วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Legal Aid Center คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
รายงานฉบับนี้ จัดทำโดย รศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยทำการศึกษาปรากฏการณ์ “การแจ้งความหรือฟ้องคดีอาญาทางไกล” ผ่านการใช้ข้อมูลคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเก็บรวบรวมสถานการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา โดยสำรวจประเด็นทางกฎหมาย ผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
.
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม
.
รายงานฉบับนี้พบว่า แนวโน้มการดำเนินคดีอาญาในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา หรือจากสถานที่ที่มีความเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงของคดีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในพื้นที่ออนไลน์ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
การแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกล มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป เนื่องจากการเลือกพื้นที่ดำเนินคดีมิได้ตั้งอยู่บนเหตุผลด้านความสะดวกของการรวบรวมพยานหลักฐาน หรือความใกล้ชิดกับเหตุแห่งคดี แต่เลือกพื้นที่เพื่อทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องแบกรับภาระด้านค่าใช้จ่าย เวลา สุขภาพ และความสามารถในการต่อสู้คดีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของกระบวนการ
นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ยังแสดงให้เห็นว่า การแจ้งความทางไกลมิได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม (Random) แต่มีรูปแบบซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีจำนวนที่คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดของคดีทั้งหมด ผู้กล่าวหาจำนวนมากมิใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่เป็นกลุ่มหรือบุคคลที่มีแรงจูงใจทางการเมืองหรืออุดมการณ์ที่แตกต่างไปจากผู้ถูกกล่าวหา ส่งผลให้การแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกลเช่นนี้มีสถานะเสมือน “การลงโทษด้วยกระบวนการ” (punishment by process) โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาของศาล
รายงานได้วิเคราะห์ทางกฎหมาย พบว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นปัญหานี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 18, 22, 23 และ 26 รวมทั้งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ซึ่งว่าด้วยเขตอำนาจศาลและการสอบสวน และการโอนหรือการรวมคดีอาญา ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความสะดวก คล่องตัว และประสิทธิภาพของรัฐในการดำเนินคดีอาญา มากกว่าการคำนึงถึง หรือวางสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลย กลไกคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาจึงปรากฏในลักษณะของ “การเยียวยาภายหลัง” ผ่านดุลพินิจของศาลหรือเจ้าหน้าที่ มากกว่าการป้องกันมิให้เกิดภาระเกินสมควรตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ
เมื่อพิจารณาผ่านกรอบมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 และ Nelson Mandela Rules หรือ มาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังของสหประชาชาติ พบว่าการจัดวางกระบวนการที่ดึงผู้ถูกกล่าวหาออกจากภูมิลำเนา เครือข่ายการสนับสนุนทางสังคม และการเข้าถึงทนายความ อาจกระทบต่อแก่นของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (fair trial) หลักความเสมอภาคของคู่ความ (equality of arms) และสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ (effective participation) แม้การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ขัดต่อกฎหมายภายในประเทศโดยตรงก็ตาม
ข้อสรุปของรายงานฉบับนี้ พบว่าปัญหาการแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกลในประเทศไทย เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นการใช้กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมในเชิงอำนาจ และอย่างเป็นยุทธศาสตร์ (Strategy) มากกว่าการแสวงหาความจริงอย่างเป็นธรรม หรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาที่ควรได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่ใช่ผู้กระทำผิดตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาจากศาล (Presumption of Innocence) ซึ่งหากปล่อยให้โครงสร้างดังกล่าวดำรงอยู่ต่อไปโดยปราศจากการแก้ไข ย่อมบั่นทอนหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว
รายงานเสนอให้มีการปรับปรุงทั้งในระดับกฎหมาย แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และบทบาทของศาล โดยมุ่งควบคุมการเลือกพื้นที่ดำเนินคดีอาญาตั้งแต่ต้น ยกระดับหลักสิทธิมนุษยชนให้เป็นเกณฑ์บังคับใช้ในการพิจารณาเขตอำนาจ และสร้างกลไกป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของรัฐกับศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลได้อย่างแท้จริง
.
