“จริง ๆ วันนั้น พลาดที่ไม่ได้พาญาติไปด้วย” บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นกับเรื่องที่ยังตกค้างในใจของเขา
“กร” เป็นนามสมมติของครูสอนนาฏศิลป์ ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท เริ่มเล่าถึงวันที่ต้องเดินเข้าเรือนจำด้วยความงุนงวยระหว่างรอยื่นประกันตัว หลังอัยการสั่งฟ้องคดีมาตรา 112 ของเขา
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน (2567) เรานัดพบกับ “กร” ในช่วงบ่ายของวันอากาศร้อนจัด ที่โรงเรียนซึ่งเขาทำงาน ห่างจากตัวเมืองชัยนาทราว 17 กิโล บรรยากาศในวันนั้นแห้งแล้ง แดดจ้า ไม่เหมือนอยู่ในช่วงกลางฤดูฝนเสียทีเดียว ทุกอย่างเงียบสงบ แม้แต่ในตัวเมืองก็เหมือนทุกคนลาพักร้อน กรบอกกับเราว่าช่วงนี้นักเรียนปิดเทอม ทำให้ทุกที่ค่อนข้างจะเงียบไปหมด
บทสนทนากับกรในวันนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเผชิญกับประสบการณ์เข้าเรือนจำครั้งแรกในชีวิต ความรู้สึกในการพูดคุยเต็มไปด้วยเรื่องราวของการไม่ทันได้ตระเตรียมใจ ความโกลาหลในจิตใจ การรับมือกับเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นจากการต้องใส่กำไล EM และความตื่นตระหนกกับชีวิตในเรือนจำที่เขาว่ามันเหมือนอีกโลกหนึ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ก่อนกรจะต้องเดินทางไปฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ที่ศาลอาญาในวันที่ 21 เมษายน 2569 นี้ จากคดีที่มีเหตุจากการคอมเมนต์ข้อความสั้น ๆ เพียงครั้งเดียว เมื่อปี 2564 ชวนรับฟังเรื่องราวของเขา ที่ชีวิตยังคงต้องติดกำไล EM มานานกว่า 2 ปีแล้ว
.
เกี่ยวกับกร และแรกเริ่มของคดี
“กร” ในวัย 31 ปี เป็นคนชัยนาทตั้งแต่กำเนิด ชีวิตในวัยรุ่นศึกษาเล่าเรียนในจังหวัดข้างเคียงอย่างอ่างทอง เขาสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี และเข้ารับราชการครูที่บ้านเกิดในชัยนาท โดยสอนวิชาดนตรี นาฏศิลป์ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง กรเล่าว่านี่เป็นอาชีพที่อยากทำมาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ และเป็นความฝันตั้งแต่เรียนแล้ว
ช่วงชีวิตที่เริ่มต้นทำงาน กรบอกว่ามันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับกระแสการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเยาวชนปลดแอก ในปี 2563 ไม่นานมาก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกล้าที่จะลองวิพากษ์วิจารณ์การเมืองของตัวเอง และแม้การชุมนุมใหญ่หลาย ๆ ครั้งจะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่กรผู้ไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองเลยสักครั้งหนึ่ง ก็พยายามติดตามสถานการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด
“เข้ามาสนใจการเมืองประมาณ 5 – 6 ปีแล้ว ตอนเกิดเหตุการณ์ชุมนุมช่วงปี 2563 ก็สนใจการเคลื่อนไหวในขณะนั้น กับติดตามข่าวสารมาตลอด ไม่ได้มีความคิดจาบจ้วงใคร ก่อนหน้านั้นไม่ได้สนใจเลย เพิ่งมาสนใจปี 2563 ที่มีการทำร้ายประชาชน”
เมื่อถามถึงเรื่องคดีที่เกิดขึ้น กรบอกว่าเขารู้ว่าทุกอย่างกำลังแย่ลงจากการได้รับหมายเรียก “ตอนนั้นตกใจ แล้วกูจะต้องไปทางไหนต่อ จะไปให้ใครช่วย” ความคิดแรกผุดเข้ามา เขาพยายามติดตามไปหลาย ๆ ช่องทาง โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบนเฟซบุ๊กที่ติดตามการเมืองเหมือนกัน ภายหลังจึงได้รับการแนะนำให้รู้จักกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
“วันที่ไปรับทราบข้อกล่าวหา ตำรวจพยายามดำเนินการอย่างเร็ว เขาขอตรวจค้นโทรศัพท์ แต่ไม่มีหมายค้น ตอนนั้นตำรวจบอกว่าขอตรวจโทรศัพท์ว่าข้างในมีอะไรไหม มีการติดต่อกับคนกลุ่มใดหรือไม่ หรือเราอยู่กลุ่มไหนไหม ทำไมถึงการมีเคลื่อนไหวเช่นนี้” กรเล่าในช่วงเริ่มแรกของการเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ทางคดี คำถามจากเจ้าหน้าที่ประเดประดังทุ่มมาไม่ขาดสาย
“ในโทรศัพท์ไม่มีข้อมูลอะไร ตำรวจอยากได้ ก็เอาไป คือเราก็ให้เขาไป ยังมีการบอกว่าถ้าไม่ให้ (โทรศัพท์) คดีก็จะยืดเยื้อ” ความหมายตอนนั้น กรอธิบายเพิ่มเติมว่าถ้าเขายังยืนยันไม่ให้โทรศัพท์ไปตรวจสอบ การสอบสวนกับพนักงานสอบสวนก็จะยืดเยื้อ ใช้เวลานานไม่จบง่าย ๆ
คดีของกร ถูกกล่าวหาจากเหตุคอมเมนต์ใต้ภาพของรัชกาลที่ 10 ในโพสต์ของเพจ “KTUK – คนไทยยูเค” เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2564 โดยพบว่าคดีมี ฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ บุคคลที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในการชุมนุม และรัชกาลที่ 10 กล่าวด้วยว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” ระหว่างการรับเสด็จเมื่อปี 2563 เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ บก.ปอท. และกรเข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2566
วันที่ 12 ก.พ. 2567 พนักงานอัยการสั่งฟ้องใน 2 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในวันดังกล่าว ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวเขาในระหว่างพิจารณาคดี ด้วยเงื่อนไขหลายประการ แต่เขายังต้องเข้าเรือนจำ
“ศาลอนุญาตให้ประกัน แต่ให้ติดกำไล EM เพื่อป้องกันการหลบหนี คือเราจะหนีไปไหน เพราะไม่มีพาสปอร์ต ไม่ได้ทำเอกสารการเดินทางออกนอกประเทศอะไรไว้เลย ในวันนั้นรู้แค่ว่าต้องพาญาติมาด้วย เผื่อมีการฝากของมีค่า”
กรบอกว่าตอนนั้นไม่รู้ว่าจะต้องพาญาติมา เขาคิดเพียงว่าจะดำเนินการด้วยตัวเองให้เสร็จสรรพไปไม่ต้องรบกวนคนที่บ้าน “ครอบครัวรู้เกี่ยวกับคดี เพราะมีหมายมาที่บ้าน แต่ที่บ้านเราไม่เคยเจอเรื่องราวแบบนี้ เลยพยายามไม่บอกอะไร กลัวคนที่บ้านตกใจ”
“ตอนนั้น เขาให้โทรหาทนายความ ทนายถามเราว่ามีญาติมาด้วยไหม เพราะต้องทำเรื่องติดกำไล EM ต้องให้บุคคลที่เป็นนามสกุลเดียวกันมาทำเรื่องรับรอง แต่วันนั้นก็มาไม่ทันเวลาราชการแล้ว เลยต้องเข้าเรือนจำ”
.
5 วันในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
“ตอนที่เข้าไปมีการตรวจร่างกาย ทำประวัติ ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นของเรือนจำ คือเข้าไปในเรือนจำจะต้องถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด”
“ทางเรือนจำรู้ว่า เราได้รับการประกันตัว แต่ขาดเพียงเอกสารไม่ครบถ้วน และเราก็บอกว่ามีคนทำเรื่องประกันอยู่”
กรต้องเข้าเรือนจำแม้รู้ว่าตัวเองได้ประกันตัวตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 2567 แต่เงื่อนไขประกันที่ต้องการเอกสารจากญาติทางสายเลือด ทำให้ในวันศุกร์ (13 ก.ย. 2567) น้องสาวแท้ ๆ จะต้องเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อยื่นเอกสารเพิ่มเติม
กรเล่าว่า เขาถูกควบคุมตัวไว้ 3 วัน (ศุกร์ – อาทิตย์) และพอวันจันทร์ (16 ก.ย. 2567) หมายเบิกตัวก็มาถึงว่าให้นำตัวเข้าไปประกันตัวที่ศาลในตอนเช้า ผู้คุมคนหนึ่งเห็นว่าเขายังไม่ได้ตัดผม จึงเรียกให้พาไปตัดผม ทั้ง ๆ ที่ผู้คุมคนดังกล่าวมีเอกสารประกันตัวเขาอยู่ในมือ
“ก็ถามว่าทำไมต้องตัด ก็รู้สึกงง เพราะเอกสารก็ถืออยู่ในมือ และได้ทำเรื่องไว้แล้วว่าจะมีการประกันตัว และมีการเขียนไว้ในเอกสารด้วยว่าเป็น LGBT”
กรเล่าว่า ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ต้องใช้ชีวิตในเรือนจำขณะรอเอกสารประกันตัว แต่เขาก็ยังคงจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี
“เหมือนเข้าค่าย เพราะเขาไม่ให้เราไปไหนเลย คนเข้าใหม่ต้องกักตัว 5 หรือ 6 วัน เขาบอกว่าไม่ให้เราลงไปไหน ให้อยู่แต่ในห้องอย่างเดียว เป็นห้องขังขอบปูนเหมือนบ่อปลา นอนกันประมาณ 16 คน”
“อาหารห่วยแตกมาก มันไม่เหมือนอาหารคน”
กรเริ่มบรรยายอาหารที่ตัวเองได้รับ เขาบอกว่าไม่เคยรู้ว่าเมนูในแต่ละวันคืออะไร เพราะทุกอย่างจะถูกสับเปลี่ยน และทำรวมกันหมดเลย “เช่น กะหล่ำปลีหั่น ต้มมาในซุป มีเนื้ออยู่นิดหนึ่ง รสชาติจืด และข้าวแข็งมาก ใส่ถุงพลาสติกมา ไม่มีถาดหรือจานข้าว และมีช้อนพลาสติกกับแก้ว 1 ใบ คือเราจะต้องตักกินจากถุง และจะล้างจานชามหรือทำอะไร ก็คือต้องทำในส้วมของห้องขัง”
วิธีการจ่ายอาหารของเรือนจำ กรเล่าว่ามีทั้งหมด 3 มื้อ เขาจะได้รับมื้อแรกประมาณ 8 โมงเช้า มื้อกลางวัน 10 โมงเช้า และมื้อเย็นตอนเที่ยง เมื่อเลยเวลาหลังเที่ยงวันไปจะไม่มีการแจกอะไรอีก กับข้าว 1 มื้อ มีอย่างเดียว คือมีข้าวเปล่า 1 ถุง และกับข้าวอีก 1 ถุง เช้าสาย บ่าย เย็น เป็นไปในรูปแบบนั้น
เขาบอกว่าทานอาหารได้เพียง 2 – 3 คำต่อวัน ไม่เคยเกินเกิน 4 คำเลยสักครั้ง “อาจจะเพราะสภาพจิตใจเราไม่โอเค และกินไม่ลงด้วย ถ้ามันอร่อยกว่านี้ก็อาจจะได้อยู่ แต่คือรสชาติอาหารมันไม่ได้”
“อีกเรื่องคือที่อาบน้ำ ส้วม ก็คือมีคนนั่งกินข้าว และอีกคนเข้าห้องน้ำ ต้องพยายามหันหน้าเข้าหากำแพง” กรหมายถึงความเป็นส่วนตัวที่ถูกแชร์ร่วมกับคนแปลกหน้า จนเขาบอกว่าทำใจปลงกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้จริง ๆ
คนแปลกหน้าสลับสับเปลี่ยนทุกวันในห้องขังที่ไม่สามารถออกไปไหนได้ แสงไฟสว่างวาบตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการบังคับให้ข่มตานอน แต่ต้องลืมตาตื่นตี 5 ของทุกวัน กรใช้ชีวิตวนลูปแบบนั้นจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวในค่ำของวันจันทร์ที่ 16 ก.ย. 2567
เงื่อนไขชีวิตที่ไม่เคยเจอ
กรได้รับการประกันตัวภายใต้เงื่อนไขถึง 6 ประการ ทั้งที่เป็นการประกันตัวในชั้นพิจารณา ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด แตกต่างจากแนวทางของอีกหลายคดีในลักษณะเดียวกัน
- ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
- ให้ยินยอมมอบหนังสือเดินทางไว้กับศาล
- ให้มารายงานตัวกับศาลทุกเดือน
- ให้ติดกำไล EM
- ห้ามทำผิดคดีในลักษณะเดียวกันนี้อีก
- ห้ามทำกิจกรรมที่เป็นการแสดงออกหมิ่นเหม่หรือมิบังควร
กรบอกว่าเงื่อนไขเหล่านี้สร้างภาระให้กับชีวิตหลังได้รับอิสรภาพคืน จากที่ไม่อยากให้ครอบครัวเข้ามากังวล แม่กับน้องสาวก็ต้องมาร่วมเผชิญหน้าด้วยกัน เขาตั้งวงแคบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การประกอบอาชีพครูและต้องอยู่กับนักเรียนตลอด วันละหลายช่วงเวลา กรบอกว่าการติดกำไล EM เป็นเงื่อนไขที่สร้างความลำบากใจและภาระในชีวิต
“ผอ.โรงเรียนเข้าใจ คือเขาทราบเรื่องก่อนแล้วว่าคดีเป็นแบบนี้ เพราะได้เอาใบนัดต่าง ๆ ให้ดู ไม่ได้ปิดบังเพราะต้องลางานไปตามนัด”
“หลังติด EM ก็ได้แจ้งกับ ผอ. เขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นอย่าใส่ขาสั้น ชุดลูกเสือก็ไม่ต้องใส่ ให้เราใส่ขายาว พยายามอย่าให้ใครเห็น คือเขาเข้าใจ ถ้าเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ตั้งแต่วันนั้น ก็น่าจะต้องให้ยื่นใบลาออกเลย”
นอกจากแม่กับน้องสาว กรบอกว่ามีคนที่ทำงานรู้เรื่องนี้อีก 2 คน ก็คือ ผอ.และเพื่อนร่วมงานอีกคน แต่การต่อสู้คดีที่ยาวนาน “การลา” เพื่อไปตามนัดหมายนั้นสร้างผลกระทบไม่ใช่แค่กับตัวเขา แต่กับนักเรียนของเขาด้วย
“การลามีผลกระทบต่อตารางสอน คือเราต้องลาล่วงหน้า 3 วัน ต้องเตรียมเอกสารที่จะสอนนักเรียนให้ครูคนอื่นมาสอนแทน เช่น ผมมีชั่วโมงว่างคาบ 1 – 2 และวันนั้นมีคนลา เขาก็จะมาหาเรา เพื่อฝากดูนักเรียนในชั่วโมงที่ 1 ที่เราว่าง”
“แต่พอทำบ่อย ๆ ครูที่มาสอนแทน ก็มีถามนะว่าไปไหนอีกแล้ว เราก็ตอบว่าไปหาหนุ่ม ๆ แถวนี้” เขาเล่าว่าสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องคดี ก็แค่พูดตัดจบบทสนทนาไป
กรเล่าว่าตัวเองต้องลาเพื่อไปนัดหมายของศาลทุกเดือน และในทุกการลาของเขาจะเป็นการหักเงินเดือนเฉลี่ยเดือนละ 370 บาท ต่อการลา 1 วัน แต่ในวันที่ลาไปตามนัดสั่งฟ้องคดี เขาบอกว่าไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเลยเถิดลากยาวไปจนเป็นเวลา 5 วัน
“ก็คือลางานไปวันพฤหัส เพราะคิดว่าจะเสร็จ พูดเปรยว่าอาจจะเลยไปถึงวันศุกร์ แต่เราไม่ได้เขียนใบลาเพิ่ม พอเจอแบบนี้ คนโทรหาเยอะมาก ครูทั้งโรงเรียน โทรมาแม้กระทั่งแม่ครัว เพราะเราไม่เคยหายไปไหน”
เมื่อถามว่าเขาแก้ไขความเป็นห่วงของเพื่อนร่วมงานอย่างไร “ไปทำธุระที่ต่างจังหวัด” กรพูดกับทุกคนที่ไม่ทราบเรื่อง โดยที่ขามีอวัยวะอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวมาแล้ว
“ต้องปิดบังเยอะ เพราะทำงานในแบบนี้ จะให้นักเรียนเห็นว่าครูติดอะไรมา คือเด็กเล็กอาจจะไม่เข้าใจ แต่เด็กโตก็รู้เรื่องแล้ว”
“การทำกิจกรรมนอกสถานที่กับนักเรียน ตอนนี้แก้ปัญหาด้วยการใส่ขายาว งดกิจกรรมผาดโผน ปกติเราชอบทำกิจกรรมกับเด็ก แต่ตอนนี้ต้องลดลง เพราะไม่อยากต้องคอยระวัง พยายามให้ขากางเกงคลุมไว้ และจับ EM ให้ขึ้นสูงไว้”
.
ในระหว่างพูดคุยกัน กรยังพูดเรื่องปัญหาของแบตเตอรี่ร้อน เขาบอกว่าทุกวันที่ต้องชาร์จกำไล EM สร้างความระคายเคืองผิวอยู่ไม่น้อย และวันนี้อากาศก็ร้อนมาก ๆ
“แบตเตอรรี่ไม่โอเค เพราะชาร์จทิ้งไว้ไม่ได้ ชาร์จแล้วก็นอนไม่ได้เหมือนกัน เพราะสายชาร์จมันเป็นเส้นบาง ๆ ไม่ทน มันไม่เหมือนสายชาร์จโทรศัพท์”
“ชาร์จแล้วแบตเตอรี่ร้อน ทำให้ระคายผิว คันเหมือนแพ้ ตัวแบตมันหมุนได้นะ แต่พอหมุนไม่ได้ องศาขาเรา เดินก็จะเจ็บ เลยไม่อยากขยับตัวมาก อาบน้ำเสร็จก็ต้องเช็ดให้แห้ง ขนาดแห้งยังระคายจนเป็นผื่น” กรบอกว่าปัญหานี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่อาทิตย์แรกที่ใส่แล้ว
“การติดกำไล EM เปลี่ยนบุคลิกเรากะทันหัน คนอื่นก็สงสัยเยอะ เพราะปกติเป็นคนไม่ใส่ขายาว แต่ตอนนี้ต้องมาใส่ตลอด” กรหมายถึงนอกเวลาราชการ แม้กฎระเบียบโรงเรียนจะให้บุคลากรครูใส่ขายาวมาทำงาน แต่นอกเวลาทำงานเขามักจะใส่ขาสั้นอยู่เสมอ
ในเรื่องการติดกำไล EM และเงื่อนไขประกันตัว กรมองว่าเรื่องนี้ค่อนข้างใช้เวลาและซับซ้อนเกินไป “เราไม่โอเค ที่วางเงินประกันไปแล้ว ยังต้องติด EM ทำไม ก็มีเงินประกันและจ่ายเต็มจำนวนด้วย และการจะติดกำไล EM เขาบอกว่าต้องให้คนนามสกุลเดียวกันมาทำเรื่อง ก็เลยงง ต้องใช้พ่อแม่ เอกสารนู่นนี่ มันเยอะไปหน่อยไหม วันนั้นเราก็ไม่ได้เตรียมด้วย”
การเผชิญหน้าต่อจากนี้
เมื่อถามถึงสถานการณ์ของคนรอบข้างและครอบครัว กรเล่าว่า “เขาห่วงอย่างเดียวว่าจะมีใครช่วยเราไหม ไม่ได้มีใครบอกว่าจะทิ้งเราเลย หรือไล่ออกจากบ้านก็ไม่มี ก็แค่เป็นความเป็นห่วงว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรและจะสิ้นสุดที่ตรงไหน”
“เราเป็นเสาหลักของบ้าน ต้องส่งน้องสาวเรียน พวกค่าเทอม ค่ากิน ค่าใช้จ่ายทั่วไป พ่อแม่ทำงานได้อยู่ แต่จริง ๆ ไม่ได้ห่วงตัวเอง แต่ห่วงคนข้างนอกว่าถ้าเราเข้าไป เขาจะอยู่อย่างไร เพราะพ่อก็ป่วย” พ่อของกรป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ แต่ยังเดินได้ ถึงอย่างนั้นก็ต้องมีแม่เป็นผู้ดูแลตลอด
เมื่อถามถึงความคาดหวังกับเรื่องนิรโทษกรรมประชาชนที่ภาคประชาชนยังขับเคลื่อนอยู่ กรให้ความเห็นในส่วนคดีมาตรา 112 ของตัวเองไว้ว่า “อยากให้มันปรับ แต่ไม่ถึงกับยกเลิกก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครจะมาฟ้องเรื่องพวกนี้ มันไม่ควรเป็นใครก็ได้ ก็คือขอเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ยกเลิก ให้มันเป็นคดีปกติ คือเราจะไปหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายยังไงได้”
“มันก็ตลกดีนะ มันเป็นคดีงง ๆ ใครก็ได้ที่จะหยิบขึ้นมาแล้วก็ฟ้อง กล่าวหากัน ต้องหยิบโยงไปถึง 112 ให้ได้ มันไม่ใช่ คนที่โหนจริง ๆ คือคนพวกนั้น จะมาด่าว่าเราล้มเจ้า มันตลกมาก เราก็ประชาชนคนหนึ่ง กินข้าวปกติ อำนาจในมือ อำนาจทหารก็ไม่มี คือจะไปล้มเจ้าได้ยังไง” กรทิ้งท้าย
