พฤษภาคม 2569: ศาลฎีกายืนจำคุก ม.112 ทิวากร 6 ปี เหตุสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” ด้านคดี “ธนาธร” ศาลยกฟ้อง

ในเดือนพฤษภาคม 2569 ไม่มีจำนวนคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจากสองเดือนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามในจำนวนทั้งหมด 1,346 คดีที่ประชาชนถูกดำเนินคดี ยังมีคดีความอีกราว 523 คดี ยังคงอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ และยังคงทยอยมีนัดฟังคำพิพากษาออกมาในแต่ละเดือน 

อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปี 2569 นี้มีแนวโน้มสถานการณ์คดีที่พบเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในรูปแบบของการฟ้องร้องประชาชนและสื่อมวลชนที่โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยนักการเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มักเป็น “บ้านใหญ่” ในจังหวัดที่มีอิทธิพล

สำหรับสถานการณ์คำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 มีอย่างน้อย 7 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี โดยพบว่ามี 3 คดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง

คดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรณีไลฟ์สดเฟซบุ๊กในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการวิจารณ์รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19, คดีมาตรา 116 ของ “ป่าน กตัญญู” เนื่องจากศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความในเพจทะลุฟ้า และสุดท้าย คดีของเอกอนันต์ ในข้อหา พ.ร.บ.การเดินอากาศ กรณีนำโดรนขึ้นไปถ่ายภาพที่ชุมนุม #ประชาชนปลดแอก มื่อวันที่ 16 ส.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องเอกอนันต์ เนื่องจากฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ส่วนคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษ ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของทิวากร กรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ทำให้คดีสิ้นสุดลง  เช่นเดียวกับคดีมาตรา 112 ของ “เก็ท” โสภณ กรณีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษให้จำคุก 3 ปี และปรับพินัย 200 บาท 

ด้านคดีมาตรา 112 ของปิยรัฐ กรณีติดตั้งป้ายไวนิลวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล บนถนนสายยางตลาด-กาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษากลับให้จำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ขณะที่ก่อนหน้านี้ในศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และสุดท้าย คดีของสองจำเลยเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี เหตุนำรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงไปร่วมชุมนุม #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี

สถานการณ์การยื่นขอประกันตัวผู้ต้องขังในเดือนที่ผ่านมา มีการยื่นขอประกันตัว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, อรรถพล บัวพัฒน์, อานนท์ นำภา (9 คดี) และพรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งพบว่าศาลยกคำร้องทุกราย จึงยังคงไม่มีผู้ต้องขังได้รับสิทธิประกันตัวในเดือนที่ผ่านมา

.

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,997 คน ในจำนวน 1,346 คดี 

เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา จนถึงเดือนเมษายน 2569  ไม่มีจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (นับเฉพาะคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและแสดงความเห็นทางการเมืองกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่นักการเมืองฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ)

หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,076 ครั้ง

สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่

1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 291 คน ในจำนวน 321 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 169 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ 

2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 157 คน ในจำนวน 57 คดี 

3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี 

4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 202 คน ในจำนวน 111 คดี 

5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 222 คน ในจำนวน 243 คดี 

6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี

จากจำนวนคดี 1,346 คดีดังกล่าวมีจำนวน 823 คดี ที่ถึงที่สุดแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว) กล่าวคือมีอย่างน้อย 523 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด และอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ และยังคงทยอยมีนัดฟังคำพิพากษาออกมาในแต่ละเดือน

.

แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้

ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างน้อย 7 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี 

.

สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 แยกเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำนวน 1 คดี ชั้นอุทธรณ์ 2 คดี และชั้นฎีกา 1 คดี โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีของ ทิวากร วิถีตน กรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ถูกเบิกตัวจากเรือนจำไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยที่ไม่ทราบนัดมาก่อน

ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา และพิพากษาแก้ให้ริบเสื้อยืดของกลาง ถือเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้คดีที่ยาวนานกว่า 4 ปี ขณะที่ปัจจุบันทิวากรถูกคุมขังมาแล้ว 632 วัน และยังเหลือโทษที่ต้องคุมขังอีกกว่า 4 ปี

คดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมติดตั้งป้ายไวนิลวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล บนถนนสายยางตลาด-กาฬสินธุ์ เมื่อปี 2564 ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อเดือนตุลาคม 2567 จากนั้นอัยการอุทธรณ์ต่อ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ โดยเห็นว่า แม้ไม่มีพยานโจทก์ปากใดยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้นำป้ายไปติด แต่พิจารณาพยานแวดล้อมเชื่อได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกที่นำป้ายไปติดในที่เกิดเหตุ และเป็นผู้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก ลงจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนจะได้ประกันตัวในชั้นฎีกา ด้วยหลักทรัพย์ 300,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

คดีของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง กรณีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานใช้เครื่องขยายเสียงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คือลงโทษจำคุกถึง 6 เดือน ทั้งที่กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ในฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นการลงโทษเกินเลยไปกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยยังเห็นว่ามีความผิดในข้อหามาตรา 112 พิพากษาแก้เป็นจำคุก 3 ปี และปรับพินัย 200 บาท ขณะที่โสภณถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 8 เดือนเศษ

นอกจากนั้นยังมีคดีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรณีไลฟ์สดเฟซบุ๊กในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” วิจารณ์นโยบายการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 โดยศาลพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการพิจารณาว่าข้อความใดมีความผิดตามมาตรา 112 จะต้องพิจารณาข้อความทั้งหมด ไม่ใช่ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งจำเลยวิจารณ์รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 (คดีนี้ธนาธรมีทีมทนายความของตนเอง)

เท่าที่ทราบ จนถึงปัจจุบันศาลมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ในยุคหลังปี 2563 ออกมาอย่างน้อย 218 คดีแล้ว โดยมีสัดส่วนคดีที่จำเลยต่อสู้คดีมากกว่าให้การรับสารภาพอยู่เล็กน้อย คือจำนวน 20 คดี

.

สำหรับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองอื่น ๆ ที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาอย่างน้อย 3 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีของ “ป่าน” กตัญญู หมื่นคำเรือง ในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 จากกรณีเพจ “ทะลุฟ้า” โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนไปร่วมชุมนุมจำนวน 2 โพสต์ ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นยกฟ้อง “ป่าน” กตัญญู เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นแอดมินหรือผู้โพสต์ข้อความในเพจทะลุฟ้า และพยานโจทก์ที่ยืนยันภาพจำเลยในที่ชุมนุมเป็นเพียงพยานบอกเล่า จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าบุคคลตามภาพเป็นจำเลย อีกทั้งการปรากฏตัวของจำเลยในการชุมนุมก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามวันและเวลาที่ถูกฟ้อง

และคดีของ เอกอนันต์ ด่านเพชรดำรง ในข้อหา พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2547 กรณีนำโดรนขึ้นไปถ่ายภาพที่ชุมนุม #ประชาชนปลดแอก บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2563 ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับเอกอนันต์ 5,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องเอกอนันต์

คดีของ “ไนน์” และ “เปิ้ล”เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีวิทยุสื่อสารในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุจากการนำรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงไปร่วมชุมนุม #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 หรือ #ม็อบ31ตุลา64 บริเวณแยกราชประสงค์ 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าแม้ไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม แต่ได้ร่วมรวมตัวกันเกินกว่า 50 คนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดเข้มงวดโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว ลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

.

ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีการยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและยังไม่มีคำพิพากษาออกมา โดยศาลยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ในกรณีของจตุภัทร์จะเหลือหมายขังในคดีนี้คดีเดียวเท่านั้น เนื่องจากคดีอื่นที่เขามีหมายขัง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว

ส่วนกรณีของ อานนท์ นำภา ได้มีการยื่นประกันตัวในคดีมาตรา 112 ทั้งสิ้น 9 คดีที่อยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์เนื่องจากต้องการยืนยันว่า พฤติการณ์คดีเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม เรียกร้องการเปลี่ยนผ่านจากการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารสู่รัฐบาลประชาธิปไตย ท่ามกลางบริบทในปัจจุบันที่กรมราชทัณฑ์มีมติให้พักโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกรณีของประเทศเมียนมาก็มีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ยังคงมีคำสั่งยกคำร้องทั้ง 9 คดี ขณะที่อานนท์ถูกคุมขังมาเป็นเวลากว่า 2 ปี 8 เดือนเศษแล้ว

ด้าน “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างฎีกา หลังถูกคุมขังจากกรณีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 จากการยื่นประกันตัวเป็นครั้งที่ 3 โดยเห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

กรณีดังกล่าว ทำให้ในเดือนที่ผ่านมายังคงไม่มีผู้ต้องขังคนใดที่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี

.

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีแนวโน้มสถานการณ์คดีที่พบเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในรูปแบบของการฟ้องร้องหรือกล่าวหาประชาชนและสื่อมวลชนที่โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยนักการเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มักเป็น “บ้านใหญ่” ในจังหวัดที่มีอิทธิพล เช่น พะเยา, ชลบุรี และร้อยเอ็ด

ประชาชนหรือสื่อมวลชนที่ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ได้มีภูมิลำเนาหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกกล่าวหา ทำให้หลายคนเกิดภาระด้านต่าง ๆ เพื่อเดินทางไปต่อสู้คดี ซึ่งจะใช้ระยะเวลายาวนาน บางกรณีผู้กล่าวหามีการเจรจาเสนอข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อให้ยอมรับเงื่อนไข จึงจะถอนแจ้งความหรือถอนฟ้องคดี

แนวโน้มลักษณะคดีเช่นนี้ เข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน หรือที่เรียกกันว่า “การฟ้องคดีปิดปาก” (SLAPP) ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิได้มุ่งหวังผลทางคดีเป็นหลัก แต่มุ่งให้เกิดผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวหา ต้องเดินทางไกลไปต่อสู้คดี เกิดภาระและต้นทุนทางคดี ทั้งยังส่งผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้ถูกกล่าวหาและประชาชนในสังคมโดยรวม รวมทั้งส่งกระทบต่อการทำงานของสื่อมวลชนในการติดตามตรวจสอบบุคคลสาธารณะ

ในเดือนที่ผ่านมา ในคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือมีความเคลื่อนไหวในชั้นศาลจำนวน 3 คดี ได้แก่ คดีของ “เมยวดี” และคดีของโกวิท ที่มีการไต่สวนมูลฟ้อง และคดีของ “แอปเปิ้ล” สุภาภรณ์ ที่ถูกอัยการสั่งฟ้องต่อศาล

คดีของ “เมยวดี” (นามสมมติ) นิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา ถูก รัชนี พลซื่อ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด และปัจจุบันเป็น สส.ร้อยเอ็ด สังกัดพรรคกล้าธรรม ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีแชร์โพสต์ข้อความเกี่ยวกับคดีความที่ครอบครัวพลซื่อเผชิญ คดีเสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว โดยฝ่ายโจทก์นำพยาน 2 ปากเข้าเบิกความ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดนัดฟังคำสั่งว่าคดีมีมูลเพียงพอที่ศาลจะรับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ในวันที่ 16 มิ.ย. 2569

เช่นเดียวกับในคดีของ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ถูกสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีแชร์โพสต์ของ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารจากสำนักข่าวเดียวกัน เรื่องการเรียกรับสินบนในการส่งแรงงานไทยไปยังบริษัทเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์ โดยคดีไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจังหวัดชลบุรีนัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 มิ.ย. 2569 ว่าคดีมีมูลเพียงพอที่ศาลจะรับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่

ด้านคดีของ “แอปเปิ้ล” สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี ถูกอัยการสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดพะเยา ในข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา”เช่นกัน จากกรณีโพสต์ข้อความวิจารณ์คุณสมบัติ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีโดยให้สาบานตัว

อ่านประมวลสถานการณ์คดี SLAPPs  หลัง #เลือกตั้ง69 พบนักการเมืองหลายพื้นที่ฟ้อง “หมิ่นประมาท” ประชาชนที่โพสต์วิจารณ์-เรียกร้องการตรวจสอบเพิ่มขึ้น

.

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 “กร” (นามสมมติ) ครูสอนนาฏศิลป์จากจังหวัดชัยนาทวัย 31 ปี ได้เดินทางไปยังศาลอาญา เพื่อถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการประกันตัวชั้นพิจารณาคดีและชั้นอุทธรณ์ ในคดีมาตรา 112 กรณีถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ใต้โพสต์ข้อความพร้อมภาพรัชกาลที่ 10 ในเพจเฟซบุ๊ก “KTUK-คนไทยยูเค” ช่วงปี 2564 

ภายหลังจากทนายความยื่นคำร้องขอถอด EM ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาต ทำให้เขาได้ถอด EM หลังจากที่ติดมานานกว่า 1 ปี 8 เดือนเศษ จนได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและการงาน 

.

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, โครงการ Freedom Bridge และสมาพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) ได้ส่งรายงานสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders report) อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review หรือ UPR) โดยในรายงานฉบับนี้ได้นำเสนอประเด็นสิทธิมนุษยชน เช่น เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม การดำเนินคดีมาตรา 112 สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และนักโทษทางการเมือง  

รายงานดังกล่าวพยายามชี้ให้เห็นว่า เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมในไทยยังคงถูกจำกัดอย่างรุนแรง ผ่านการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งมีสถิติการตัดสินลงโทษสูงถึงร้อยละ 83 และมักพบกลยุทธ์การกลั่นแกล้งด้วยการแจ้งความในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการฟ้องปิดปาก (SLAPP) และการใช้สปายแวร์สอดส่องนักกิจกรรม

ผู้ต้องขังคดีการเมืองหลายคนถูกปฏิเสธสิทธิการประกันตัว โดยพบรูปแบบของการลักษณะของการอ้างเหตุผลซ้ำ ๆ กัน แม้ว่าในกรณีที่ได้รับการประกันตัว แต่ยังพบว่าศาลยังคงตั้งเงื่อนไขที่เป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ขณะที่สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำยังคงแออัด ขาดแคลนการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม จนนำไปสู่ความสูญเสียอย่างกรณีการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร และบางเรือนจำเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงทนายความ 

ด้วยเหตุนี้ ภาคประชาสังคมจึงมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 326, มาตรา 328, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังทางการเมืองทั้งหมดทันที ยุติการดำเนินคดี ออกกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งปฏิรูปสิทธิในกระบวนการยุติธรรมและปรับปรุงมาตรฐานความเป็นอยู่ในเรือนจำให้สอดคล้องกับหลักสากล 

อ่านต่อ > ชวนอ่าน สถานการณ์เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และนักโทษทางการเมืองผ่านรายงาน UPR ของภาคประชาสังคม

X