วันที่ 10 เม.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โครงการ Freedom Bridge และสมาพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) ได้ส่งรายงานสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders report) อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review หรือ UPR) โดยภายในรายงานฉบับนี้ได้ครอบคลุมประเด็นสิทธิมนุษยชน อาทิเช่น เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม การดำเนินคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และนักโทษทางการเมือง
ทั้งนี้ กระบวนการ UPR จะจัดขึ้นในทุกรอบ 4 ปีครึ่ง โดยมีลักษณะเป็นการที่แต่ละประเทศสมาชิกของสหประชาชาติจะทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนกับประเทศที่อยู่ในรอบของการทบทวน (peer review) สำหรับประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในรอบที่ 4 (Cycle 4) ซึ่งจะมีรอบของการพิจารณาอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569
.
สถานการณ์ทางด้านเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมยังคงน่าเป็นห่วง อันเนื่องมาจากผลกระทบจากการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 112
ในรายงานสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียได้นำเสนอว่า นับตั้งแต่การทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในรอบที่ 3 (Cycle 3) การดำเนินคดีต่อผู้ที่ออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมีการดำเนินคดีภายใต้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหมิ่นประมาทกษัตริย์ หมิ่นประมาททางอาญา ยุยงปลุกปั่น ไปจนถึงการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายฉบับอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบลักษณะการดำเนินคดีในรูปแบบของการกล่าวหาทางไกลกล่าวคือ เป็นการที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หนึ่งแจ้งความดำเนินคดีต่อบุคคลที่อาศัยในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไป ซึ่งเป็นอีกรูปแบบของการดำเนินคดีที่มีการเลือกพื้นที่ในการดำเนินคดีอย่างมีกลยุทธ์ ส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องแบกรับภาระและสูญเสียทรัพยากรในรูปแบบต่าง ๆ จากการเดินทางข้ามพื้นที่เป็นระยะทางไกล โดยปรากฏการณ์นี้มักพบในรูปแบบของการดำเนินคดีภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 326, มาตรา 328 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินคดีมาตรา 112 พบว่า จากสถิตินับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 มาจนถึงเดือนมีนาคม 2569 กว่าร้อยละ 60.7 เป็นการดำเนินคดีในลักษณะของการที่ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเครือข่ายปกป้องสถาบันฯ เป็นผู้กล่าวโทษ อันสืบเนื่องมาจากการสอดส่องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และประชาชนทั่วไปที่มีการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสถาบันกษัตริย์บนพื้นที่ออนไลน์
ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ยังพบการดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 จากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมในหลากหลายรูปแบบ เช่น กรณีคดีจัดทำโพลขบวนเสด็จของ “ตะวัน” กรณีแต่งชุดครอปท็อปเดินแฟชั่นโชว์ของ “สายน้ำ” ซึ่งถูกดำเนินคดีในขณะที่ยังเป็นเยาวชน กรณีของ “มุก พิมพ์สิริ” ที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากการอ้างอิงความคิดเห็นของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ในระหว่างการปราศรัยการชุมนุม รวมไปถึงกรณีของนักวิชาการ “พอล แชมเบอร์ส” ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เผยแพร่ข้อความบนเว็บไซต์ของ ISEAS สถาบัน Yusof Ishak
นอกจากนี้ ยังพบว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2565 มาจนถึงเดือนมีนาคม 2569 คดีมาตรา 112 มีอัตราการตัดสินลงโทษอยู่ที่ประมาณร้อยละ 83 จากคดีทั้งหมด และยังพบการลงโทษจำคุกอย่างรุนแรง อย่างเช่น ในกรณีของ “อานนท์ นำภา” ที่ถูกพิพากษาจำคุกจากการดำเนินคดีมาตรา 112 ใน 11 คดี จากทั้งหมด 14 คดี ซึ่งถูกลงโทษจำคุกรวมกันเกินกว่า 30 ปี และในกรณีของ “บัสบาส” ที่ศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษจำคุกรวม 46 ปี จากการโพสต์เฟซบุ๊กรวม 27 โพสต์ โดยศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดใน 23 กระทง
.
การดำเนินคดีปิดปาก (SLAPP) ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถเกิดขึ้น “ข้ามชาติ”
แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้รับทราบข้อเสนอให้มีการทบทวน แก้ไข และ/หรือ ยกเลิกมาตรา 326 และมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และสนับสนุนหนึ่งในข้อเสนอแนะจากบรรดาประเทศสมาชิกของสหประชาชาติในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก แต่อย่างไรก็ตามยังพบว่ามีประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทจากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นอันเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ หรือ เจ้าหน้าที่รัฐ
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ “บริษัท กัลฟ์ฯ” ที่ดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อนักการเมืองและนักวิชาการ จากการนำเสนอข้อมูลอภิปรายในรัฐสภาและการแสดงความคิดเห็นบนพื้นที่ออนไลน์ และกรณีของ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยได้ให้ข้อมูลผ่านทางสื่อมวลชนว่า ได้มีการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกว่า 600 คดี ต่อประชาชนที่ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งในกรณีดังกล่าวยังพบลักษณะในรูปแบบการดำเนินคดีแบบกล่าวหาทางไกลอีกด้วย
การดำเนินคดีหมิ่นประมาทที่เกิดขึ้นในประเทศไทยยังพบในกรณีที่เป็นลักษณะที่เป็นการคดีปิดปากข้ามชาติ (Transnational SLAPP) ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ “Murray Hunter” ที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทหน่วยงานของรัฐบาลมาเลเซีย จากการเผยแพร่บทความ 4 ชิ้นบนเว็บไซต์ Substack โดยในกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่มีตัวแทนจากคณะกรรมการการสื่อสารและสื่อประสมแห่งประเทศมาเลเซีย (Malaysian Communication and Multimedia Commission หรือ MCMC) เป็นผู้กล่าวหา ซึ่งได้ดำเนินการดังกล่าวภายในเขตอำนาจศาลของประเทศไทย
.
อัตราการให้ประกันตัวยังต่ำ นำไปสู่การคุมขังโดยพลการ และจำนวนนักโทษทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น
จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า ได้มีการยื่นคำร้องขอประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวแก่ผู้ถูกดำเนินคดีจากกการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมกว่า 183 ฉบับในปี 2567 และกว่า 235 ฉบับในปี 2568 โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว 15 ฉบับในปี 2567 (ส่งผลให้มีบุคคลที่ได้รับการประกันตัว 14 คน) และ 21 ฉบับในปี 2568 (ส่งผลให้มีบุคคลที่ได้รับการประกันตัว 16 คน) แสดงให้เห็นว่า เพียงแค่ในรอบปี 2567 – 2568 อย่างเดียวนั้นมีอัตราคำสั่งไม่ให้ประกันตัวสูงมากกว่าร้อยละ 90 ส่งผลกระทบให้จากสิ้นปี 2567 ถึงสิ้นปี 2568 จำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นจาก 39 คนเป็น 55 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 41
นอกจากนั้นยังพบว่า ในคำสั่งไม่ให้ประกันตัวยังพบรูปแบบของการลักษณะของการอ้างเหตุผลซ้ำ ๆ กัน เช่น การอ้างว่าเกรงกลัวว่าบุคคลจะหลบหนี และยังขาดการให้เหตุผลแบบพิจารณาเป็นรายบุคคลหรือรายกรณี อันแสดงให้เห็นถึงรูปแบบของการคุมขังโดยพลการ เช่น กรณีของ “อานนท์ นำภา” ที่ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวไปกว่า 149 ฉบับ (ข้อมูลจนถึงเดือนมีนาคม 2569) โดยทุกคำร้องได้รับการปฏิเสธ และไม่มีเหตุผลอันแสดงให้เห็นถึงการพิจารณาประกอบเงื่อนไขหรือข้อเท็จจริงอื่น ๆ เป็นสำคัญ หรือกรณีของ “ก้อง อุกฤษฏ์” ที่ถูกการพิพากษาจำคุกในคดีมาตรา 112 เป็นระยะเวลา 9 ปี 6 เดือน ได้มีการคำร้องขอยื่นประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวไปกว่า 10 ฉบับ (ข้อมูลจนถึงเดือนมีนาคม 2569) ซึ่งได้รับการปฏิเสธในทุกคำร้องเช่นกัน แม้ว่าเขาจะได้ให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการเข้าสอบ เพื่อที่จะจบการศึกษา
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในกรณีที่ได้รับการประกันตัว แต่ยังพบว่าศาลยังคงตั้งเงื่อนไขที่เป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การไม่ให้เข้าร่วมทำกิจกรรมที่มีลักษณะทำให้สถาบันฯเสื่อมเสีย การไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุม ตลอดจนการกำหนดเคอร์ฟิว อีกทั้งยังพบว่า ในหลายกรณีศาลได้เพิกถอนการประกันตัว หากพบว่าได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง
นอกจากนั้น ยังพบว่า ผู้ต้องขังทางการเมืองเมื่อเข้าไปสู่เรือนจำยังพบข้อจำกัดทางกายภาพในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพความแออัดของเรือนจำ และความยากลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ดังเช่น กรณีการเสียชีวิตของ “บุ้ง เนติพร” ที่ได้อดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในขณะถูกคุมขัง ภายหลังจากศาลมีคำสั่งถอนประกันตัวในคดีมาตรา 112 ซึ่งการเสียชีวิตของเธอเป็นผลโดยตรงมาจากการที่เจ้าหน้าที่ราชฑัณฑ์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในการเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงที
อีกทั้ง ยังพบว่า สุขภาวะทางจิตใจของผู้ต้องขังทางการเมืองมีแนวโน้มที่จะย่ำแย่ลงเมื่อเข้าไปสู่เรือนจำ อันเป็นผลมาจากการไม่สามารถเข้าถึงยารักษาได้อย่างเต็มรูปแบบ และในทางปฏิบัติมีเพียงแค่ผู้ต้องขังที่มีข้อจำกัดในสภาวะทางจิตอย่างชัดเจนหรือรุนแรงที่สามารถการเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาวะทางจิตในเรือนจำได้
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ต้องขังทางการเมืองในเรือนจำบางแห่งต้องเผชิญอุปสรรคเพิ่มเติมในการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยเรือนจำบางแห่งปฏิเสธหรือจำกัดการเข้าพบของทนายความ โดยอ้างว่าเมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปรึกษาทางกฎหมายอีกต่อไป ในบางกรณี ทนายความถูกให้เข้าพบในสถานะ “ญาติ” แทน ซึ่งถูกจำกัดเวลาเพียง 15 – 30 นาที และต้องพบในห้องเยี่ยมญาติที่ไม่เป็นส่วนตัว
การใช้เครื่องพันธนาการที่ข้อเท้ากับยังเกิดขึ้นกับผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างเป็นปกติ รวมถึงผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งในระหว่างการเคลื่อนย้ายและการขึ้นศาล ตัวอย่างเช่น อานนท์ นำภา ถูกบังคับให้สวมเครื่องพันธนาการที่ข้อเท้าในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของตนเอง และขณะปฏิบัติหน้าที่ว่าความให้ลูกความ
.
ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและทนายความเสื่อมถอยลง และยังพบการละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมในหลายกรณี
ตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลแล้ว ผู้พิพากษาและทนายความต้องสามาถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยปราศจากการแทรกแซง ความกดดันอย่างไม่เหมาะสม หรืออิทธิพลในรูปแบบต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ดี พบว่า นับตั้งแต่ปี 2562 ประธานศาลฎีกาได้ออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกาและการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ. 2562 ให้มีการรายงานคดี รวมถึงได้ให้อำนาจในการตรวจสำนวนและร่างคำพิพากษาในคดีที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว แก่อธิบดีผู้พิพากษาภาค เว้นแต่ว่ามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งคดีที่กำหนดไว้ในระเบียบฉบับนี้รวมไปถึง “คดีหมวดความมั่นคงฯ” อันได้แก่ คดีมาตรา 112 และมาตรา 116
ในขณะเดียวกัน อัยการสูงสุดได้มีการออกหนังสือแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในช่วงปี 2565 ให้สำนักงานอัยการที่ได้รับสำนวนคดีมาตรา 112 ส่งสำเนาการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สำเนาความเห็นฯ สำเนาคำพิพากษา และหนังสือขอความเป็นธรรม เป็นต้น ให้อัยการสูงสุดพิจารณา
ซึ่งทั้งสองกรณี ก่อให้เกิดการตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการในการพิจารณาคดี และการออกคำสั่งต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับคดี
ในทางปฏิบัติยังพบว่า ผู้พิพากษาได้มีการแสดงความคิดเห็นที่มีอคติต่อพฤติการณ์ของผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในหลายครั้ง เช่น กรณีของอานนท์ นำภา ที่ผู้พิพากษาได้แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อเขาอย่างอย่างชัดแจ้ง รวมไปถึงการปฏิเสธคำร้องขอให้ชี้แจงเกี่ยวกับการพิจารณาคดีลับหรือคำสั่งห้ามเผยแพร่ข้อมูล และการตั้งคำถามถึงคุณสมบัติในการทำหน้าที่ทนายความ แม้ว่าสภาทนายความได้ให้คำยืนยันเกี่ยวกับคุณสมบัติในการปฏิบัติหน้าที่ทนายความของอานนท์แล้วก็ตาม
จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า มีการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีมาตรา 112 อยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การไม่ออกหมายเรียกพยานหลักฐาน โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือในบางกรณีมีคำให้การที่ถูกต้องห้าม โดยอ้างว่า “ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันกษัตริย์” หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติรับรองสถานะของกษัตริย์ว่าเป็น “ที่เคารพสักการะและผู้ใดจะละเมิดมิได้” ซึ่งเป็นการจำกัดความสามารถของผู้ที่ถูกดำเนินคดีในการเตรียมการต่อสู้คดีอย่างมีประสิทธิภาพ
การละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมยังพบในกรณีของการดำเนินคดีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมของเยาวชนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่พบการกดดันเพื่อให้รับสารภาพในระหว่างมี่อยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมของเด็ก แม้กระทั่งการที่จะมีคุณสมบัติเพื่อเข้ามาตรการพิเศษแทนคำพิพากษา เยาวชนต้องแสดง “ความสำนึกผิด” เพื่อที่จะสามารถเข้ารับมาตรการดังกล่าวได้
การละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมนั้นไม่ได้ปรากฏต่อเพียงผู้ถูกดำเนิคดีแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังปรากฏต่อผู้เข้าร่วมสังเกตุการณ์คดีเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผ่านการจำกัดการเข้าห้องพิจารณาคดี การซักถามข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่เข้ามาสังเกตการณ์คดี การยึดโทรศัพท์หรือสมุจดบันทึก การข่มขู่ว่าจะตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลต่อผู้สังเกตการณ์คดี การออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ข้อมูลในห้องพิจารณาคดี ไปจนถึงการออกคำสั่งพิจารณาคดีลับโดยปราศจากฐานทางกฎหมายที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบเป็นอย่างยิ่งต่อหลักการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย
.
ข้อเสนอแนะจากภาคประชาสังคม
- แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 มาตรา 326 และมาตรา 328 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
- ปล่อยตัวบุคคลทั้งหมดที่ถูกคุมขังจากการใช้เสรีภาพการแสดงออกและเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบโดยทันที และยุติการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงคดีเด็กและเยาวชน
- ออกกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างครอบคลุม สำหรับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ รวมถึงคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมาตรา 112
- ประกันสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม รวมถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิในการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย และสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ให้สอดคล้องกับข้อ 14 ของ ICCPR
- งดเว้นการควบคุมตัวและดำเนินคดีต่อเด็กจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ให้เป็นไปตามข้อ 13, 15 และ 37(b) ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
- ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ครบถ้วน และโปร่งใสต่อการสืบสวนการตายในระหว่างการคุมขังของ “บุ้ง เนติพร” และเปิดเผยผลการพิจารณาคดีต่อสาธารณะ
- ทบทวนและแก้ไขมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 เพื่อให้การใช้เครื่องพันธนาการสอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและมาตรฐานสากล
- กำหนดข้อห้ามทางกฎหมายอย่างชัดเจนต่อการใช้เครื่องพันธนาการเป็นการลงโทษ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
- รับรองให้ผู้ต้องขังทุกคน รวมถึงผู้ต้องขังทางการเมือง สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่เพียงพอในระดับเดียวกับที่ประชาชนทั่วไปได้รับ โดยต้องมีการดูแลอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ที่มีอาการหรือโรคเดิม การให้ยาต้องเป็นไปโดยความยินยอมของผู้ป่วยที่ได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน และต้องยุติการงดให้ยาที่จำเป็นทางการแพทย์โดยอ้างเหตุผลที่ไม่มีหลักฐานรองรับเกี่ยวกับการนำยาไปใช้ในทางที่ผิด
- จัดให้มีและบังคับใช้มาตรฐานที่ชัดเจนเพื่อรับรองสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน รวมถึงผู้ที่คดีถึงที่สุดแล้ว ในการเข้าถึงทนายความโดยเป็นความลับ ไม่ถูกจำกัด และทันท่วงที พร้อมทั้งรับรองให้มีการบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอในสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งโดยไม่มีข้อยกเว้น
.
