ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี  “โตโต้ ปิยรัฐ” คดี ม.112 ติดป้ายวิจารณ์วัคซีนที่กาฬสินธุ์ ก่อนได้ประกันชั้นฎีกา 3 แสนบาท

วันที่ 20 พ.ค. 2569 “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo เดินทางจากกรุงเทพฯ มายังศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมติดตั้งป้ายไวนิลวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล บนถนนสายยางตลาด-กาฬสินธุ์ เมื่อปี 2564 ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ก่อนศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา

เวลา 09.50 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยสรุปว่า 

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้ไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นและยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่นำป้ายของกลางไปติดในที่เกิดเหตุ แต่พยานแวดล้อมต่าง ๆ  ได้แก่ รถยนต์กระบะที่ใช้บรรทุกป้ายของกลางมีชื่อมารดาจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และอนุญาตให้นำไปใช้ จึงอยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของจำเลย นอกจากนี้ยังมีรถตู้ของจำเลยแล่นตามหลังไล่เลี่ยกันประมาณ 4 นาที โดยก่อนหน้านี้มีการใช้รถยนต์กระบะคันดังกล่าวจัดกิจกรรมทางการเมือง พยานหลักฐานโจทก์จึงบ่งชี้ได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมนำป้ายของกลางไปติดในที่เกิดเหตุ

ส่วนการโพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์ “We Volunteer” และเพจเฟซบุ๊ก “โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep” ที่มีการเผยแพร่ภาพถ่ายการติดตั้งป้ายของกลางพร้อมกัน และมีการทวงถามป้ายที่ถูกตำรวจเก็บไปจากที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบพบว่าทั้งสองบัญชีดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับจำเลย โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กที่ปรากฏภาพจำเลยทั้งโปรไฟล์และหน้าปก ระบุถึงตัวจำเลยกำลังทำกิจกรรมทางการเมือง แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเพจดังกล่าว ทั้งโจทก์ยังอ้างถึงการที่จำเลยไม่นำพยานเข้าสืบหักล้าง ทำให้มีข้อพิรุธสงสัยในคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า การสืบสวนของตำรวจโดยการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่ามีรถยนต์กระบะและรถตู้แล่นตามหลังรถยนต์ในเวลาไล่เลี่ยกัน รายการการสืบสวนผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดและเป็นขั้นตอน จึงเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ 

น่าเชื่อว่ารถทั้ง 2 คันร่วมกันนำป้ายของกลางไปติดในที่เกิดเหตุ ทั้งในวันเดียวกันหลังเกิดเหตุไม่นาน เพจเฟซบุ๊กมีการโพสต์แจ้งว่าป้ายของกลางถูกตำรวจเก็บไป เมื่อพิจารณารูปของจำเลยตามภาพโปรไฟล์และภาพปก พบว่าก่อนเกิดเหตุมีการโพสต์ข้อความในลักษณะเดียวกับที่โจทก์ฟ้อง และข้อความทำนองเสียดสีไม่เคารพสถาบันกษัตริย์ หลังเกิดเหตุเมื่อจำเลยถูกดำเนินคดี ก็มีการโพสต์เรื่องราวของจำเลยหลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

แม้ไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นและยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้นำป้ายของกลางไปติดบริเวณที่เกิดเหตุ หรือเป็นผู้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก แต่พยานแวดล้อมอันประกอบไปด้วยมูลเหตุจูงใจก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุรถยนต์ของจำเลยถูกคนร้ายนำไปใช้กระทำความผิด และหลังเกิดเหตุคนร้ายโพสต์ข้อความลงในเพจเฟซบุ๊กจำเลย 

หากจำเลยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ไปใช้ หรือไม่ยินยอมให้ผู้อื่นโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กแล้ว ก็คงไม่มีบุคคลใดสามารถนำรถของจำเลยไปใช้หรือเข้าไปโพสต์โดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของจำเลยได้ พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกที่นำป้ายไปติดในที่เกิดเหตุ และเป็นผู้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก 

ข้อความตามป้ายของกลาง เมื่อพิจารณาแล้ว บุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นผู้ผูกขาดการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ซึ่งอาจทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียงเกียรติคุณ ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) 

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับให้จำคุก 3 ปี ส่วนคำขอนับโทษต่อให้ยก

องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้แก่ สุรชาญ พูลสวัสดิ์, วิฑูร วิมลเศรษฐ และ ปรีชา พันธไชย

.

หลังการอ่านคำพิพากษาจบลง ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวพร้อมคำร้องประกอบ โดยระบุเหตุผล ว่า ปิยรัฐดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีภาระหน้าที่รับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง ตลอดระยะเวลาพิจารณาคดีไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนีหรือผิดนัดศาลแม้แต่ครั้งเดียว และการถูกคุมขังจะส่งผลให้สมาชิกภาพ สส. สิ้นสุดลงทันทีตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดสินสถานะทางการเมืองของจำเลยล่วงหน้าก่อนคดีถึงที่สุด 

เวลา 12.20 น. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวปิยรัฐในชั้นฎีกา โดยตีประกันเป็นหลักทรัพย์ 300,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทำให้ปิยรัฐได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ทันที

.

สำหรับคดีนี้ เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564 ช่วงที่การระบาดของโควิด-19 กำลังเข้มข้น และสังคมตั้งคำถามต่อนโยบายการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล มีผู้นำป้ายไวนิล 7 แผ่นที่มีข้อความวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนไปติดตั้งบนเกาะกลางถนนสายยางตลาด-กาฬสินธุ์ ก่อนมีการถ่ายภาพป้ายเหล่านั้นเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่มีชื่อเชื่อมโยงกับปิยรัฐ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนพบว่ารถที่บรรทุกป้ายมาติดตั้งมีลักษณะคล้ายรถที่ปิยรัฐเคยใช้ จึงแจ้งข้อกล่าวหาขณะที่เขาถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อมาอัยการสั่งฟ้องคดีเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 

คดีใช้เวลาสืบพยานนานกว่าสองปี ก่อนที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์จะมีคำพิพากษายกฟ้องในเดือนตุลาคม 2567 โดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าปิยรัฐเป็นผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่ รวมทั้งขณะที่จำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ เฟซบุ๊กตามฟ้องก็ยังมีการโพสต์ข้อความอยู่ อย่างไรก็ตาม อัยการได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จนต่อมาในวันนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษากลับเป็นลงโทษ

น่าสังเกตว่า ศาลมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย หลังปิยรัฐขอเลื่อนหลายครั้งด้วยเหตุติดภารกิจประชุมสภาฯ และเหตุจำเป็นของทนายความ ทำให้คดีนี้ถูกพิจารณาโดยมีพยานหลักฐานเพียงฝั่งโจทก์เพียงฝ่ายเดียว แม้ฝ่ายจำเลยพยายามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งงดการสืบพยาน เนื่องจากกระทบต่อกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม แต่ศาลยกคำร้อง 

สำหรับเส้นทางการต่อสู้คดีมาตรา 112 ของปิยรัฐยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คดีที่จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นหนึ่งในสามคดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยทั้งสามคดีในชั้นศาลชั้นต้นล้วนมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่คดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับ ขณะที่อีกสองคดี ได้แก่ คดีจากการปราศรัยในการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี และคดีจากการโพสต์วิจารณ์ตำรวจสลายวีโว่ขายกุ้ง พาดพิงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์ ที่ศาลอาญา ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

.

อ่านบันทึกการต่อสู้คดี:  เส้นทางการต่อสู้คดี 112 ของ “โตโต้” สส.-อดีตนักกิจกรรม WeVo ยืนยันไม่เกี่ยวข้องตั้งป้ายวิจารณ์วัคซีนหาซีนให้วังที่กาฬสินธุ์ ก่อนศาลพิพากษา

ดูฐานข้อมูลคดีนี้:  คดี 112 “โตโต้-ปิยรัฐ” โยงตั้งป้ายวัคซีนหาซีนให้วังที่กาฬสินธุ์

X