ศาลอาญาอนุญาต “กร” ครูนาฏศิลป์ จำเลยคดี ม.112 ถอดอุปกรณ์ EM หลังติดนาน 1 ปี 8 เดือน จนเกิดแผลกดทับที่ข้อเท้า สูญเสียรายได้จากงานแสดง

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 “กร” (นามสมมติ) ครูสอนนาฏศิลป์จากจังหวัดชัยนาทวัย 31 ปี ได้เดินทางไปยังศาลอาญา รัชดาฯ เพื่อถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการประกันตัวชั้นพิจารณาคดีและชั้นอุทธรณ์ ในคดีมาตรา 112 ภายหลังจากทนายความยื่นคำร้องขอถอด EM เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 โดยศาลอาญามีคำสั่งอนุญาต ทำให้เขาได้ถอด EM หลังจากที่ติดมานานกว่า 1 ปี 8 เดือนเศษ จนได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและการงาน

.

“กร” ต้องติดอุปกรณ์ EM มาตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2567 หลังจากถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ใต้โพสต์ข้อความพร้อมภาพรัชกาลที่ 10 ในเพจเฟซบุ๊ก “KTUK-คนไทยยูเค” ช่วงปี 2564

แม้ในวันสั่งฟ้อง กรได้รับการประกันตัวและทำสัญญาประกันแล้ว แต่เขายังไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าต้องมีญาติซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกันและมีชื่อในทะเบียนบ้านเดียวกันมาลงลายมือชื่อในเอกสารการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ด้วย กรซึ่งภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชัยนาท และเขาเดินทางมาฟังคำสั่งฟ้องเพียงลำพัง จึงไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้กรต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอญาติเดินทางมายื่นเอกสาร จนกระทั่งดำเนินการเสร็จสิ้นจึงได้ติด EM และปล่อยตัวจากเรือนจำในวันที่ 16 ก.ย. 2567 รวมแล้วถูกคุมขัง 5 วัน

ต่อมาในวันที่ 21 เม.ย. 2569 กรถูกพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา และในวันเดียวกันศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยมีหนึ่งในเงื่อนไขคือ “ให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” 

จากนั้นเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ต่อศาลอาญา ระบุเหตุผลโดยสรุปดังนี้

ปัจจุบันจำเลยประกอบอาชีพเป็นครูสอนวิชาศิลปะและดนตรีที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท ซึ่งการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ส่งผลกระทบในการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันประกวดดนตรีและศิลปะที่โรงเรียนได้เข้าร่วม จำเลยไม่สามารถเข้าร่วมทั้งกิจกรรมที่จัดขึ้นในโรงเรียนได้ เนื่องจากติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) 

นอกจากนี้ EM ที่ติดบริเวณข้อเท้าจำเลยตลอดเวลาก่อให้เกิดแผลกดทับ ซึ่งสร้างความเจ็บปวดทางร่างกายและส่งผลกระทบต่อจิตใจที่ต้องบาดเจ็บตรงบริเวณดังกล่าวซ้ำ ๆ มาเป็นระยะเวลานาน 

จำเลยไม่เคยผิดเงื่อนไขที่ศาลกำหนด และสามารถปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยเคร่งครัด ประกอบกับจำเลยมีอาชีพครู ซึ่งมีถิ่นที่อยู่แน่นอน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือจะไปก่อเหตุร้ายประการใด เงื่อนไขดังกล่าวกระทบต่อการเดินทางไปปฏิบัติภาระงานและสุขภาพของจำเลย จึงขอให้ศาลยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดให้ติด EM เพื่อให้จำเลยสามารถกลับไปประกอบอาชีพสุจริตได้อย่างไม่ถูกตั้งข้อรังเกียจเพราะเหตุที่ต้องติด EM

ในวันเดียวกัน (21 พ.ค. 2569) ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาต จากนั้น “กร”เดินทางมาจากจังหวัดชัยนาท เพื่อมาถอดอุปกรณ์ EM เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมาแล้ว

.

“ตอนแรกที่ติด EM ผมจิตตกมาก สภาพจิตใจแย่มาก แรก ๆ ผมไม่รู้จะทำยังไง มันกังวลว่าใครจะเห็นขาเราไหม คือเราอยู่กับเวทีมาตลอด พอเราใส่ EM ปุ๊บ มันมีข้อจำกัดแล้ว เหมือนเราอยู่ในบล็อก ออกไปไหนไม่ได้ เลยเครียด หงุดหงิด รำคาญไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

“การติด EM มันเหมือนผมถูกขังอย่างหนึ่งเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่เราอยู่ข้างนอกนะ มันขังบางอย่างที่เราเคยทำ ให้เราทำไม่ได้ เหมือนถูกเอาความสามารถส่วนหนึ่งออกไปจากเราแทบจะหมดเลย” กรเล่าความรู้สึกในช่วงปี 2567 ที่เขาเริ่มถูกติด EM ที่ข้อเท้า และต้องใส่ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลากว่า 1 ปี 8 เดือน

ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดสำหรับเขาคือการสูญเสียรายได้ ก่อนหน้านี้เขามีงานพิเศษจากการรับงานแสดง (รำ) ซึ่งมีรายได้ต่อเดือนราว 3-4 หมื่นบาท งานมีเกือบทุกเย็นและรวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่เมื่อติด EM การรับงานทั้งหมดก็ถูกหยุดลง (เนื่องจาก EM ติดบริเวณที่ข้อเท้า) ส่งผลให้เงินไม่พอใช้และกระทบรายได้อย่างมาก จนต้องปรึกษาทนายความอยู่บ่อยครั้งว่าเมื่อไหร่จะได้ถอด EM 

ชีวิตประจำวันและงานประจำในฐานะครูที่โรงเรียนของกร ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะใช้ชีวิตได้เหมือนปกติ เพราะมีอะไรหลายอย่างที่ถูกจำกัด บางอย่างก็ทำได้ แต่บางอย่างก็ทำไม่ได้

“ปกติผมชอบใส่กางเกงขาสั้นนะ แต่พอติด EM มา ผมไม่ได้ใส่กางเกงขาสั้นออกไปข้างนอกเลย  เพราะว่าผมใส่ถุงน่องดำ หรือบางทีก็ถุงเท้าดำ แล้วก็คลุมกางเกงขายาวตลอดครับ ส่วนหนึ่งก็คือกลัวเจอผู้ปกครองด้วย เพราะว่าโรงเรียนมันอยู่กลางชุมชนอ่ะ ผมกังวลนะ กลัวว่าจะมีใครเห็นไหม” 

นอกจากนี้งานกิจกรรมที่โรงเรียน ก็ไม่สามารถแต่งกายที่เป็นขาสั้นได้ เช่น การเล่นกีฬากับครู หรือการแต่งชุดลูกเสือ เพราะเขาต้องระวังไม่ให้คนอื่นเห็นข้อเท้า ทำให้เขาต้องใส่กางเกงขายาวและปกปิด EM ด้วยถุงเท้าแทบจะตลอดเวลา

“มีครั้งหนึ่งที่จำเป็นต้องใส่ชุดลูกเสือ ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการเอาถุงน่องย่น ๆ ลงมาปิด แล้วก็บิด EM ไปข้างหลังส้นเท้า ซึ่งมันก็คือเจ็บมาก แต่ก็ต้องทนนะ” กรเล่าให้ฟัง

นอกจากข้อจำกัดทางสังคมแล้ว EM ยังทิ้งร่องรอยทางร่างกายไว้ ตรงข้อเท้าของกรเป็นแผลบ่อยครั้ง เพราะเมื่อชาร์จแบตเตอรี่ เครื่องจะร้อนจนทำให้เกิดอาการคัน จนเผลอไปเกาจนเกิดแผล หนังบริเวณนั้นก็ลอกออกมา 

“ตรงข้อเท้าที่ติด EM เป็นแผลบ่อยมากเลย เพราะพอเวลาไปชาร์จมันจะร้อน พอร้อนแล้วก็จะคัน ทีนี้เราก็เอามือไปเกา พอเวลา EM บิดไปบิดมา บางทีหนังตรงนั้นก็ลอกออกมาเลย ผมก็ซื้อยาทาเอาครับ”

ภาพบาดแผลที่ข้อเท้าของ “กร” จากการติด EM

ด้านปัญหาทางเทคนิค EM ก็เป็นอุปสรรคสำหรับเขาเช่นกัน เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา เขาต้องไปเปลี่ยนสายชาร์จ เพราะมีปัญหาชาร์จแบตไม่เข้า “ตอนอยู่โรงเรียน สักช่วงบ่าย ๆ แบตมันหมด แต่เรานั่งชาร์จไม่ได้เพราะต้องเดินสอนบ้าง เดินไปนู่นไปนี่บ้าง ก็เลยต้องแอบ ๆ หาที่ไปชาร์จแบตในห้องเรียน” ศูนย์ EM ของศาล ไม่ได้โทรมาหากรบ่อยนัก ส่วนใหญ่จะโทรมาถ้าสัญญาณหายไปประมาณ 3 ชั่วโมง กรก็จะตอบเขาไปว่าตอนนั้นทำอะไรอยู่

ท่ามกลางความยากลำบาก กรยังได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง ทั้งแฟนและครอบครัวที่เข้าใจและเป็นห่วง รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียนที่เข้าใจและให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยบอกให้เขาจัดการตัวเองให้เรียบร้อย 

“จริง ๆ ผมยื่นขอลาออกไป 2 รอบ แต่เขาบอกว่าไม่ให้ออก เพราะว่าแค่ใส่ EM ทำงานได้อยู่แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกัน เขาเข้าใจผมนะ ให้ลางานไปศาล ช่วงโดนคดีแรก ๆ ผมลางานแทบทุกเดือน เขาก็เข้าใจ” 

ด้วยความกังวลว่าการติด EM จะส่งผลกระทบต่องานในโรงเรียน ประกอบกับความกังวลเรื่องคำพิพากษา เป็นเหตุให้เขายื่นขอลาออกไปทั้งสองครั้งดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ออก และเขาก็ได้รับการประกันตัวออกมา

วันที่ทราบว่าศาลอนุญาตให้ถอด EM กรรู้สึกดีและและตกใจในเวลาเดียวกัน “อ้าว ใช่เหรอ ได้ถอดแล้วเหรอ” แต่เมื่อกรถูกถามว่าชีวิตกลับมาเป็นปกติแล้วหรือไม่ กรตอบมาอย่างเรียบง่ายว่า “มันก็คือแค่ใส่ขาสั้นได้ แค่นั้นเองครับ” 

สภาพจิตใจที่เราเสียไปก่อนหน้านั้น มันไม่ได้แล้ว บวกกับงานที่เราเสียไป มันค่อนข้างที่จะฟื้นยากอยู่เหมือนกัน คงจะต้องใช้เวลาหน่อย “ผมเคยรับงาน มีคนมาหางานเราตลอด ตอนนี้ก็คือหายไปแล้ว เขาก็ไปจ้างคนอื่นแทน”

การเยียวยาบาดแผลทางใจและโอกาสที่ขาดหายไปสำหรับกร คงต้องใช้เวลาอีกสักพักจนกว่าชีวิตจะกลับมาเป็นดังเดิมอีกครั้ง แต่ในสุดท้ายแล้ว คดีของเขาอาจจะไม่จบลงที่ศาลชั้นต้น และต้องสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อ

.

จากการติดตามข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นมา กระทรวงยุติธรรมและศาลยุติธรรม เริ่มนำ “EM” (Electronic Monitoring Center) เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องติดตามตัว และใช้แทนการวางหลักทรัพย์จำนวนมากสำหรับประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาและคดียาเสพติด เพื่อให้คนที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจสามารถเข้าถึงสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการต่อสู้คดีต่าง ๆ ได้ จนในช่วงปี 2564 พบว่าศาลเริ่มใช้ดุลยพินิจในการสั่งติดกำไล EM กับผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองมากขึ้น โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้กำไล EM แทนหลักทรัพย์ในการประกันตัวแต่อย่างใด 

ในคดีมาตรา 112 ที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ใช่นักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมือง พบว่าโดยปกติในการประกันตัวชั้นสั่งฟ้องต่อศาลนั้น ไม่ได้มีการให้ติดอุปกรณ์ EM มากนัก แต่พบว่าในช่วงปี 2567 มีคดีของ “กร” และ “แฟนต้า” (นามสมมติ) ซึ่งถูกฟ้องที่ศาลอาญา ที่ศาลกำหนดให้ติดกำไล EM ในการประกันตัว แม้ทั้งสองคนยังไม่ได้ถูกพิพากษาแต่อย่างใด

ปัจจุบันยังมีนักกิจกรรมประชาชนที่ถูกดำเนินคดีที่สืบเนื่องมาจากชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง ที่ถูกศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ EM อยู่อย่างน้อย 11 ราย โดยมีทั้งกรณีที่ถูกให้ใส่อุปกรณ์ในการประกันตัวระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น เช่น กรณีของ “ไดโน่” และ “ยาใจ” จากกลุ่มทะลุฟ้า ในคดี #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ซึ่งยังรอนัดสืบพยานที่ศาลอาญา ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569

หรือกรณีที่ถูกให้ใส่ EM ในระหว่างการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เช่น กรณี 4 ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส ที่ได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ในคดี #ราษฎรเดินไล่ตู่, กรณีพิมชนก ที่ได้ประกันตัวชั้นฎีกาในคดีมาตรา 112 ที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือกรณีอานนท์ (สงวนนามสกุล) จำเลยจากเหตุชุมนุมบริเวณแยกดินแดงปี 2564 ที่ถูกติด EM มาตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นฎีกา เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 4 ปี 8 เดือนแล้ว

.

ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์กร และปัญหาเรื่อง EM

อากาศร้อน แห้งแล้ง และมีกำไล EM: คุยกับ “กร” ก่อนวันฟังคำพิพากษาคดี ม.112

รายงาน 9 ปัญหาที่ผู้ถูกสั่งติด EM เผชิญ 

ติด ‘EM’ ไว้กับตัวผู้ต้องหา ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิประกันตัว?

X