ยกฟ้องคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง ของ 8 นักกิจกรรม ร่วมชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน ปี 63 ชี้จำเลยใช้สิทธิการชุมนุมตาม รธน.

วันที่ 5 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงปทุมวันนัดฟังคำพิพากษาคดีของ 8 นักกิจกรรม จากการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน ที่สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อจัดการกับสถานการณ์การชุมนุมของนักศึกษาและประชาชน 

สำหรับคดีนี้เดิมมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 9 ราย แยกเป็นส่วนที่ถูกตำรวจ สน.ปทุมวัน ไปร้องขอศาลให้ออกหมายจับในช่วงหลังการชุมนุม ทั้งหมด 5 คน ได้แก่ ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, น.พ.ทศพร เสรีรักษ์, ภาณุพงศ์ จาดนอก และ อรรถพล บัวพัฒน์

และมี 4 ราย ที่ถูกตำรวจออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในภายหลัง ได้แก่ สุวรรณา ตาลเหล็ก, ธัชพงศ์ แกดำ, กรกช แสงเย็นพันธ์ และ สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ  

ทั้งหมดถูกกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 9 และ 11 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ “ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทําการอันใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย” โดยได้ทยอยถูกแจ้งข้อกล่าวหาไปในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2563 แล้ว

ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้นัดหมายผู้ต้องหาทั้งหมดไปส่งสำนวนคดีต่ออัยการตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2565 หลังจากนั้นคดีอยู่ในชั้นอัยการเรื่อยมาเกือบ 3 ปี จนอัยการได้นัดหมายผู้ต้องหาไปสั่งฟ้องคดีต่อศาลเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2567 โดยเหลือจำเลยจำนวน 8 คน เนื่องจากไม่มีตัวภาณุพงศ์ในวันสั่งฟ้อง ก่อนคดีมีการสืบพยานไปเมื่อวันที่ 4, 5 มี.ค. และ 13 มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา

.

ศาลพิพากษายกฟ้องนักกิจกรรมทั้ง 8 ราย เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ถือเป็นการใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (5 ส.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 710 เวลา 09.30 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ โดยมีจำเลย 5 คน ได้แก่ น.พ.ทศพร เสรีรักษ์, สุวรรณา ตาลเหล็ก, ธัชพงศ์ แกดำ, กรกช แสงเย็นพันธ์ และอรรถพล บัวพัฒน์ ได้เดินทางมารอพร้อมทนายความอยู่ก่อนแล้ว 

ส่วนจำเลยอีก 3 ราย ได้แก่ สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และชินวัตร จันทร์กระจ่าง ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในคดี ม.112 ได้ถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาเข้าร่วมฟังคำพิพากษาในวันนี้ด้วย 

.

ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุในคดีนี้ นายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2563

ต่อมา ในวันที่ 16 ต.ค. 2563 มีการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ชุมนุมที่สี่แยกปทุมวัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากแหน่งนายกรัฐมนตรี และวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง คดีนี้มีปัญหาว่าจำเลยทั้ง 8 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ 

สำหรับจำเลยที่ 1 (ทศพร) ได้แถลงแนวทางการต่อสู้ในคดีนี้ไว้ในทำนองว่า จำเลยได้เดินทางไปพื้นที่ชุมนุมเพื่อสังเกตการณ์การชุมนุมเท่านั้น แต่จากการสืบพยานโจทก์ที่มาเบิกความเห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้มีการใช้โทรโข่งสื่อสารกับผู้ชุมนุม แต่ไม่สามารถจับประเด็นหรือสาระสำคัญในการพูดของจำเลยที่ 1 ได้ว่ามีเนื้อหาอย่างไร 

ทางการนำสืบสวน ไม่เห็นว่าจำเลยที่ 1 พูดปราศรัยโจมตีรัฐบาลในขณะนั้น หรือมีการพูดชักชวนให้มวลชนรวมตัวหรือเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าทศพรมีส่วนร่วมในการชุมนุมที่จัดตั้งขึ้น

ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ให้การว่าตนเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งในขณะนั้นจำเลยได้รับมอบหมายจากพรรคให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ชุมนุม และให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์เท่านั้น ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้พิพากษายกฟ้อง 

กรณีของจำเลยที่ 2 – 8 จำเลยทั้งหมดได้ให้การยอมรับว่าเข้าร่วมการชุมนุมจริง แต่ทางการนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏให้เห็นว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นมีความรุนแรง หรือมีผู้ชุมนุมพกพาอาวุธเข้าร่วมการชุมนุม 

แม้ในการชุมนุมดังกล่าวจะมีการฉีดน้ำเพื่อสลายการชุมนุม แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สามารถควบคุมได้ จึงไม่ถือว่าการชุมนุมนี้เป็นสภาวะร้ายแรง

และแม้ในการนำสืบพยานของโจทก์จะพยายามนำสืบให้เห็นว่าการชุมนุมดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมมีความเสี่ยงอย่างไร ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็ได้สวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโรคในขณะนั้นแล้ว

การชุมนุมของจำเลยที่ 2 – 8 ที่เข้าร่วมชุมนุมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในขณะนั้น เห็นว่าไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่มีความเสียหายต่อทรัพย์สิน ตลอดจนไม่มีการพกพาอาวุธเข้าร่วมการชุมนุม จึงถือเป็นการใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญแล้ว การชุมนุมของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง 

.

ภาพจาก Mob Data Thailand

.

ย้อนดูเหตุการณ์ชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน กับการยกระดับความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุม

สำหรับการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน เกิดขึ้นภายหลังมีการสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำกลุ่มราษฎรที่ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าตรู่วันที่ 15 ต.ค. 2563 พร้อมกับรัฐบาลมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เดิมการชุมนุมดังกล่าวได้มีการนัดหมายกันที่แยกราชประสงค์ แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นบริเวณแยกปทุมวัน ผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนและนักเรียนเดินทางมาร่วมชุมนุมกันจนเต็มพื้นที่สี่แยก

ต่อมา ตำรวจควบคุมฝูงชนได้เข้าปิดล้อมผู้ชุมนุม โดยมีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำที่ผสมจากสารเคมีสีฟ้าและน้ำผสมแก๊ซน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุม โดยนับเป็นการปฏิบัติการสลายการชุมนุมด้วยยุทธวิธีลักษณะนี้ เป็นครั้งแรกในช่วงการชุมนุมปี 2563 

หลังการชุมนุมวันดังกล่าว ยังคงมีการชุมนุมโดยไร้แกนนำของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนอย่างต่อเนื่องในช่วงดังกล่าว จนรัฐบาลต้องยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในวันที่ 22 ต.ค. 2563

ระหว่างช่วงดังกล่าว มีผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จำนวนไม่น้อยกว่า 72 คน ใน 35 คดี

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อรวมกับคดีล่าสุดนี้ มีคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องข้อหานี้ไปแล้วถึง 20 คดี และอัยการสั่งไม่ฟ้องไปอีก 1 คดี โดยมีเพียงคดีเดียวที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด ได้แก่ คดี #ม็อบ19ตุลา2563 ชุมนุมแยกเกษตรศาสตร์ 

.

ย้อนอ่านเหตุการณ์ : ON THIS DAY ชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน : อัยการยังนัดสั่งฟ้องคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง ของ 9 นักกิจกรรม แม้ผ่านไป 4 ปี

X