ยกฟ้องทุกข้อหา! ‘โตโต้’ ปิยรัฐ คดี ม.112 ศาลอุบลฯ ชี้คำปราศรัยพระราชอำนาจกับบทบาทกองทัพ ‘พูดถึงอดีต-คาดคะเนอนาคต’ ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงใด

วันที่ 20 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดอุบลราชธานีนัดฟังคำพิพากษาคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ อดีตแกนนำกลุ่ม Wevo และปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในคดีที่ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116 (2) (3) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีขึ้นปราศรัยในประเด็นพระราชอำนาจและบทบาทของกองทัพ ในการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่บริเวณลานศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563

ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา โดยเห็นว่าถ้อยคำปราศรัยของปิยรัฐเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจรัฐและบ่อเกิดของรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอในข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

.

คดีนี้มีที่มาจากการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง โดยคณะอุบลปลดแอก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 ที่ลานศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนกระแสการชุมนุมประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ ช่วงนั้น ปิยรัฐได้รับเชิญขึ้นปราศรัยในประเด็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์กับบทบาทของกองทัพ และเสนอให้แยกพระราชอำนาจออกจากกองทัพ 

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ สันติบาล และ กอ.รมน. รวบรวมพยานหลักฐานจนนำมาสู่การดำเนินคดี โดยมีผู้ถูกดำเนินคดี 4 คน ได้แก่ “ทนายแชมป์” ฉัตรชัย แก้วคำปอด และ “ออฟ” วิศรุต สวัสดิ์วร ในข้อหามาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดการชุมนุมและพิธีกรบนเวทีตามลำดับ โดยปัจจุบันศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว แต่อัยการยื่นอุทธรณ์ต่อ 

ส่วนอีกสองคนคือ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 มาตรา 116 และ พร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าว ปัจจุบันศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของพริษฐ์ออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากพริษฐ์อยู่ในต่างประเทศในสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง

ในกรณีของปิยรัฐ พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 โดยภายหลังรับฟ้อง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี วงเงินประกัน 100,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอื่นใด 

คดีนี้สืบพยานในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2568 โดยสืบพยานโจทก์ 11 ปาก และพยานจำเลย 1 ปาก ก่อนนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 มี.ค. 2569 แต่ในวันดังกล่าวเนื่องจากปิยรัฐต้องเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ศาลอนุญาตให้เลื่อนมาฟังคำพิพากษาเป็นวันนี้ (20 มี.ค. 2569) 

.

วันนี้ (20 มี.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ปิยรัฐและทนายความเดินทางมาศาล ต่อมา สุเพชร สารีรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลชั้นต้น ออกนั่งบัลลังก์และเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยสรุปใจความได้ดังนี้

ในส่วนข้อหาตาม มาตรา 112 ศาลพิจารณาถ้อยคำปราศรัยในส่วนที่พูดถึงการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้ก่อรัฐประหาร ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ และพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ เห็นว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบ่อเกิดของรัฐธรรมนูญไทยและสถานะขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 

ส่วนที่ปราศรัยว่าหากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยการรัฐประหารนั้นจะถือเป็นกบฏ เป็นเพียงการกล่าวถึงความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ส่วนที่พูดถึงการโอนย้ายกำลังพลของกองทัพไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ และปัญหาเรื่องหากมีการรัฐประหาร เป็นเพียงการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น อีกทั้งพยานโจทก์หลายปากให้การตรงกันว่าในรัชกาลปัจจุบันยังไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น จึงไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริง 

ส่วนถ้อยคำเกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือปลดทหารหญิงหรือสุนัข เป็นเพียงถ้อยคำเชิงประชดประชัน เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว ไม่ปรากฏถ้อยคำดูถูกว่ามีฐานะต่ำต้อย และไม่มีการแสดงความอาฆาตมาดร้ายแต่ประการใด เห็นว่าการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112

ในส่วนข้อหาตาม มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันปราศรัยและไลฟ์สดผ่านเพจคณะอุบลปลดแอก เพื่อยุยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยใช้กำลังหรือก่อความไม่สงบ แต่พยานโจทก์ไม่มีปากใดยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์เชิญชวน ใครเป็นแอดมินเพจ หรือใครเป็นผู้ไลฟ์สด พยานที่มีอยู่จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง 

อีกทั้งเนื้อหาการชุมนุมมุ่งเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงเด็กและเยาวชน วิจารณ์ระบบการศึกษาและการทำงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกตามหลักสากล ไม่มีเจตนามุ่งล้มล้างรัฐบาลหรือก่อความไม่สงบ ทั้งหลังการชุมนุมประเทศไทยยังคงปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือเหตุร้ายในบ้านเมืองแต่อย่างใด เห็นว่าไม่มีความผิดในทั้งสองข้อกล่าวหาดังกล่าว

พิพากษายกฟ้องทุกข้อหา

.

ทั้งนี้ ปิยรัฐถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ทั้งสิ้น 3 คดี ได้แก่ คดีป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีน ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และคดีโพสต์วิจารณ์การสลายการชุมนุม #ม็อบย่างกุ้ง ของศาลอาญา โดยทั้งสองคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องไปก่อนหน้านี้ 

คดีที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษาในวันนี้ นับเป็นคดีที่สามและคดีสุดท้ายของปิยรัฐในชั้นศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาออกมา โดยผลคือศาลพิพากษายกฟ้องทั้งสามคดี แต่ยังต้องติดตามหากมีการอุทธรณ์คดีต่อไป

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

5 ปีหลังปราศรัยที่อุบลฯ พรุ่งนี้รู้ผล! ฟังคำพิพากษา คดี ม.112 “โตโต้” ปิยรัฐ ประเด็น ‘พระราชอำนาจกับบทบาทกองทัพ’ ยืนยันพูดโดยสุจริต – มุ่งรักษาสถาบัน

ยกฟ้องคดี 116 ! ศาลอุบลฯ วินิจฉัย ‘ทนายแชมป์-ออฟ’ ชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ปี 63 มุ่งวิจารณ์รัฐบาล ไม่ได้ยุยงให้ประชาชนทำผิดกฎหมาย

ฐานข้อมูลคดีนี้

คดี 112,116 พริษฐ์-ปิยรัฐ ชุมนุมอุบลฯ 22 สิงหา อีก 2 คน ถูกฟ้อง 116

X