ฟ้อง 112 “โตโต้” หลังปราศรัย “พระราชอํานาจกษัตริย์” ม็อบ22สิงหา63 ที่อุบลฯ ก่อนศาลให้ประกันไม่กำหนดเงื่อนไข

2 ก.ย. 2564 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ แกนนำมวลชนอาสา We Volunteer หรือ “วีโว่” ในฐานความผิด ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์, ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีใดๆ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบ หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116(2)(3) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) จากการปราศรัยประเด็น “พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์กับบทบาทของกองทัพไทย” และข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลหลักเมืองอุบลฯ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 และมีการไลฟ์สดในเฟซบุ๊กเพจ “คณะอุบลปลดแอก” 

หลังศาลรับฟ้อง ทนายความได้ยื่นประกันด้วยเงินสด 200,000 บาท ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกัน วงเงินประกัน 100,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอื่นใด ทำให้ปิยรัฐได้รับการปล่อยตัว เดินทางกลับในเวลาประมาณ 11.30 น. โดยศาลนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 14 ธ.ค. 2564 และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 25 ม.ค. 2565

.

.

อัยการยื่นฟ้องทันที แม้เป็นนัดส่งตัวให้อัยการ แต่ไม่ค้านการประกันตัว 

วันนี้ (2 ก.ย. 2564) เวลา 9.30 น. ปิยรัฐเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อไปพบพนักงานสอบสวนตามที่พนักงานสอบสวนนัดส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสอง คือ ปิยรัฐ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ พร้อมสำนวนการสอบสวนให้อัยการ ซึ่งได้ขอเลื่อนมาจากเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่พริษฐ์ถูกขังในคดีชุมนุมหน้า บก.ตชด.ภาค 1 เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 และคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังติดโควิดระหว่างการถูกขังอยู่ที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต

อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้นัดหมายให้ปิยรัฐไปที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ระบุว่า อัยการจะยื่นฟ้องเลยในวันนี้ 

ประมาณ 10.00 น. เมื่ออัยการเดินทางมายื่นฟ้องปิยรัฐ และศาลรับฟ้อง ปิยรัฐถูกนำตัวไปที่ห้องควบคุมตัวเพื่อรอยื่นประกันซึ่งอยู่ใต้ถุนศาล โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี เสนอหลักประกันเป็นเงินสด 200,000 บาท ระบุเหตุผลโดยสรุปว่า พฤติการณ์ในคดีนี้เป็นเพียงการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็น จำเลยมีเจตนาเพียงแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดการปฏิรูปสถาบันหลักของชาติให้ดำรงอยู่ในสังคมไทยสืบเนื่องต่อไป ไม่ได้มีพฤติการณ์ร้ายแรง โดยจำเลยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่โจทก์ฟ้องทุกประการ และประสงค์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ อีกทั้งจำเลยไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี ก่อนหน้านี้จำเลยก็ถูกฟ้องในฐานความผิดเดียวกันนี้ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และศาลได้อนุญาตให้ประกันมาแล้ว 

ต่อมา ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องโดยสรุปให้ปิยรัฐฟังผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์จากห้องเวรชี้  พร้อมทั้งถามคำให้การเบื้องต้น ปิยรัฐให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 14 ธ.ค. 2564 และตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 25 ม.ค. 2565 

คำฟ้องของอัยการไม่คัดค้านการประกันตัว ระบุว่าให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

เวลา 11.10 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันโดยให้วางหลักประกันเป็นเงิน 100,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอื่นใด หลังนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอุบลฯ เป็นนายประกันวางเงินประกันจากกองทุนราษฎรประสงค์ ปิยรัฐก็ได้รับการปล่อยตัว 

.

.

คดีนี้ซึ่งสืบเนื่องมาจากการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลหลักเมื่องอุบลฯ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 สนับสนุนข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอก และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม สภ.เมืองอุบลฯ ได้ดำเนินคดีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรวม 4 ราย ได้แก่ ฉัตรชัย แก้วคำปอด ผู้แจ้งการชุมนุม, วิศรุต สวัสดิ์วร พิธีกร 2 นักกิจกรรม คณะอุบลปลดแอก, พริษฐ์และปิยรัฐ ผู้ปราศรัย โดยในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งสี่เพียงมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 

ต่อมา เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศดำเนินการบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรากับผู้ชุมนุม พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติมกับพริษฐ์ ซึ่งปราศรัยเรื่อง “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” ในการชุมนุมดังกล่าว อีกทั้งเมื่อพนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการ พนักงานอัยการจังหวัดอุบลฯ ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณา สำนักงานอัยการสูงสุดมีความเห็นให้แจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 กับปิยรัฐอีกคน

ทั้งนี้ อัยการได้ยื่นฟ้องฉัตรชัยและวิศรุตไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2563 และยื่นฟ้องปิยรัฐในวันนี้ โดยไม่ได้ยื่นฟ้องพริษฐ์มาพร้อมกัน แม้ว่าจะสามารถทำได้ เนื่องจากพริษฐ์ถูกคุมขังอยู่ในอำนาจของศาลอาญาและศาลจังหวัดธัญบุรีอยู่แล้ว 

     ดูฐานข้อมูลคดีนี้>> คดี 112,116 พริษฐ์-ปิยรัฐ ชุมนุมอุบลฯ 22 สิงหา อีก 2 คน ถูกฟ้อง 116

.

อัยการบรรยายฟ้องระบุ คำปราศรัยของโตโต้เรื่อง “พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์กับบทบาทของกองทัพไทย” เป็นความเท็จและข่มขู่รัชกาลที่ 10

คำฟ้องของอัยการมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 จําเลยกับพริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และจําเลยกับพวกคือ ฉัตรชัยและวิศรุต ซึ่งถูกฟ้องเป็นจําเลยแล้วในคดีของศาลนี้ ได้ร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีใดๆ อันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบ หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย และจําเลยกับพวกดังกล่าวแล้วได้ร่วมกันนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา ด้วยการร่วมกันโพสต์ข้อความและภาพในเฟซบุ๊กชื่อเพจคณะอุบลปลดแอก – Ubon New Gen Democracy นัดหมายชุมนุมที่ศาลหลักเมือง ระบุว่า พริษฐ์ได้รับเชิญมาปราศรัยด้วย

หลังจากนั้นได้มีประชาชนประมาณ 200 คน ได้ร่วมกันไปชุมนุมฟังปราศรัย ซึ่งจําเลยกับพริษฐ์ได้ร่วมกันพูดปราศรัยหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อรัชกาลที่ 10 ด้วยการพูดใส่ความและถ่ายทอดภาพและเสียงคําปราศรัยทางเพจ คณะอุบลปลดแอก ให้คนจํานวนมากที่ชุมนุมอยู่และประชาชนจํานวนมากซึ่งเป็นบุคคลที่สามได้รับฟัง

โดยคําพูดปราศรัยใส่ความของจําเลยกับพริษฐ์ดังกล่าว น่าจะทําให้รัชกาลที่ 10 เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และเป็นคําพูดปราศรัยในลักษณะที่ไม่บังควรต่อสถาบันกษัตริย์ ยุยงปลุกปั่นเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย เกิดความกระด้างกระเดื่องถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบ 

จากนั้นโจทก์ได้ยกคำปราศรัยบางตอนของพริษฐ์ ซึ่งกล่าวถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพและสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือฟ้องร้องมิได้ ทำให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ และกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย ทำผิดได้โดยไม่ถูกฟ้องร้อง รวมทั้งกล่าวถึงข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ

และยกคำปราศรัยบางตอนของปิยรัฐ ซึ่งกล่าวถึงพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์กับบทบาทของกองทัพไทย โดยระบุว่า เป็นหัวใจสําคัญของปัญหาโครงสร้างการเมืองของไทย เนื่องจากมีบทบาทในการเซ็นรับรองรัฐประหารที่ผ่านมาในอดีต อีกทั้งมีการโอนย้ายกำลังพลและงบประมาณของกรมทหารราบที่ 11 และกรมทหารราบที่ 1 ให้เป็นส่วนราชการในพระองค์ ซึ่งที่ผ่านมามีบทบาทเป็นกำลังหลักในการรัฐประหาร พร้อมทั้งเสนอการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยให้แยกพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ออกจากกองทัพอย่างเด็ดขาดทั้งทางตรงและทางอ้อม 

โจทก์ระบุข้างท้ายว่า คําปราศรัยของจําเลยกับพวกเป็นการดูถูกเหยียดหยาม เสียดสี ประชดประชัน สบประมาท ก้าวร้าว จาบจ้วงรัชกาลที่ 10 ทําให้ประชาชนที่ได้ยินได้ฟังหลงชื่อว่าเป็นความจริงตามที่จําเลยกับพวกกล่าวอ้าง อันความเป็นเท็จ และเป็นการแสดงถึงความอาฆาตมาดร้ายด้วยการข่มขู่รัชกาลที่ 10 

โดยโจทก์ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์, ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีใดๆ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบ หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116(2)(3) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3)

ท้ายคำฟ้อง อัยการได้แนบเอกสารการถอดคําปราศรัยพริษฐ์และปิยรัฐ ซึ่งถอดโดย จ.ส.อ.อภิชาติ ผิวผ่อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานการข่าว กอ.รมน.จ.อุบลฯ

.

ภาพประจำเรื่องจากเฟซบุ๊ก Witsarut Sawatworn

X