 25 ต.ค. 2563 จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัย และภายหลังชุมนุมได้มีการถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร และได้จัดทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชา

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานยอมรับว่ารายงานข้อเท็จจริงที่พยานทำ มาจากการชุมนุมในวันที่ 25 ต.ค. 2563 แต่การปราศรัยของจำเลยในคดีนี้คือการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ดังนั้น รายงานดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในคดีนี้แต่อย่างใด เป็นคนละเหตุการณ์

.

พนักงานสอบสวน สภ.โพธาราม รับผิดชอบในส่วนของ พ.ร.บ.คอมฯ ก่อนส่งต่อให้ สน.ลุมพินี รับผิดชอบในส่วน ม.112

พ.ต.ท.วิโรจน์ เจริญใจ สารวัตรสอบสวน สภ.โพธาราม เบิกความเกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2563 ปารีณา ไกรคุปต์ ได้เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์จำเลยในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยนำคลิปสั้น ๆ ซึ่งการปราศรัยของจำเลยที่มีการถ้อยคำว่า “ราชประหาร” มาให้ตรวจสอบ โดยได้มีการแนบข้อความให้ความหมายมาด้วยว่าคำว่า “ราชประหาร” มาจากการผสมคำของคำว่า “ราช” ที่แปลว่า “พระราชา” และคำว่า “ประหาร” ที่แปลว่า “ฆ่า” เมื่อรวมกันจึงให้ความหมายว่า “การฆ่าพระราชา”

พยานรับแจ้งความไว้และมีการสอบปากคำผู้กล่าวหา รวมถึงได้มีการสอบสวนเพิ่มเติม ผู้กล่าวหาแจ้งว่าคลิปดังกล่าวได้มาจาก Youtube จึงมีการแจ้งข้อหาเกี่ยว พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพิ่มเติม 

พยานได้นำเสนอคดีนี้ต่อผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับ สภ.โพธาราม เนื่องจากเป็นคดีที่มีการร้องทุกข์ในความผิด มาตรา 112 จึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวน-สอบสวนในคดีนี้ จากนั้น สภ.โพธารามได้มีการดำเนินเรื่องต่อไปที่ตำรวจภูธรราชบุรี และตำรวจภูธร ภาค 7 โดยได้มีคำสั่งให้มาสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคลิปวิดีโอว่าคลิปดังกล่าวมีคลิปฉบับเต็มหรือไม่ จากนั้นได้มีการประสานชุดสืบสวนของ สน.ลุมพินี เนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นที่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ลุมพินี

สน.ลุมพินี ได้แจ้งกลับมาว่าคลิปดังกล่าวมาจากเพจ “เยาวชนปลดแอก - Free YOUTH” โดยคลิปเต็มมีความยาว 4 ชั่วโมง เมื่อมาตรวจสอบเทียบกับคลิปปารีณา จากนั้น ได้มีการถอดเทปออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยถอดออกมาเฉพาะช่วงที่ตรงกับคลิปสั้นของปารีณาเท่านั้น

ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการเรียกประชุมเกี่ยวกับคดีนี้  โดยได้มีคำสั่งให้ สน.ลุมพินี เป็นผู้รับผิดชอบในคดีนี้ ในส่วนความผิด มาตรา 112 เนื่องจากเหตุเกิดในพื้นที่ของ สน.ลุมพินี ส่วน สภ.โพธาราม รับผิดชอบในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ เนื่องจากเป็นผู้รับแจ้งความจากปารีณา 

หลังจากนั้นทาง สภ.โพธาราม ได้ลงบันทึกประจำวัน และรวมรวบพยานหลักฐานในส่วนความผิดในส่วน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่เนื่องจากข้อมูลจาก Youtube และ Facebook นั้น ผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด จึงงดการสอบสวน

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานสอบสวนปารีณารวมทั้งหมด 2 ครั้ง และตอนที่ปารีณามาแจ้งความร้องทุกข์ ได้ร้องทุกข์แค่ข้อความ “ราชประหาร” เท่านั้น โดยในการสอบสวนทั้ง 2 ครั้ง ปารีณาไม่เคยกล่าวโทษเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อความอื่นที่จำเลยปราศรัย และตลอดระยะเวลาการสอบสวน จนมีคำสั่งส่งสำนวนต่อให้ สน.ลุมพินี ก็ไม่ได้มีการกล่าวโทษข้อความอื่นเพิ่มเติมในความผิดมาตรา 112

.

.

พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ยึดความความหมายของคำว่า “ราชประหาร” ตามความหมายที่ผู้กล่าวหาได้ให้ความหมายมา ไม่ได้มีการให้พยานผู้เชี่ยวชาญมาตีความ

พ.ต.ท.สุทวัตน์ ศรีพรวรรณ์  พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เบิกความว่าในคดีนี้ สน.ลุมพินี รับผิดชอบแค่ในส่วนความผิดมาตรา 112 ส่วน สภ.โพธาราม รับผิดชอบในส่วน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยผู้กำกับ สน.ลุมพินี ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน ทั้งพนักงานสืบสวนและพนักงานสอบสวน โดยตัวพยานเองก็เป็นหนึ่งในคณะทำงานเช่นกัน

สน.ลุมพินี ได้รับซีดีบันทึกเหตุการณ์ 3 แผ่น โดยแผ่นที่ 1 เหตุการณ์จากคลิปสั้นที่ปารีณานำมาแจ้งความ โดยแผ่นที่ 2 เป็นคลิปยาวจาก สภ.โพธาราม เป็นคลิปวิดีโอการปราศรัยฉบับเต็ม แผ่นที่ 3 เป็นคลิปที่ฝ่ายสืบสวน สน.ลุมพินี รวมรวบไว้ เป็นคลิปที่บันทึกการปราศรัยของจำเลย โดยพยานได้ส่งหลักฐานคลิปไปตรวจสอบที่กองพิสูจน์หลักฐาน ผลการตรวจพบว่าแผ่นที่ 1 คลิปที่ปารีณานำมาแจ้งความ มีการตัดต่อ โดยได้มีการใส่ภาพจากเฟซบุ๊กลงไปในคลิปประกอบ ส่วนแผ่นที่ 2-3 ไม่มีการตัดต่อ

พยานส่งหนังสือสอบถามไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อสอบถามความเห็นเกี่ยวกับถ้อยคำปราศรัยของจำเลย ก่อนมีการตอบกลับมา โดยมีความเห็นว่าการปราศรัยของจำเลยผิด ม.112

จากนั้นได้มีการสอบถามพยานเพื่อขอความเห็น โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือพยานนักวิชาการและพยานวิญญูชน โดยพยานทุกปากไม่ได้ให้ความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน บางปากบอกว่าการปราศรัยของจำเลยเข้าข่ายมาตรา 112 บางปากบอกว่าไม่แน่ใจ และก็ได้มีการเรียกผู้กล่าวหาเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมด้วย

เมื่อพยานได้ความเห็นจากพยานปากต่าง ๆ จึงได้รวบรวมส่งไปที่คณะกรรมการฯ ทางคณะกรรมการมีความเห็นว่ามีความผิด จึงได้ทำการเรียกจำเลยมารับทราบข้อกล่าวหา โดยได้แจ้งสิทธิให้จำเลยแล้ว และมีการแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการแจ้งเกี่ยวกับข้อความ “ราชประหาร” ส่วนครั้งต่อมา เป็นการแจ้งข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาเพิ่มเติม โดยจำเลยได้ทำการปฏิเสธ โดยไม่ได้ระบุเหตุผล แต่บอกว่าจะแนบคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง แต่พยานไม่ได้เป็นผู้รับคำให้การดังกล่าว

เดิมนั้น พยานระบุว่าวันที่เกิดเหตุคือวันที่ 25 ต.ค. 2563 ที่แยกราชประสงค์ เหตุเนื่องจากมีรายงานการสืบสวนที่ระบุวันที่ 25 ต.ค. 2563 พยานเลยเข้าใจว่าเหตุเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ารายงานในวันดังกล่าวมีการแจ้งข้อกล่าวหากับจำเลยเลยเข้าใจว่าเป็นความผิดเดียวกัน  

หลังจากได้ทำการสรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการ และได้มีการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและวันเวลาที่แท้จริงของเหตุการณ์พบว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ซึ่ง สน.ลุมพินี ก็ได้มีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมในวันนั้นด้วย เช่น อานนท์ นำภา และคนอื่น ๆ แต่จำเลยที่เข้าร่วมชุมนุมในวันเดียวกัน ยังไม่ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา 

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

เหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 มีการดำเนินคดีกับบุคคลอื่น ในความผิด มาตรา 112 อีกหลายราย ซึ่ง สน.ลุมพินี เป็นผู้ดำเนินการ โดยไม่ได้มีการดำเนินคดีกับจำเลย จนกระทั่งได้รับเรื่องจาก สภ.โพธาราม ซึ่งปารีณาได้ทำการกล่าวหามา โดยได้กล่าวโทษจำเลยแค่ข้อความ “ราชประหาร” เท่านั้น

จากการสอบสวนในคดีนี้ ปารีณาไม่ได้มีกล่าวโทษเพิ่มเติมในข้อความอื่น ๆ พนักงานสอบสวนเองก็ไม่ได้มีการกล่าวโทษเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อความที่เรียกร้องให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และการแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์

ในการแจ้งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อจำเลย ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่าข้อความในส่วนอื่น ๆ มีความผิดตามมาตรา 112 อย่างไร เป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเท่านั้น 

ในการเลือกพยานบุคคลมาให้ความเห็น พยานใช้บุคคลตามในรายชื่อที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นรายชื่อของผู้ที่สมัครใจจะมาให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 112 เหตุที่ใช้วิธีนี้ เพราะการหาพยานบุคคลมาให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 112 หาได้ค่อนข้างยาก

พยานไม่ได้ตรวจสอบว่าพยานบุคคลที่เรียกมาขอความเห็นว่ามีอคติต่อจำเลยหรือไม่ พยานบุคคลที่เรียกมาขอความเห็น มีจำนวน 4 คน ที่มาจากกลุ่ม ศปปส. 

พยานรับว่าได้เอาคำตอบของคมสัน โพธิ์คง มาใช้เป็นคำถามในการถามพยานคนอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นการถามโดยนำเอาคำปราศรัยของจำเลยไปถาม

พยานไม่ออกความเห็นว่าคำปราศรัยของจำเลยจะสอดคล้องกับการที่สำนักพุทธออกมาตอบว่ามีการแก้กฎหมายให้พระมหากษัตริย์สามารถแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชได้หรือไม่

ในการสรุปสำนวน พยานกับคณะไม่ได้ตรวจสอบว่าเนื้อหาการปราศรัยของจำเลยที่เกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ พยานรับว่าคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติม มีแค่ประเด็นการแต่งตั้งพระสังฆราช ไม่ได้มีประเด็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ 

พยานไม่ทราบว่า “เผ่ามังกรฟ้า” คืออะไร หรือแปลว่าอะไร และเผ่ามังกรฟ้า จะเป็นกษัตริย์ในการ์ตูน One Piece หรือไม่ พยานก็ไม่ทราบ

ในการหาตีความความหมายของคำว่า “ราชประหาร” พยานยึดถือเอาตามความหมายที่ผู้กล่าวหาให้ความหมายมา ไม่ได้มีการให้พยานผู้เชี่ยวชาญมาตีความ ส่วนคำว่า “ราชประหาร” จะมีในพจนานุกรมหรือไม่ พยานไม่ทราบ ดังนั้น “ราชประหาร” ในคดีจะแปลว่าอะไร พยานก็ไม่อาจทราบได้

ตอบอัยการติง 

ที่พยานสอบคำให้การปารีณาเพิ่มเติม พยานได้สอบถามถึงข้อความที่ทำการฟ้อง ปารีณายืนยันว่าข้อความดังกล่าวเข้าข่าย มาตรา 112 และยืนยันที่จะดำเนินคดี

พยานบุคคลที่เรียกมาตามรายชื่อส่วนใหญ่มีความเห็นหลากหลาย ไม่ได้ไปในทางเดียวกันเสมอไป มีทั้งคนที่เห็นว่าการปราศรัยของจำเลยผิดมาตรา 112 และบางคนก็เห็นว่าไม่ผิด

ส่วนที่พยานให้การเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ว่าไม่ได้เปรียบเทียบว่าสิ่งที่จำเลยพูดว่าสอดคล้องกับกฎหมายที่ออกมาหรือไม่ แต่ที่เอาผิดตามมาตรา 112 เพราะทางคณะสืบสวนเห็นว่าคำปราศรัยกล่าวถึงว่าพระมหากษัตริย์แทรกแซงคณะสงฆ์ ส่วนข้อความที่กล่าวว่ากษัตริย์ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ก็ทำให้เห็นว่ามีเนื้อหาหมิ่นและเข้าข่ายความผิด

.

สืบพยานจำเลย

จำเลยชี้ “ราชประหาร” หมายถึงการให้พระราชาประหารผู้ทำรัฐประหาร ยืนยันการปราศรัยของตนมุ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล-ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่กระทำการอันกระทบต่อพระมหากษัตริย์

อรรถพล บัวพัฒน์ หรือ “ครูใหญ่” นักกิจกรรมภาคอีสาน เข้าเบิกความในฐานะพยานจำเลย ว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุ พยานอยู่ในกลุ่ม “คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนาใหม่” มีเป้าหมายผลักดันให้เกิดประเด็นรัฐฆราวาส หรือ รัฐโลกวิสัย ซึ่งก็คือแยกรัฐออกจากศาสนา

ก่อนหน้าวันเกิดเหตุ ในวันที่ 17 พ.ย. 2563 มีการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ซึ่งเป็นวันที่รัฐสภาทำการปัดตกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในวันนั้นมีการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง มีภิกษุสามเณรที่เข้าร่วมชุมนุมด้วยได้รับความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมวันที่ 18 พ.ย. 2563 เพื่อเรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน เรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ลาออก และให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

พยานรับว่าในวันที่ 18 พ.ย. 2563 พยานเข้าร่วมการชุมนุมและได้ทำการปราศรัย ซึ่งเนื้อความตรงกันกับที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการถอดความมา แต่อาจมีการเว้นวรรคตอนผิดไปบ้างในบ้างจุด ทำให้เนื้อหาอาจคลาดเคลื่อนไป โดยบริบทในการปราศรัยคือการวิพากษ์รัฐบาลและรัฐสภา

คำว่า “ราชประหาร” เป็นคำที่พยานคิดขึ้นเองโดยเฉพาะ จึงไม่ปรากฏในพจนานุกรมหรือมีผู้ใดใช้มาก่อน เป็นการนำคำว่า “ราช” ที่แปลว่า “พระมหากษัตริย์” และคำว่า “ประหาร” ที่แปลว่า “การทำให้สิ้นไป” “สูญไป” หรือ “ตายไป” เมื่อนำมารวมกัน พยานเจตนาให้คำดังกล่าวมีความหมายว่า “การประหารโดยพระมหากษัตริย์” 

เช่นเดียวกับการใช้คำว่า “ราช” มาสนธิกับคำบาลีสันสกฤตคำอื่น ๆ ซึ่งจะแปลว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำสิ่งนั้น ๆ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์โดนกระทำสิ่งนั้น ๆ เช่น “ราชทัณฑ์” ก็แปลว่า “การลงทัณฑ์โดยพระมหากษัตริย์” 

คำว่า “ราชประหาร” ก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับคำว่า “รัฐประหาร” ได้ คำว่าราชประหารจงใจให้พ้องเสียงกับคำว่า “ราษฎร” มากกว่า เมื่อพิจารณาจากบริบททั้งสองอย่าง คำว่า “ราชประหาร” จึงไม่ได้หมายถึงการฆ่าพระราชา แค่คือการให้พระราชาประหารผู้ทำรัฐประหาร

ในการ์ตูน One Piece ข้อมูลในการ์ตูนระบุว่า “เผ่ามังกรฟ้า” คือชนชั้นสูง สถานะราวกับเทพ เป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาลโลก  ไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นผู้มีอำนาจเหนือกษัตริย์ และในการ์ตูน One Piece เองก็มีการนิยามกษัตริย์ไว้ต่างหาก ดังนั้น กษัตริย์กับเผ่ามังกรฟ้า จึงเป็นคนละตัวละครกัน และผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ ก็เข้าใจดีว่าพยานพูดถึงเผ่ามังกรฟ้าโดยหมายถึงอะไร

เมื่อรัฐบาลมีการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมและภิกษุสามเณร ทำให้พยานต้องพูดถึงการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ทั้งสองฉบับ โดยข้อมูลเกี่ยวกับแก้ไขกฎหมายดังกล่าวที่พยานนำมาปราศรัย นำมาจากข่าวและพระราชกฤษฎีกา 

ในคำปราศรัย “แต่รัฐไทยเอากษัตริย์ไปปกครองพระ…” ประธานของประโยคคือ “รัฐ” ไม่ใช่ “กษัตริย์”โดยมี “พระมหากษัตริย์” และ “พระ” เป็นกรรมของประโยค ซึ่งคือผู้ถูกกระทำโดยรัฐ พยานเจตนาวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ซึ่งหมายถึงรัฐสภาและรัฐบาล ซึ่งออกกฎหมายมาควบคุมสงฆ์และกระทบต่อกษัตริย์

หลักการที่พระสงฆ์ต้องปกครองด้วยธรรมวินัย ไม่ใช่ปกครองโดยกษัตริย์ เป็นหลักการที่พยานเชื่อว่าควรเป็นเช่นนั้น จึงมีการวิพากษ์ว่ารัฐไทยกระทำการแตกต่างกับหลักดังกล่าวอย่างไร พยานมองว่าคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของรัฐไทยคือพระและพระมหากษัตริย์ เพราะเดิมทีการแต่งตั้งพระสังฆราช รวมไปถึงแต่งตั้งสมณศักดิ์ และกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น เป็นการแต่งตั้งโดยมหาเถรสมาคม พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าแต่เพียงเท่านั้น แต่รัฐบาลประยุทธ์ไปแก้ไขกฎหมายให้กษัตริย์กลายเป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง

เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเกิดเรื่องอธิกรณ์ (ปัญหาหรือขัดขัดแย้ง) ในหมู่พระสงฆ์ ก็จะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท พยานจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว พยานเชื่อว่าองค์กรสงฆ์ควรปกครองโดยธรรมวินัยไม่ใช่โดยรัฐ การปกครองพระสงฆ์นั้นเป็นกิจของพระพุทธเจ้า เมื่อรัฐทำเช่นเดียวกัน จึงถือว่ารัฐตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า 

เมื่อเวลาผ่านไป แม้คำปราศรัยจะเกิดขึ้นในปี 2563 แต่ในปัจจุบัน จากกรณี “สีกากอลฟ์” ซึ่งเป็นกรณีที่กระทบระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ต้องมีการออกพระบรมราชโองการ ยกเลิกสมณศักดิ์

หรือในเรื่องที่พระสงฆ์ต้องสนองงานรัฐ เช่น งานวันพ่อ งานวันแม่ และงานเฉลิมพระเกียรติต่าง ๆ ซึ่งออกมาเป็นคำสั่งปกครองทางสงฆ์ แต่งานเช่นนี้ เป็นรัฐพิธี ไม่ใช่ศาสนพิธี

พระสงฆ์ซึ่งถูกสลายการชุมนุม แต่ไม่มีสิทธิทางการเมือง พยานมองว่าพระสงฆ์อยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ไม่มีสิทธิเสนอหรือแก้ไขกฎหมาย พระสงฆ์จึงจำเป็นต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายที่ไม่ให้สิทธิทางการเมืองกับพระสงฆ์

ในส่วนที่ปราศรัยว่าประยุทธ์คือผู้ดึงฟ้าลงมาต่ำ เพราะว่าในขณะนั้นรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ มีการออกกฎหมายหลายฉบับที่ทำให้พระมหากษัตริย์ต้องมาเกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 

ที่กล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะเป็นฉบับสุดท้าย พยานต้องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่สถาบันกษัตริย์เป็นองค์ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และต้องการสื่อสารกับผู้ออกกฎหมายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ซึ่งก็คือ มีชัย ฤชุพันธุ์ และ วิษณุ เครืองาม ว่าหากไม่เข้าใจกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรให้มาปรึกษาพยาน ที่บอกว่าจะเลกเชอร์ หมายถึงเลกเชอร์ให้ทั้งสองคนนี้นอกจากนี้ ยังหมายถึง สส.ฝั่งรัฐบาลและ สว. ที่ทำการโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนด้วย 

จากการที่ผู้กล่าวหาได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กว่าพยานจะทำการประหารพระราชา พยานจึงได้ไปฟ้องหมิ่นประมาทผู้กล่าวหาต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งทั้งศาลจังหวัดขอนแก่น และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยว่าคำว่า “ราชประหาร” สามารถแปลความเป็นอย่างอื่นได้ ไม่ได้แปลว่าการฆ่ากษัตริย์หรือลงโทษกษัตริย์ ซึ่งตอนที่พยานไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2566 เป็นภายหลังจากที่ศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว

ในการพบกับพนักงานสอบสวนทุกครั้ง นอกจากข้อความ “ราชประหาร” แล้ว ไม่ได้มีการแจ้งว่าข้อความอื่นเป็นความผิดมาตรา 112 เพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งพยานรับทราบข้อกล่าวหา และให้การปฏิเสธ 

พยานกล่าวว่าพยานโจทก์ที่มาเบิกความในคดีนี้ เช่น อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, วิศรุต สำลีอ่อน, คมสัน โพธิ์คง และ พล.ร.ต.ทองย้อย แสงสินชัย เป็นพยานที่มีทัศนคติทางการเมืองแตกต่างกับจำเลย โดยเฉพาะอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ซึ่งเคยแสดงความเห็นทางการเมืองไว้ในที่ต่าง ๆ จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ในคดีนี้ให้การจากอคติ และมีเป้าประสงค์ทางการเมืองเพื่อให้จำเลยถูกจำคุก

ส่วนพยานวิญญูชน เช่น อานนท์ กลิ่นแก้ว ก็เป็นสมาชิกจากกลุ่ม ศปปส. ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่างจากกลุ่มของจำเลย มักคุกคามและก่อกวนการชุมนุมโดยสงบของกลุ่มจำเลยเสมอ จึงเชื่อว่าเป็นการให้ความเห็นที่มีอคติเช่นกัน

จำเลยยืนยันว่าการปราศรัยของตนไม่ได้กระทำการเพราะต้องการจะอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติที่กระทำการอันกระทบต่อประชาชนและพระมหากษัตริย์

ตอบอัยการถามค้าน

แม้การเรียกร้องของกลุ่มคณะราษฎรจะมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ซึ่งข้อที่ 3 เป็นข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่ในการชุมนุมในครั้งนี้ พยานยืนยันว่าไม่มีข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด

พยานในฐานะวิทยากรสอนภาษาไทย ให้ความเห็นว่าในการอ่านบทความแต่ละครั้ง ต้องอ่านโดยพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้  

ในประโยค“ประชาชนจะลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร และหากไกลไปกว่านั้น ก็อาจจะไม่ใช่แค่รัฐประหาร แต่เราอาจจะราชประหารก็ได้” พยานชี้ว่าคำว่า “เรา” ที่นี้ หมายถึงประชาชนกับกษัตริย์ ซึ่งเป็นพวกเดียวกัน

พยานจำไม่ได้ว่าในคำพิพากษาของศาลจังหวัดขอนแก่นที่พยานชนะคดีต่อผู้กล่าวหา เป็นการพิจารณาแค่คำว่า “ราชประหาร” ที่มีการไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊กเท่านั้น โดยไม่ได้ดูบริบททั้งหมดหรือไม่

.

ทั้งนี้อรรถพล ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 จำนวน 3 คดี นอกจากคดีนี้แล้ว ยังมีคดีร่วมปราศรัยในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 (อยู่ระหว่างการสืบพยาน), คดีปราศรัยในกิจกรรมหน้าสภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 (ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี) โดยเขาถูกคุมขังในคดีหลังนี้ หลังไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา มาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 และได้ถูกย้ายตัวมาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อร่วมพิจารณาในคดีกรุงเทพฯ ที่ค้างอยู่ต่อมา

ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์ สนทนาหลายช่วงเวลาชีวิต “ครูใหญ่” จำเลย ‘112’ ปราศรัยจำกัดงบกษัตริย์ฯ 

.

X