วันที่ 16 ก.พ. 2569 เวลา 13.00 น. ที่ศาลปกครองกลาง ตัวแทนนิสิตนักศึกษารวม 7 คน จากหลายมหาวิทยาลัย ทั้งจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กลุ่มนิติซ้าย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมทีมทนายความ เข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีจัดทำบัตรเลือกตั้งโดยมีการใส่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวตนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับและละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ผู้ฟ้องได้ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องนำรหัสในลักษณะดังกล่าวที่สามารถใช้ในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มาใช้ในการจัดทำบัตรเลือกตั้งอีก และให้มีคำพิพากษาว่าการจัดทำบัตรในลักษณะดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งขอให้มีการจัดการเลือกตั้ง สส. ใหม่ โดยขอให้ศาลพิจารณาหรือมีคำสั่งโดยเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง
ขณะเดียวกัน ยังได้ร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ระงับการประกาศผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อมขอให้ศาลสั่งให้ กกต. แยกการเก็บต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ออกจากบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว และให้ปิดผนึกรหัสบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อมิให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงข้อมูลถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้
——————————————-
.
.
สำหรับผู้ฟ้องคดีทั้งหมดในกรณีนี้ เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป และได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งดังกล่าว
ผู้ฟ้องเห็นว่าหลักการ “การลงคะแนนโดยลับ” เป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย โดยปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์กฎหมายอย่างชัดเจนตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ก่อนมีการบัญญัติหลักการดังกล่าวนี้มาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 85 บัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธี ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”
หลักการดังกล่าว ช่วยรับประกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะสามารถใช้ดุลพินิจตัดสินใจได้ตามเจตจำนงที่แท้จริงของตน โดยปราศจากการข่มขู่ การแทรกแซง หรือการใช้อิทธิพลครอบงำจากบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจรัฐ นายทุน หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น หากปราศจากหลักการดังกล่าวผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอาจตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องเลือกตามความต้องการของผู้มีอำนาจเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตน หลักการลงคะแนนโดยลับจึงเป็นเกราะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ช่วยให้การใช้สิทธิทางการเมืองเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
ตามหลักการดังกล่าว การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไร หรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใดในเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย ที่ 9/2549 ลงวันที่ 9 พ.ค. 2549 ซึ่งสามารถสรุปหลักการสำคัญไว้ 2 ประการ ได้แก่
1) การลงคะแนนโดยลับ มิได้หมายความเพียงการปกปิดมิให้สาธารณชนรับรู้เท่านั้น แต่ถือเป็นสิทธิเด็ดขาดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะต้องไม่ถูกล่วงรู้ถึงการตัดสินใจโดยบุคคลใดก็ตาม รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง
2) ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจาก “วิสัยและพฤติการณ์” ว่าอยู่ในสภาพที่สุ่มเสี่ยงหรือเอื้อให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นหรือตรวจสอบการลงคะแนนได้หรือไม่ หากกระบวนการดังกล่าวมีช่องว่างที่ทำให้สามารถตรวจสอบได้ไม่ว่าจะยากเพียงใด ย่อมถือว่ากระบวนการเลือกตั้งนั้นขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับโดยสภาพ โดยไม่ได้พิจารณาว่าบุคคลอื่นจะต้องรู้จริงหรือไม่
จากนั้น คำฟ้องได้ไล่เรียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อชี้ให้เห็นว่าการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนมิได้กระทำไปโดยลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการใช้รหัส “บาร์โค้ด” ในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเมื่อมีการถอดรหัสพบข้อมูลที่ตรงกันและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างตัวบัตรและต้นขั้วรหัสเฉพาะตัวดังกล่าว ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งทุกใบสามารถถูกตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตรซึ่งระบุลำดับชื่อของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและลายมือชื่อได้อย่างชัดเจน หากมีการนำรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไปเทียบเคียงกับข้อมูลในต้นขั้วบัตร ย่อมทำให้สามารถระบุตัวตนได้ว่า ผู้ลงคะแนนคนใด เลือกพรรคการเมืองหรือหมายเลขใด
ในส่วนรหัส “คิวอาร์โค้ด” ที่ถูกใช้ในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อทำการถอดรหัส จะปรากฏข้อมูลเป็นชุดตัวอักษรภาษาอังกฤษที่จำเพาะเจาะจงกับบัตรใบนั้น ๆ ซึ่งทำให้สามารถนำไปสืบค้นและจับคู่กับชุดรหัสบนต้นขั้วบัตรได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ จึงย่อมอาจทำให้สามารถระบุตัวตนได้ว่า ผู้ลงคะแนนคนใดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้งเบอร์ไหน พรรคการเมืองใดได้เช่นเดียวกัน
แม้ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 จะให้อำนาจ กกต. ในการกำหนด “รหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษ” เพื่อประโยชน์ในการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าก็ตาม แต่การใช้อำนาจดังกล่าวย่อมมีขอบเขตและข้อจำกัดตามกฎหมาย มิใช่เพื่อการจัดทำระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลได้
การใช้รหัส (เช่น บาร์โค้ด) ที่สามารถสืบค้นย้อนกลับไปยัง ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ของผู้ลงคะแนนผ่านต้นขั้วบัตร จึงเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมายขัดต่อเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ การกำหนดรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าวจึงถือเป็นการทำลายสาระสำคัญของการเลือกตั้งโดยลับ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพในการตัดสินใจโดยปราศจากความกลัวหรือการคุกคาม ถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ และเป็นการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้ออ้างของ กกต. ที่อ้างว่า บัตรเลือกตั้งที่ต้องใส่รหัสหรือบาร์โค้ดนั้น เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งนั้น ก็เป็นข้ออ้างที่ไม่สามารถรับฟังได้ เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีการพิมพ์และระบบตรวจสอบในปัจจุบันมีหลายวิธีที่สามารถใช้ยืนยันความแท้จริงของบัตรได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบตัวเลขแบบเรียงลำดับที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังไปจนพบข้อมูลของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้
นอกจากนั้น ผู้ฟ้องยังยืนยันว่าหลักการลงคะแนนโดยลับต้องได้รับความคุ้มครองโดย “ระบบ” มิใช่ “บุคคล” โดยการออกแบบระบบ ที่ปิดกั้นการตรวจสอบย้อนกลับ ได้อย่างเด็ดขาดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกเสียงไปจนถึงการทำลายบัตรเลือกตั้ง หากระบบการเลือกตั้งยังคงมีช่องว่างให้สามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ แม้จะเป็นไปด้วยความยากลำบากเพียงใดก็ตาม ย่อมถือว่าระบบนั้นไม่มีสภาพเป็นความลับไปโดยสิ้นเชิง
นอกจากนั้น ตามแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549 ได้วางหลักคำวินิจฉัยว่า “หากการออกคะแนนเสียงเลือกตั้ง สามารถคาดเดาได้โดยง่ายว่าผู้นั้นได้ทำเครื่องหมายกากบาทลงในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนนหรือออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งบัญชีใดและผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนใด….จึงเป็นการกระทำที่ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ”
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ พฤติการณ์ของ กกต. จึงมิใช่เพียงการคาดเดาตามสภาพแวดล้อม แต่เป็นการพิสูจน์ทราบตัวตนได้โดยอาศัยหลักฐานทางเทคนิคที่แม่นยำและแน่นอน ดังนั้น เมื่อศาลปกครองเคยพิจารณาว่าเพียงการคาดเดาได้ก็ถือเป็นการละเมิดหลักความลับของการเลือกตั้งอย่างร้ายแรงแล้ว ข้อเท็จจริงในคดีนี้ ย่อมถือเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าและเป็นการกระทบต่อสาระสำคัญของการเลือกตั้งโดยลับอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ผู้ฟ้องยังนำเสนอว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาคดีของศาลปกครอง เพราะการกระทำและดำเนินการออกแบบบัตรเลือกตั้ง เป็นการกระทำและดำเนินการ โดยใช้อำนาจในการสั่งให้จัดพิมพ์แบบเลือกตั้งตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติและระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 ซึ่งไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรอิสระซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระนั้น ๆ และศาลปกครองกลางก็ได้เคยรับคดีลักษณะเดียวกันดังกล่าวนี้ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาแล้วในคดีดังกล่าวข้างต้น
รวมทั้งการเลือกตั้งยังเป็นกระบวนการสำคัญยิ่งในระบอบประชาธิปไตย อันถือเป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินและเจตจำนงของประชาชน ซึ่งกระทบต่อประโยชน์สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ หากกระบวนการดังกล่าวมีความไม่ชัดเจนหรือมีความล่าช้า ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง จึงเข้าลักษณะกรณีที่มีเหตุสมควรพิจารณาโดยเร่งด่วน ตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 49/2
.
ด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว ทางผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามมิให้ ผู้ถูกฟ้องหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำระบบรหัส คิวอาร์โค้ด หรือเทคโนโลยีอื่นใดที่มีลักษณะในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มาใช้ในการจัดทำบัตรเลือกตั้งหรือใช้ในกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งต่อๆ ไป เพื่อคุ้มครองหลักความลับของการลงคะแนน
ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า การดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกฟ้อง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดพิมพ์และใช้บัตรเลือกตั้งที่มีการระบุรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับและละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ และขอให้วินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าว เป็นบัตรเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
นอกจากนั้นยังขอให้ศาลมีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยต้องปราศจากเครื่องหมายหรือรหัสใดๆ บนบัตรเลือกตั้งที่อาจทำให้ล่วงรู้ถึงการลงคะแนนหรือตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของรัฐและประชาชน
ขณะเดียวกัน ผู้ฟ้องยังได้ร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ระงับการประกาศผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อมขอให้ศาลสั่งให้ กกต. แยกการเก็บต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ออกจากบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว และให้ปิดผนึกรหัสบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อมิให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงข้อมูลถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ในระหว่างพิจารณาคดี และนำไปเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศาล
.
