จากกรณีตัวแทนนิสิตนักศึกษารวม 7 คน จากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมกับยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต่อศาลปกครองกลาง กรณีจัดทำบัตรเลือกตั้งโดยมีการใส่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวตนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับและละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ล่าสุดศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เห็นว่าการกระทำของ กกต. ในคดีนี้ เป็นการควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ตามมาตรา 224 (2) ของรัฐธรรมนูญ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุดตาม มาตรา 17 ของ พ.ร.ป.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คดีนี้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ผู้ฟ้องคดีมีทั้งนักศึกษาจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กลุ่มนิติซ้าย จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผู้ฟ้องได้ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องนำรหัสในลักษณะดังกล่าวที่สามารถใช้ในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มาใช้ในการจัดทำบัตรเลือกตั้งอีก และให้มีคำพิพากษาว่าการจัดทำบัตรในลักษณะดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับและละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งขอให้มีการจัดการเลือกตั้ง สส. ใหม่ โดยขอให้ศาลพิจารณาหรือมีคำสั่งโดยเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง
ขณะเดียวกัน ยังได้ร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ระงับการประกาศผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อมขอให้ศาลสั่งให้ กกต. แยกการเก็บต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ออกจากบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว และให้ปิดผนึกรหัสบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อมิให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงข้อมูลถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้
ต่อมาหลังการยื่นฟ้องผ่านไป 4 เดือน เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2569 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลปกครองสูงสุด ตามข้อ 39 วรรคสาม แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569
.
กระทั่งวันที่ 8 ต.ค. 2569 ศาลปกครองสูงสุดได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) จัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ
(2) ควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการเลือกตาม (1) ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร…
และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 4 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง…
มาตรา 17 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การฟ้องคดีหรือการยื่นคำร้องเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการในการจัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งอันมิใช่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ให้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีเหตุที่จะฟ้องคดีหรือยื่นคำร้อง แต่มิให้นำมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับ
และวรรคสี่ บัญญัติว่า การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดตามมาตรานี้ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และในกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้การพิจารณาเป็นอันยุติและให้ดำเนินการไปตามคำสั่งของคณะกรรมการ
จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า มาตรา 17 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 บัญญัติให้ศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้ง อันมิใช่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ
เมื่อพิจารณาคำฟ้องนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดกล่าวอ้างเหตุแห่งคำฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่มีเครื่องหมายบาร์โค้ด (Barcode) และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีเครื่องหมายคิวอาร์โค้ด (QR code) ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญก็ตาม
แต่เมื่อเป็นการยื่นฟ้องหลังวันเลือกตั้ง และในคำขอท้ายฟ้อง ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจัดทำเครื่องหมายคิวอาร์โค้ด หรือเทคโนโลยีอื่นใดที่มีลักษณะในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในบัตรเลือกตั้งในครั้งต่อ ๆ ไป พร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยมีคำสั่งระงับการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแยกเก็บต้นขั้วบัตรเลือกตั้งออกจากบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว และให้ปิดผนึกเครื่องหมายบาร์โค้ด และเครื่องหมายคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อมิให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงข้อมูลถึงตัวตนของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ด และผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ในระหว่างการพิจารณาคดี และนำไปเก็บในสถานที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศาล
อันแสดงให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดประสงค์จะฟ้องโต้แย้งว่า การใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการจัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
แต่โดยเหตุที่การจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในคราวนี้เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งกำหนดในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร อันเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจในการควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) ของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) ของรัฐธรรมนูญ
คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จัดหรือดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่มีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้
จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และเมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดไว้พิจารณาแล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาคำขอกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา และคำขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร่งด่วนอีกต่อไป
.
ขณะเดียวกัน กรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ยังเป็นการลงคะแนนโดยลับแบบมีเงื่อนไข แต่เห็นว่าเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งที่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการลงคะแนน
.
ย้อนอ่านข่าว
นิสิตนักศึกษายื่นฟ้องศาลปกครอง ขอวินิจฉัย กกต. ทำบัตรเลือกตั้งขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ
.
