เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล พร้อมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอให้ไต่สวนเพื่อยุติการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ต่อ อานนท์ นำภา ทนายความและนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน กรณีถูกใส่กุญแจเท้าและโซ่ตรวน ระหว่างถูกนำตัวมาศาล ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ศาลได้ยกคำร้องของธงชัย เห็นว่า การใส่เครื่องพันธนาการแม้จะเป็นการกำจัดสิทธิเสรีภาพ กระทบต่อกายภาพและจิตใจ แต่เห็นว่าเป็นการกระทำภายใต้กฎหมาย
ภาพอานนท์ปรากฏตัวที่ศาลโดยมีกุญแจเท้าและโซ่ตรวนล่ามเป็นภาพที่เห็นอยู่บ่อยครั้งเมื่อถูกเบิกตัวมาศาลทั้งในฐานะจำเลยและทนายความ ชวนอ่านคำเบิกความของพยานที่ชี้ให้เห็นภาพความไม่ปกติที่ถูกทำให้คุ้นชิน โดยทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมจะอุทธรณ์คำสั่ง รวมทั้งยื่นคำร้องในกรณีโซ่ตรวนนี้ต่อไป
.
ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 ธงชัย วินิจจะกูล พร้อมทนายความและตัวแทนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีการใส่กุญแจเท้า อานนท์ นำภา ตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ก่อนศาลกำหนดวันนัดไต่สวนเป็นวันที่ 21 ก.ค. 2568
ในนัดไต่สวน ช่วงเช้าก่อนที่ฝ่ายผู้ร้องจะนำพยานเข้าไต่สวน ศาลแจ้งว่าจะไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนว่าน่าจะมีการกระทำที่เป็นการทรมานหรือไม่ หากมีมูลก็จะเรียกเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์มาไต่สวนเป็นลำดับต่อไป ศาลจะเป็นผู้ถามก่อน และจะอนุญาตให้ทนายถามได้ภายหลังศาลถามเสร็จสิ้น
ฝ่ายทนายความผู้ร้องได้แถลงต่อศาลว่า ในวันนี้ผู้ร้องติดภารกิจสอนหนังสือที่ต่างประเทศ จึงได้ให้ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ดำเนินการไต่สวนแทน พร้อมนำพยานขึ้นไต่สวนทั้งหมด 4 ปาก ได้แก่ อานนท์ นำภา ในฐานะผู้เสียหาย, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ในฐานะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ, รณกรณ์ บุญมี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และ ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์
ศาลเห็นว่าให้ผู้เสียหายเบิกความปากเดียวก็พอแล้ว ปากอื่นที่เป็นนักวิชาการไม่จำเป็นต้องนำเข้ามาไต่สวน เพราะในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่ศาลทราบเองอยู่แล้ว แต่หลังการพูดคุย พร้อมไต่สวนพยานแต่ละปาก ท้ายสุดฝ่ายผู้ร้องจึงได้นำพยานเข้าไต่สวนครบทั้งหมด
.
อานนท์มองว่าการใส่โซ่ตรวนเหมือนทำให้เป็นสัตว์ ถ้าไม่อยากเป็น “ลิง” ก็ต้องทนเจ็บ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ควรออกนโยบายยกระดับสิทธิมนุษยชนไทย
อานนท์เบิกความว่า ตนอายุ 40 ปี ประกอบอาชีพทนายความ ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากนั้นศาลถามว่าเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 ผู้เสียหายถูกใส่เครื่องพันธนาการมาศาลใช่หรือไม่ อานนท์ตอบว่าใช่และถูกใส่มาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วในทุกครั้งที่มาศาล
ศาลถามว่าเจ้าหน้าที่ใส่เครื่องพันธนาการตั้งแต่ตอนไหน ในเรือนจำหรือตอนขึ้นรถ อานนท์ตอบว่าใส่ตั้งแต่อยู่หน้าประตูเรือนจำจนถึงตอนที่ขึ้นรถก็ยังใส่ โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งเหตุผลใด ๆ ศาลถามต่อว่าแล้วถูกถอดเครื่องพันธนาการตอนไหน อานนท์ตอบว่าเมื่อกลับไปถึงเรือนจำ จึงจะถูกถอดออก
ศาลถามว่าเครื่องพันธนาการมีน้ำหนักประมาณกี่กิโลกรัม และเป็นเครื่องพันธนาการชนิดเดียวกันในทุกครั้งที่ใส่ใช่หรือไม่ อานนท์ตอบว่าหนักประมาณ 1 กิโลกรัม เป็นเครื่องพันธนาการแบบเดียวกันตลอด จากนั้นศาลให้อานนท์เดินออกมาจากคอกพยาน เพื่อให้ดูลักษณะของเครื่องพันธนาการ ศาลดูและบันทึกว่ามีลักษณะเป็นโซ่คล้องขาสองข้าง
ศาลถามว่าเครื่องพันธนาการนี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างไร อานนท์ตอบว่าในทางกายภาพ ตรงขอบของโซ่มีลักษณะแข็งและมีคม ทำให้เกิดบาดแผลที่ข้อเท้า ไม่สามารถเดินเต็มก้าวแบบคนปกติได้ เมื่อเดินก็เกิดการเสียดสีทำให้แสบมาก
ศาลขอให้อานนท์ยกเท้าให้ดูบาดแผลและบันทึกลักษณะแผล เห็นว่าเป็นรอยแผลเป็น มีทั้งรอยเก่าและรอยใหม่ อานนท์ได้เบิกความเสริมว่า จะมีแผลใหม่เกิดขึ้นทุกครั้งที่กลับไปที่เรือนจำ
ศาลถามว่าอานนท์เคยได้มีการแจ้งกับเจ้าหน้าที่หรือไม่ อานนท์ตอบว่าไม่ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่โดยตรง ก่อนหน้านี้เคยแจ้งผ่านทนายความให้ทำหนังสือถึงศาล แต่ก็ไม่ได้มีคำสั่ง และทำหนังสือแจ้งไปยังกรมราชทัณฑ์ด้วยเช่นกัน
อานนท์เบิกความเพิ่มเติมว่า นักโทษบางคนที่ทนความเจ็บปวดไม่ไหว ก็ต้องใช้เชือกผูกโซ่เอาไว้ หรือก้มตัวเพื่อยกโซ่ตอนเดิน ทำท่าเหมือนกับเป็นลิง
ศาลถามว่าเครื่องพันธนาการ รบกวนการทำหน้าที่ทนายความหรือการต่อสู้คดีหรือไม่ อานนท์เบิกความว่าในความรู้สึกเหมือนถูกทำให้เหมือนสัตว์ คู่ความที่เห็น ต่างก็เหมือนมีความพอใจที่เห็นเขาถูกกระทำเช่นนี้ แต่ในส่วนลูกความของเขาเอง ทุกคนเป็นลูกความคดีการเมืองก็มีความเข้าใจ ทุกครั้งที่เดินโซ่ก็จะลากกับพื้นจนเกิดเสียงดังรบกวนและเสียงนี้ยังบ่งบอกถึงความไม่เป็นธรรม ในขณะที่ฝ่ายอัยการเดินได้ปกติ แต่เวลาอานนท์เดินกลับมีเสียงตลอด เหมือนสำนวนไทยที่ว่า “มัดมือมัดเท้าชก” ทำให้รู้สึกถึงความเป็นคู่ความของเขาที่ต้อยต่ำกว่าอีกฝ่าย
ศาลถามว่าอานนท์มีสัญญาณของการขัดขืน หรือ การหลบหนีหรือไม่ อานนท์ตอบว่าไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนีมาก่อนและมีความตั้งใจจะสู้คดี ระหว่างที่ได้ปล่อยตัว ก็มาศาลโดยตลอด ไม่เคยขัดขืนการควบคุมตัว เมื่อปี 2563 ที่ถูกควบคุมตัวก็ไม่ได้ขัดขืน ศาลถามว่าคดีสิ้นสุดหรือยัง อานนท์ตอบว่าทุกคดียังไม่สิ้นสุด
จากนั้นศาลได้อนุญาตให้ทนายผู้ร้องถาม อานนท์ได้เบิกความตอบทนายว่า หนังสือที่เคยทำถึงกรมราชทัณฑ์ อ้างอิงจากเหตุผลและหลักการเรื่องพันธกรณีระหว่างประเทศ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎแมนเดลา (Mandela Rules ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง) ซึ่งว่าด้วยหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งในและต่างประเทศ
อานนท์เบิกความต่อว่า เพื่อน ๆ ผู้ต้องขังบางคนที่ต้องจับโซ่ เพื่อช่วยพยุงระหว่างเดิน เมื่อคนข้างนอกมองมา อารยประเทศมองมา ก็เห็นว่าพวกเขาเหมือนกับเป็นลิง ถ้าไม่อยากเป็นลิงก็ต้องทนเจ็บ ในมุมมองของอานนท์ที่เป็นทนายและต้องการรักษาศักดิ์ศรีของตนก็จะไม่ก้มลงไป
อานนท์เห็นว่า พวกสายตาดูหมิ่นดูแคลนมันเกิดขึ้นก็ดับไป แต่เวลาที่ลูก ๆ มาหาแล้วมาเล่นกับโซ่ที่เท้า ก็รู้สึกว่าอธิบายให้ลูกฟังได้ลำบาก ญาติที่มาหาก็เสียใจที่เห็นเราซึ่งไม่ใช่ผู้กระทำความผิดอาชญากรรม เป็นนักโทษทางความคิดถูกกระทำเช่นนี้
ทนายผู้ร้องถามว่าขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความ ถูกลดทอนความเป็นทนายหรือไม่ อานนท์ตอบว่าลูกความเข้าใจ แต่พยานบางคนก็ดูหมิ่น เช่น นั่งกอดอกขณะที่ถามความ เวลาถามก็ตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เพราะไม่ได้ใส่สูทว่าความเหมือนคนอื่น
จากนั้นศาลอนุญาตให้อานนท์พูดอะไรก็ได้ 2 นาที อานนท์กล่าวว่าจริง ๆ แล้ว คดีการเมือง นักโทษทางความคิด ไม่ควรถูกมองเป็นผู้ต้องขังแบบคดีอาญาทั่วไป ต่อให้เป็นนักโทษในคดีทั่วไปก็ต้องมีมาตรฐานในการปฏิบัติด้วย ไม่ควรปฏิบัติเหมือนว่าถูกพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เช่น กรณีคนจนขโมยของเซเว่น หรือ ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ถึงเป็นผู้กระทำความผิดการลงโทษนั้น ก็ไม่ควรเป็นการทรมาน
“นักโทษหรือผู้ต้องขังบางคนแปะพลาสเตอร์ไว้ที่แผล พอมาศาลก็ต้องแกะออก ลองนึกดูว่าแผลสดกระทบกับเหล็กมันแสบขนาดไหน ผมเจ็บแต่ก็ต้องทนในฐานะนักสู้เพื่อประชาธิปไตย อยากให้การปฏิบัติต้องออกมาเป็นนโยบาย เจ้าหน้าที่ตัวเล็ก ๆ ที่พามาวันนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อยากให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์เล็งเห็นด้วยตนเอง ยกระดับสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย”
หลังจากอานนท์เบิกความเสร็จ ทนายฝ่ายผู้ร้องขอนำพยานนักวิชาการเข้าไต่สวน ศาลกล่าวว่าศาลจะไม่รับฟังความเห็นทางกฎหมาย เราไม่ต้องใช้กฎหมายต่างประเทศมาบังคับ ปฏิญญาต่าง ๆ ศาลทราบเองอยู่แล้ว ทนายผู้ร้องจึงแถลงว่า กฎหมายระหว่างประเทศ ทางผู้ร้องเห็นว่าไม่ใช่กรณีศาลเห็นเอง จึงอยากนำสืบสั้น ๆ ศาลจึงเปลี่ยนใจและให้นำพยานเข้าสืบ
.
อาจารย์กฎหมาย ม.ธรรมศาสตร์ เห็นว่าธรรมชาติมนุษย์ไม่ควรถูกล่ามเยี่ยงสัตว์ การกำหนดให้ใส่เครื่องพันธนาการเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่ให้ใส่เป็นการทั่วไป
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เบิกความตอบทนายผู้ร้องว่า พยานจบการศึกษา ปริญญาโทจาก Magister Juris (M.Jur) Univerity of Gottingen และปริญญาเอกจาก Jur, University of Gottingen ประเทศเยอรมนี
พยานทำงานที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายมหาชน และ วิชารัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ มีผลงานวิชาการ คือ สารานุกรมสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทุกด้าน เรื่องที่สำคัญสุดคือเรื่องชีวิตร่างกาย การมีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดผู้อื่น และมีหนังสือห้องเรียนรัฐธรรมนูญ พยานเคยให้ความหมายคำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งอยู่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ
พยานรู้จัก อานนท์ นำภา ตามข่าวในสื่อต่าง ๆ ทราบว่าถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ทนายผู้ร้องถามว่า การที่ราชทัณฑ์ใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังที่คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ พยานเบิกความตอบว่าในมาตรา 29 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” ในการใช้เครื่องพันธนาการกับจำเลยที่ยังไม่ถูกพิพากษาถึงที่สุดว่าผิด จึงไม่ชอบตามมาตราดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่าการใส่ตรวนเช่นนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญและสั่งให้ปลดโซ่ตรวน แม้ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 มาตรา 33 แต่ก็มีเนื้อหาเหมือนกับมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ในมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ การกำหนดให้ใส่เครื่องพันธนาการเป็นข้อยกเว้น ในกรณีของผู้ร้องคือกรณียกเว้นตามอนุ 4 บัญญัติว่า “เมื่อผู้ต้องขังถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำและเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการ” ไม่ใช่ให้ใส่เป็นการทั่วไป
ในทางปฏิบัตินั้น เมื่อมีการเบิกตัวผู้ต้องหามาขึ้นศาลก็จะมีการใส่เครื่องพันธนาการโดยใช้เหตุผลเป็นแบบฟอร์มเดียวกันว่ากันผู้ต้องหาหลบหนี การไม่ใส่เครื่องพันธนาการจึงกลับกลายเป็นข้อยกเว้นเสียเอง ซึ่งลักษณะแบบนี้เป็นการขัดกับตัวบทกฎหมายที่วางไว้
พยานเบิกความเพิ่มเติมว่ามนุษย์ไม่ควรถูกล่ามเยี่ยงสัตว์ การใส่พันธนาการต้องทำเท่าที่จำเป็น ประชาชนยังมีสิทธิเสรีภาพตามมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญ และแม้ว่ามาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ จะให้อำนาจ แต่ก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 26 ที่กฎหมายจะจำกัดสิทธิและเสรีภาพต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องไม่เพิ่มภาระ หรือ จำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุและกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ได้ การใช้อำนาจต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วย การที่ใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีลักษณะการใส่เครื่องพันธนาการเป็นประจำ จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 26
อีกทั้งมาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่ไม่ให้กฎหมายหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่ยังรวมถึงการกระทำใด ๆ ด้วย จึงเป็นอำนาจของฝ่ายตุลาการที่จะพิจารณาได้ว่าการกระทำใดขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
ในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) ปรากฏในรัฐธรรมนูญครั้งแรกในฉบับปี 2492 เนื่องจากในปี 2491 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ต่อมา มาตรานี้ถูกละเลยเนื่องจากถูกยกร่างในปี 2494 ส่วนประมวลกฎหมายอาญาถูกยกร่างเมื่อปี 2478 ซึ่งใช้หลักสันนิษฐานก่อนว่าผิด ประมวลกฎหมายอาญาไม่ถูกแก้ไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญถูกยกร่างหลังประมวลกฎหมายอาญา
นอกจากนี้ ในข้อกำหนดขององค์การสหประชาชาติระบุว่า การใส่เครื่องพันธนาการเป็นข้อยกเว้น จะใช้ก็ต่อเมื่อไม่มีมาตรการอะไรอื่นและจะถอดเมื่อพ้นเหตุไปแล้ว เช่น ในประเทศฝรั่งเศส แคนาดา ห้ามไม่ให้ใส่เครื่องพันธนาการต่อหน้าศาล ในประเทศเยอรมนี อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา ใช้หลักความจำเป็นหากมีการต้องใส่เครื่องพันธนาการ
ทนายผู้ร้องถามว่า ในต่างประเทศระหว่างควบคุมตัวต้องใส่เครื่องพันธนาการหรือไม่ พยานตอบว่า อย่างประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีจะไม่ให้ใส่ จะใส่ก็ต่อเมื่อมีเหตุ เช่น จะหลบหนี จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น นอกจากนี้ไทยยังมีพันธะตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ กฎ Mandela
มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ จึงมีปัญหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะ มาตรา 4 ใน พ.ร.บ.ดังกล่าว นิยามนักโทษเด็ดขาดรวมกับผู้ต้องขังตามบังคับขังของหมายศาล ซึ่งทำให้กลายเป็นเหมือนนักโทษเด็ดขาดเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างคำพิพากษาของศาลปกครองที่แม้ว่าในศาลปกครองชั้นต้นจะเคยสั่งให้ปลดพันธนาการผู้ต้องขังรายหนึ่ง แต่ภายหลังศาลปกครองสูงสุดก็กลับคำพิพากษา แต่ก็เป็นเพราะว่ากรณีของผู้ต้องขังรายดังกล่าวทำผิดวินัยแอบใช้วิทยุสื่อสารกับคนนอกเรือนจำ ซึ่งเห็นได้ว่าการพิจารณามีลักษณะเป็นรายกรณี
การที่ผู้ร้องถูกจำคุกในคดีมาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุก 3-15 ปี โดยก่อนหน้านี้มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี แต่ถูกเพิ่มโทษเพราะคำสั่งคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519
ทนายผู้ร้องได้ขอศาลไต่สวนผู้เชี่ยวชาญอีกปาก ศาลปฏิเสธและเห็นว่าได้ข้อเท็จจริงเพียงพอต่อการทำคำสั่งแล้ว แต่หลังการพูดคุยก็ยอมให้นำพยานเข้าไต่สวน
.
คณะกรรมการ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ชี้ว่า พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ได้ปรับปรุงให้เป็นไปตามข้อกำหนดแมนเดลาซึ่งในข้อกำหนดดังกล่าวห้ามไม่ให้ใส่กุญแจเท้าโดยเด็ดขาด
รณกรณ์ บุญมี ตอบทนายผู้ร้องถามว่า ตนได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้เป็น 1 ในคณะกรรมการแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เนื่องจากเห็นว่ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านสิทธิมนุษยชน โดยได้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งอนุกรรมการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว
ทนายผู้ร้องถามว่า มาตรา 26 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีเจตนารมณ์อย่างไร พยานตอบว่า ปกติการควบคุมตัวจะเป็นไปตาม ป.อ.มาตรา 90 มาตรา 26 นี้ เป็นการให้ศาลตรวจสอบว่าการควบคุมตัวเป็นไปตามหลักสิทธิทนุษยชนหรือไม่ เข้าข่ายเป็นการทรมานหรือถูกกระทำโหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือไม่ ซึ่งต้องตรวจสอบโดยพลัน เพราะทุกวินาทีที่ถูกควบคุมตัวอาจถูกทรมาน ใช้วิธีโหดร้าย หรือทำร้าย จึงต้องทำโดยพลัน
ส่วนการตีความมาตรา 6 นั้นเป็นประเด็นที่ตนเคยยกร่างคู่มือสำหรับให้ศาล อัยการ และตำรวจใช้ในฐานะที่ตนเป็นกรรมการป้องกันซ้อมทรมานฯ ซึ่งมาตรานี้ได้นำมาตรา 16 ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักด์ศรี มาใช้
ความผิดตามมาตรานี้จึงแบ่งได้เป็น 2 กรณีคือ 1. การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม เช่น การตบตี การทำร้าย แต่อาจไม่ถึงขั้นทรมาน 2. การกระทำที่ย่ำยีศักดิ์ศรี คือ การปฏิบัติเหมือนไม่ใช่มนุษย์ เช่น บังคับให้เปลือยผ้า หรือ ให้กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ
มาตรา 6 แตกต่างกับมาตรา 5 ที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ โดยให้ผลการกระทำนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อใดใน 4 ข้อ คือ ให้ได้ข้อมูลหรือคำรับสารภาพ, ลงโทษผู้ถูกกระทำโดยไม่มีสิทธิข่มขู่หรือขู่เข็ญ และ เลือกปฏิบัติ แต่มาตรา 6 ขาดองค์ประกอบใดประกอบหนึ่ง แม้มีความรุนแรงแต่ไม่มีเจตนา หรือมีเจตนาแต่ไม่มีความรุนแรงก็เข้าตามนิยามมาตรา 6 ขอแค่ผู้กระทำการทรมานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็เพียงพอ
พยานได้เบิกความว่าการใส่กุญแจเท้ามีข้อกังวลตามกฎแมนเดลา ซึ่งกฎนี้ก็ถูกอ้างถึงใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ในส่วนท้ายว่า พ.ร.บ. เองก็ยังไม่สอดคล้องกับกฎดังกล่าว รวมถึง “กฎบางกอก” (Bangkok Rules) (ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ต้องขังหญิง) จึงต้องมีการปรับปรุง
ในกฎแมนเดลา ข้อที่ 47 ใช้คำว่า iron เรียกแทนกุญแจเท้า และห้ามไม่ให้ใส่กุญแจเท้าโดยเด็ดขาด ถ้าทำแล้วเกิดการบาดเจ็บ เช่น การถ่วงน้ำหนักกุญแจ การใส่กุญแจเท้าจะใส่เฉพาะกรณีจะหลบหนี ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ส่วนการออกมาข้างนอกเรือนจำก็อยู่ที่ดุลยพินิจของผู้คุม ถ้าใส่โดยปกติโดยไม่มีการพิจารณา ก็ไม่เป็นไปตามกฎแมนเดลา เป็นการกระทำที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทนายผู้ร้องให้พยานดูประวัติการใส่เครื่องพันธนาการของอานนท์ว่าไม่เป็นไปตามที่พยานเบิกความใช่หรือไม่ พยานดูแล้วตอบว่าเพิ่งเคยเห็นเอกสารนี้ พยานไม่สามารถให้ความเห็นได้ เพราะมาให้ความเห็นทางกฎหมายไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้
ทนายผู้ร้องได้ขอศาลไต่สวนผู้เชี่ยวชาญอีกปาก ทีแรกศาลปฏิเสธและเห็นว่าได้ข้อเท็จจริงเพียงพอต่อการทำคำสั่งแล้ว แต่หลังการพูดคุยก็ยอมให้นำพยานเข้าไต่สวน
.
อาจารย์ประวัติศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เบิกความว่า ในอดีตเคยมีการสั่งปลดเครื่องพันธนาการ เนื่องจากมีผลดีแค่กันนักโทษหลบหนีแต่ส่งผลร้าย 10 กว่าข้อ
ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ตอบทนายผู้ร้องว่า ตนจบการศึกษา ปริญญาเอก อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ประวัติศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับราชทัณฑ์และเขียนหนังสือรัฐราชทัณฑ์: อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีบทความวิชาการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ลงวารสารของราชทัณฑ์ และวารสารปรีดี พนมยงค์
จากการศึกษาของพยาน ทราบว่าการใช้เครื่องพันธนาการมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเรียกว่าเครื่องพันธนาการ 5 ประการ ประกอบด้วย ตรวนใส่เท้า, เท้าติดขื่อไม้, โซ่ล่ามคอ, คาใส่คอทับโซ่, และมือทั้งสองสอดเข้าไปในคาและติดกับขื่อไม้
ต่อมาใน พ.ศ. 2434 ได้มีการปรับปรุงสร้างคุกสมัยใหม่ มีการปรับกฎเกณฑ์โดยแก้เครื่องพันธนาการให้มีมนุษยธรรมมากขึ้น ยกเลิกเครื่องพันธนาการ 5 ประการ กำหนดให้นักโทษใส่โซ่ตรวนกับแหวนที่คอในส่วนเรือนจำชั้นใน ส่วนเรือนจำหัวเมืองยังคงมีการใช้เครื่องพันธนาการ 5 ประการ
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการตั้งกรมราชทัณฑ์ และมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจนไปถึงช่วงหลัง พ.ศ. 2475 ขุนศรีศรากร อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้สั่งให้ปลดเครื่องพันธนาการ โดยให้เหตุผลว่าเครื่องพันธนาการมีประโยชน์อย่างเดียวคือกันนักโทษหนี แต่ส่งผลร้ายประมาณ 10 กว่าข้อ เช่น เกิดแผลที่เท้า ทำให้นอนไม่หลับ เกิดโรคประสาท นักโทษใช้โซ่เป็นอาวุธทำร้ายกันเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ติดสินบนคอร์รัปชั่น จึงมีมติยกเลิกการใส่โซ่ตรวนทั้งในเรือนจำและเวลาออกนอกเรือนจำ
ในสมัยนั้นจึงถือว่าเป็นการกระทำที่ดูมีอารยะ ลดทอนความโหดร้ายทารุณ เช่น สมัยจอมพลสฤษดิ์ ผู้ต้องหาทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ก็ไม่ได้ถูกใส่โซ่ตรวน ทั้งในเวลาที่อยู่ในเรือนจำและถูกเบิกตัวมาศาล มีการเอาระเบียบขององค์การสหประชาชาติมาใช้ในเบื้องต้นกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
.
หลังทนายผู้ร้องได้นำพยานเข้าไต่สวนจนครบทุกปาก ศาลขอพักการพิจารณาเพื่อจะทำคำสั่งว่ากรณีมีมูลหรือไม่มูลในช่วงบ่าย เวลา 13:30 น.
ต่อมา เวลา 14:07 ศาลออกนั่งพิจารณาและนั่งจัดเอกสารประมาณ 15 – 20 นาที ก่อนจะเริ่มอ่านคำสั่งโดยสรุปใจความได้ว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่ากรมราชทัณฑ์มีการใช้เครื่องพันธนาการนายอานนท์จริง ประเด็นต้องวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ หรือไม่
เห็นว่าการกระทำดังกล่าว แม้จะเป็นการกำจัดสิทธิเสรีภาพกระทบต่อกายภาพและจิตใจของผู้เสียหายและญาติที่มาพบเห็น แต่เห็นว่าเป็นการกระทำภายใต้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 21
เมื่อพิเคราะห์ถึงการกระทำที่มีความผิด ตามบัญญัติมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ เห็นว่าจะต้องมีการกระทำที่มีลักษณะเกินเลย เลือกปฏิบัติ แม้ทุกครั้งที่มีการใส่เครื่องพันธนาการจะไม่ได้มีบันทึกเหตุผลชัดเจนในการใส่ ก็ไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าว ที่ต้องพิจารณาถึงการกระทำและผลแห่งการกระทำ ว่ามีความเกินเลยเป็นการทรมานหรือไม่ จึงยังไม่เห็นว่าคำร้องมีมูลเพียงพอให้เรียกพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง ยกคำร้องของผู้ร้อง
หลังจากฟังคำสั่งเสร็จสิ้นอานนท์ได้พูดคุยกับทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเตรียมจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อไป พร้อมในนัดถัดไปที่อานนท์จะถูกเบิกตัวมาศาลอาญาในนัดสืบพยานคดีชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกาไปราบ11 ปี 2563 ในวันที่ 6 ส.ค. 2568 หากยังมีการใส่เครื่องพันธนาการ ก็จะมีการยื่นคำร้องอีกครั้ง
.
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



