วันที่ 27 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “อานนท์” (สงวนนามสกุล) ประชาชนวัย 33 ปี กรณีเข้าร่วมชุมนุม #ม็อบ12กันยา64 ของกลุ่มทะลุแก๊ส บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง
เหตุของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2564 ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2564 มีการชุมนุมและแสดงออกเพื่อขับไล่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ทะลุแก๊ส” บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงตั้งแต่ช่วงเย็นของเกือบทุกวัน โดยมีเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่และผู้ถูกจับกุมรายวันในช่วงดังกล่าว
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ไม่รอลงอาญา ต่อมาศาลอาญามีคำสั่ง มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุเงื่อนไขให้วางเงินประกัน 250,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) ต่อไป แม้ติดต่อเนื่องมากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว
.
ในคดีนี้ ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งว่ามีประชาชนถูกจับกุมจากการชุมนุม #ม็อบ12กันยา64 ภายหลังจากที่ทนายความติดต่อไปยัง สน.ดินแดง พบว่ามีผู้ถูกจับกุมและควบคุมตัวอยู่ที่ สน.ดินแดง รวม 2 ราย ได้แก่ อานนท์ (สงวนนามสกุล) และ “ยิม” (นามสมมติ) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำบันทึกจับกุมเสร็จแล้ว และในการสอบปากคำในช่วงเช้าตรู่ซึ่งมีทนายความเข้าร่วมด้วย อานนท์และยิมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
บันทึกการจับกุมระบุว่า ทั้งสองคนถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด. 3 นาย จากบริเวณแยกตัดใหม่ ถนนวิภาวดีฝั่งขาเข้า ซึ่งอานนท์ถูกตรวจค้นตัวพบปืนพกสั้นรุ่น Revolver ขนาด .38 มม. จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน 11 นัด พร้อมกับหนังสะติ๊กและลูกแก้ว ทั้งหมดได้ถูกตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และยึดโทรศัพท์ของทั้งสองไว้เป็นวัตถุพยาน โดยอานนท์ได้เปิดเผยข้อมูลกับทนายความว่า ตนเองถูกชุดจับกุมเตะและกระทืบที่เท้าราว 2 ครั้ง แต่ไม่ได้ปรากฏบาดแผล ขณะที่ยิมไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย
เช้าวันรุ่งขึ้น (13 ก.ย. 2564) ทั้งสองคนถูกนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลอาญา โดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว อ้างเหตุเกรงว่าอาจจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความยื่นประกันตัว ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคน กรณีของอานนท์ให้วางเงินประกัน 60,000 บาท หากผิดสัญญาประกันให้ปรับ 300,000 บาท พร้อมทั้งให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) ส่วนยิมให้วางเงินประกัน 35,000 บาท และไม่กำหนดเงื่อนไขใด ๆ กรณีดังกล่าว ทำให้อานนท์ถูกติดกำไล EM ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2564 เป็นต้นมา
พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีของอานนท์และยิมไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2564 ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216, 138 และ 140 และเฉพาะอานนท์ยังถูกฟ้องในฐานความผิดว่า มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้มีใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จากกรณีพกพาอาวุธปืนและกระสุนปืนเข้าร่วมชุมนุมโดยไม่มีเหตุจำเป็น และไม่ได้รับในอนุญาตจากนายทะเบียน
ทั้งสองให้การปฏิเสธ ภายหลังสืบพยานเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2566 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า “ยิม” มีความผิดตามมาตรา 215 ให้จำคุก 1 เดือน 10 วัน ปรับ 3,000 บาท แต่ขณะกระทำผิด จำเลยมีอายุเพียง 18 ปี และให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงมีเหตุให้บรรเทาโทษ ลดโทษเหลือโทษปรับ 3,000 บาท ยกฟ้องในข้อหาอื่น
ส่วนอานนท์ ศาลพิพากษาว่าจำเลยเคยต้องคดีอาวุธปืนมาก่อน จำเลยกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดิม จึงให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ไม่รอลงอาญา ในวันดังกล่าวอานนท์ถูกส่งตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 คืน ระหว่างรอคำสั่งประกันตัว ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุเงื่อนไขให้วางเงินประกัน 60,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) หากผิดเงื่อนไขให้ปรับ 300,000 บาท
ต่อมา อานนท์ยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนยิมไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ ทั้งนี้อานนท์ต้องติดกำไล EM มาตั้งแต่ชั้นฝากขังจนถึงการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ รวมต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เห็นว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นไปโดยชอบ เห็นว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 4 ปี 2 เดือน
วันนี้ (27 มี.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 อานนท์ได้เดินทางมาศาลพร้อมกับครอบครัว โดยที่ข้อเท้าของอานนท์ยังคงถูกติดกำไล EM อยู่ด้วย ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเวลา 09.40 น. มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
คดีนี้จำเลยได้อุทธรณ์ต่อศาลว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ที่เบิกความว่ามีการตรวจพบปืนพกสั้นในตัวจำเลยนั้น พยานโจทก์แต่ละคนเบิกความไม่สอดคล้องกัน มีทั้งที่เบิกความว่าพบปืนบริเวณด้านหน้ากางเกงของจำเลย และมีที่เบิกความว่าพบบริเวณขอบกางเกงของจำเลย ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการให้การแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ยังได้ความว่าตำแหน่งที่พบปืนบนตัวจำเลยนั้นเป็นบริเวณเดียวกัน คำให้การของพยานโจทก์จึงไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด
ในส่วนที่อุทธรณ์ว่าในการสอบสวนจำเลย พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการตรวจลายนิ้วมือของจำเลย ทั้งยังไม่ได้มีการถ่ายรูปจำเลยในขณะควบคุมตัว ทำให้การสอบสวนเป็นไปโดยไม่ชอบนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 กำหนดว่าให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่จะทำได้ และการรวบรวมพยานหลักฐานให้เป็นไปตามดุลพินิจพิจารณาของพนักงานสอบสวน ดังนั้น การที่ไม่ได้ตรวจลายนิ้วมือและถ่ายรูปจำเลยในขณะควบคุมตัว จึงไม่ได้ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด
ในส่วนความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ในขณะเกิดเหตุหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ไม่ได้มีอำนาจในการจัดการสถานการณ์ดังกล่าว การฝ่าฝืนข้อกำหนดจึงไม่เป็นการกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด ศาลเห็นว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ได้ เมื่อนายกรัฐมนตรีมีการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงเป็นผู้มีอำนาจโดยชอบ การฝ่าฝืนข้อกำหนดในสถานการณ์ดังกล่าวจึงมีความผิด
อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ไม่รอลงอาญา
ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา อานนท์ถูกควบคุมตัวลงไปที่ห้องขังใต้ถุนศาล ขณะที่ทนายความกำลังยื่นประกันตัวในชั้นฎีกา
ต่อมาในเวลาประมาณ 15.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุเงื่อนไขให้วางเงินประกัน 250,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) ต่อไป แม้ติดต่อเนื่องมากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
