ปี 2568 สถานการณ์การดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองยังดำเนินต่อไป แม้แนวโน้มคดีใหม่จะลดน้อยลงมาก แต่คดีจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2563-65 ก็ยังดำเนินอยู่อีกจำนวนมาก แนวโน้มสำคัญคือคดีทยอยขึ้นสู่ศาลสูง รวมทั้งหลายคดีมีคำพิพากษาในขั้นฎีกาออกมา รวมทั้งมีคดีที่สิ้นสุดไปแล้วมากขึ้น
ตลอดทั้งปีนี้ ในคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตาม พบว่ามีคำพิพากษาในศาลชั้นต่าง ๆ ออกมาไม่น้อยกว่า 150 ฉบับ แยกเป็นคำพิพากษาในศาลชั้นต้น 71 คดี, ศาลอุทธรณ์ 57 คดี และศาลฎีกาอีกอย่างน้อย 22 คดี เฉลี่ยทุกเกือบสองวันทำการ ศาลจะมีคำพิพากษาออกมา 1 คดี (จำนวนภาพรวม ลดลงจากปี 2567 เล็กน้อย คือลดลง 16 คดี แต่จำนวนคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพิ่มมากขึ้น)
เช่นเดียวกับทุกปี คำพิพากษาจำนวนมากที่ออกมา มีทั้งส่วนที่น่าชื่นชมและน่าตั้งคำถามคละเคล้าปะปนกันไป ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เลือก 5 คำพิพากษายกฟ้องของศาล และมีความสำคัญในเชิงเนื้อหาที่น่าสนใจในรอบปี 2568 นี้ บันทึกไว้อีกส่วนสำคัญของการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม
.
.
คดีกิตติพล ม.112 ชูข้อความ “ไม่มีจะแดกในรัชกาลที่ 10”: ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยืนยกฟ้อง เห็นว่าใช้เสรีภาพแสดงความเห็นประชดประชันสังคม ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
แม้แนวโน้มคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ในศาลระดับต่าง ๆ ในปีนี้ จะพบคำพิพากษาในทิศทางที่เห็นว่ามีความผิดเป็นจำนวนมากกว่า แต่ก็มีคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องอยู่บางส่วนเช่นกัน โดยคดีที่มีการวินิจฉัยเชิงเนื้อหาที่น่าสนใจ ได้แก่ คดีของ“ฟลุค กิตติพล” กราฟิกดีไซเนอร์และนักกิจกรรมวัย 22 ปี ที่ถูกฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี จากกรณีไปชูกรอบรูปที่มีข้อความ “ไม่มีจะแดกในรัชกาลที่ 10” ระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2564
คดีนี้ในศาลชั้นต้น ก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง แต่อัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา ก่อนเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำพิพากษายืน ให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่า การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการกล่าวกระทบกระเทียบ แดกดัน เหน็บแนม ประชดประชัน ถากถางสังคม หรือแสดงอาการน้อยเนื้อต่ำใจในเรื่องของตัวเองให้สังคมรับรู้ความยากลำบากในการดำรงชีพ ว่าไม่มีจะกินในช่วงที่อยู่อาศัยในรัชกาลที่ 10 มากกว่าจะเป็นการแสดงกิริยาวาจาดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือเป็นการแสดงข้อเท็จจริงหรือยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ดีของรัชกาลที่ 10 หรือผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย จึงไม่ใช่เป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และไม่มีลักษณะเป็นการดูถูกเหยียดหยามพระเกียรติยศ หรือเสียดสีพระมหากษัตริย์ อันเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังพิจารณาที่โจทก์กล่าวอ้างทำนองว่าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์มีค่าเท่ากับตัวบุคคล การไปยืนถ่ายภาพพร้อมถือข้อความดังกล่าว ที่บริเวณด้านหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จึงเป็นการแสดงกิริยาเหยียดหยามพระเกียรติของพระมหากษัตริย์นั้น ศาลเห็นว่าข้อความของจำเลย เป็นเพียงการใช้ถ้อยคำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ที่พบเห็น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมแก่สถานที่ โอกาส และเวลาอันสมควรเท่านั้น
นอกจากนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังระบุว่า ประชาชนทั่วไปย่อมทราบดีว่ารัชกาลที่ 10 ไม่ได้ทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เอง แต่รัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศ เศรษฐกิจของประเทศชาติจะดีหรือไม่ดี ประชาชนจะอยู่ดีกินดีหรืออดอยากจึงเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ไม่ได้เกิดจากพระมหากษัตริย์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการเหยียดหยาม หรือล่วงละเมิดพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ให้เสื่อมเสีย
คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 นี้ ยังมีการอ้างอิงถึงแต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง ที่คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่งคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกด้วย
ท่ามกลางปัญหาการตีความมาตรา 112 อย่างขยายความในประเด็นต่าง ๆ ในหลายคดี ทำให้การกระทำที่ไม่เข้าข่ายการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย แต่อาจถูกตีความว่าเป็นการเสียดสี ประชดประชัน ล้อเลียน แสดงความไม่เคารพสักการะ หรือการกระทำเกี่ยวกับสัญลักษณ์ ต้องกลายเป็นความผิดไปด้วย คำพิพากษาในคดีนี้ ยังพยายามตีความตัวบทอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้น้ำหนักกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากอัยการได้ยื่นฎีกาคดี โดยมีอัยการสูงสุดได้รับรองให้ฎีกา ในปีนี้ เริ่มพบสถานการณ์คดีมาตรา 112 ที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องทั้งสองศาล แต่อัยการยังคงยื่นฎีกาต่อไป
.
.
คดีปราศรัยเด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ม.116: ศาลจังหวัดอุบลฯ เห็นว่าคำปราศรัยเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องฯ
ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ที่เป็นข้อหาในหมวดความมั่นคงฯ และเป็นอีกข้อหาหนึ่งที่ถูกนำมาใช้กล่าวหาทางการเมืองจำนวนมากนั้น พบว่าในปีนี้ มีคดีของฉัตรชัย แก้วคำปอด และ วิศรุต สวัสดิ์วร กรณีปราศรัยในการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 หลังคดียืดเยื้อมาเกือบห้าปี ศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้มีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568
คำพิพากษาคดีนี้ ได้แยกพิจารณาการปราศรัยและการกระทำของจำเลยทั้งสองคน จากผู้ปราศรัยอีกสองคนที่ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 ซึ่งแยกพิจารณาไปอีกคดีหนึ่ง โดยเห็นว่าพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองไม่ทราบรายละเอียดที่ผู้ปราศรัยอีกสองคนจะปราศรัย ไม่น่าจะทราบและไม่มีเจตนาร่วมในการกระทำนั้น ฉัตรชัยเป็นเพียงผู้จัดการชุมนุม ที่ได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะโดยชอบแล้ว
ขณะที่เนื้อหาคำปราศรัยของผู้ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 นั้น ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ไม่ได้มุ่งล้มล้างการมีอยู่ของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ไม่มีภาพหรือข้อความใดที่มีลักษณะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร
ทั้งการชักชวนบุคคลอื่นไปร่วมชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเพื่อแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เป็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นการติชมโดยสุจริตตามประเพณีสากล และตามธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งก่อนและภายหลังการเกิดเหตุ ราชอาณาจักรไทยยังคงมีการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือเกิดเหตุร้ายความวุ่นวายในบ้านเมือง
คำพิพากษาคดีนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหาการใช้มาตรา 116 ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งถูกนำมาใช้กล่าวหาต่อผู้ปราศรัยหรือผู้ชุมนุมทางการเมืองอย่างกว้างขวางตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ในหลายคดี เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือการชักชวนให้คนออกไปร่วมการชุมนุม แต่ตัวบทซึ่งใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือในมาตรานี้ ก็เปิดโอกาสให้มีการตีความและบังคับใช้กฎหมายอย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมของประชาชนเรื่อยมา และทำให้ข้อกล่าวหานี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ง่ายอีกด้วย
.
.
4 คดีชุมนุมเดือนตุลา 2563: ศาลยกฟ้องข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง ทั้งหมด เห็นว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ในช่วงกลางปีนี้ มีชุดคดีจากการชุมนุมซึ่งถูกฟ้องข้อหาฝ่าฝืน “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง” ซึ่งศาลทยอยมีคำพิพากษา และสุดท้ายยกฟ้องทั้งหมด 4 คดี โดยเป็นคดีจากการชุมนุมในช่วงเดือนตุลาคม 2563 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และมีการจับกุมดำเนินผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง
แม้ปีก่อนหน้านี้ ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดีลักษณะนี้แทบทั้งหมด แต่อัยการก็ยังทยอยสั่งฟ้องคดีที่ค้างอยู่ ได้แก่ คดีชุมนุม #15ตุลาไปราชประสงค์ ทั้งในส่วนของแกนนำนักกิจกรรม 13 คน และส่วนของคนขับรถเครื่องขยายเสียง 5 คน คดีชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน ทั้งในส่วนของแกนนำนักกิจกรรม 8 คน และผู้ชุมนุม 6 คน ทั้งสี่คดีนี้ถูกพิจารณาที่ศาลแขวงปทุมวันทั้งหมด
แนวคำพิพากษาส่วนใหญ่ เห็นว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมในวันดังกล่าว ที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก ก็เป็นข้อเรียกร้องที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ยังเป็นการแสดงออกตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย หรือพิจารณาว่าเป็นใช้สิทธิในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
ศาลในบางคดียังวินิจฉัยเรื่องความจำเป็นในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงไว้ด้วย กรณีที่มีการขว้างปาขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ก็เป็นการกระทำที่ไม่มีความรุนแรงในระดับที่จะต้องนำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงมาบังคับใช้ ถือเป็นการชุมนุมที่อยู่ในระดับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมดูแลได้ ไม่มีเหตุรุนแรงเกินกว่าจะที่ต้องนำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง มาบังคับใช้
ส่วนในคดีของคนขับรถเครื่องขยายเสียง ศาลยังวินิจฉัยเรื่องพยานหลักฐานของโจทก์ ว่ายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้เข้าร่วมการชุมนุม การขับรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องขยายเสียงและการเก็บอุปกรณ์เครื่องขยายเสียงขึ้นรถนั้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่การชุมนุมได้สิ้นสุดลงไปแล้ว
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีคดีการชุมนุมที่ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง ที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว 21 คดี และอัยการสั่งไม่ฟ้องไปอีก 1 คดี โดยมีเพียงคดีเดียวที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่การดำเนินคดีส่วนใหญ่ ศาลเห็นว่าไม่เป็นความผิด แต่อัยการก็ยังมีการสั่งฟ้องคดีอยู่ รวมทั้งพบว่าในคดีข้างต้น อัยการก็ได้ยื่นอุทธรณ์คดีอีกหนึ่งคดีไปแล้ว
.
.
คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก: ศาลฎีกาชี้เรื่องภาระการพิสูจน์ของโจทก์ ที่ต้องทำให้เห็นว่ากิจกรรมเสี่ยงต่อการแพร่โรคอย่างไร
คดีจากการชุมนุมที่ถูกกล่าวหาในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากช่วงสถานการณ์โควิด-2019 เมื่อช่วงปี 2563-65 แม้ผ่านไปกว่า 4 ปีแล้ว แต่สถานการณ์คดีเหล่านี้ ก็ยังค้างคาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมชั้นต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
ในปีนี้ คดีชุมนุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้มีคำพิพากษาในศาลฎีกาออกมาอย่างน้อย 7 คดี แม้พบว่าศาลฎีกามีแนวโน้มที่จะเห็นว่ามีความผิด หรือพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ แต่ก็พบคดีที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก
คดีนี้ปุณณเมธ อ้นอารี หรือ “เกมส์” อดีตนักกิจกรรมกลุ่มคณะราษฎรภาคเหนือตอนล่าง เป็นผู้ถูกฟ้องจากการจัดกิจกรรมคาร์ม็อบพิษณุโลก “CARPARK Phitsanulok” เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2564 ในศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ก่อนต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะกลับคำพิพากษาเป็นยกฟ้องคดี และอัยการได้ยื่นฎีกาต่อมา จนเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืน
เนื้อหาคำพิพากษายกฟ้องของศาลฎีกา แม้จะไม่ได้มีพิจารณาเรื่องการใช้เสรีภาพในการชุมนุม หรือปัญหาการออกประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง และคำสั่งของจังหวัด ในช่วงการระบาดของโควิด-2019 แต่ก็ได้พิจารณาถึงภาระการพิสูจน์ของโจทก์ ที่ต้องชี้ให้เห็นตามข้อกล่าวหาว่าการชุมนุมหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่โรคอย่างไร
ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าการจัดกิจกรรมตามฟ้องนี้ มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค โดยไม่ได้มีการสอบสวนบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ความเห็นถึงคำนิยามความเสี่ยงดังกล่าว ในทางตรงกันข้าม ศาลพิจารณาภาพถ่ายในคดี เห็นว่าการชุมนุมมีขึ้นในสถานที่เปิดโล่งบนท้องถนน ไม่มีลักษณะแออัด อีกทั้งผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มีการสวมหน้ากากอนามัย จึงยังไม่ถึงขนาดเป็นการชุมนุมหรือการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค
ปัญหาเรื่องแนวทางการตีความแตกต่างกันไปเรื่องการชุมนุมที่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของศาล ยังเป็นสิ่งที่พบเห็นในคดีต่าง ๆ โดยมีทั้งศาลที่ตีความโดยการห้ามการทำกิจกรรมหรือชุมนุมในช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามข้อกำหนดที่เกิดขึ้นแบบเบ็ดเสร็จ กับการตีความโดยชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้เสรีภาพในการชุมนุม กับการระมัดระวังเรื่องการแพร่ระบาดของโรค ทำให้เกิดความสมดุลในหลักการทั้งสองประการ โดยแนวทางการตีความที่แตกต่างกันนี้ก็พบได้ในชั้นศาลฎีกาอยู่เช่นกัน
.
.
คดีแชร์โพสต์เพจ “คนไทยยูเค” พล.อ.ประวิตร จัดซื้อดาวเทียม: ศาลอุทธรณ์กลับเป็นยกฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ว่าข้อความเป็นเท็จอย่างไร และจำเลยทราบว่าเป็นเท็จ
คำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่น่าสนใจคดีหนึ่งในรอบปีนี้ คือคดีของประชาชนที่ถูกฟ้องจากการแชร์โพสต์ข้อความจากเพจเฟซบุ๊ก “KonthaiUk” (คนไทยยูเค) มีเนื้อหาเกี่ยวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในช่วงเป็นรองนายกรัฐมนตรีขณะที่ คสช. ยังอยู่ในอำนาจ เมื่อปี 2561
คดีนี้เดิมมีประชาชน 11 ราย ถูกกล่าวหาในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) จากเหตุแชร์โพสต์จากเพจเดียวกันแต่ต่างข้อความกันไป รวมจำนวน 3 โพสต์ด้วยกัน โดยในศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย 8 ราย ซึ่งแชร์สองโพสต์เกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช. เห็นว่าเป็นการกระทบกระเทียบเปรียบเปรยรัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกของประชาชน
แต่มีคำพิพากษาเห็นว่าจำเลย 3 ราย ที่แชร์โพสต์ภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกอบกับข้อความเกี่ยวกับการซื้อดาวเทียม 9 หมื่นล้านนั้น มีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด สร้างความตื่นตระหนกแก่สังคม ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป ต่างประเทศเกิดความหวาดระแวงไม่กล้าลงทุน กระทบต่อเศรษฐกิจ และสื่อว่ารัฐบาลมีการคอร์รัปชั่น ทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ ลงโทษจำคุกคนละ 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
จำเลยทั้งสามคนได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 29 ม.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับ เป็นยกฟ้องคดี โดยเนื้อหาคำวินิจฉัยเห็นว่า การแชร์โพสต์ของจำเลยทั้งสามยังไม่สามารถรับฟังได้โดยสนิทใจว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เนื่องจากมีรายงานข่าวทางข่าวสดออนไลน์เกี่ยวกับการคัดค้านการจัดซื้อดาวเทียมของกระทรวงกลาโหม แม้จะมีพยานโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารมาให้การว่ารัฐบาลไม่มีโครงการจัดซื้อดาวเทียมเพื่อมาละเมิดสิทธิประชาชน แต่พยานก็ไม่ได้ตรวจสอบแถลงการณ์คัดค้านและเนื้อหาข่าวของข่าวสดออนไลน์ดังกล่าว ว่าเป็นความจริงหรือความเท็จอย่างไร ทั้งที่ในรายงานข่าวระบุถึงการดำเนินการจัดซื้อจัดหาดาวเทียมจารกรรมที่อาจกระทบต่อสิทธิประชาชนอย่างชัดแจ้ง
อีกทั้งการกระทำที่จะเป็นความผิด จำเลยต้องรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าว จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จฯ อย่างไร ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย
ท่ามกลางปัญหาการดำเนินคดีต่อประชาชนที่เพียงแต่แชร์โพสต์ข้อความของเพจทางการเมืองต่าง ๆ ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดประกอบ และไม่สามารถติดตามเจ้าของเพจต้นทางมาได้ โดยเฉพาะกรณีการแชร์โพสต์จากเพจคนไทยยูเค ที่เคยมีประชาชนทั่วไปถูกดำเนินคดีกว่า 31 คน การพยายามตีความองค์ประกอบของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) ของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ทั้งในเรื่องการพิจารณาข้อความอันเป็นเท็จ เจตนาของผู้แชร์ข้อความที่ต้องรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ และจะต้องก่อให้เกิดผลกระทบตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดในวงกว้าง มิใช่เพียงกระทบกระเทือนต่อผู้มีอำนาจ จึงมีความสำคัญในการแนวทางใช้มาตรานี้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากอัยการได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมาแล้ว
.





