วันที่ 22 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงปทุมวันมีนัดฟังคำพิพากษาในคดีฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีความร้ายแรง ของผู้ชุมนุมทางการเมือง 6 คน จากกรณีที่ไปเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 ที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน หรือการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน
ผู้ชุมนุมทางการเมืองทั้ง 6 คน ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ นักกิจกรรมกลุ่มเส้นทางสีแดง, ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน บรรณาธิการบริหาร Spaceth.co, เอเลียร์ ฟอฟิ นักกิจกรรมกลุ่มศิลปะปลดแอก, อรรคพล วันทะไชย, อินทราช แสงอินทร์ และคณิติน ติเยาว์
.
การสลายการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน : เมื่อ ‘ร่ม’ ของประชาชนต้องปะทะกับรถฉีดน้ำแรงดันสูงของตำรวจชุดควบคุมฝูงชน
สำหรับเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 นั้น เป็นการชุมนุมที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์การสลายชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 15 ต.ค. 2563 การชุมนุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งให้มีการเปิดสภาสมัยวิสามัญรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจากประชาชน ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวแกนนำที่ถูกจับไปตั้งแต่วันที่ 13-15 ต.ค. 2563 เดิมทีผู้ชุมนุมมีนัดหมายจะจัดการชุมนุมกันที่แยกราชประสงค์ ก่อนที่ภายหลังจะเปลี่ยนมาเป็นบริเวณแยกปทุมวันแทน ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ในวันนั้นต่างก็เป็นเยาวชนและนักเรียนที่ทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมกันจนเต็มพื้นที่สี่แยก
สถานการณ์การชุมนุมดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งเวลาประมาณ 18.48 น. ปฏิบัติการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงของรัฐบาลก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ยุติการชุมนุม ก่อนที่ต่อมาตำรวจชุดควบคุมฝูงชนจำนวนมากจะเคลื่อนขบวนเข้ามาพร้อมโล่และกระบอง รวมถึงรถฉีดน้ำแรงดันสูง แล้วเริ่มต้นปฏิบัติการฉีดน้ำที่ผสมจากสารเคมีสีฟ้าและน้ำผสมแก๊ซน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุม ในขณะที่ทางฝั่งของผู้ชุมนุมมีเพียงแค่อุปกรณ์ทั่วไปที่พกติดตัวมา เช่น ร่ม เสื้อกันฝน และหมวกกันน็อค จนถึงราว 21.00 น. เจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณสี่แยกปทุมวันเอาไว้ได้
นอกจากการสลายการชุมนุมด้วยสารเคมีสีฟ้าแล้ว ยังพบว่าจากการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน มีผู้ถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรงถึง 19 คน
ย้อนอ่านเหตุการณ์ชุมนุม >> #16ตุลาไปแยกปทุมวัน : Mob Data Thailand
.
อัยการฟ้องคดีหลังการชุมนุมล่วงเลยมาแล้วกว่า 4 ปี
ปฏิบัติการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชน ได้นำไปสู่การเข้าจับกุมผู้ชุมนุมระหว่างการสลายการชุมนุม จำนวน 9 คน โดยผู้ถูกจับกุมทั้งหมดได้ถูกส่งไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภาค 1) เพื่อจัดทำบันทึกจับกุมตัว แจ้งข้อกล่าวหา และสอบปากคำ
สำหรับจำเลยทั้ง 6 คนในคดีนี้ ถูกจับกุมตัวระหว่างที่มีการสลายการชุมนุมด้วยเช่นกัน โดยณัฐนนท์ หรือ “เติ้ล” นั้นถูกจับกุมขณะพยายามนำ #โบว์ขาว ไปมอบให้กับตำรวจที่เข้าสลายการชุมนุม ส่วน “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ได้เข้าไปพยายามดันด้วยมือเปล่ากับเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนที่ถือโล่ยืนแถวตรึงกำลังอยู่
ภายหลังผู้ถูกจับกุมดังกล่าวก็ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้กระทำการ “ชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปหรือกระทําการอันเป็นการยั่วยุให้ เกิดความไม่สงบเรียบร้อย อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกําหนดออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548” อย่างไรก็ดีทั้งหมดได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน
จนกระทั่งเวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 4 ปี กระทั่งวันที่ 26 มี.ค. 2568 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 ได้ยื่นฟ้องคดีผู้ชุมนุม 5 คน (เนื่องจากผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือ “คณิติน” ไม่ได้เดินทางมาศาลในวันดังกล่าว พนักงานอัยการจึงได้ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลภายหลังในวันที่ 29 เม.ย. 2568) ต่อศาลแขวงปทุมวัน ในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีความร้ายแรง แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านั้นศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่มีการต่อสู้กันในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เกือบทั้งหมดด้วย
.
ศาลยกฟ้อง เห็นว่า ผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้ความรุนแรง – ไม่ได้พกพาอาวุธ ทั้งโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าพบการระบาดของโควิด-19 จากการชุมนุม
ห้องพิจารณาคดี 702 เวลา 09.26 น. จำเลยทั้ง 6 คน ได้เดินทางมาถึงศาลแขวงปทุมวัน พร้อมทั้งเข้ามานั่งในห้องพิจารณาเพื่อรอฟังคำพิพากษา โดยในระหว่างนั้นก็ได้มีการพูดคุยกันของจำเลยว่าหากตนเองถูกตัดสินว่าได้กระทำความผิดและศาลมีคำสั่งให้ลงโทษ จะต้องมีการดำเนินการเช่นใดต่อไป
ก่อนที่ศาลจะออกนั่งอ่านคำพิพากษา เวลาประมาณ 09.35 น. ตำรวจศาลจำนวน 3 – 4 นาย ทยอยเดินเข้ามาในห้องพิจารณาพร้อมด้วยกุญแจมือ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผลของคำพิพากษาที่จะออกมา ทั้งนี้ หากศาลตัดสินว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด และลงโทษจำคุกจำเลย ตำรวจศาลก็จะทำหน้าที่ใส่กุญแจมือ พร้อมควบคุมตัวจำเลยไปยังใต้ถุนศาล เพื่อรอฟังผลการประกันตัวต่อไป
ต่อมาเวลา 09.40 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีนี้โดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยทั้ง 6 คน รวมถึงทนายจำเลย โดยมีสาระสำคัญซึ่งสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
คดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำสืบของโจทก์จะระบุว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันชุมนุมในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยขัดขืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ที่สั่งให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมและออกจากพื้นที่ และร่วมกันชุมนุมในบริเวณที่มีคำสั่งห้ามให้ใช้เส้นทางคมนาคม อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่ออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 การชุมนุมของจำเลยจึงมิใช่การชุมนุมโดยสงบ ที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ
และถึงแม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่า เกิดการปะทะกันระหว่างจำเลยทั้งหกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าใช้โล่กั้น และฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมเพื่อสลายการชุมนุม แต่พยานโจทก์กลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายของผู้ชุมนุม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ลำพังการชุมนุมที่มีแต่เพียงการผลักดันกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้ความรุนแรง
นอกจากนี้พยานโจทก์ปากพนักงานสอบสวนยังได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จากการตรวจค้น จับกุม และการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหกกับพวกมีอาวุธหรือสิ่งของผิดกฎหมายใด ๆ การชุมนุมของจำเลยทั้งหกกับพวกจึงเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
อีกทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มีพยานหลักฐานมานำสืบว่า พบการระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มของผู้ชุมนุม หรือมีหลักฐานว่า มีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สืบเนื่องมาจากการชุมนุมดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย อันเป็นความผิดตามข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่ออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำเลยทั้งหกจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
พิพากษายกฟ้อง
หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ตำรวจศาลก็ได้เดินออกจากห้องพิจารณาไป ส่วนจำเลยทั้ง 6 คน ต่างก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม แสดงความดีใจและโล่งใจ นอกจากนี้ “เติ้ล” หรือ ณัฐนนท์ ยังได้มีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวโดยระบุข้อความทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “คดีของผมจบลงด้วยคำว่า ‘ยกฟ้อง’ แต่หน้าที่ของเรายังดำเนินต่อไป เราจะไม่หยุดส่งต่อแสงเทียนแห่งปัญญา จนกว่าสังคมนี้จะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัยมากกว่านี้ ศัตรูสุดท้ายของเราคือความโง่เขลา”
.
สำหรับการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขต กทม. ของรัฐบาล ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ตั้งแต่วันที่ 15 – 22 ต.ค. 2563 เพื่อจัดการกับการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชน ในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้ถูกจับกุม และดำเนินคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 72 คน รวม 35 คดี
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีคดีที่ต่อสู้กันในข้อกล่าวหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้วไม่น้อยกว่า 110 คดี (รวมคดีนี้) ส่วนคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องก็มีอีกเป็นจำนวนอย่างน้อย 73 คดี สำหรับคดีที่ศาลเคยพิพากษาว่ามีความผิดมีจำนวนประมาณ 79 คดี ซึ่งในจำนวนดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นคดีที่ศาลสั่งให้ลงโทษปรับเพียงอย่างเดียว จำนวน 44 คดี โดยคดีอื่น ๆ จะเป็นคดีที่ศาลให้รอกำหนดโทษ และรอลงอาญา ส่วนคดีที่ศาลไม่รอลงอาญามีเพียงแค่ 8 คดีเท่านั้น
