“สิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม” ในฐานะเจตจำนงภายใน

ภคิน ยี่ภู่ และ ทศพล ทรรศนพรรณ

.

“ความคิด” ถือเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์ในการเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใด เลือกที่จะตัดสินใจว่าสิ่งใดดีหรือชั่ว เลือกที่จะเห็นพ้องกับแนวคิดมโนธรรมสำนึกแบบใด เลือกที่จะแสดงออกว่าเห็นด้วยกับความคิดทางการเมืองและสนับสนุนพรรคการเมืองใด ดังที่จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) กล่าวไว้ว่า “เสรีภาพในการแสดงออกนั้นดูเสมือนจะเป็นคนละเรื่องกัน <-กับเสรีภาพทางความคิด> เพราะว่ามันดูเสมือนเป็นเรื่องของการแสดงออกของปัจเจกชนซึ่งอาจกระทบผู้อื่น แต่ความจริงแล้วนั้นเสรีภาพในการแสดงออกก็มีความสำคัญไม่แพ้เสรีภาพทางความคิด ซึ่งทั้งสองนั้นอิงอาศัยซึ่งกันและกันไม่สามารถแยกออกจากกันได้”[1]

ข้อความนี้แสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าเสรีภาพทางความคิด ร่วมด้วยเสรีภาพในมโนธรรมและเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งเป็น “เจตจำนงภายใน” (Forum Internum) กับเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การเลือกปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงการแสดงออกตามมโนธรรมความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ ที่ตนยึดถือนั้น ทั้งสองอย่างมีความสำคัญร่วมกันขนาดไหน หากไร้ซึ่งเจตจำนงภายใน ก็ไร้ซึ่ง “เจตจำนงภายนอก” (Forum Externum) ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาในสังคมได้

อย่างไรก็ตาม สิทธิในเรื่องของเจตจำนงภายในกลับไม่ได้รับการศึกษา ถกเถียง ปรับ และบังคับใช้เท่าใดนักในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ของนักกฎหมายหรือผู้สนใจโดยรวม ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อกล่าวถึงสิทธิต่าง ๆ อันเป็นเจตจำนงภายในที่ได้บัญญัติรับรองไว้ในกฎหมายนั้น ดูเสมือนเป็นสิทธิที่ไม่สามารถถูกกระทบได้โดยตัวเองเพราะเป็นเรื่องพื้นที่มโนสำนึกภายใน

ความเข้าใจดังกล่าวแม้ว่าจะไม่ได้ผิดไปเสียทีเดียว แต่การอธิบายเช่นนี้ ก็ทำให้ไม่เห็นความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างเจตจำนงภายในและเจตจำนงภายนอก ว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวร้อยกันอย่างไร ทำให้ไม่เห็นความซับซ้อนโดยรวมว่าการกระทำของรัฐที่เป็นการกีดกันเจตจำนงภายนอกนั้น จะเป็นการกระทบกระเทือนถึงเจตจำนงภายในซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นสิทธิอันสมบูรณ์ได้หรือไม่ อย่างไร

บทความนี้จึงมุ่งที่จะนำเสนอถึงความสัมพันธ์ร่วมกันของประเด็นทั้งสองดังกล่าว โดยแบ่งหัวข้อนำเสนอเริ่มจากประวัติศาสตร์ความเป็นมาทั้งในระดับสากล และหลักการบังคับใช้ของกฎหมายว่าด้วยเจตจำนงภายใน ก่อนอภิปรายถึงประวัติศาสตร์ของเจตจำนงภายในในรัฐไทย และความท้าทายของเจตจำนงภายในของรัฐไทย ผ่านกรณีศึกษาการอารยะขัดขืนต่อพระราชบัญญัติการรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

.

ภาพจากสำนักข่าว ABC

.

1. ประวัติศาสตร์ความเป็นมาทั้งในระดับสากล และหลักการบังคับใช้ของกฎหมายว่าด้วยเจตจำนงภายใน

ความคิดว่าด้วยเจตจำนงภายในนั้น มีที่มาในทางความคิดของตะวันตกอย่างช้านาน ว่า “บุคคลควรถูกลงโทษด้วยเหตุของความคิดหรือไม่?” ประเด็นดังกล่าวยังรวมไปถึงเรื่องที่ว่า “เรามีเสรีภาพที่จะคิด ยึดถือมโนธรรม และนับถือศาสนาหรือไม่?”

ความคิดดังกล่าวสามารถตั้งต้นย้อนไปได้ตั้งแต่ในยุคสมัยของโสเครตีส ซึ่งเป็นบุคคลผู้วางรากฐานสำคัญให้แก่ปรัชญาโลกตะวันตกมากมาย ในหนังสือ APOLOGY ของเพลโตเขียนไว้ว่า โสเครตีสถูกกล่าวหาและถูกจับในฐานะที่ทำให้เยาวชนเสียคนและนับถือเทพเจ้าผิดองค์นอกเหนือจากที่ชาวเอเธนส์นับถือกัน นอกจากนี้ยังรวมถึงประเด็นที่โสเครตีสสอนในผู้คนในสังคม ให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในเอเธนส์ มีการวิเคราะห์กันว่าการที่โสเครตีสถูกจับและถูกลงโทษในท้ายที่สุดนั้น ไม่ได้เกิดมาจากการที่โสเครตีสสอนหรือแสดงออกอย่างไรแก่ผู้คนอย่างเดียว หากแต่เป็นความพยายามในการลงโทษในทางความคิดของโสเครตีสที่แตกต่างไปจากผู้อื่น[2]

เรื่องราวของโสเครตีสในประเด็นนี้นั้นจึงอาจเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นให้เราสามารถสืบรอยความคิดของเจตจำนงภายในได้ว่า เรามีเสรีภาพที่จะคิด ยึดถือ นับถือสิ่งต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด และมนุษย์นั้นต้องถูกลงโทษเพียงเพราะแค่ยึดถือความคิด ความเชื่อ มโนธรรมใดหรือไม่?

ประเด็นเรื่องเจตจำนงภายในดังกล่าว เห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ในการแยกการปกครองรัฐออกจากคริสตศาสนจักรเหมือนในยุคกลาง และพยายามสถาปนาอำนาจของประชาชน ในคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789 ที่มีการกล่าวถึงสิทธิธรรมชาติของมนุษย์ที่รัฐไม่อาจพรากไปได้ มีลักษณะที่เป็นสากล ประกอบสร้างสิทธิมนุษยชนร่วมกับสิทธิพลเมือง และสถาปนาให้มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน[3] โดยในข้อที่ 10 ของประกาศดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า

“ห้ามมีผู้ใดถูกรบกวนแทรกแซงเพียงเพราะแสดงความคิดเห็น รวมถึงการนับถือศาสนาเช่นกัน ตราบใดที่การแสดงออกดังกล่าวนั้น ไม่ได้เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใดที่ได้วางไว้”[4]

คำประกาศสิทธิมนุษยชนดังกล่าวถือเป็นเสมือนหมุดหมายสำคัญว่า ห้ามมิให้ผู้ใดถูกแทรกแซงซึ่งสิทธิของตนด้วยเหตุแห่งการยึดถือความคิดเห็นหรือการนับถือศาสนาใด เป็นการประกาศถึงเจตจำนงภายในของมนุษย์ที่จะมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและความคิดที่ตนเองยึดถือ ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญในการประกาศปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) ในปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์โหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกันและกระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้คนในโลกเป็นอันมาก

หากพิจารณาในประเด็นของการคุกคามเจตจำนงภายในในช่วงเวลาดังกล่าวแล้วนั้น จะทำให้เห็นได้ว่ามีรัฐอำนาจนิยมจำนวนมากมายที่สถาปนาตนเองเป็นรัฐตำรวจ (Police State) คอยตรวจสอบความคิด พฤติกรรม ของผู้คนในสังคมว่ามีผู้ใดบ้างที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากที่รัฐให้ยึดถือ และมีการนำบุคคลมาลงโทษเพียงเพราะเหตุที่มีความคิดที่แตกต่างจากที่อำนาจรัฐกำกับไว้

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมนุษย์ได้เห็นถึงความโหดร้ายของมนุษยชาติที่กระทำต่อกันครั้งใหญ่ จึงมีความพยายามในการสร้างกฎเกณฑ์สากลขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อเป็นหลักการพื้นฐานร่วมกันที่มนุษย์ทุกคนพึงมี นั่นคือปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในปฏิญาณนี้ได้บัญญัติไว้ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างมีมนุษยภาพร่วมกัน ซึ่งในเรื่องของเจตจำนงภายในนั้น ได้มีการบัญญัติไว้ในปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 18 ดังนี้

“มนุษย์ทุกคนล้วนมีเสรีภาพในทางความคิด มโนธรรม และศาสนา สิทธิดังกล่าวนี้ย่อมรวมถึงเสรีภาพที่จะเปลี่ยนแปลงศาสนาหรือความเชื่อ และสามารถใช้เสรีภาพนี้ได้ทั้งในทางปัจเจกและในกลุ่มชน ไม่ว่าจะในที่สาธารณะหรือส่วนตัว เพื่อแสดงถึงความเชื่อและศาสนา ในการสอน ปณิบัตรฝึกตน ประกอบกิจ”[5]

อนึ่ง มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับปฏิญาณสากลฯ และเจตจำนงภายใน ในที่นี้ ว่าความคิดดังกล่าว ในเรื่องของเสรีภาพในความเชื่อ มโนธรรมและศาสนา ไม่ได้มีรากฐานจากความคิดโลกตะวันตกแค่เพียงอย่างเดียว แต่คือความพยายามในการแสวงหาจุดร่วมต่าง ๆ ระหว่างหลายกลุ่มก้อนของความคิดความเชื่อ จนเป็นที่มีของเรื่องเจตจำนงภายในที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันได้

ในงานของ ซูซี อัลเลกรี (Susie Alegre) นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้แสดงให้เห็นว่าในขณะเวลาแห่งการร่างปฏิญาณสากลดังกล่าว สมาชิกผู้ร่างทุกคนนั้นต้องการใส่ประเด็นที่ตนเห็นว่ามีความสำคัญตามขนบทางการเมืองของตน ความเห็นของทางฝั่งตะวันตกโลกเสรีก็ต้องการให้สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิทางพลเมืองและการเมืองของประชาชน ในขณะที่ความคิดของทางฝั่งโซเวียตเน้นไปที่สิทธิทางเศรษฐกิจ[6]

ในประเด็นของเจตจำนงภายในก็ยืนบนฐานความคิดที่แตกต่างกัน โดยสาเหตุที่ว่าไม่ควรทำให้เรื่องของเจตจำนงภายในเป็นเพียงเรื่องของศาสนา เช่น สิทธิในการนับถือศาสนา (Right to religion) แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมถึงสิทธิที่จะไม่มีศาสนา (Right to no religion) ด้วย แสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างของความคิดเจตจำนงภายในว่าแหล่งที่มาของความคิด ความเชื่อ ความดี และมโนธรรม ไม่จำเป็นที่จะต้องมีที่มาจากศาสนาเสมอไป หากแต่สามารถเกิดจากสิ่งอื่นในตัวมนุษย์ได้เช่นกัน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนอกจากความคิดของโลกตะวันตกแล้ว ความคิดของสหภาพโซเวียตก็มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าวที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความคิด ความเชื่อทางศาสนา แต่มุ่งเน้นที่การพัฒนาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ความคิดและความเชื่อไม่จำเป็นที่จะต้องยึดติดกับศาสนาซึ่งเป็นความคิดของเก่า (Old Fashion) แต่อย่างใด[7]

แม้ว่าปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน จะได้บัญญัติถึงเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา ให้ได้รับความคุ้มครองไว้แล้วก็ตาม แต่ว่าก็เป็นเพียงแค่การบัญญัติไว้อย่างกว้างและมีสถานะเป็นหลักกฎหมายทั่วไป (Jus Cogens) ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลต่อการบังคับใช้ได้ยาก  ในเวลาต่อมา สหประชาชาติจึงได้ทำการร่างและใช้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ซึ่งได้บัญญัติทั้งในเรื่องของเจตจำนงภายในและการแสดงออกถึงเจตจำนงดังกล่าว ว่าเป็นหลักการในระดับสากล ไว้ในข้อที่ 18 ดังนี้

“1. บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา สิทธินี้ย่อมรวมถึงเสรีภาพในการมีหรือรับถือศาสนา หรือมีความเชื่อตามคตินิยมของตน และเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของตนโดยการสักการะบูชา การปฏิบัติ การประกอบพิธีกรรมการสอน ไม่ว่าจะโดยลำพังตัวเอง หรือในชุมชนร่วมกับผู้อื่น และไม่ว่าต่อสาธารณะชน หรือเป็นการส่วนตัว

2. บุคคลจะถูกบีบบังคับให้เสื่อมเสียเสถียรภาพในการมีหรือนับถือศาสนาหรือตามความเชื่อคตินิยมของตนมิได้

3. เสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของบุคคลอาจอยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดเฉพาะที่บัญญัติโดยกฎหมาย และตามความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย สุขอนามัย หรือศีลธรรมของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของบุคคลอื่น”

สิทธิที่ได้บัญญัติไว้ในข้อที่ 18 นี้ เป็นพันธกรณีที่รัฐต้องปฏิบัติตามทุกกรณีโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่าในยามสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ดังที่ได้บัญญัติไว้ในกติกาข้อที่ 4[8]

จากที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่า เมื่อพิจารณาไปถึงกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในเจตจำนงภายใน ได้แก่ เสรีภาพทางความคิด เสรีภาพในมโนธรรม และเสรีภาพในการนับถือศาสนา แล้วนั้นกฎหมายสิทธิมนุษยชนมุ่งคุ้มครองประเด็นดังกล่าว ดังต่อไปนี้[9]

                     1. มนุษยชนมีสิทธิที่จะยึดถือความคิดหรือความเชื่อใดเป็นการส่วนตัวได้

                     2. ความคิดและความเชื่อที่มนุษชนยึดถือนั้นต้องเป็นอิสระและปลอดจากการถูกครอบงำบงการ

                     3. มนุษยชนต้องไม่ถูกลงโทษเพราะเพียงแค่มีการยึดถือความเชื่อหรือความคิดหนึ่งใด

สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา จึงมีลักษณะของสิทธิทั้ง 2 ประเภทอันเป็นสาระสำคัญของสิทธิมนุษยชน กล่าวคือมีลักษณะเป็นสิทธิที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด (passive right) และสิทธิที่แสดงออกมาภายนอก (active right) โดยในส่วนแรกนั้น รัฐมิอาจพรากเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา แต่เสรีภาพในการแสดงออกอาจถูกจำกัดได้ บทบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองเสรีภาพดังกล่าว [ในข้อที่ 18 (2.)] ทั้งในแง่ไม่พรากไปซึ่งสิทธิในเสรีภาพของบุคคลที่จะยึดถือความคิด มโนธรรมและศาสนาที่ติดตัวบุคคล (negative right) และส่งเสริมให้บุคคลสามารถแสดงออก (positive right) กล่าวคือ การบังคับให้บุคคลกระทำการใดที่ฝืนความคิดมโนธรรมของตนโดยกำหนดความผิดและโทษทางอาญามิอาจทำได้ และรัฐอาจจัดให้มีนโยบายหรือมาตรการทางเลือกให้บุคคลปฏิบัติหน้าที่พลเมืองได้ โดยไม่ฝืนต่อความคิด มโนธรรม และศาสนาดังกล่าว

เสรีภาพเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่มาของเจตจำนงภายในนั้น นอกจากจะได้รับความคุ้มครองอย่างสัมบูรณ์ในระบบกฎหมายแล้ว ยังเชื่อมโยงกับการแสดงออกและการประพฤติปฏิบัติอันเป็นเจตจำนงภายนอกของปวงชนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก รัฐจำเป็นที่จะต้องระลึกเสมอว่า แม้จะมีกฎหมายที่สามารถจำกัดสิทธิของประชาชนในการแสดงออกและประกอบกิจตามความเชื่อได้ แต่ว่าการจำกัดดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงหรือไม่ กระทำอย่างได้สัดส่วน มีแนวทางอื่นที่เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับความเชื่อที่ผู้นั้นยึดถือกว่าหรือไม่ และการจำกัดสิทธิดังกล่าวกระทบถึง “สารัตถะ” ของเจตจำนงภายในที่ผู้นั้นประสงค์ที่จะยึดถือหรือไม่ หากเป็นการจำกัดสิทธิภายนอกที่เป็นการกระทบถึงสารัตถะของเจตจำนงภายใน ก็จะเป็นการขัดต่อกติกาสากลระหว่างประเทศที่ไทยภาคยานุวัติไว้ อันถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

.

ภาพการประท้วงการบังคับการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้ (ภาพจาก The Diplomat)

.

2. ประวัติศาสตร์ของเจตจำนงภายในในรัฐไทย

ในส่วนของการคุ้มครองเจตจำนงภายใน ในรัฐไทยนั้น หากพิจารณาตั้งต้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ณ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา พบการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในเรื่องของเจตจำนงภายใน ได้ถูกบัญญัติเป็นครั้งแรกพร้อมกันกับหมวดที่ 2 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม ในรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 มาตรา 13 ความว่า

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาหรือพิธีลัทธิใด ๆ และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมของประชาชน”

ต่อมาภายหลังในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2492 ด้วยในเหตุเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการประกาศปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในปี พ.ศ. 2491 จึงมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำในรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวให้มีความสอดคล้องกับปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในมาตรา 28 ความว่า

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ ในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวในวรรคก่อน บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันมิควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น”

ถ้อยคำดังกล่าวนั้นปรากฏสืบต่อเนื่องมา ในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดในปี พ.ศ. 2560 มาตรา 31 กลับได้ถูกตัดลดถ้อยคำกลับไปเหลือเช่นเดิมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าเพราะเหตุใดหลักการกฎหมายในรัฐธรรมนูญที่ถูกบัญญัติไว้กว่า 60 ปี ถึงถูกลดตัดทอนลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้? เพราะรัฐเห็นว่าการคุ้มครองเจตจำนงภายในอันเป็นจุดตั้งต้นสิทธิทุกอย่างของประชาชนไม่มีความสำคัญอย่างนั้นหรือ?

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่รัฐไทยมีพันธกรณีระหว่างประเทศที่ได้คุ้มครองเรื่องเจตจำนงภายใน เสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา ไม่ว่าจะเป็นใน UDHR หรือ ICCPR จึงยังคงมีหน้าที่ตามพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในประเด็นดังกล่าวอยู่ และจำเป็นที่จะต้องตีความให้คุ้มครองสิทธิของประชาชนในส่วนนี้ด้วย

จากที่กล่าวมา ทำให้เห็นได้ว่าเสรีภาพในเจตจำนงภายใน ในรัฐธรรมนูญไทยยังคงมีลักษณะ “ไม่ตั้งมั่น” ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นหลักการที่ไม่มั่นคงเป็นปทัสถานในกฎหมายที่สูงสุดของประเทศไทย จนอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากของประชาชนในการใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองได้

.

.

3. ความท้าทายของเจตจำนงภายในของรัฐไทย

ประเด็นเรื่องของเจตจำนงภายในเรื่องการแสดงออกถึงการไม่ยอมรับกฎหมายที่ขัดต่อหลักความคิด มโนธรรม และศาสนาของตน เป็นประเด็นขึ้นมาในสังคมไทย ผ่านกรณีที่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางสังคม ได้แสดงออกถึงการ “อารยะขัดขืนต่อกฎหมาย” คือแสดงออกถึงการไม่ปฏิบัติอย่างเปิดเผยเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวและเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมาย โดยเขาได้ทำการอารยะขัดขืนต่อ พ.ร.บ.การรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 พร้อมให้เหตุผลว่า “การเกณฑ์ทหารไม่ได้นำมาซึ่งความเสมอภาคของพลเมือง แต่เป็นระบบเหลื่อมล้ำต่ำสูง หลายมาตรฐาน […] ประชาชนชาวไทยทุกคนควรมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันที่จะเลือกว่าตนจะเข้ารับราชการทหารหรือไม่ โดยไม่ต้องถูกบังคับ ไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนใจหรือต้องหาทางหลบเลี่ยง อันจะไม่เป็นผลดีแก่พลเมือง หรือประเทศชาติ…”[10] รวมถึงเนติวิทย์ยังประกาศการไม่เชื่อในเรื่องแนวทางการใช้กำลัง เพราะเป็นสิ่งที่ขัดต่อมโนธรรมและศาสนาที่ตนยึดถือ[11]

จะเห็นได้ว่าการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารของเนติวิทย์ เป็นการให้เหตุผลในการไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม (Conscientious Objection) ที่ใช้ประเด็นเรื่องมโนธรรมสำนึกที่ตนยึดถือเป็นสาเหตุในการปฏิเสธไม่ทำตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงเป็นความพยายามในการกล่าวถึงสิทธิในเจตจำนงภายในของตนที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลได้บัญญัติคุ้มครองอย่างเด็ดขาดเอาไว้

ประเด็นที่ตามมา ก็คือการปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกคุ้มครองในฐานะเจตจำนงภายในหรือไม่? และได้รับการคุ้มครองอย่างไร?

ในประเด็นดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชติ (United Nation Human Rights Committee) ได้เคยพิจารณาถึงเรื่องการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมไว้ว่า “แม้ว่าในตัวของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง (ICCPR) จะมิได้มีการบัญญัติถึงเรื่องนี้ไว้โดยตรง แต่คณะกรรมการฯ เห็นว่ามีสิทธิมากมายที่สามารถได้รับความคุ้มครองตามข้อที่ 18 โดยเฉพาะเมื่อเป็นการบังคับให้ใช้กำลัง ซึ่งสิ่งดังกล่าวอาจกระทบกระเทือนถึงสิทธิในมโนธรรม และสิทธิในการแสดงถึงความเชื่อและศาสนาได้”[12]

จะเห็นได้ว่าถ้อยคำในส่วนดังกล่าวของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีความเห็นว่า การปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม เป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง (ICCPR) ข้อที่ 18 ในเรื่องของเจตจำนงภายใน ความคิด มโนธรรม และศาสนา และเมื่อเรื่องดังกล่าวเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย รัฐไม่สามารถที่จะเลือกปฏิบัติต่อผู้ปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมได้ ทั้งการคุ้มครองดังกล่าวก็ต้องเป็นไปอย่างไม่เลือกปฏิบัติต่อทุกความเชื่อหรือมโนธรรม[13] และถึงแม้ว่าบุคคลผู้นั้นอาจไม่ถูกเกณฑ์เป็นทหาร แต่รัฐก็ยังสามารถจัดหาหน้าที่อันเป็นสาธารณะต่อรัฐในรูปแบบอื่นให้กระทำในฐานะของพลเมือง ที่ไม่ขัดต่อความคิด มโนธรรม ศาสนาของผู้นั้นได้[14]

แนวทางที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้วางไว้ ถือว่ามีผลบังคับและตีความตามกติกาสิทธิมนุษยชน รัฐไทยในฐานะรัฐภาคีนั้นจึงต้องปฏิบัติตามแนวทางการตีความดังกล่าว จึงเป็นการยืนยันเสรีภาพในเจตจำนงภายใน ไม่ว่าจะเป็นความคิด มโนธรรม หรือการนับถือศาสนาในประเทศไทยตามที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติรับรองไว้ กล่าวคือ เสรีภาพในความคิด การยึดถือมโนธรรม หรือการนับถือศาสนา โดยเนื้อหาของการใช้เสรีภาพแล้ว เป็นเสรีภาพที่สมบูรณ์ และไม่อนุญาตให้มีการจำกัดใด ๆ ได้เลย รัฐหรือหน่วยงานของรัฐไม่มีอำนาจแทรกแซงเสรีภาพดังกล่าว อันหมายรวมถึงเสรีภาพในการยึดมั่นศรัทธาหรือมีความเชื่อที่แตกต่างจากบุคคลอื่น สิทธิในเสรีภาพที่จะถือมโนธรรม หรือศาสนาของบุคคล จึงไม่ถูกบังคับให้เป็นที่เสื่อมเสียไม่ว่าด้วยมาตรการใด ๆ โดยรัฐ

แม้จะปรากฏข้อจำกัดสิทธิในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วยเงื่อนไขเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย แต่จะนำมาใช้จำกัดสิทธิในส่วนแรกที่รับรองเสรีภาพในความคิด มโนธรรม การถือศาสนามิได้ ด้วยเหตุผลเดียวกันหากตีความรัฐธรรมนูญไทยให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ การรับรองสิทธิในเสรีภาพทางในการถือความคิดและมโนธรรมก็เช่นเดียวกัน การจะจำกัดสิทธิในการถือความคิดและมโนธรรมด้วยหน้าที่ปวงชนชาวไทยจึงกระทำไม่ได้

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นย่อมสะท้อนให้เห็นปัญหาของพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เมื่อต้องใช้บังคับต่อบุคคลที่ยืนยันความคิด มโนธรรมและศาสนาของตน ที่ขัดต่อการรับราชการทหารอย่างชัดแจ้ง เพราะการที่บุคคลผู้ยึดถือมโนธรรมสำนึกใด ๆ และถูกบังคับให้เกณฑ์ทหารนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนต่อสารัตถะของเจตจำนงภายในนั้นโดยตรง การบังคับต่อบุคคลเพื่อให้กระทำในสิ่งซึ่งเป็นการละทิ้งความคิด มโนธรรมและศาสนาของตนเพื่อรับราชการทหาร จึงเป็นการละเมิดต่อกติการะหว่างประเทศสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 18 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 31

นอกจากนี้หากพิจารณาถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งต่อหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ยังพบเรื่องการบังคับใช้พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ที่ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาค อาทิ การไม่บังคับใช้กฎหมายกับคนหลายกลุ่ม อาทิเช่น ชายที่มีลักษณะของเพศสภาพ ณ เวลาตรวจคัดเลือกเข้ารับราชการทหาร ไม่ตรงกับเพศกำเนิด ทั้งที่มีลักษณะทางกายพร้อม แต่กลับมีการระบุว่าบุคคลดังกล่าวมีความบกพร่องทางสุขภาพจิต เท่ากับเป็นการตีตราว่าบุคคลดังกล่าวเป็นโรคจิตเวช

สภาพปัญหาอีกประการ คือ ความไม่จำเป็นและไม่ได้สัดส่วนเหมาะสมของมาตรการตามพระราชบัญญัติรับราชการ พ.ศ. 2497 เนื่องจากการบังคับเกณฑ์ทหารนั้น ย่อมมีลักษณะจำกัดสิทธิหลายประการของบุคคล ต้องมีการชี้แจงความจำเป็น เพื่อแสดงให้เห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารนั้น เป็นการกระทำที่ได้สัดส่วนต่อสิทธิของประชาชนที่เสียไปหรือไม่ มีแนวทางอื่นอีกหรือไม่ที่จะสามารถเปิดโอกาสให้ประชาชนรับใช้ชาติได้โดยที่ไม่กระทบกระเทือนซึ่งสิทธิเท่าช่องทางดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อมโนธรรมสำนึกของผู้คนในสังคม

เนื่องจากปัจจุบันรัฐไทยยังไม่เปิดทางเลือกให้พลเมืองสามารถ “รับใช้ชาติ” ในรูปแบบอื่น ๆ ตามความคิด ความเชื่อ มโนธรรมที่ตนยึดถือ คำถามสำคัญที่เราควรจะถามต่อไปก็คือ ในช่วงเวลาที่ความท้าทายรูปแบบใหม่ ๆ ได้คืบคลานเข้ามาทั้งในสังคมไทยและสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นสภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี

 “เราสามารถมีจินตนาการที่กว้างไกลกว่านี้ในการเปิดโอกาสและทางเลือกให้ทุก ๆ คนแสดงออกถึงการทำเพื่อชาติในเรื่องอื่นที่สร้างสรรค์กว่าที่เป็นมาได้หรือไม่?”

.

ทุกวันที่ 15 พ.ค. เป็นวันการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมสากล (ภาพจาก BetterWorld.info)

.

บทสรุป

เสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และการนับถือศาสนานั้น ถือเป็นเสรีภาพในเจตจำนงภายในที่คุ้มครองอย่างสัมบูรณ์ได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลมาเป็นเวลายาวนาน สิทธิดังกล่าวนั้นเป็นสิทธิที่ประชาชนเอาไว้ใช้ยันกับรัฐในการไม่ให้เข้ามารุกล้ำในเรื่องของมโนธรรม ความคิด และการรนับถือศาสนา ซึ่งเป็นเจตจำนงภายในของตน เพื่อเป็นการยืนยันว่ามนุษย์มีสิทธิที่จะยึดถือความคิดหรือความเชื่อใดเป็นการส่วนตัวได้ ความคิดและความเชื่อที่แต่ละคนยึดถือนั้นต้องเป็นอิสระและปลอดจากการถูกครอบงำบงการ  ต้องไม่ถูกลงโทษเพราะเพียงแค่มีการยึดถือความเชื่อหรือความคิดหนึ่งใด ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และรัฐจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองและส่งเสริมให้ประชาชนใช้สิทธิดังกล่าวได้ ตราบใดที่การใช้สิทธินั้นไม่กระทบถึงผู้อื่น

ในรัฐไทยได้มีการบัญญัติคุ้มครองในเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน แต่การคุ้มครองสิทธิดังกล่าวในรัฐธรรมนูญของไทยนั้นก็มีลักษณะที่ไม่ตั้งมั่น กล่าวคือ ประเด็นเรื่องการคุ้มครองเจตจำนงภายในในรัฐธรรมนูญไทยนั้น ยังคงเป็นหลักการที่ไม่มั่นคงในกฎหมายสูงสุดของประเทศไทย เพราะในรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ตัดลดมาตราที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวลงมาให้เหลือเพียงแค่วรรคเดียว ซึ่งอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากของประชาชนในการใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองได้

เมื่อนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาถึงเรื่องการปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมที่เนติวิทย์ได้แสดงการอารยะขัดขืนไม่เห็นด้วยต่อกฎหมายเกณฑ์ทหารนั้น จะเห็นได้ว่าการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ในเรื่องของเจตจำนงภายใน ความคิด มโนธรรม และศาสนาที่ได้รับการคุ้มครองอย่างสัมบูรณ์ ตามแนวทางที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้วางไว้ รัฐไทยในฐานะรัฐภาคีนั้นจึงต้องปฏิบัติตามแนวทางการตีความดังกล่าว

เมื่อเป็นเรื่องของสิทธิของประชาชนจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่า มีแนวทางอื่นอีกหรือไม่ที่จะสามารถเปิดโอกาสให้ประชาชนรับใช้ชาติได้โดยที่ไม่กระทบกระเทือนซึ่งสิทธิดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อมโนธรรมสำนึกของผู้คนในสังคม เนื่องจากปัจจุบันรัฐไทยยังไม่เปิดทางเลือกให้พลเมืองทำหน้าที่อื่น และได้รับใช้ชาติตามมโนธรรมและความเชื่อที่ตนยึดถือได้

.

————————————————————–

.

อ้างอิงท้ายบทความ

[1] John Stuart Mill, On Liberty (London: J.W.Parker, 1859), 10.

[2] ดูเพิ่มเติมได้ที่ Lucas Swaine, “Freedom of Thought in Political History”, in The Law and Ethics of Freedom of Thought, Volume 1 Neuroscience, Autonomy, and Individual Rights, ed. Marc Jonathan Blitz, Christoph Bublitz (Gewerbestrasse: Palgrave Macmillan, 2021), 3-7.

[3] ปิยบุตร แสงกนกกุล, ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส (กรุงเทพฯ: มติชน, 2565), 85-86.

[4] ดูใน https://www.elysee.fr/en/french-presidency/the-declaration-of-the-rights-of-man-and-of-the-citizen

[5] United Nation, Universal Declaration of Human Rights, Article 18

[6] Susie Alegre, Freedom to Think: The long struggle to liberate our minds (London: Atlantic Books, 2022), 18.

[7] Ibid, 22.

[8] ใน ICCPR ข้อที่ 4 บัญญัติว่า

“1. ในภาวะฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติ และได้มีการประกาศภาระนั้นอย่างเป็นทางการแล้ว รัฐภาคีแห่งกติกานี้อาจใช้มาตรการที่เป็นการเลี่ยงพันธกรณีของตนภายใต้กติกานี้ได้เพียงเท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์ ทั้งนี้ มาตรการเช่นว่านั้นจะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อพันธกรณีอื่น ๆ ของตน ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติเพียงเหตุแห่งเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ทางสังคม

2. การเลี่ยงพันธกรณีตามข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 (วรรค 1 และ 2) ข้อ 11 ข้อ 15 ข้อ 16 และข้อ 18 ไม่อาจทำได้ภายใต้บทบัญญัติของข้อนี้”

[9] Susie Alegre, Freedom to Think: The long struggle to liberate our minds (London: Atlantic Books, 2022), 27.

[10] สำนักข่าวประชาไท, “‘เนติวิทย์’ อารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมการบังคับเกณฑ์ทหาร”, สืบค้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568, https://prachatai.com/journal/2024/04/108692.

[11] ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, “สืบพยานเสร็จสิ้น คดี “เนติวิทย์” อารยะขัดขืนบังคับเกณฑ์ทหาร พร้อมยื่นคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่”, สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568, https://tlhr2014.com/archives/78326.

[12] Human Rights Committee General Comment No. 22: The right to freedom of thought, conscience and religion (Art. 18), Paragraph 11.

[13] Ibid.

[14] Ibid.

.

X