ท่ามกลางสถานการณ์คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ที่ทยอยขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์หรือฎีกามากขึ้นในปีนี้ พบว่าตั้งแต่ในช่วงกลางปี 2568 นี้ เริ่มมีคดีที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องทั้งสองศาล แต่ทางอัยการได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อ โดยมีอัยการสูงสุดเป็นผู้รับรองให้ฎีกา
สถานการณ์ดังกล่าวพบใน 2 คดีแล้ว ได้แก่ คดีของ “ศิระพัทธ์” กรณีถูกกล่าวหาว่าปลดรูปพระบรมฉายาลักษณ์ที่หน้าหมู่บ้านในจังหวัดนนทบุรี ก่อนนำกรอบรูปไปทิ้งลงคลอง และคดีของ “กิตติพล” กรณีถือป้าย “ไม่มีจะแดกในรัชกาลที่ 10” ระหว่างกิจกรรมคาร์ม็อบที่จังหวัดอุบลราชธานี
.
สำหรับคดีศิระพัทธ์ ประชาชนจากจังหวัดนนทบุรี เขาถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112, ออกนอกเคหสถานในเวลาเคอร์ฟิว ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ต่อมาหลังการต่อสู้คดี ทั้งศาลจังหวัดนนทบุรี และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องข้อหามาตรา 112 และให้ลงโทษในสองข้อหาหลัง ลงโทษจำคุก 9 เดือน ปรับ 30,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี
ในส่วนข้อหาที่ยกฟ้อง ทั้งสองศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลย แสดงให้เห็นเพียงเจตนาที่ต้องการลักขโมยของยามวิกาลเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่ามีเจตนากระทำความผิดในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
หลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเมื่อปลายปี 2567 เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 พนักงานอัยการศาลสูงนนทบุรีได้ยื่นฎีกาคำพิพากษา ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามมาตรา 112 โดยมี ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุดในขณะนั้น ได้เป็นผู้รับรองให้ฎีกาของโจทก์ ทางฝ่ายจำเลยจึงต้องแก้ฎีกา และรอฟังคำพิพากษาในชั้นฎีกาต่อไป
ส่วนคดีกิตติพล กราฟิกดีไซเนอร์จากจังหวัดอุบลราชธานี ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 หลังการต่อสู้คดี ศาลจังหวัดอุบลราชธานี และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสองศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568 เห็นว่าข้อความในป้ายของจำเลย เป็นการกล่าวกระทบกระเทียบ แดกดัน เหน็บแนม ประชดประชัน ถากถางสังคม หรือแสดงอาการน้อยเนื้อต่ำใจในเรื่องของตัวเองให้สังคมรับรู้ความยากลำบากในการดำรงชีพว่าไม่มีจะกินในช่วงที่อยู่อาศัยในรัชกาลที่ 10 มากกว่าจะเป็นการแสดงกิริยาวาจาดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่นหรือพระมหากษัตริย์ หรือใส่ความรัชกาลที่ 10 หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดต่อบุคคลอื่น จึงไม่ใช่เป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ต่อมา เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 พนักงานอัยการศาลสูงจังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่นฎีกาคำพิพากษา ขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษา โดยมี ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุดในขณะนั้น ได้เป็นผู้รับรองให้ฎีกาของโจทก์ โดยเห็นว่าคดีมีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย จำเลยจึงต้องต่อสู้ในชั้นฎีกาต่อไป
.
จากการติดตามสถานการณ์ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนก่อนหน้านี้ พบว่าในคดีมาตรา 112 ยุคหลังปี 2563 ในคดีที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสองศาล อัยการไม่ได้ยื่นฎีกาคดีต่ออีก อาทิเช่น คดีของอิศเรศ ที่จังหวัดนครพนม, คดีแขวนป้ายเรื่องงบสถาบันกษัตริย์ที่จังหวัดลำปาง, คดี “วารี” และ “ชัยชนะ” ที่จังหวัดนราธิวาส, คดีพิพัทธ์ และ “นคร” ที่จังหวัดสมุทรปราการ, คดีของสุรีมาศ ที่จังหวัดกระบี่, คดี “รามิล” ที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือคดี “แต้ม” กรณีผู้ป่วยจิตเวชที่ทำลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น
แต่แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป หลังพบว่ามีอย่างน้อย 2 คดีดังกล่าว ที่อัยการยื่นฎีกาต่อ และอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา แม้จะมีคำพิพากษายกฟ้องในสองศาลก็ตาม โดยยังต้องติดตามสถานการณ์คดีอื่น ๆ ที่ทยอยขึ้นสู่ศาลสูงต่อไป
ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ได้กำหนดห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์
แต่ตามมาตรา 221 ได้กำหนดเพิ่มเติมในคดีที่ซึ่งห้ามฎีกาไว้ในมาตราข้างต้น ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป
.
