20 ก.ค. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลแขวงสมุทรปราการ นัดฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีของ “แฟรงค์” เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมวัย 29 ปี ผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารดมายาวนานกว่า 12 ปี ถูกฟ้องในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 จากการอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม
เดิมทีวันนี้เป็นกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สืบเนื่องจากในคดีนี้ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนกำหนดฟังคำพิพากษาเดิมคือวันที่ 28 ก.ย. 2569 แต่เนื่องจากฝ่ายจำเลยได้ยื่นขอให้ศาลอ่านคำพิพากษาด้วยในวันเดียวกันเลย เมื่อสอบโจทก์แล้วไม่ขัดข้อง หลังศาลอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น จึงได้ทำการอ่านคำพิพากษาต่อเลยในวันนี้
ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ มาตรา 27 และ มาตรา 45 ลงโทษจำคุก 6 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี ขณะที่ฝ่ายจำเลยเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป
.
เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 เนติวิทย์ได้เดินทางไปสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 (เกณฑ์ทหาร) ที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนอ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องจากเห็นว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งยังล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ และมีส่วนทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย และการไม่เข้าร่วมการเกณฑ์ทหารของเขานั้นเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ เพื่อสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่ดีขึ้น และเพื่อให้กองทัพที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย
ต่อมา นายอำเภอเมืองสมุทรปราการมอบหมายให้ พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีอำเภอเมืองสมุทรปราการ มาแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี และเนติวิทย์ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ สภ.บางปู เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2567 ก่อนคดีจะถูกส่งฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2568
คดีมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 2 นัด ระหว่างวันที่ 10-11 ก.ย. 2568 จนเสร็จสิ้น เนติวิทย์เบิกความแสดงถึงเจตจำนงของตนเองที่ไม่ต้องการเข้ารับราชการทหารที่มีมากว่า 11 ปี เนื่องจากขัดต่อมโนธรรมสำนึกของตน (Conscientious Objection) ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ภายใต้ความเชื่อเรื่องของการไม่คร่าชีวิตและเบียดเบียนผู้ใด การเข้ารับราชการทหาร แม้เพียงทำการจับอาวุธยังไม่คร่าชีวิตผู้ใด ก็ถือว่าขัดกับความเชื่อของจำเลยอย่างรุนแรงและเป็นหลักการที่ไม่อาจประนีประนอมได้ และระบุว่าตนเองยินยอมที่จะต้องโทษจำคุกเสียดีกว่าต้องไปเกณฑ์ทหาร
หลังสืบพยานนัดสุดท้าย เนติวิทย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงสมุทรปราการ ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และ มาตรา 45 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และศาลได้ส่งคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลแขวงสมุทรปราการได้เลื่อนนัดพร้อมคดีนี้มาสามครั้ง ในวันที่ 3 พ.ย. 2568, 19 ม.ค. 2569 และ 23 มี.ค. 2569 เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญยังคงไม่มีคำวินิจฉัยออกมา โดยล่าสุด ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 ก.ค. 2569 และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 ก.ย. 2569
อย่างไรก็ดี ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้เปลี่ยนนัดเพื่อให้ศาลอ่านคำพิพากษาด้วยในวันที่ 20 ก.ค. 2569 ตามความประสงค์ของจำเลย ซึ่งมีกำหนดต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ซึ่งศาลได้สั่งในคำร้องว่า ให้รอสอบโจทก์และรอสั่งในวันดังกล่าว หากโจทก์ไม่ขัดข้อง ศาลก็จะอ่านคำพิพากษาในวันเดียวกันเลย
.
ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี ให้รอลงอาญา เห็นว่าการอ้างไม่เข้ารับราชการทหารด้วยเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนาและมโนธรรมสำนึกฟังไม่ขึ้น
วันนี้ (20 ก.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาที่ 14 ของศาลแขวงสมุทรปราการ ได้มีนักวิชาการรวมไปถึงเจ้าหน้าที่จากภาคประชาสังคมเข้าร่วมฟังการพิจารณา ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาในเวลา 09.46 น. ก่อนที่เนติวิทย์ จำเลยจะเดินทางมายังห้องพิจารณาในเวลา 10.05 น.
เวลา 10.40 น. หลังดำเนินคดีก่อนหน้าเสร็จสิ้น ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การเกณฑ์ทหารไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องเสรีภาพในการถือศาสนา โดยเห็นว่าเมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างการเกณฑ์ทหาร เพื่อให้รัฐมีความพร้อมที่จะปกป้องรักษาเอกราชและอธิปไตย กับ การเกณฑ์ทหารที่ก่อให้เกิดภาระแก่บุคคลในการใช้ชีวิตปกติแล้ว ประโยชน์สาธารณะย่อมมีมากกว่า จึงไม่ได้เพิ่มภาระ จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพเกินสมควรและเป็นไปตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ดังนั้น พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31
หลังอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ศาลได้สอบถามถามอัยการโจทก์ว่าคัดค้านคำร้องของฝ่ายจำเลยที่ขอให้อ่านคำพิพากษาวันนี้หรือไม่ อัยการโจทก์แถลงไม่คัดค้าน ศาลจึงทำการอ่านคำพิพากษาโดยสรุปใจความได้ว่า
คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวัน เวลา และสถานที่ตามฟ้อง จำเลยไม่ได้มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกรับราชการทหาร โจทก์มี พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีผู้กล่าวหา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการรับส่งหมายเรียกเข้ารับการตรวจเลือก โดยในวันที่ 9 พ.ค. 2566 ขณะที่ พ.ท.กัมพล ทำหน้าที่อยู่ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรปราการ จำเลยได้เดินทางเข้ารับหมายเรียกเข้ารับการคัดเลือกเกณฑ์ทหาร จำเลยจึงทราบดีว่าตนมีหน้าที่ต้องไปเข้ารับการคัดเลือกฯ
ต่อมาวันที่ 5 เม.ย. 2567 ที่หอประชุมซีคอมเพล็กซ์ สถานที่คัดเลือกทหารกองเกิน จำเลยเดินทางมายังที่สถานเกิดเหตุแต่ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือก โดยได้มาถ่ายภาพและอ่านแถลงการณ์ปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร ก่อนจะเดินทางกลับไป จนเวลา 20.00 น. เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจเลือกในวันนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้ลงบันทึกว่าจำเลยไม่เข้ารับการตรวจเลือก
ศาลเห็นว่า พ.ท.กัมพล สัสดีผู้กล่าวหา เป็นประจักษ์พยาน เบิกความตามลำดับขั้นตอนและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่เบิกความว่าได้ไปอ่านแถลงการณ์ดังกล่าวจริงและเดินทางกลับโดยไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดเลือก เมื่อจำเลยมายังสถานที่คัดเลือกแต่ไม่เข้ารับการตรวจเลือกจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 ฟังได้ว่าจำเลยหลีกเลี่ยงการรับราชการทหาร
ส่วนที่จำเลยอ้างว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยแล้ว ว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวนั้นไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่เข้ารับราชการทหารด้วยเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนาและมโนธรรมสำนึก ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นในการกระทำความผิด ข้อโต้แย้งของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ มาตรา 27 และ มาตรา 45 ให้จำคุก 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี
.
หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ผู้พิพากษากล่าวว่า คำพิพากษานี้เป็นคำพิพากษาที่ทำโดยผู้พิพากษาคนก่อนหน้าที่ได้ย้ายไปประจำศาลอื่น ระหว่างรอเอกสาร เนติวิทย์ได้กล่าวถึงผลทางคดี โดยตนนึกว่าวันนี้อาจต้องรอการประกันตัวที่ใต้ถุนศาลเสียแล้ว ส่วนเรื่องคดีเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร ตนพร้อมจะสู้ต่อ ต่อให้จะต้องสู้จนถึงอายุ 46 ปี ซึ่งเป็นเพดานอายุของการเป็นทหารกองเกินก็ตาม โดยเตรียมหารือทนายความในการยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป
ภายหลังการพิจารณาคดี เนติวิทย์ยังโพสต์ข้อความถึงผลทางคดีด้วยว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่จะแพ้ ทรงผมนักเรียนก็ไม่ได้แก้สำเร็จกันในวันเดียวหรือตอนผมเป็นนักเรียน แต่ถ้าคนรุ่นใหม่ไม่ยอมแพ้และมีความเชื่อมั่นว่าเปลี่ยนแปลงได้ ก็จะทำสำเร็จครับ ก็ถือเป็นอิฐก้อนหนึ่งในหนทางอีกยาวไกล”
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ย้อนดูเส้นทาง 11 ปี การปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมของ “เนติวิทย์”
“สิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม” ในฐานะเจตจำนงภายใน
