5 ปีหลังปราศรัยที่อุบลฯ พรุ่งนี้รู้ผล! ฟังคำพิพากษา คดี ม.112 “โตโต้” ปิยรัฐ ประเด็น ‘พระราชอำนาจกับบทบาทกองทัพ’ ยืนยันพูดโดยสุจริต – มุ่งรักษาสถาบัน

.

ในวันที่ 20 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดอุบลราชธานีนัดฟังคำพิพากษาคดีของ  “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ อดีตแกนนำกลุ่ม Wevo และปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในคดีที่เขาถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116 (2) (3) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการปราศรัยในการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่บริเวณลานศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 

วันฟังคำพิพากษาถูกเลื่อนมาจากวันที่ 19 มี.ค. 2569 เนื่องจากปิยรัฐต้องเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จึงได้ขอเลื่อนฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 20 มี.ค. 2569 แทน 

คดีนี้ใช้เวลาสืบพยานหลายนัด ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2568 โดยสืบพยานโจทก์รวม 11 ปาก และพยานจำเลย 1 ปาก  โจทก์กล่าวหาว่าคำปราศรัยของปิยรัฐพาดพิงและก้าวล่วงสถาบันกษัตริย์ ด้านปิยรัฐยืนยันว่าพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตและประเมินความเสี่ยงในอนาคต ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นแต่อย่างใด   

ข้อสังเกตสำคัญจากชั้นพิจารณาคดีคือ พยานโจทก์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในเหตุการณ์หลายปากกลับให้การยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ถ้อยคำปราศรัยของปิยรัฐไม่มีลักษณะยุยงให้ใครทำผิดกฎหมาย และเอกสารถอดคำปราศรัยที่ใช้ในชั้นสอบสวนเป็นเพียงบางส่วนที่พนักงานสอบสวนพิมพ์ไว้ก่อนนำมาให้ลงชื่อ โดยตำรวจสันติบาลยังระบุตรง ๆ ว่าสิ่งที่น่าจะเป็นความผิดคือ เฉพาะถ้อยคำของผู้ปราศรัยอีกคน ซึ่งไม่ใช่ปิยรัฐ

ทั้งนี้ปิยรัฐถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 ทั้งหมดสามคดี คดีนี้นับเป็นคดีสุดท้ายที่จะมีฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในคดีแรก กรณีป้ายวิจารณ์ผูกขาดวัคซีนที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และคดีที่สอง กรณีโพสต์วิจารณ์การสลาย #ม็อบย่างกุ้งที่ศาลอาญา โดยทั้งสองคดี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง

.

ม็อบอุบลฯ ที่กลายเป็นคดี ม.112 เมื่อกระแสประชาธิปไตยปี 63 ลามสู่ต่างจังหวัด ก่อนแปรเป็นคดีความที่ยืดเยื้อกว่า 5 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 กลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) จัดการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อต่อรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แก่ ยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และหยุดคุกคามประชาชน นับเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่สุดในรอบ 6 ปีนับแต่การรัฐประหารปี 2557 และจุดชนวนให้เกิดการชุมนุมสนับสนุนในต่างจังหวัดทั่วประเทศในช่วงเดือนต่อมา

คลื่นการชุมนุมนั้นไหลมาถึง จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2563 เมื่อกลุ่ม ‘คณะอุบลปลดแอก’ ซึ่งนำโดย ฉัตรชัย แก้วคำปอด ทนายความและอดีตผู้สมัคร สส. พรรคอนาคตใหม่ ตัดสินใจจัดการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ขึ้น เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอกและแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในกรุงเทพฯ

วันที่ 21 ส.ค. 2563 ฉัตรชัยยื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อ สภ.เมืองอุบลราชธานี ล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด กำหนดจัดที่ลานศาลหลักเมือง ทุ่งศรีเมือง ในวันที่ 22 ส.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 16.00–20.00 น. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงเยาวชน ยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และหยุดคุกคามประชาชน

วันชุมนุม มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100–200 คน วิศรุต สวัสดิ์วร ทำหน้าที่พิธีกร เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาผลัดเปลี่ยนกันขึ้นพูดในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่สิทธิการศึกษา สิทธิการแต่งกาย ไปจนถึงการเรียกร้องทางการเมือง 

ในช่วงท้ายของการชุมนุม วิศรุตเชิญ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ขึ้นปราศรัยในประเด็นสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และ 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ตามด้วย “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ ขณะนั้นเป็นแกนนำมวลชนอาสา We Volunteer ซึ่งขึ้นปราศรัยต่อในประเด็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์กับบทบาทของกองทัพไทย พร้อมเสนอข้อเรียกร้องเพิ่มเติมข้อที่ 11 ว่าด้วยการแยกพระราชอำนาจออกจากกองทัพ การชุมนุมถ่ายทอดสดผ่านเพจ “คณะอุบลปลดแอก” และดำเนินไปโดยสงบ จนสิ้นสุดในเวลา 20.00 น. 

หลังการชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจสืบสวน สันติบาล และ กอ.รมน. ต่างรวบรวมภาพ วิดีโอ และถอดคำปราศรัยส่งต่อกันเพื่อสรุปสำนวน จนนำมาสู่การดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 4 ในที่สุด โดยฉัตรชัยในฐานะผู้จัดชุมนุม และวิศรุตในฐานะพิธีกร ถูกแจ้งข้อกล่าวหาหลักตามมาตรา 116 ว่าด้วยการ “ยุยงปลุกปั่นฯ”  ขณะที่พริษฐ์และปิยรัฐในฐานะผู้ปราศรัย ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 เพิ่มเติมจากข้อหามาตรา 116 หลังจากการแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรากับผู้ชุมนุมในช่วงปลายปี 2563 

ปัจจุบันนอกจากคดีของปิยรัฐ ในคดีของฉัตรชัยและวิศรุตในข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหาไปแล้ว แต่อัยการได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ  ส่วนคดีของพริษฐ์ศาลมีคำสั่งจำหน่ายออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากพริษฐ์อยู่ในต่างประเทศในสถานะผู้ลี้ภัย

.

เดิมตำรวจแจ้งโตโต้แค่ข้อหา ‘ม.116’ สุดท้าย อัยการสั่งให้แจ้งเพิ่ม ก่อนฟ้อง ‘ม.112’ ภายหลัง 

ในคดีนี้ เดิมพนักงานสอบสวนมีความเห็นในเบื้องต้นว่า ถ้อยคำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 116 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรากับผู้ชุมนุม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติมกับพริษฐ์เพียงคนเดียวก่อน

แต่เมื่อสำนวนไปถึงอัยการ พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีได้มีคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติมกับปิยรัฐด้วยอีกคนในภายหลัง

ทั้งนี้ปิยรัฐถูกจับกุมตามหมายจับเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2563 และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 ก่อน ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2564 ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามมาตรา 112 

กระทั่งวันที่ 2 ก.ย. 2564 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานียื่นฟ้องปิยรัฐต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีในทันที แม้ว่าวันดังกล่าวตั้งใจจะเป็นเพียงนัดส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนให้อัยการก็ตาม

โดยสรุปเนื้อคำปราศรัยของปิยรัฐ ซึ่งพูดภายหลังพริษฐ์ ได้กล่าวถึงเรื่อง พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์กับบทบาทของกองทัพไทย ปัญหาการลงพระปรมาภิไธยหลังมีการก่อรัฐประหาร การออกกฎหมายโอนย้ายกำลังพลของกองทัพ ไปเป็นข้าราชการส่วนพระองค์ รวมทั้งการเสนอเพิ่มข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในเรื่องการแยกพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ออกจากกองทัพ โดยยังถูกกล่าวหาว่ามีการถ่ายทอดสดการปราศณัยผ่านเพจ “คณะอุบลปลดแอก” ด้วย

หลังศาลรับฟ้อง ศาลอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 100,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขอื่นใด ทำให้ปิยรัฐได้รับการปล่อยตัว

การสืบพยานคดีนี้ในช่วงปี 2565-2566 ถูกเลื่อนการพิจารณาหลายครั้ง เนื่องจากมีการพิจารณาคดีจำเลยทั้งสี่รายที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีเดียวกัน ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งแยกพิจารณาคดีมาตรา 112 ของปิยรัฐออกจากคดีมาตรา 116 ของฉัตรชัยและวิศรุต รวมถึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีของพริษฐ์ออกจากสารบบชั่วคราว โดยได้นัดสืบพยานคดีของปิยรัฐใหม่ในช่วงปี 2568 เรื่อยมา 

.

ผู้กล่าวหาเห็นว่าชุมนุมโดยสงบ ไม่มีเหตุวุ่นวาย ถ้อยคำปราศรัยปิยรัฐพูดถึงเหตุการณ์อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่มีถ้อยคำเชิญชวนให้ผู้ใดทำผิดกฎหมาย

พ.ต.ท.อดิศักดิ์ ไชยสัตย์ เบิกความว่าในช่วงปลายปี 2562 ถึงปลายปี 2564 รับราชการที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี ตำแหน่งสารวัตรสืบสวน 

พยานเบิกความถึงกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งพบว่ามีกลุ่มคณะอุบลปลดแอก ซึ่งจัดกิจกรรมชุมนุมสาธารณะเกี่ยวกับการเมือง การวิจารณ์รัฐบาล และเรื่องทั่วไปมาโดยตลอด โดยการจัดกิจกรรมทุกครั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

วันที่ 21 ส.ค. 2563 ฉัตรชัยยื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะในวันที่ 22 ส.ค. บริเวณทุ่งศรีเมือง ตั้งแต่เวลา 16.00–22.00 น. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงเยาวชน ยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และหยุดคุกคามประชาชน ผู้บังคับบัญชาจึงมีคำสั่งให้สืบสวนหาข่าวและรักษาความปลอดภัยในวันชุมนุม โดยวันเกิดเหตุ พยานทราบอยู่แล้วว่าจะมีปิยรัฐขึ้นปราศรัย จากการที่ผู้บังคับบัญชาแจ้งในที่ประชุมและมีการโพสต์แจ้งในเพจคณะอุบลปลดแอก

วันเกิดเหตุ พยานในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการเข้าดูแลรักษาความปลอดภัย มอบหมายให้ ด.ต.ชิดชัย อ่อนแช่ม บันทึกภาพและวิดีโอ ส่วนเจ้าหน้าที่รายอื่นกระจายตามจุดต่างๆ 

เวลา 16.00 น. มีนักศึกษาขึ้นปราศรัยเรื่องการศึกษา เวลา 18.00 น. วิศรุตนำร้องเพลงชาติและชู 3 นิ้ว ต่อมามีอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลฯ และผู้ปราศรัยอีกหลายคนขึ้นพูดต่อเนื่อง หลังเวลา 19.00 น. ปิยรัฐจึงขึ้นปราศรัย มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ การแยกพระราชอำนาจออกจากกองทัพ และเหตุผลว่าหากไม่มีการแยกอำนาจ เมื่อมีรัฐประหารและมีการลงพระปรมาภิไธยรับรองก็จะเท่ากับว่าสถาบันมีส่วนรู้เห็น 

ปิยรัฐปราศรัยประมาณ 20 นาที จากนั้นนักศึกษาขึ้นพูดต่อจนถึงเวลา 20.00 น. จึงเสร็จสิ้นการชุมนุม ตลอดการชุมนุมไม่มีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น เหตุการณ์เป็นไปด้วยความสงบ

หลังเกิดเหตุมีการถอดคำปราศรัยของปิยรัฐ เมื่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่ามีบางข้อความไม่เหมาะสม จึงมอบหมายให้พยานไปร้องทุกข์ดำเนินคดีกับฉัตรชัยและวิศรุตในข้อหามาตรา 116 เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2563 และต่อมาวันที่ 24 พ.ย. 2563 ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมให้ดำเนินคดีกับปิยรัฐในข้อหามาตรา 112

ตอบทนายจำเลยถามค้าน ก่อนหน้าวันเกิดเหตุปิยรัฐไม่เคยขึ้นปราศรัยในการชุมนุมที่อุบลฯ มาก่อน และหลังเกิดเหตุก็ไม่เคยมาปราศรัยที่อุบลฯ อีก ในวันเกิดเหตุนอกจากปิยรัฐยังมีผู้ปราศรัยอีกหลายคน โดยผู้ปราศรัยแต่ละคนจะพูดในเรื่องของตนเอง ไม่มีทางรู้ว่าคนอื่นจะพูดเรื่องอะไร 

ทั้งนี้ตามเอกสารถอดเทปคำปราศรัย พยานรับว่า จำเลยได้ปราศรัยว่า วันนี้เราต้องพูดเพื่อจะแก้ไขปัญหา ฉะนั้นแล้วผมจึงต้องพูดว่านี่คือสิ่งที่เราต้องพูดเพื่อจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ ให้เป็นที่เคารพศรัทธาเหมือนกับนานาอารยประเทศ และถ้อยคำปราศรัยของจำเลยในวันเกิดเหตุเกี่ยวกับการรัฐประหารนั้น เป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น 

พยานยังรับว่าถ้อยคำปราศรัยของจำเลยในวันเกิดเหตุไม่มีถ้อยคำเชิญชวนให้ผู้ร่วมชุมนุมไปกระทำความผิดกฎหมาย และในวันเกิดเหตุตำรวจในจังหวัดอุบลฯ สามารถดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษออกมาบังคับใช้

.

ตร.รับแจ้งการชุมนุม ยืนยันหนังสือแจ้งชุมนุมไม่มีชื่อปิยรัฐ  คำปราศรัยฉบับเต็มไม่ใช่เอกสารที่ใช้ในชั้นสอบสวน

พ.ต.ท.หญิง สุขรดา กองแก้ว ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี เบิกความว่าเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2563 ขณะปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร ฉัตรชัย แก้วคำปอด มายื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะในวันที่ 22 ส.ค. บริเวณศาลหลักเมืองอุบลราชธานี ตนรับเรื่องและลงบันทึกประจำวัน ก่อนรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ทั้งนี้ตนไม่ได้รับคำสั่งให้ร่วมสังเกตการณ์ในวันเกิดเหตุแต่อย่างใด

ต่อมาวันที่ 20 ต.ค. 2563 พนักงานสอบสวนนำเอกสารถอดคำปราศรัยของพริษฐ์และปิยรัฐมาให้อ่าน พยานจึงมีความเห็นว่าการปราศรัยมุ่งโจมตีสถาบันฯ

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานยืนยันว่า ในหนังสือแจ้งการชุมนุมไม่มีชื่อของพริษฐ์และปิยรัฐ และไม่เคยอ่านคำปราศรัยฉบับเต็มของทั้งสองมาก่อน 

เมื่อทนายจำเลยให้พยานดูคำปราศรัยฉบับเต็มของปิยรัฐ เห็นว่ามีถ้อยคำที่ระบุว่า  “วันนี้เราต้องพูดเพื่อแก้ไขปัญหา ฉะนั้นแล้วผมจึงต้องพูดว่านี่คือสิ่งที่เราต้องพูดเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้…เพื่อรักษาไว้ ไม่ได้เพื่อทำลาย” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการปราศรัยด้วยความหวังดี และข้อความเหล่านี้ไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่พนักงานสอบสวนนำมาให้อ่านในชั้นสอบสวน พยานไม่แน่ใจว่าหากอ่านคำปราศรัยฉบับเต็มตั้งแต่ต้นจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่

นอกจากนี้พยานยังรับว่า เอกสารถอดคำปราศรัยที่ใช้ในชั้นสอบสวนนั้น พนักงานสอบสวนพิมพ์ไว้ก่อนแล้วนำมาให้อ่าน มิใช่คำปราศรัยฉบับเต็ม

.

ผู้ถอดคำปราศรัย รับว่า พนง.สอบสวนให้อ่านเฉพาะบางส่วน ให้การชั้นสอบสวนอ้างชื่อ “พริษฐ์กับพวก” ไม่ได้ระบุว่าหมายถึงปิยรัฐ

จ.ส.ต.พงษ์ดนัย บัววัดยืนยง เบิกความว่ารับราชการที่กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเกิดเหตุได้รับคำสั่งให้สืบสวนหาข่าว บันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในวันชุมนุม โดยทราบว่าจะมีพริษฐ์และปิยรัฐมาปราศรัยด้วย

วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 18.20–19.00 น. พริษฐ์ขึ้นปราศรัยเกี่ยวกับกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสถาบันพระมหากษัตริย์ มีผู้ร่วมฟังประมาณ 100–200 คน หลังพริษฐ์จบ ปิยรัฐขึ้นปราศรัยต่อ เท่าที่จำได้ปิยรัฐพูดเรื่องทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง นานประมาณ 30 นาที ระหว่างการปราศรัยไม่มีเหตุความวุ่นวาย ไม่มีกลุ่มต่อต้านเข้ามาก่อความไม่สงบ เหตุการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พยานเป็นผู้ถอดคำปราศรัยจากคลิปในเพจเฟซบุ๊กที่ถ่ายทอดสด ใช้ชื่อว่า “คณะอุบลปลดแอก” และส่งมอบแฟลชไดรฟ์คำปราศรัยของทั้งสองต่อพนักงานสอบสวน

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าถ้อยคำปราศรัยที่พนักงานสอบสวนนำมาให้อ่านในชั้นสอบสวนเป็นบางส่วนเท่านั้น โดยนำเฉพาะบันทึกถอดเทปคำปราศรัยของพริษฐ์มาให้อ่าน และในเอกสารที่พนักงานสอบสวนถามตนว่า “เนื้อหาในการปราศรัยของพริษฐ์กับพวกเข้าข่ายความผิดในเรื่องใด” นั้น คำว่า “กับพวก” ไม่ได้ระบุว่าเป็นผู้ใด 

ทั้งในเอกสารหมายจับ พยานรับว่าตอบพนักงานสอบสวนว่า “พริษฐ์ได้กล่าวถ้อยคำปราศรัยในลักษณะที่ไม่บังควรต่อสถาบันฯ…” ซึ่งอ้างถึงเฉพาะพริษฐ์เท่านั้น

.

ผู้บันทึกภาพรับ ‘เข้าใจผิด’ ว่าคำปราศรัยของปิยรัฐเป็นการเสนอเปลี่ยนแปลงระบอบกษัตริย์ แท้จริงเป็นข้อเสนอเปลี่ยนโครงสร้างกองทัพ

ด.ต.ชิดชัย อ่อนแช่ม เบิกความว่ารับราชการพนักงานตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี ในวันเกิดเหตุได้รับมอบหมายให้บันทึกภาพเคลื่อนไหวของการชุมนุมโดยใช้กล้องของสถานีตำรวจ

เวลาประมาณ 18.30 น. วิศรุตเชิญพริษฐ์ขึ้นปราศรัย พริษฐ์พูดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์ นานประมาณ 30 นาที บรรยากาศครึกครื้น มีส่วนร่วมระหว่างผู้ปราศรัยกับผู้ฟัง พยานเห็นว่าถ้อยคำการปราศรัยของพริษฐ์เป็นการก้าวล่วงสถาบันฯ 

อย่างไรก็ตาม ในวันเกิดเหตุไม่มีความรุนแรง ไม่มีกลุ่มต่อต้าน ชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ หลังเกิดเหตุพยานถอดเทปคำปราศรัยของพริษฐ์จากกล้องที่บันทึกไว้

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าจากการสืบสวน ไม่พบว่าจำเลยเป็นแอดมินเพจคณะอุบลปลดแอก ส่วนคนที่จัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองเป็นหลักในพื้นที่คือฉัตรชัยและวิศรุต 

ทนายจำเลยให้พยานดูข้อความที่ขีดเส้นใต้ด้วยปากกาสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นถ้อยคำของจำเลยว่า  “ให้แยกราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ออกจากกองทัพอย่างเด็ดขาด…วันนี้เราต้องพูดเพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ให้เป็นที่ศรัทธาเหมือนกับนานาอารยประเทศ” 

พยานยอมรับว่า ตนเข้าใจผิดว่าเป็นการพูดเกี่ยวกับการเสนอเปลี่ยนแปลงระบอบกษัตริย์ แต่ที่แท้จริงเป็นข้อเสนอให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการบริหารของกองทัพกับสถาบันฯ นอกจากนี้พยานยังรับว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก 

พยานเห็นว่าคำปราศรัยของพริษฐ์เป็นการก้าวล่วงสถาบันฯ ซึ่งไม่เกี่ยวกับจำเลย ทั้งยังไม่ทราบว่าในปี 2563 มีการตรากฎหมายโอนย้ายกำลังพลของกรมทหารราบที่ 11 ไปอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ ทำให้ไม่ทราบถึงเจตนาที่แท้จริงของการขึ้นปราศรัยของจำเลยในวันเกิดเหตุ

.

สันติบาลระบุสิ่งที่น่าจะเป็นความผิดคือถ้อยคำของพริษฐ์  ‘ไม่เกี่ยวกับจำเลย’ – จำเลยไม่ได้จัดการชุมนุม

จ.ส.ต.ชนะ ชินภาชน์ เบิกความว่ารับราชการเป็นตำรวจสันติบาล จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2561 ได้รับคำสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของเพจเฟซบุ๊ก “คณะอุบลปลดแอก” มาก่อนวันที่ 22 ส.ค. 2563 และวันเกิดเหตุได้ไปสังเกตการณ์การชุมนุมตามคำสั่งผ่านทางไลน์

พยานเบิกความว่าในวันชุมนุม พริษฐ์ปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นระยะเวลา 30–40 นาที ส่วนปิยรัฐพูดเกี่ยวกับงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท การจัดซื้อเรือดำน้ำ การทำงานของรัฐบาล การรัฐประหาร และการแยกอำนาจของสถาบันฯ ออกจากกองทัพ โดยการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีความรุนแรงหรือเหตุร้าย

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าในช่วงปี 2563 เคยแฝงตัวเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่ฉัตรชัยและวิศรุตเป็นผู้จัด และคอยติดตามพฤติกรรมทั้งสองมาโดยตลอด 

จากการสืบสวน ทั้งสองคนไม่ปรากฏว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก และพยานรับว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุมในวันเกิดเหตุ การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบปราศจากอาวุธ ที่สำคัญ พยานเบิกความยืนยันใหม่ว่า “ที่ข้าพเจ้าให้การว่าน่าจะเป็นความผิดนั้น หมายถึงเฉพาะถ้อยคำปราศรัยของพริษฐ์เท่านั้นที่เป็นความผิด ซึ่งเป็นความเห็นของตำรวจสันติบาลจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงตัวข้าพเจ้าด้วย”

.

กอ.รมน. ยืนยัน ชุมนุมสงบ ครึกครื้น ไม่มีการโต้ตอบ – บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนตร.พิมพ์ไว้ก่อนนำมาให้ลงนาม

จ.ส.อ.อภิชาติ ผิวผ่อง เบิกความว่าขณะเกิดเหตุช่วยราชการที่ กอ.รมน. จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการฝ่ายการข่าว ได้รับคำสั่งด้วยวาจาให้ไปสังเกตการณ์การชุมนุมที่เป็นเหตุในึคดีนี้

วันเกิดเหตุ พยานไปถึงที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 15.40 น. ต่อมาประมาณ 19.30 น. พริษฐ์ขึ้นปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากนั้นปิยรัฐขึ้นปราศรัยเกี่ยวกับงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท พระราชอำนาจ กองทัพ การรัฐประหาร และกล่าวถึงเรื่องทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร พระมหากษัตริย์จะลงพระปรมาภิไธย 

ปิยรัฐปราศรัยประมาณ 20–30 นาที บรรยากาศชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ สบาย ๆ และครึกครื้น ไม่มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ต่อต้านกับผู้เข้าร่วมชุมนุม

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยและพริษฐ์ไม่เคยมาปราศรัยที่จังหวัดอุบลฯ มาก่อน และเห็นว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม ไม่ได้จัดให้มีการถ่ายทอดสด 

พยานยังรับว่า ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่ว่า “จากการฟังคำปราศรัยของพริษฐ์…พระมหากษัตริย์ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติ” นั้น พนักงานสอบสวนพิมพ์ข้อความไว้ก่อนแล้ว จากนั้นให้พยานอ่านและลงลายมือชื่อ

.

คณะพนักงานสอบสวนรับว่าคำปราศรัยปิยรัฐพูดถึง ‘เหตุการณ์ในอดีต’ และ ‘ประเมินอนาคต’ ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรัชกาลที่ 10 – นักกฎหมายที่ปรึกษาให้ความเห็นแค่ผิด ม.116

พ.ต.ท.ปราโมทย์ ชื่นตา เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเป็นพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี และเกษียณในตำแหน่งรองผู้กำกับการสอบสวน เล่าถึงเส้นทางในคดีนี้ ตั้งแต่ฉัตรชัยยื่นหนังสือแจ้งชุมนุม จนถึงการรวบรวมพยาน แจ้งข้อกล่าวหา และออกหมายจับ 

พยานเบิกความว่าข้อความปราศรัยของพริษฐ์เป็นการยื่นข้อเสนอ 10 ข้อ ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 6 และแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนปิยรัฐเสนอเพิ่มอีก 1 ข้อ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสถาบันฯ

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานยอมรับว่าเหตุที่เลือก ชาญชัย พีระภาณุรักษ์ มาเป็นพยานให้ความเห็นทางกฎหมายนั้น เนื่องจากตารางว่างตรงกัน โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ไม่ได้พิจารณาว่าผู้ให้ความเห็นจะมีผลทางวิชาการเกี่ยวกับมาตรา 112 หรือไม่ และพนักงานสอบสวนให้ชาญชัยดูเพียงข้อความปราศรัยบางส่วน ซึ่งชาญชัยให้ความเห็นว่าน่าจะเข้าข่าย มาตรา 116 (2) เท่านั้น ไม่ได้ให้ความเห็นว่าเป็นความผิดตามมาตรา 112 แต่อย่างใด

พยานรับว่า ถ้อยคำปราศรัยของปิยรัฐช่วงที่ว่า “หากพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยแล้วการรัฐประหารจะสำเร็จลุล่วงได้อย่างไร…” นั้น เป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเกิดขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่เท่าใด และคำปราศรัยของจำเลยเป็นถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นการตั้งคำถาม ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริง 

ส่วนถ้อยคำที่ว่า “รอบนี้ผมบอกเลยนะ การรัฐประหารที่จะถึงนี้…” เป็นถ้อยคำที่พูดถึงเรื่องในอนาคต ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และไม่ได้ระบุถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ใด ส่วนถ้อยคำว่า “ต้องพูดเพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้…เพื่อรักษาไว้ ไม่ได้เพื่อทำลาย” เป็นถ้อยคำปราศรัยที่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ ไม่ใช่ทำลาย อีกทั้งในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 ไม่มีเหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้น

.

พ.ต.อ.เอกอุทัย ปุชิน คณะพนักงานสอบสวนในคดี ปัจจุบันรับราชการตำแหน่งผู้กำกับการ สภ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เบิกความถึงเส้นทางการสืบสวนสอบสวนว่า หลังการชุมนุม 22 ส.ค. 2563 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน จากนั้นมีการสอบคำให้การพยานหลายปาก ทั้งตำรวจสืบสวน, กอ.รมน. และสันติบาล รวมถึงตรวจสอบว่าใครเป็นแอดมินเพจคณะอุบลปลดแอก ซึ่งผลตรวจสอบของ บก.ปอท. ยังไม่พบร่องรอยเจ้าของเพจ 

ต่อมาพนักงานสอยสวนยื่นคำร้องขอออกหมายจับฉัตรชัย, วิศรุต, ปิยรัฐ และพริษฐ์ ในข้อหาตามมาตรา 116 ซึ่งศาลอนุมัติทุกราย ยกเว้นวิศรุต ศาลยกคำร้อง ต่อมาคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องฉัตรชัย ปิยรัฐ และพริษฐ์ ในข้อหาตาม ม.116 โดยไม่เห็นควรฟ้องวิศรุต

จนวันที่ 24 พ.ย. 2563 หลังมีการจับกุมปิยรัฐ ไปแจ้งข้อกล่าวหาตาม ม.116 ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาว่าการกระทำของปิยรัฐเข้าข่ายความผิดเพิ่มเติมหรือไม่ พนักงานสอบสวนจึงเห็นว่าเข้าข่ายตาม ม.112 และรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนที่วันที่ 15 มิ.ย. 2564 จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตาม ม.112 แก่ปิยรัฐ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

พยานเบิกความว่าจากการสอบสวนพบว่าพริษฐ์ปราศรัยก่อนปิยรัฐ โดยพริษฐ์พูดพาดพิงสถาบันฯ ต่อมาปิยรัฐขึ้นพูดต่อโดยมีถ้อยคำลักษณะเสริมถ้อยคำปราศรัยของพริษฐ์ จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตาม ม.112 ด้วย

.

พ่อค้าขายไข่เจียว จำรายละเอียดคำปราศรัยไม่ได้ – ยืนยันชุมนุมสงบ ไม่มีความรุนแรง

ธนพงศ์ ศรีแก่นโพธิ์ ประชาชนทั่วไป เบิกความว่าในวันเกิดเหตุไปตั้งร้านขายไข่เจียวบริเวณริมฟุตบาทหลังโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี ห่างจากทุ่งศรีเมือง 300 เมตร และได้เดินเข้าไปดูเวทีปราศรัยเพราะประชาชนพูดกันว่ามีการชุมนุม 

พยานเห็นผู้ปราศรัยบางราย แต่จดจำชื่อไม่ได้ จำได้ว่ามีการพูดเกี่ยวกับสถาบันฯ และจำได้ว่าจำเลยขึ้นปราศรัยด้วย พูดเรื่องมาตรา 112 แต่จำรายละเอียดไม่ได้ เพราะเดินทางออกจากที่ชุมนุมก่อนที่ปราศรัยจะจบ

จนหลังเกิดเหตุไม่กี่วัน มีตำรวจมาสอบถามและเชิญตัวไปเป็นพยาน เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนนำคลิปการชุมนุมมาให้ดูผ่าน ๆ และให้อ่านบันทึกถอดคำปราศรัย หลังดูและอ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจ

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าในวันเกิดเหตุชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีความรุนแรง ไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้น และในวันเกิดเหตุจำเลยจะพูดว่าอะไร จำรายละเอียดไม่ได้แล้ว รวมทั้งไม่ทราบว่ามีกฎหมายโอนย้ายกำลังพลกรมทหารราบที่ 11 ไปเป็นส่วนราชการในพระองค์

.

อาสาสมัครตำรวจรับ ไม่ได้ฟังการปราศรัยของปิยรัฐโดยตรงในวันเกิดเหตุ – คลิปที่ดูในวันถัดมาเป็นคำปราศรัยของ ‘พริษฐ์’ ไม่ใช่จำเลย

ดนัย บุญสุข อาสาสมัครตำรวจ สภ.เมืองอุบลราชธานี เบิกความว่าในวันเกิดเหตุดูแลการจราจรบริเวณสี่แยกโรงเรียนอนุบาลอุบลฯ 

เวลา 19.00 น. พยานเข้าไปอยู่บริเวณหน้าเวทีปราศรัยช่วงสั้น ๆ แต่ไม่ได้ฟังจนจบเพราะต้องเดินดูแลความปลอดภัยรอบบริเวณที่ชุมนุม วันถัดมาขณะอยู่ที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี พบเพื่อนกำลังดูคลิปปราศรัยผ่านเพจคณะอุบลปลดแอก จึงเข้าไปดูด้วยและเห็นว่าคำพูดดังกล่าวเป็นลักษณะจาบจ้วงสถาบันฯ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ จึงไปให้การต่อพนักงานสอบสวน

พยานเบิกความรับว่า คลิปในโทรศัพท์ของเพื่อนที่ตนดูนั้นไม่ใช่คลิปที่จำเลยพูด แต่เป็นคลิปของพริษฐ์ และ คำให้การในชั้นสอบสวนที่กล่าวถึง การพูดของทั้งสองคน นั้นหมายถึงเฉพาะคำพูดของพริษฐ์ ไม่ได้หมายถึงการปราศรัยของปิยรัฐ เนื่องจากพยานไม่ได้ฟังการปราศรัยของปิยรัฐ นอกจากนี้ข้อความในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับปิยรัฐ เจ้าพนักงานตำรวจพิมพ์ไว้ก่อนแล้วนำมาให้อ่าน

.

พยานนักนิติศาสตร์ เห็นว่าการแสดงความเห็นต่อโครงสร้างอำนาจรัฐโดยสุจริต  ‘ทำได้’ – ให้ความเห็นว่าอาจเข้าข่ายแค่ ม.116 ไม่ใช่ ม.112

 

ชาญชัย พีระภาณุรักษ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เบิกความว่าในปี 2550–2565 เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย และดำรงตำแหน่งรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ พนักงานสอบสวนในคดีนี้ได้ติดต่อขอความเห็นทางกฎหมาย 

ทางตำรวจได้นำถ้อยคำที่ถอดคำปราศรัยมาให้อ่าน ตนมีความเห็นว่า น่าจะเข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 116 (2) แม้จะพูดให้ประชาชนรู้สึกกระด้างกระเดื่อง แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เนื่องจากประชาชนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ที่จะทำให้ประชาชนลุกฮือหรือต่อต้าน และพยานเห็นว่าการรับผิดจากคำปราศรัย ควรได้รับโทษเฉพาะตัวคนที่พูดเท่านั้น อีกทั้งตนไม่เคยเข้าไปดูเพจคณะอุบลปลดแอก และไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ

ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานไม่ทราบว่าจะมีการออกกฎหมายโอนย้ายกำลังพลกรมทหารราบที่ 11 ไปเป็นราชการส่วนพระองค์ และนับแต่รัชกาลที่ 10 ขึ้นครองราชย์ ยังไม่มีเหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้น 

ในส่วนการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างการปกครองของรัฐ หากแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตสามารถทำได้ ซึ่งเป็นสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชน และเมื่อได้อ่านถ้อยคำปราศรัยของปิยรัฐแล้ว ตนเห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจการปกครองของรัฐ

.

“โตโต้” ยืนยันพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต – ประเมินอนาคต ไม่ยืนยันข้อเท็จจริง กล่าวเพื่อมุ่งรักษาสถาบันฯ ไม่ใช่ทำลาย

ปิยรัฐ จงเทพ ขึ้นเบิกความเป็นพยานให้ตนเองว่า จบการศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในวันเกิดเหตุ พยานได้รับคำเชิญจากกลุ่มคณะอุบลปลดแอกให้ไปร่วมเวทีการชุมนุมและขึ้นปราศรัย โดยสถานการณ์ขณะนั้นพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสินยุบพรรค และยังไม่มีการตั้งพรรคก้าวไกลเกิดขึ้น 

ปิยรัฐได้อธิบายถึงถ้อยคำปราศรัยในวันเกิดเหตุแต่ละส่วน โดยในถ้อยคำที่ว่า “หากพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยแล้ว การรัฐประหารจะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไร” นั้น ตนปราศรัยอ้างถึงประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต คือ “กบฏยังเติร์ก” หรือ “เมษาฮาวาย” เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2524 ซึ่งกลุ่มทหาร จปร.7 ก่อการปฏิวัติแต่ไม่สำเร็จจนกลายเป็นกบฏ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 9 ไม่ได้เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 10

ถ้อยคำที่ว่า “รอบนี้ผมบอกเลยนะ การรัฐประหารที่จะถึงนี้ ถ้ามีสถาบันพระมหากษัตริย์ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่มีส่วนรู้เห็นหรือรับผิดชอบ ถ้ามีนะ” นั้น เป็นการประเมินเหตุการณ์ในอนาคต ไม่ได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง 

เหตุที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะมีการออก พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2562 ส่งผลให้กรมทหารราบที่ 1 และ 11 ที่เดิมสังกัดกองทัพบกภายใต้การบริหารของรัฐบาลพลเรือน โอนไปเป็นราชการส่วนพระองค์ หากต่อไปมีการรัฐประหารโดยหน่วยนั้น ประชาชนอาจตั้งคำถามถึงพระมหากษัตริย์ได้ นี่จึงเป็นเหตุให้ตนเสนอข้อที่ 11 ว่า ให้แยกราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ออกจากกองทัพอย่างเด็ดขาดทั้งทางตรงและอ้อม

จากนั้นจึงกล่าวถ้อยคำที่ว่า “วันนี้เราต้องพูดเพื่อจะแก้ไขปัญหา…นี่คือสิ่งที่เราต้องพูดเพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ ให้เป็นที่เคารพศรัทธาเหมือนกับนานาอารยประเทศ…สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องอยู่ยืนยงแบบประเทศญี่ปุ่นที่อยู่มาเป็นพันปี แบบประเทศอังกฤษ…เพื่อรักษาไว้ ไม่ได้เพื่อทำลาย” สื่อความหมายชัดเจนว่า ตั้งใจรักษาสถาบันฯ ไว้ ไม่ใช่การทำลาย

พยานยืนยันว่าตนพูดปราศรัยโดยสุจริต มุ่งให้สังคมสงบสุขภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตร้ายต่อพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด หากพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบพยานเอกสารก่อน ก็จะทราบว่าตนพูดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและวิพากษ์วิจารณ์ตามกฎหมาย พูดถึงเหตุการณ์ในอดีตและอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ลุ้นคำพิพากษา คดี ม.116 ชุมนุมที่อุบลฯ ปี 63 “ฉัตรชัย” ผู้จัดชุมนุม – “วิศรุต” พิธีกร ยืนยันชุมนุมสงบ -ไม่ยุยงให้ทำผิดกฎหมาย

ดูฐานข้อมูลคดี

คดี 112,116 พริษฐ์-ปิยรัฐ ชุมนุมอุบลฯ 22 สิงหา อีก 2 คน ถูกฟ้อง 116

X