ย้อนดูเส้นทาง 11 ปี การปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมของ “เนติวิทย์”

“ผมเป็นผู้คัดค้านด้วยมโนธรรม หมายความว่า ผมจะไม่เข้าร่วมการเกณฑ์ทหารหรือการรับราชการทหารที่รัฐบังคับในประเทศไทย”

นี่เป็นประโยคขึ้นต้นของคำประกาศเมื่อปี 2557 ของ “แฟรงค์” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ที่เผยแพร่ในช่วงวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 18 ปี ของเขา เพื่อแสดงออกถึงการเป็นผู้มีความคิดความเชื่อที่คัดค้านการบังคับเกณฑ์ทหารโดยมโนธรรมเป็นครั้งแรกในชีวิต

11 ปี ผ่านไป จากการประกาศความคิดความเชื่อ เนติวิทย์แสดงออกถึงความคิดความเชื่อของตน ผ่านการอารยะขัดขืนปฏิเสธการเข้ารับการเข้ารับเกณฑ์ทหารกองประจำการเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2567 ทำให้ต่อมาเขาถูกดำเนินคดีในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 ซึ่งอาจทำให้ต้องถูกจำคุกถึง 3 ปี ตามโทษสูงสุดของกฎหมายนี้

ในการสืบพยานคดีนี้ที่จะมีขึ้นที่ศาลแขวงสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 10-11 ก.ย. 2568 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีการต่อสู้ในทางกฎหมายเพื่อยืนยันสิทธิในการคัดค้านหรือปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุทางมโนธรรม อันเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ชวนรู้จักแนวความคิดดังกล่าว และย้อนดูเส้นทางการเป็นผู้ปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารของเนติวิทย์ซึ่งดำเนินมากว่าทศวรรษ

.

รู้จัก “การปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม”

การปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) คือ การที่บุคคลปฏิเสธไม่เข้าร่วมการรับราชการทหาร เนื่องจากขัดต่อความเชื่อทางศาสนา มโนธรรม หรือความเชื่อทางปรัชญา  โดยความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่ออย่างลึกซึ้งและจริงจังของบุคคล ว่าการใช้ความรุนแรง การทำสงคราม หรือการมีส่วนร่วมในกองทัพเป็นสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรม หรือความคิดความเชื่อของตน

ฐานของความเชื่อดังกล่าวมีที่มาได้จากหลากหลายรูปแบบ ทั้งแนวความเชื่อทางศาสนา, ความเชื่อทางปรัชญา หรือความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชนและจริยธรรม โดยผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมไม่ได้ปฏิเสธหน้าที่ต่อรัฐโดยทั่วไป แต่อาจเต็มใจรับใช้ชาติในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ช่วยเหลือในกิจการของพลเรือน ไม่เกี่ยวกับการทหาร, การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมอื่น ๆ

การปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพิจารณาว่า เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ครอบคลุมทั้งสิทธิในการมีหรือยอมรับความเชื่อ และสิทธิในการแสดงออกถึงความเชื่อนั้น

บางประเทศ ได้ยอมรับสิทธิดังกล่าว โดยเปิดโอกาสให้มีระบบการยื่นคำร้อง ให้ผู้ที่มีความเชื่อสามารถขอยกเว้นการเกณฑ์ทหารได้ โดยอาจจัดให้มีบริการทดแทน (alternative civilian service) เช่น งานโรงพยาบาล งานกู้ภัย งานสาธารณะต่าง ๆ แทน ไปจนถึงกระทั่งให้ระบบการเกณฑ์ทหารเป็นไปโดยสมัครใจ แต่ยังมีหลายรัฐในโลก ที่ไม่ยอมรับสิทธิดังกล่าว และมีระบบการบังคับเกณฑ์ทหาร ผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีหรือลงโทษ อย่างกรณีของประเทศไทย

.

ภาพจาก UDD News

.

2557: คำประกาศแรกของเนติวิทย์วัย 18 ปี กับคำถามที่เกิดขึ้นตั้งแต่ชั้น ม.4

กรณีของเนติวิทย์นั้น เขาประกาศตนเป็นผู้คัดค้านการเกณฑ์ทหารโดยมโนธรรมมานานหลายปี ไม่ใช่เพิ่งประกาศหลังต้องเข้ารับการตรวจเลือกเข้าเกณฑ์ทหารในปี 2567 เส้นทางการแสดงออกในประเด็นนี้ของเขา พอชี้ให้เห็นพื้นฐานของความคิดความเชื่อของเนติวิทย์ที่ดำรงสืบเนื่องมากว่าทศวรรษ

ตั้งแต่ในปี 2557 ในวันเกิดคล้ายอายุครบ 18 ปี เนติวิทย์ได้เผยแพร่คำประกาศการเป็นผู้คัดค้านการเกณฑ์ทหารโดยมโนธรรมสำนึก ทั้งในหน้าเว็บบล็อกส่วนตัว และหน้าเว็บไซต์ขององค์การต่อต้านสงครามนานาชาติ (War Resisters’ International) ซึ่งเป็นเครือข่ายนานาชาติของประชาชนที่คัดค้านลัทธิทหารนิยม และต้องการสร้างสันติภาพเพื่อโลกที่ปราศจากสงคราม

เนติวิทย์บอกเล่าถึงความคิดของเขาที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 16 ปี ขณะยังเรียนอยู่ชั้น ม.4 ได้เกิดคำถามว่าทำไมชายไทยทุกคนต้องถูกบังคับให้เกณฑ์ทหาร ต่อมาเขาเริ่มเห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว หลายประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหาร หรือเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ เพราะเรียนรู้ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งระบบการเกณฑ์ทหารยังปลูกฝังความรุนแรง และการเชื่อฟังผู้นำโดยปราศจากการคิดด้วยตนเอง เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ไร้เหตุผล และขัดต่อหลักประชาธิปไตย

“เราก็รู้ว่าหลายคนไม่อยากเข้าร่วมการเกณฑ์ทหาร บางคนเลือกเข้าเรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร 3 ปี บางคนที่บ้านมีฐานะก็สามารถจ่ายใต้โต๊ะได้ แต่ทำไมเราถึงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธระบบที่ล้าสมัยนี้? ทำไมเราซึ่งสนับสนุนสันติภาพ เกลียดสงคราม และมีศักยภาพในการช่วยเหลือสังคมและมนุษยชาติผ่านปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรง จึงไม่สามารถปฏิเสธการเกณฑ์ทหารได้? อย่าลืมว่าเราคือพลเมืองของโลก การไม่ใช้ความรุนแรงสามารถสร้างสังคมที่ดีกว่าสงครามได้ ไม่ใช่หรือ?

เนติวิทย์ยังระบุว่าเขานับถือในพุทธศาสนา แต่จะไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นพุทธศาสนิกชนในประเทศที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เขาจึงประกาศตัวเป็นผู้คัดค้านการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมสำนึก เพราะไม่ต้องการเป็นทหารในกองทัพอันรุนแรงใด

.

ภาพจากสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน

.

การแสดงออกระหว่างผ่อนผันเกณฑ์ทหาร หนังสือ 2 เล่ม และการประกาศจุดยืนในสื่อ

เนติวิทย์ยังแสดงออกถึงจุดยืนและความคิดความเชื่อของตน ในระหว่างการเข้ายื่นผ่อนผันการเกณฑ์ทหารในแต่ละปีอาทิ ในปี 2560 เนติวิทย์ถือกระดาษข้อความ “การรักชาติควรทำได้หลายทาง การบังคับเกณฑ์ทหารเป็นสิ่งล้าสมัยและเกินจำเป็น” พร้อมให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเรื่องการคัดค้านการบังคับเกณฑ์ทหาร

ปี 2561 เขาสวมนาฬิกา 5 เรือน เข้ายื่นผ่อนผัน โดยระบุว่าเป็นนาฬิกาที่ยืมเพื่อนมา พร้อมให้สัมภาษณ์กล่าวถึงหนังสือ “ประเทศไทยเปลี่ยน เกณฑ์ทหารต้องเปลี่ยน” (I Can Love My Country Without Having to be Drafted) ที่เขาเขียนและรวบรวมมาตีพิมพ์ มีเนื้อหาสำรวจมิติต่าง ๆ ของการต่อต้านการเกณฑ์ทหาร

ในปี 2562 เขาห้อยคอรูปคล้ายบัตรเลือกตั้งขนาดใหญ่พร้อมข้อความสีแดงคาดกลางว่า “นายสั่งมา” และมีกระดาษข้อความ “เกณฑ์กองทัพออกจากการเมือง” “เกณฑ์นายพลกลับกรมกอง” 

ในช่วงบรรยากาศการเกณฑ์ทหารในปีนั้น เขายังให้สัมภาษณ์กับมติชนสุดสัปดาห์ถึงความเชื่อและจุดยืนของตัวเองในเรื่องดังกล่าว

“จุดร่วมของผมคือ ให้เป็นระบบสมัครใจ ผมต้านเกณฑ์ทหาร แต่ก็สามารถรับใช้ชาติในทางอื่นได้ ถ้าชาตินี้เป็นของประชาชน เกื้อกูลประโยชน์ของประชาชน ในฐานะพลเมืองก็ต้องรับใช้ชาติ”

.

ภาพจากสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน

.

ต่อมาในปี 2563 สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน ที่ดำเนินการโดยเนติวิทย์ และเพื่อน ๆ ได้ตีพิมพ์หนังสือ “ต้านเกณฑ์ทหาร: รวมบทความนานาชาติ”  (Conscientious Objection, Resisting Militarized Society) โดยหลายคนร่วมกันแปลบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การต่อต้านการเกณฑ์ทหาร ปัญหาการบังคับการเกณฑ์ทหารในประเทศต่าง ๆ และขบวนการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ รวมทั้งมีบทความที่กล่าวถึงกรณีประเทศไทยด้วย โดยเนติวิทย์เป็นผู้เขียนคำนำเสนอในหนังสือเล่มนี้ และระบุว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการคัดค้านการเกณฑ์ทหารโดยมโนธรรมเล่มแรกในภาษาไทย

ในปี 2565 เนติวิทย์ยังให้สัมภาษณ์กับ the101.world ยืนยันเรื่องการต่อต้านระบบการบังคับเกณฑ์ทหารของตน โดยปฏิเสธจะไปจับใบดำ-ใบแดงแน่นอน แม้ทราบว่าจะทำให้ถูกดำเนินคดีและมีโอกาสต้องติดคุกก็ตาม

“ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่ประยุทธ์ยึดอำนาจ ผมประกาศตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าจะไม่มีวันเข้าไปในระบบเกณฑ์ทหาร และตอนนี้ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ เพราะผมไม่เคยนับถือระบอบการเกณฑ์ทหาร ไม่เห็นด้วยกับการบังคับทุกคนให้เกณฑ์ทหาร และที่สำคัญผมมองว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดในระบบเกณฑ์ทหารคือคนที่มีฐานะยากจน คนชนชั้นกลางหรือคนมีเงินส่วนใหญ่ก็เรียน รด. เพื่อเลี่ยงการเกณฑ์กันหมดแล้ว ผมจึงมองว่าทุกคน โดยเฉพาะคนยากจนต้องได้รับสิทธิอย่างเสมอภาคในการที่จะมีสิทธิไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร

“ทหารก็ควรจะต้องเรียนรู้ ในเมื่อเด็กนักเรียนมัธยมส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับการเกณฑ์ทหาร รวมถึงต้องพากันเรียน รด. เพื่อไม่ต้องเกณฑ์ แสดงให้เห็นว่าการพยายามขู่เข็ญบังคับให้เกณฑ์ทหารไม่ได้สร้างความรักชาติให้เกิดขึ้นเลย ถึงวันหนึ่งระบบนี้ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน”

.

.

เมื่อวันนั้นมาถึง: อารยะขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหาร และปฏิกิริยาจากเครือข่ายนานาชาติ

เมื่อวันนั้นมาถึง วันที่ 5 เม.ย. 2567 หลังนายอำเภอเมืองสมุทรปราการได้ออกหมายเรียกให้เนติวิทย์ มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการ เนติวิทย์ได้เดินทางไปสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนอ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ก่อนเดินทางกลับ ทำให้ต่อมาเขาถูกดำเนินคดีในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

เนติวิทย์ยังให้สัมภาษณ์ The Standard หลังจากนั้นว่า แม้ข้อหาที่เขาจะถูกกล่าวหาจะมีโทษจำคุกถึง 3 ปี แต่เขาจะต่อสู้โดยยืนยันว่าพลเมืองไทยมีสิทธิในความเชื่อที่เห็นว่า การเกณฑ์ทหารขัดต่อหลักความเชื่อส่วนตัวของตน ข้อเรียกร้องของเขาคือยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร ไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกกองทัพ ซึ่งเขามีจุดยืนนี้มาตั้งแต่อายุ 18 ปี แล้ว

หลังการแสดงออกดังกล่าว หลายองค์กรนานาชาติที่ทำงานในประเด็นเรื่องสงคราม และการบังคับเกณฑ์ทหาร ได้แก่ Connection e.V., War Resisters’ International, the Movement for Conscientious Objectors  (MCO), Conscientious Objection Watch, New Profile and World Without War ได้ร่วมกันแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศไทยยอมรับสิทธิในการคัดค้านด้วยมโนธรรม โดยเห็นว่ากรณีของเนติวิทย์เป็นผู้แสดงออกซึ่งการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารโดยมโนธรรมที่ถูกดำเนินคดีกรณีแรกในประเทศไทย

การคัดค้านการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมคือสิทธิมนุษยชน และประเทศไทยก็ต้องเคารพสิทธินี้เช่นกัน เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ต้องได้รับการยอมรับในฐานะผู้คัดค้านด้วยมโนธรรม ไม่ควรถูกดำเนินคดีหรือต้องเผชิญการเลือกปฏิบัติใด ๆ ต่อเขา” Rudi Friedrich จากเครือข่ายการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารโดยมโนธรรม Connection e.V.

.

.

“รัฐที่อ้างตนว่าเป็นประชาธิปไตย ต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและรับรองสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม สหประชาชาติได้ยืนยันสิทธินี้หลายครั้ง ทั้งในคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและในสภาสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเองก็ได้ยืนยันสิทธินี้หลายครั้ง ทั้งในความเห็นทั่วไป และในการวินิจฉัยคำร้องเป็นรายกรณี โดยอ้างอิงจาก ข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา

“ประเทศไทยเป็นภาคีของ ICCPR ด้วย อีกทั้ง คณะทำงานว่าด้วยการกักขังโดยพลการแห่งสหประชาชาติ ยังระบุว่า การกักขังผู้ปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมถือเป็นการกักขังโดยพลการ และเป็นการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” Semih Sapmaz จาก War Resisters’ International

หลังจากเนติวิทย์ถูกสั่งฟ้องคดีและเตรียมสืบพยานในศาล ทางเครือข่ายนานาชาติดังกล่าว ก็ยังได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีนี้ โดยเรียกร้องให้ทางการไทยยุติข้อกล่าวหาต่อเนติวิทย์โดยทันที และรับรองว่าจะไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ ต่อเขาในอนาคต รวมทั้งเรียกร้องให้ประเทศไทยดำเนินการทางนิติบัญญัติที่จำเป็นเพื่อรับรองสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมให้ชัดเจนในกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศต่อไป

.

X