วันที่ 8 ต.ค. 2569 ที่ สภ.วังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว “นิว” อิสริยะ ไชยมนตรี ประชาชนวัย 27 ปี ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ในข้อหาตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร หลังก่อนหน้านี้เขาได้แสดงการอารยะขัดขืน ปฏิเสธการเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ด้วยเหตุเห็นว่าขัดต่อมโนธรรมสำนึก และเห็นว่าการบังคับเกณฑ์นี้ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดยนับเป็นประชาชนรายที่ 2 ที่แสดงออกถึงสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม และถูกดำเนินคดีติดตามมา
.
แสดงจุดยืนอารยะขัดขืนการเกณฑ์ทหาร ไม่ใช่เพื่อประโชน์ส่วนตน เรียกร้องให้เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569 อิสริยะได้เดินทางไปที่สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว โดยใส่เสื้อติดเทปกาวซึ่งเขียนข้อความว่า “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” และ “หยุดละเมิดสิทธิของประชาชน” ไปยืนหน้าหน่วยคัดเลือก เพื่อแสดงจุดยืนและกระทำอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกระบวนการบังคับเกณฑ์ทหาร
ต่อมาในวันเดียวกัน เขาได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเป็นจดหมายเปิดผนึกถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยยืนยันเหตุที่ตนไม่เข้าร่วมกระบวนการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องด้วยขัดต่อมโนธรรมสำนึก และเห็นว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
“ข้าพเจ้ามีความคิดไม่ร่วมเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย เพราะไม่สามารถออกรบเพื่อเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อใด มนุษย์ทุกคนสมควรใช้ชีวิตด้วยความสันติสุขโดยไร้การเข่นฆ่า
“การเป็นทหารเกณฑ์อาจทำให้ข้าพเจ้าต้องกระทำสิ่งที่ขัดมโนธรรมสำนึก อีกทั้งระบบนี้ยังขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเพียงอ้างว่าเป็น “หน้าที่” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50(5)
“ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า การอารยะขัดขืนครั้งนี้มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่เพื่อสะท้อนว่ามีผู้คนอีกมากมายไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ การกระทำของข้าพเจ้าจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า การอารยะขัดขืนด้วยมโนธรรมสำนึกมิใช่เรื่องผิดแผก แต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำเมื่อพบความไม่เป็นธรรม”
แถลงการณ์ของเขายังเรียกร้องนายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกระบบบังคับเกณฑ์ทหารโดยเปลี่ยนเป็น “ระบบสมัครใจ 100%” และเรียกร้องให้ปฏิรูปงบประมาณกองทัพ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วนำมาพัฒนาสวัสดิการและเพิ่มเงินเดือนให้ทหารอาชีพที่สมัครใจ
.
.
เดินทางเข้ารับทราบข้อหา ให้การปฏิเสธ
ต่อมาวันที่ 29 พ.ค. 2569 อิสริยะได้รับหมายเรียกจากตำรวจ สภ.วังน้ำเย็น ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา “เป็นทหารกองเกินหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่มาตามหมายเรียกเพื่อตรวจเลือกเข้ารับราชการทหาร”
เดิมอิสริยะได้นัดหมายพนักงานสอบสวน เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 แต่เมื่อเดินทางไปในวันดังกล่าว พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีติดภารกิจอบรม จึงได้เลื่อนการนัดหมายออกมา
วันนี้ อิสริยะ พร้อมทนายความได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.อาทิตย์ ธรรมสุนา พนักงานสอบสวน สภ.วังน้ำเย็น ซึ่งได้เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหา โดยสรุประบุว่าเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2569 ร.ต.ไพลวรรณ์ จันทร์วิเศษ ผู้ช่วยสัสดีอำเภอวังน้ำเย็น ได้รับอำนาจจากนายอำเภอวังน้ำเย็น ให้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
กรณีเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569 ในคราวตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าประจำการของอำเภอวังน้ำเย็น และนายอำเภอวังน้ำเย็นได้ให้อิสริยะรับหมายเรียก เพื่อให้เดินทางมาพบคณะกรรมการตรวจเลือก เพื่อทำการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารแล้ว เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไม่ไปตามกำหนด โดยไม่แจ้งสาเหตุหรือเหตุขัดข้องให้เจ้าหน้าที่ทราบ ถือว่าหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน ไม่เข้ารับการตรวจเลือก เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และ 45
อิสริยะได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะยื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อไป พนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวัน และให้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ พร้อมนัดหมายมาส่งสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไปในวันที่ 2 พ.ย. 2569
.
พลเมืองรายที่ 2 ที่ประกาศอารยะขัดขืนคัดค้านการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม
อิสริยะนับเป็นพลเมืองรายที่ 2 ในสังคมไทย ที่แสดงออกถึงการไม่ยอมรับการบังคับเกณฑ์ด้วยเหตุแห่งมโนธรรมสำนึก และถูกดำเนินคดีติดตามมา หลังจากก่อนหน้านี้มีกรณีของเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล นักกิจกรรมทางสังคม ที่อารยะขัดขืนไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหารในปี 2567 และต้องต่อสู้คดีตามมา โดยพยายามต่อสู้ว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 นั้น ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ในเรื่องเสรีภาพในการถือศาสนา แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
คดีของเนติวิทย์ได้ถูกศาลแขวงสมุทรปราการพิพากษาว่ามีความผิด ลงโทษจำคุก 6 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการชั้นอุทธรณ์
ขณะเดียวกัน กรณีของอิสริยะ นอกจากที่เขาแถลงการณ์ภายหลังการอารยะขืดขืนแล้ว หลังจากนั้น เขายังได้เคยแถลงการณ์แสดงเจตจำนงของตัวเองในการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหาร ที่ห้องแถลงข่าวสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 อีกด้วย โดยเนื้อหาบางส่วนระบุว่า
“ข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการรับใช้ชาติ หรือปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสังคม หากแต่ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าการรับใช้ชาตินั้นมิได้มีเพียงรูปแบบเดียว การมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ล้วนเป็นการสร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
“การขัดขืนของข้าพเจ้า จึงมิใช่เพียงการปฏิเสธภาระหน้าที่ แต่เป็นการตั้งคำถามต่อหลักการของระบบบังคับเกณฑ์ทหาร ว่าการจำกัดเสรีภาพของบุคคลโดยปราศจากความสมัครใจนั้น เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมในสังคมหรือไม่
“แม้จะมีผู้เห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของรัฐ แต่ในหลายประเทศได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระบบกองทัพแบบสมัครใจสามารถสร้างประสิทธิภาพและความเป็นมืออาชีพได้มากกว่า เนื่องจากกำลังพลเกิดจากความสมัครใจ มีแรงจูงใจและได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม
“ด้วยเหตุผลทั้งปวงนี้ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการปฏิรูปกองทัพไปสู่ระบบสมัครใจ มิใช่เพียงการคุ้มครองสิทธิของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับประสิทธิภาพของกองทัพ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
“ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าการตัดสินใจนี้อาจนำมาซึ่งผลทางกฎหมาย และข้าพเจ้าพร้อมรับผิดชอบต่อผลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าการตั้งคำถามต่อระบบที่ไม่เป็นธรรม คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เคารพสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างแท้จริง”
.
ย้อนอ่านเรื่องการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม
“สิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม” ในฐานะเจตจำนงภายใน
รู้จัก 15 พ.ค. วันสากลแห่งการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม
.

