ศาลพัทลุงพิพากษารอการลงโทษจำคุก 3 ปี คดี ม.112 ของ “ดิเรก” กรณีคอมเมนต์ใต้โพสต์เฟซบุ๊ก “ฟ้า พรหมศร”

วันที่ 12 ต.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาในคดีของดิเรก (สงวนนามสกุล) ช่างภาพและผู้ประกอบอาชีพอิสระจากกาญจนบุรีวัย 46 ปี  ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีคอมเมนต์ข้อความลงในโพสต์เฟซบุ๊กของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งต้นโพสต์มีเนื้อหาวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 

คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้กล่าวหา ไว้ที่ สภ.เมืองพัทลุง โดยกล่าวหาทั้งพรหมศรและดิเรก ส่วนของดิเรกได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2567  โดยข้อความคอมเมนต์ของเขาเป็นข้อความสั้น ๆ ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

หลังจากนั้น เขาต้องเดินทางไปพัทลุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในนัดแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม นัดส่งตัวให้อัยการ นัดฟ้องคดี นัดคุ้มครองสิทธิ นัดตรวจพยานหลักฐาน ก่อนในนัดสืบพยานนัดแรก เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 ดิเรกได้ตัดสินใจกลับคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพินิจเพิ่มเติมภายใน 30 วัน เพื่อประกอบคำพิพากษา และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ต.ค. 2569

การเดินทางไปฟังคำพิพากษาของดิเรกในครั้งนี้ นับเป็นการเดินทางไปพัทลุงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีนี้เป็นครั้งที่ 9 แล้ว 

.

ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยให้รอการลงโทษ เห็นว่าสภาพความผิดไม่ใช่เรื่องร้ายแรง

ศาลจังหวัดพัทลุงอ่านพิพากษา โดยสรุปเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฏหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีมีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน 

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะและพินิจ เห็นว่า ลักษณะการพิมพ์ข้อความแสดงความคิดเห็นของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง แม้จะเป็นการดูหมิ่นไม่แสดงความเคารพตามสมควรแก่พระมหากษัตริย์ แต่ด้วยบริบทของถ้อยคำดังกล่าวเชื่อว่า จำเลยไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 โดยตรง แต่หมายถึงคนบ้าและโง่ที่รักในหลวงเป็นหลัก 

พฤติการณ์แห่งคดีและสภาพความผิดจึงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงมากนัก และยังอยู่ในที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติของจำเลยให้เคารพศรัทธาต่อพระมหากษัตริย์ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดหรือได้รับโทษจำคุกมาก่อน การรอการลงโทษจำคุกและอาศัยมาตรการคุมความประพฤติน่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมยิ่งกว่าการจำคุกไปเสียทีเดียว 

จึงมีเหตุสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 5 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 20 ชั่วโมง

.

ดิเรกสะท้อนปัญหาการใช้กฎหมายกล่าวหาคดีทางไกล และผลกระทบต่อประชาชน

ภายหลังฟังคำพิพากษา ดิเรกเปิดเผยว่า รู้สึกโล่งอก เหมือนยกภูเขาออกจากอก เนื่องจากคดีพัวพันกับชีวิตเขามาเกือบสามปีแล้ว ตอนก่อนอ่านคำพิพากษา เขาต้องถูกเจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือ ทำให้รู้สึกขนลุก เพราะไม่รู้ว่าผลคำพิพากษาจะเป็นอย่างไร ต้องเข้าคุกหรือไม่ แต่เมื่อศาลให้รอลงอาญา ก็รู้สึกขนลุกกว่าเดิม และยินดีที่ได้กลับบ้าน

สำหรับดิเรกจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเทคโนโลยีการศึกษา ในช่วงที่โควิดระบาด เขาต้องตกงาน ทำให้หันไปประกอบอาชีพอิสระ ทั้งการขายหมูปิ้ง หรือเก็บของเก่าขาย โดยตั้งแต่ปีที่แล้ว เขาย้ายกลับไปอยู่บ้านที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยรับงานเป็นช่างภาพอิสระ ช่วยงานถ่ายภาพและคลิปวิดีโอต่าง ๆ 

ก่อนมาฟังคำพิพากษา ดิเรกระบุว่าเขาเตรียมใจไว้ระดับหนึ่ง พยายามคิดว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่ง ถ้าต้องติดคุกจริง ๆ และโทษไม่น่าจะนานเท่าการเดินทางและระยะเวลาที่ต้องใช้ในคดีเท่าที่ผ่านมา

การถูกดำเนินคดีในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ดิเรกต้องเดินทางมาพัทลุงเกือบสิบครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน โดยในช่วงแรก ๆ ของคดี เขาอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ส่วนช่วงหลังกลับไปอยู่บ้านที่กาญจนบุรี ทุกครั้งใช้วิธีนั่งรถไฟไปพัทลุง 

ดิเรกเล่าถึงวิธีการเดินทางจากอำเภอห้วยกระเจาที่เขาอยู่ ต้องนั่งรถเข้าตัวเมืองกาญจนบุรี และต่อรถไปยังอำเภอบ้านโป่ง เพื่อนั่งรถไฟสายใต้ หลายครั้งก็ต้องนั่งเป็นรถไฟชั้นสาม เนื่องจากรถนอนเต็ม ยังดีว่าในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เขาได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์  ทำให้พอลดภาระในส่วนนี้ไปได้

อีกหนึ่งผลกระทบจากคดี ดิเรกระบุว่า มันสร้างความกังวลต่อความรู้สึกคนในครอบครัว โดยเฉพาะแม่ เนื่องจากแม่กังวลแทนสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา แม้จะเข้าใจถึงคดีลักษณะนี้ และเข้าใจว่าเขาไม่ได้เป็นคนแบบที่ถูกกล่าวหา แต่ก็อดกังวลถึงผลกระทบไม่ได้ ทำให้คิดมากในช่วงที่ผ่านมา 

ดิเรกเห็นว่า การถูกดำเนินคดีของเขา ทำให้เห็นปัญหาถึงการใช้กฎหมาย ที่ใครก็ได้จะไปกล่าวหากันที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องรู้จักกัน โดยกับผู้กล่าวหาที่กล่าวหาบุคคลไว้ในหลายสถานีตำรวจนี้ เขาก็ไม่เคยรู้จักหรือเคยพบมาก่อน 

นอกจากนั้น เขาเห็นว่าคดีแบบนี้ หากประชาชนทั่วไปถูกกล่าวหาจริง ๆ ก็ไม่ควรจะต้องติดคุก ดังที่ศาลวินิจฉัยในคดีของเขา การให้โอกาสกับคนที่ถูกกล่าวหาน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมภาพรวมมากกว่า การเอาคนไปติดคุกจากข้อกล่าวหาแบบนี้ อาจส่งผลกระทบในทางลบมากกว่าด้วยซ้ำ

.

คดีของดิเรก นับเป็นหนึ่งในคดีกล่าวหาทางไกล ซึ่งมีทรงชัย เนียมหอม เป็นผู้กล่าวหาในหลายสถานีตำรวจในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งคดีตามมาตรา 112 และ 116 อาทิ ที่จังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี โดยทราบข้อมูลผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 19 คดีแล้ว 

ในส่วนคดีของฟ้า พรหมศร นั้น เดิมมีกำหนดสืบพยานในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากพรหมศรอดอาหารเรียกร้องสิทธิการประกันตัว ทำให้ทางเรือนจำยังไม่สามารถส่งตัวไปศาลจังหวัดพัทลุงในนัดดังกล่าวได้ ศาลจึงกำหนดนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่ในวันที่ 2 พ.ย. 2569

.

ย้อนอ่าน รายงาน “ปัญหาการดําเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง” 

.

X