วันที่ 20 ก.ค. 2569 นี้ ศาลแขวงสมุทรปราการนัดอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีของ “แฟรงค์” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมวัย 29 ปี ผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารมายาวนานกว่า 12 ปี ถูกฟ้องในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 จากการอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม โดยในชั้นสืบพยานได้มีการยื่นคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 หรือไม่ ไว้แล้ว
โดยศาลเห็นว่า การเกณฑ์ทหารไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างการเกณฑ์ทหาร เพื่อให้รัฐมีความพร้อมที่จะปกป้องรักษาเอกราชและอธิปไตย กับ การเกณฑ์ทหารที่ก่อให้เกิดภาระแก่บุคคลในการใช้ชีวิตปกติแล้ว ประโยชน์สาธารณะย่อมมีมากกว่า จึงไม่ได้เพิ่มภาระ จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพเกินสมควรและเป็นไปตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย
สำหรับในประเทศไทยแล้ว คดีของเนติวิทย์เป็นคดีแรกในประเทศไทยที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม และในหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ แคนาดา เกาหลีใต้ ตุรกี การปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เคยเกิดขึ้นเช่นกัน
ก่อนนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 ก.ค. 2569 นี้ ชวนอ่านพัฒนาการหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองสิทธิของบุคคลในการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมและบริบทการบังคับเกณฑ์ทหารของประเทศไทย
.
สิทธิในการปฏิเสธการรับราชการทหารด้วยเหตุแห่งมโนสำนึก (Right to Conscientious Objection)
หัวใจของเรื่องนี้ คือการที่บุคคลปฏิเสธที่จะเข้ารับการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ เนื่องมาจากมโนสำนึก ความเชื่อหรือศาสนา อย่างลึกซึ้งและจริงจังว่าการใช้ความรุนแรง การทำสงคราม หรือการมีส่วนร่วมในกองทัพเป็นสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมหรือความคิดความเชื่อของตน นอกเหนือจากเรื่องสงคราม สิทธินี้ยังพูดถึงขอบเขตอำนาจรัฐและสิทธิของบุคคลในการต่อต้านรัฐ เมื่อการปฏิบัติตามรัฐจะขัดต่อต่อศีลธรรมหรือความคิดความเชื่อ
ผู้ปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารหลายคนมีรากฐานมาจากมโนสำนึกที่ว่า การฆ่าหรือการมีส่วนร่วมในความรุนแรงเป็นสิ่งที่ผิดโดยพื้นฐาน อาจเป็นความเชื่อทางศาสนาที่ห้ามการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หลักศีลธรรมที่ต่อต้านความรุนแรงหรือหลักการส่วนตัวที่ให้คุณค่ากับสันติภาพมากกว่าการอยู่ในโอวาท สิทธิดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญที่ว่า “รัฐอาจบังคับให้รับใช้รัฐได้ แต่รัฐไม่สามารถบังคับมโนสำนึกได้”
เมื่อปี ค.ศ. 2022 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) พิจารณาคุ้มครองสิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม โดยเห็นว่า สิทธินี้เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ครอบคลุมทั้งสิทธิในการมีหรือยอมรับความเชื่อ และสิทธิในการแสดงออกถึงความเชื่อนั้นของบุคคล
การจำกัดสิทธิดังกล่าวบัญญัติไว้ใน ข้อ 18(3) ที่อนุญาตให้มีการจำกัดสิทธิได้เฉพาะในส่วนของการแสดงออกทางศาสนาหรือความเชื่อเท่านั้น และจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อข้อจำกัดดังกล่าวบัญญัติไว้โดยกฎหมาย และมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย สุขภาพ ศีลธรรมของประชาชน หรือสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลอื่น
.
วิวัฒนาการของการตีความสิทธิทางมโนธรรมกว่า 22 ปี ถึงจะได้รับการยอมรับจากกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
.
ในอดีต กว่าสิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมจะถูกยอมรับ กลไกด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติก็เคยปฏิเสธสิทธิดังกล่าว ตามที่ปรากฏในคำวินิจฉัยคดีระหว่าง L.T.K. กับ ประเทศฟินแลนด์ ปี ค.ศ. 1984
หนังสือถึงรัฐบาลฟินแลนด์เรื่องการปฏิเสธเข้ารับการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม ฉบับที่ 185/1984
คดีดังกล่าว เป็นคดีของชายชาวฟินแลนด์ที่ถูกตัดสินจำคุก 9 เดือนจากการปฏิเสธเข้ารับการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางศีลธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ยกคำร้องโดยถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ที่จะรับพิจารณา โดยระบุว่าคดีนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดประเด็นข้อขัดแย้งภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
ในมุมมองของคณะกรรมการฯ ช่วงที่คดีนี้ถูกยกขึ้นมา กติกาดังกล่าว “ไม่ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการคัดค้านด้วยเหตุแห่งมโนธรรม และไม่สามารถตีความได้ว่าข้อ 18 หรือข้อ 19 ของกติกาฯ… มีความหมายโดยนัยถึงสิทธิดังกล่าว” (หนังสือถึงรัฐบาลฟินแลนด์เรื่องการปฏิเสธเข้ารับการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม ฉบับที่ 185/1984 ย่อหน้าที่ 5.2)
.
อย่างไรก็ตาม การตีความเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทศวรรษ 1990 โดยเมื่อ ค.ศ. 1991 คดีระหว่าง J.P. กับประเทศแคนาดา เป็นคดีของหญิงผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายเควกเกอร์ ได้ปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีในส่วนที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับรายจ่ายทางทหาร

หนังสือถึงรัฐบาลแคนาดาเรื่องการปฏิเสธจ่ายเงินภาษีที่ถูกจัดสรรเพื่อการทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม ฉบับที่ 446/1991
เธอได้นำเงินดังกล่าวไปฝากไว้กับกองทุนภาษีเพื่อสันติภาพ (Peace Tax Fund) ของบริษัท Conscience Canada ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนแทน โดยโต้แย้งว่า กฎหมายภาษีของแคนาดาละเมิดสิทธิเสรีภาพทางมโนธรรมและศาสนาของเธอ
แม้ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ จะตัดสินว่าข้อเรียกร้องนี้ไม่เข้าเกณฑ์รับพิจารณา เนื่องจากการปฏิเสธการเสียภาษีด้วยเหตุแห่งมโนธรรมนั้นอยู่นอกเหนือขอบเขตของ ข้อ 18 ในกติกาฯ อย่างชัดเจน แต่คณะกรรมการฯ ก็ได้รับรองสิทธิในการยึดถือ แสดงออก และเผยแพร่ความคิดเห็นและความเชื่อมั่น ซึ่งรวมถึงการคัดค้านกิจกรรมและค่าใช้จ่ายทางทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม (หนังสือถึงรัฐบาลแคนาดาเรื่องการปฏิเสธจ่ายเงินภาษีที่ถูกจัดสรรเพื่อการทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม ฉบับที่ 446/1991 ย่อหน้าที่ 4.2)
.

ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ฉบับที่ 22
ไม่นานนัก 2 ปีให้หลัง ในปี ค.ศ. 1993 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ชี้แจงสิทธิดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านความเห็นทั่วไป ฉบับที่ 22 โดยรับรองอย่างชัดแจ้งว่า สิทธิในการปฏิเสธโดยอ้างมโนธรรมสำนึก “สามารถอนุมานได้จากข้อ 18 เนื่องจากภาระหน้าที่ในการใช้กำลังที่ทำให้ถึงแก่ความตายนั้น อาจขัดแย้งอย่างร้ายแรงกับเสรีภาพทางมโนธรรมและสิทธิในการแสดงออกซึ่งศาสนาหรือความเชื่อของบุคคล” (ความเห็นทั่วไป ฉบับที่ 22 ข้อ 11)
5 ปี ต่อมา ความเห็นดังกล่าวได้ถูกยกระดับขึ้นเมื่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ ได้รับรองสิทธิดังกล่าวผ่าน ข้อมติที่ 1998/77 ยืนยันว่าสิทธิในการปฏิเสธการรับราชการทหารโดยอ้างมโนธรรม ถือเป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนาอย่างชอบธรรม ภายใต้ข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
.
ต่อมา ในปี ค.ศ. 2006 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ได้มีคำวินิจฉัยในคดีระหว่าง Yoon และ Choi กับ ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้ คำวินิจฉัยนี้กลายเป็นเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการรับรองสิทธิการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม
คดีดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้นับถือในพยานพระยะโฮวา (นิกายที่แยกมาจากศาสนาคริสต์) ถูกจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จากการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารโดยอาศัยหลักความเชื่อทางศาสนาของตน คณะกรรมการฯ ได้มีคำวินิจฉัยยืนยันว่าข้อบทที่ 18 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ครอบคลุมถึงสิทธิในการปฏิเสธการเป็นทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม โดยระบุว่า “ความเข้าใจต่อข้อบทที่ 18 ย่อมมีวิวัฒนาการไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับการรับรองอื่น ๆ ในกติกาฉบับนี้ เมื่อพิจารณาจากตัวบทและวัตถุประสงค์” (ย่อหน้าที่ 8.2)
คณะกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า “การที่ผู้ร้องปฏิเสธที่จะถูกเกณฑ์เข้ารับราชการทหารภาคบังคับนั้น เป็นการแสดงออกโดยตรงถึงความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา ซึ่งรัฐไม่ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงนี้จึงยุติ ดังนั้น การตัดสินลงโทษและพิพากษาจำคุกผู้ร้องจึงเทียบเท่ากับการจำกัดความสามารถในการแสดงออกซึ่งศาสนาหรือความเชื่อของพวกเขา” (ย่อหน้าที่ 8.3)
คำวินิฉัยดังกล่าว ได้วิเคราะห์การปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมผ่านกรอบของ ข้อบทที่ 18(3) ซึ่งอนุญาตให้มีการจำกัดสิทธิได้ต่อเมื่อมีการบัญญัติไว้โดยกฎหมายและมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย สุขภาพ ศีลธรรม หรือสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้อื่นเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการฯ มองว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนได้มากพอว่าการจำกัดสิทธิของผู้ร้องในคดีนี้นั้นมีความจำเป็นตามข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในกติกาฯข้อที่ 18(3) (ย่อหน้าที่ 8.4)
ข้อโต้แย้งที่รัฐบาลอ้างเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติและความกลมเกลียวทางสังคม คณะกรรมการฯ เน้นย้ำว่า “การที่รัฐเคารพในความเชื่อตามมโนธรรมและการแสดงออกถึงความเชื่อดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยสำคัญในตัวมันเองที่จะรับประกันให้เกิดความหลากหลายในสังคมที่กลมเกลียวและมั่นคง”
คำวินิจฉัยนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า ความมั่นคงของชาติไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการลิดรอนเสรีภาพขั้นพื้นฐานได้ แม้แต่ในประเทศที่ยังคงอยู่ในภาวะสงครามอย่างเกาหลีใต้ ความกลมเกลียวทางสังคมที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกัน แต่ขึ้นอยู่กับการที่รัฐเคารพในมโนธรรมและความเชื่อของแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ คำวินิจฉัยยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า “เป็นไปได้ในทางหลักการและในทางปฏิบัติก็เป็นเรื่องปกติ ที่จะคิดงานบริการสาธารณะในรูปแบบงานพลเรือนเป็นทางเลือกอื่นแทนการรับราชการทหารภาคบังคับซึ่งระบบทางเลือกนี้จะไม่ทำให้ระบบเกณฑ์ทหารเดิมพังลง แต่สามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคมและอาศัยความทุ่มเทในระดับที่เท่าเทียมกัน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ที่เข้ารับราชการทหารภาคบังคับกับผู้ที่เข้ารับบริการทางเลือก” (ย่อหน้าที่ 8.4)
ด้วยการยืนยันว่าการตีความข้อที่ 18 จะต้องมีวิวัฒนาการไปตามความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนร่วมสมัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ในคดี Yoon และ Choi จึงได้พลิกโฉมการรับรองสิทธิในการปฏิเสธการเป็นทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมในระดับโลก จากเดิมที่เป็นเรื่องของดุลพินิจของแต่ละประเทศ ให้กลายเป็นสิทธิมนุษยชนสากล

หนังสือถึงรัฐบาลเกาหลีใต้เรื่องการปฏิเสธการเป็นทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมของผู้ร้อง 100 ราย ฉบับที่ 1642-1741/2007
หลังจากนั้น 5 ปี ในปี ค.ศ. 2011 ในคดีระหว่าง Min-Kyu Jeong และคณะ กับ สาธารณรัฐเกาหลี สิทธิในการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเดิม หลังคณะกรรมการฯ ได้วินิจฉัยในคดีของผู้ร้อง 100 คน ที่ล้วนเป็นพยานพระยะโฮวา (นิกายที่แยกมาจากศาสนาคริสต์) ซึ่งถูกจำคุกเนื่องจากปฏิเสธการเกณฑ์ทหารภาคบังคับโดยอาศัยหลักความเชื่อทางศาสนาของตน
คำวินิจฉัยในคดีนี้ยืนยันว่าสิทธิในการปฏิเสธการเป็นทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่แนบแน่นอยู่กับสิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนาภายใต้ ข้อบทที่ 18(1) ของกติกาฯ จากเดิมแทนที่จะถือว่าเป็นการแสดงออกทางความเชื่อที่อาจถูกจำกัดได้ตามข้อบทที่ 18(3) (ย่อหน้าที่ 7.3)
คำวินิจฉัยใหม่นี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนกรอบคิดใหม่ว่ารัฐไม่สามารถอ้างความจำเป็นหรือความได้สัดส่วนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการจำกัดสิทธินี้ได้อีกต่อไป ในทางกลับกัน การปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมได้รับการคุ้มครองในฐานะสิทธิส่วนบุคคลอันเป็นแก่นแท้ที่จะต้องได้รับการเคารพแม้ในยามสงคราม พัฒนาการนี้ได้ขยายความเข้าใจที่ว่าเสรีภาพทางมโนธรรมนั้นครอบคลุมไปไกลกว่าเพียงแค่ความเชื่อ ไปสู่การกระทำที่เป็นรูปธรรมอย่างการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหาร
.

หนังสือถึงรัฐบาลตุรกีรื่องการปฏิเสธการเป็นทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมของผู้ร้อง 2 ราย ฉบับที่ 1853 และ 1854/2008
ระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ปี ค.ศ. 2012 คณะกรรมการฯ ได้ให้เหตุผลที่หนักแน่นยิ่งขึ้น โดยในคดีระหว่าง Atasoy และ Sarkut กับ ประเทศตุรกี เป็นคดีที่ผู้ร้องสองคนเป็นพยานพระยะโฮวา ถูกดำเนินคดีและปรับเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากการปฏิเสธการเข้าเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางศาสนา
คณะกรรมการฯ วินิจฉัยว่า การลงโทษดังกล่าวเป็นการละเมิดเสรีภาพทางมโนธรรมของผู้ร้องตามข้อ 18(1) โดยให้เหตุผลว่า “สิทธิในการปฏิเสธการเข้ารับราชการทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมนั้น เป็นสิทธิที่แนบแน่น (inheres in) อยู่ในสิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา และจะต้องไม่ถูกบั่นทอนโดยการบังคับขู่เข็ญ” (ย่อหน้าที่ 10.4)
ส่วนที่รัฐกล่าวอ้างว่า การจำกัดสิทธิอาศัยข้อบัญญัติที่ 18(3) มาเป็นเหตุผลให้ความชอบธรรม ในความเห็นส่วนตัว (individual opinion) ของคณะกรรมการ ได้แก่ Sir Nigel Rodley, Mr. Krister Thelin และ Mr. Cornelis Flinterman ได้ให้เหตุผลว่า “การอาศัยข้อ 18(3) เพื่อลิดรอนสิทธิในการปฏิเสธการเข้ารับราชการทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม ย่อมส่อให้เห็นว่า อาจมีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว สามารถมีน้ำหนักเหนือกว่าการปฏิเสธการเข้ารับราชการทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมของปัจเจกบุคคลได้–” (ภาคผนวก)
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่มีความขัดแย้งทางสงครามซึ่งเป็นช่วงที่ผลประโยชน์ของส่วนรวมมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามสูงสุด กลับเป็นช่วงเวลาที่สิทธิในการปฏิเสธด้วยเหตุผลทางมโนธรรมมีความจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองมากที่สุด มีโอกาสถูกยกขึ้นกล่าวอ้างมากที่สุด และมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับการเคารพในทางปฏิบัติมากที่สุดด้วยเช่นกัน” (ภาคผนวก)
จากการยึดหลักการวิเคราะห์ตามข้อบทที่ 18(1) คณะกรรมการฯ ได้ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนสามารถนำมาอ้างเป็นความชอบธรรมในการจำกัดมโนธรรมได้ ในขณะที่ความเห็นส่วนตัวดังกล่าวของ Sir Nigel Rodley และคณะกรรมการท่านอื่น ๆ ได้ชี้ว่า สิทธินี้มีลักษณะเด็ดขาดตามธรรมชาติ (absolute in nature) และไม่อาจถูกระงับหรือยกเว้น (non-derogable) ได้แม้ในยามสงคราม (ภาคผนวก)
.
ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่า การบังคับเกณฑ์ทหารเป็นไปตาม ICCPR แล้ว แม้นักวิชาการมองว่ายังเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพและไม่ยอมรับสิทธิทางมโนธรรม
บริบทการบังคับเกณฑ์ทหารของประเทศไทยยังคงปฏิเสธสิทธิของบุคคลในการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม ดังที่เห็นได้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ เนติวิทย์ ได้ยื่นคำร้องในชั้นสืบพยานให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยอ้างถึงพันธกรณีของประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
แม้การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะได้ขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ ทศพล ทรรศนพรรณ และ ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ โดยสรุปให้ความเห็นว่า เสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา จะต้องไม่ถูกจำกัดด้วยหน้าที่ของปวงชนชาวไทย การที่กฎหมายไม่กำหนดเสรีภาพในมโนธรรมอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่า ยังไม่มีการคุ้มครองเสรีภาพในมโนธรรมของประชาชนอย่างเพียงพอ
แต่อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยไปในแนวทางที่เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเอกราช อธิปไตย และความมั่นคง โดยต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพ กองทัพจำเป็นต้องมีการเตรียมกำลังพลให้พร้อมเผชิญสถานการณ์วิกฤตได้ทันที ทั้งในยามปกติและยามสงคราม รวมถึงมีภารกิจในการพัฒนาประเทศและบรรเทาสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน
ส่วนเสรีภาพในการถือศาสนาแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
- ส่วนจิตใจ: การที่บุคคลจะนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใด ๆ เป็นเรื่องภายในจิตใจที่ไม่กระทบต่อผู้อื่น รัฐไม่อาจจำกัดได้
- ส่วนปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรม: รัฐธรรมนูญกำหนดขอบเขตไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย (เช่น การเกณฑ์ทหาร) ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี
ศาลจึงวินิจฉัยไปโดยเห็นว่าพลเมืองทุกคนไม่ว่าจะมีความเชื่อหรือนับถือศาสนาใด ย่อมไม่อาจอ้างความเชื่อเพื่อปฏิเสธหน้าที่รับราชการทหารอันเป็นหน้าที่พื้นฐานต่อรัฐได้ และอ้างว่าสอดคล้องกับข้อจำกัดในกติการะหว่างประเทศ ICCPR ข้อ 18 ที่ระบุให้รัฐสามารถจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาได้เพื่อความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ
อีกทั้งเห็นว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร มีการกำหนดข้อยกเว้นการรับราชการทหาร เช่น พระภิกษุ นักบวช คนพิการทุพพลภาพ และการผ่อนผัน เช่น นักเรียน/นักศึกษา ผู้ที่ต้องเลี้ยงดูบิดามารดาที่พิการหรือบุตรที่ไม่มีคนดูแล ไว้อย่างเป็นระบบอยู่แล้ว การยกเว้นให้กลุ่มนักบวชเป็นไปเพราะบุคคลเหล่านั้นมีบทบาทในการสอนศาสนาและกล่อมเกลาจิตใจประชาชนในยามปกติ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมในอีกรูปแบบหนึ่ง และหากพ้นจากสถานะนั้นก็ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการตรวจเลือกตามปกติ จึงเห็นว่ายังคงรักษาความเสมอภาคและเป็นธรรมต่อปวงชนทุกคน
ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าเมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างการเกณฑ์ทหาร เพื่อให้รัฐมีความพร้อมที่จะปกป้องรักษาเอกราชและอธิปไตย กับ การเกณฑ์ทหารที่ก่อให้เกิดภาระแก่บุคคลในการใช้ชีวิตปกติแล้ว ประโยชน์สาธารณะย่อมมีมากกว่า จึงไม่ได้เพิ่มภาระ จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพเกินสมควรและเป็นไปตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเหตุผลของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่เคยให้ความเห็นรับรองสิทธิในการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม จะเห็นว่ามีความแตกต่างจากเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง
คณะกรรมการฯ ให้ความเห็นว่า รัฐไม่สามารถอ้างความจำเป็นหรือความได้สัดส่วนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการจำกัดสิทธินี้ได้อีกต่อไป รวมถึงไม่สามารถอ้างจำกัดสิทธิของบุคคลเพราะเหตุแห่งสงคราม ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมองว่า ต่อให้จะเป็นกรณีสถานการณ์ปกติหรือภาวะสงคราม สิทธิของบุคคลก็ไม่อาจเหนือผลประโยชน์ส่วนรวมได้
.
อ่านบทความเรื่องสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารฯ เพิ่มเติม
“สิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม” ในฐานะเจตจำนงภายใน

