จากกรณีล่าสุดที่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ถูกศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 12 เดือน และ 2 ปี ตามลำดับ ในคดีมาตรา 112 ทำให้คดีถึงที่สุดลง
สถานการณ์ความย้อนแย้งของทั้งสองคนดำเนินมาจนถึงวันพิพากษา แม้ศาลฎีกาจะเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีหลักแล้ว แต่ทั้งสองกลับยังคงถูกคุมขังต่อไป เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่เคยถอนประกันและคดีที่มีหมายขังอยู่
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปรากฏการณ์การต่อสู้คดีในข้อหามาตรา 112 ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกรณีของ ทิวากร วิถีตน, “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิกุล, “กัลยา”, อุดม และ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร ซึ่งถูกคุมขังและต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธสิทธิประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดชั้นฎีกา ส่งผลให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำล่วงหน้าเป็นเวลานานจนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด ทำให้สภาวะการถูกขังเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา” ไปสู่ “ผู้ต้องขังเด็ดขาด” โดยที่จำเลยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวออกมาตลอดระยะเวลาในชั้นฎีกา กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ชวนสำรวจถึงการใช้ดุลพินิจ หลักสันนิษฐานของผู้บริสุทธิ์ และผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดี
.
สู้จนถึงที่สุด: สำรวจกรณีผู้ต้องขัง ม.112 ที่ถูกคุมขังยาวจนคดีสิ้นสุดหลังมีคำพิพากษาฎีกา
จากการรวบรวมกรณีที่เกิดขึ้นจริงในคดีช่วงหลังปี 2563 เป็นต้นมา พบว่ามีจำเลยคดีมาตรา 112 หลายรายที่ต้องถูกขังจนกระทั่งคดีถึงที่สุด ในช่วงปี 2568 ถึง 2569 มีการยื่นขอประกันตัวหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด จนทำให้คดีสิ้นสุดลงและต้องถูกคุมขังตามโทษคำพิพากษา ดังนี้
1. “ได้ประกันคดีหลัก แต่ถูกขังต่อในคดีที่ถอนประกัน จนคดีหลักที่ได้ประกันมีคำพิพากษาชั้นฎีกา” ความแปลกประหลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นกับ “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล
เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคนชั้นฎีกา ในคดีหลักด้วยข้อหา ม.112 และ ม.116 กรณีชุมนุมปราศรัยที่อำเภอภูเขียว จากการยื่นประกันตัวไผ่เป็นครั้งที่ 7 และครูใหญ่เป็นครั้งที่ 6 โดยศาลกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM)
แต่ในระหว่างที่ทั้งสองถูกคุมขังในคดีหลักตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 พวกเขาตัดสินใจถอนประกันตัวเองในคดีอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีเพื่อให้นับวันขังไปพร้อมกัน เช่น คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ของศาลอาญา เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวในคดีหลักแล้ว จึงได้ทยอยยื่นขอประกันตัวใหม่ในคดีที่เคยถอนประกันไว้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ในคดีที่ยื่นขอประกันซ้ำดังกล่าว โดยให้เหตุผลแบบสำเร็จรูปว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” หรือ “เกรงว่าจะหลบหนี” ส่งผลให้เกิดภาวะแปลกประหลาด คือ ทั้งสองได้รับประกันตัวจากศาลสูงสุดในคดีหลักแล้ว แต่กลับยังคงต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่อไปในคดีที่เคยถอนประกันไว้และยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ยังไม่มีคำพิพากษา แถมยังต้องใส่กำไล EM ในระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ จนกระทั่งคดีหลักที่ได้ประกันตัวนั้นมีคำพิพากษาถึงที่สุด หลังจากยื่นฎีกาคำพิพากษาไปไม่ถึง 1 ปี

.
2. ถูกขังยาวจนคดีสิ้นสุดหลังการยื่นประกันซ้ำหลายครั้ง
ทิวากร วิถีตน (คดีสิ้นสุดปี 2569) ผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 112 เริ่มถูกคุมขังเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับจากยกฟ้อง เป็นจำคุก 6 ปี จากกรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร
ระหว่างถูกคุมขังได้ยื่นประกันตัวทิวากรทั้งสิ้น 14 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายยื่นไปเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ก่อนในวันที่ 7 พ.ค. 2569 ศาลจังหวัดขอนแก่นจะอ่านคำพิพากษาของฎีกา ซึ่งมีคำพิพากษายืนจำคุก 6 ปี ทั้งตัวจำเลยและทนายความไม่ทราบนัดฟังคำพิพากษานี้มาก่อน หลังจากนั้นทิวากรถูกย้ายจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นไปคุมขังที่เรือนจำกลางขอนแก่น หลังคดีสิ้นสุดลง
ทิวากรถูกคุมขังมาแล้วสองปีเศษและยังเหลือโทษที่ต้องคุมขังอีกประมาณ 4 ปี และล่าสุดทราบข่าวว่าทิวากรเพิ่งถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 ในเรือนจำเพิ่มอีกคดีหนึ่งจากการโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 รวม 5 โพสต์ โดยมี สนธิญา สวัสดี เป็นผู้กล่าวหา

.
“ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิกุล (คดีสิ้นสุดเมื่อปี 2568) ผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 112 เริ่มถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนจำคุก 5 ปี 30 เดือน กรณีโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก 5 โพสต์ และไม่ได้รับประกันตัวเรื่อยมา ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาเคยถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ในคดีนี้หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยก้องถูกคุมขังอยู่ 46 วัน ก่อนได้รับการประกันตัวออกมา
ระหว่างที่อุกฤษฏ์ถูกคุมขังอีกครั้งในชั้นฎีกา เขายื่นประกันตัวไปทั้งสิ้น 10 ครั้ง พร้อมระบุเหตุผลที่สำคัญถึงการขอออกไปสอบเพื่อให้จบการศึกษาปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ตาม จนเกิดการรณรงค์ #ก้องต้องได้สอบ จากเครือข่ายภาคประชาสังคมและกลุ่มเพื่อนก้อง เพื่อให้เขาได้ประกันตัวหรือต่อสู้เพื่อให้ก้องได้สอบในเรือนจำ แต่ศาลฎีกาไม่เคยอนุญาตให้ประกันตัว อีกทั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ปฏิเสธคำขอให้มีการจัดสอบในเรือนจำ รวมทั้งยังร้องขอต่อศาลอาญาให้นำตัวออกนอกเรือนจำเพื่อไปสอบ แต่ไม่ได้รับอนุญาต
จนถึงปัจจุบันคดีของก้องสิ้นสุดลงหลังศาลฎีกามีคำพิพากษายืนจำคุก 5 ปี 30 เดือน (หรือประมาณ 7 ปี 6 เดือน) ในคดีมาตรา 112 คดีแรก และคดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่งก็มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี (ทั้งสองคดีไม่นับโทษต่อกัน) จึงทำให้คดีสิ้นสุดลงทันที จนถึงปัจจุบันก้องถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 7 เดือนเศษ ยังเหลือโทษที่ต้องจำคุกตามคำพิพากษาอีกราว 4 ปี 10 เดือน
อย่างไรก็ตาม ก้องยังคงไม่สามารถสอบวิชาที่เหลืออยู่ได้ ได้แต่เพียงให้เพื่อนลงทะเบียนรักษาสถานภาพนักศึกษาเอาไว้ แต่การรักษาสถานภาพดังกล่าวก็จะหมดลงในช่วงเทอมสุดท้ายของปีการศึกษา 2570

.
“กัลยา” (นามสมมติ) (คดีสิ้นสุดปี 2568) อดีตพนักงานบริษัทจากนนทบุรี ผู้ต้องขังระหว่างชั้นฎีกาในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังไกลถึงเรือนจำจังหวัดนราธิวาสตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2566 หลังถูกศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนจำคุก 6 ปี เหตุจากข้อกล่าวหาเรื่องการโพสต์ แชร์ และคอมเมนต์ในเฟซบุ๊ก แม้ว่าก่อนหน้านี้เคยยื่นขอประกันตัวไปทั้งสิ้น 5 ครั้ง แต่ถูกยกคำร้องตลอดมา คดีของเธอสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายืนจำคุก 6 ปี โดยที่จำเลยไม่ทราบนัดล่วงหน้าและไม่ได้ส่งหมายนัดมายังทนายจำเลย
ปัจจุบันกัลยาถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 11 เดือนเศษ และยังเหลือโทษจำคุกตามคำพิพากษาอีกกว่า 3 ปี

.
อุดม (คดีสิ้นสุดปี 2568) อดีตคนทำงานโรงงานจากปราจีนบุรี ผู้ต้องขังระหว่างชั้นฎีกาในคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาสเช่นเดียวกับกัลยา เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. 2566 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนจำคุก 4 ปี โดยเห็นว่ามีความผิด 2 ข้อความ จากการโพสต์และแชร์เฟซบุ๊ก 7 ข้อความ ระหว่างนั้นเขาเคยยื่นขอประกันตัวไป 3 ครั้ง แต่ก็ถูกยกคำร้องทั้งหมด
คดีของเขาสิ้นสุดลงหลังศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 10 ปี โดยแก้เป็นเห็นว่ามีความผิดเพิ่มในอีก 3 กระทง โดยตีความคุ้มครองไปถึงอดีตกษัตริย์ ทั้งนี้ เช่นเดียวกับกรณีกัลยา อุดมถูกนำตัวไปฟังคำพิพากษาโดยไม่มีทนายความหรือญาติเดินทางไปด้วย
ปัจจุบันอุดมถูกขังมา 3 ปีเศษแล้ว จากเดิมที่ครอบครัวคาดหวังไว้ว่าปีนี้หรือปีหน้าจะได้ออกจากเรือนจำแล้ว กลายเป็นว่าศาลฎีกาเพิ่มโทษไปเป็น 10 ปี เท่ากับว่าเขายังต้องถูกคุมขังไปอีกประมาณ 7 ปี

.
“บัสบาส” มงคล ถิระโคตร (คดีสิ้นสุดปี 2568) ผู้ต้องขังระหว่างชั้นฎีกาในคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางเชียงรายตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. 2567 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นจำคุก 50 ปี จากการโพสต์เฟซบุ๊กรวม 27 โพสต์ ระหว่างนั้นมีการยื่นประกันตัวไป 5 ครั้ง ศาลฎีกายกคำร้องทั้งหมด จนในที่สุดคดีเขาก็สิ้นสุดลงเมื่อปี 2568 หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุก 46 ปี ซึ่งนับว่าเป็นคดีมาตรา 112 ที่โทษสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ปัจจุบันบัสบาสถูกขังมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนเศษ และยังเหลือโทษที่ต้องคุมขังตามคำพิพากษาอีกประมาณ 43 ปีเศษ และยังไม่นับรวมคดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่งของเขาที่ยังอยู่ระหว่างฎีกา

.
เปรียบเทียบยุค คสช. และยุคเยาวชนปลดแอก 2563: บริบทและความแตกต่างของการต่อสู้คดี ม.112
เมื่อเปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับยุคก่อนหน้า เช่น ยุคหลังการรัฐประหารโดย คสช. หรือช่วงแรกของการกลับมาใช้นโยบายคดีมาตรา 112 (ดังที่เคยบันทึกไว้ในบทความปี 2564) จะเห็นความแตกต่างทางบริบทและพฤติการณ์ในการต่อสู้คดีอย่างชัดเจน
ยุครัฐประหาร คสช. (2557) พบว่าการปฏิเสธสิทธิประกันตัวมักเกิดขึ้นตั้งแต่ชั้นสอบสวนหรือศาลชั้นต้น (รวมถึงศาลทหาร) ด้วยเหตุผลเรื่องอัตราโทษสูงหรือเกรงว่าจะหลบหนี ข้อจำกัดและความไม่แน่นอนจากการถูกขังโดยไร้กำหนดในยุคนั้น ส่งผลให้จำเลยจำนวนมากตัดสินใจ “รับสารภาพ” เพื่อยอมรับโทษและรอได้รับการอภัยโทษ เพื่อให้กระบวนการคดีเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น “กอฟ” ภรณ์ทิพย์ และ “หมอลำแบงค์” ปติวัฒน์ ในคดีมาตรา 112 จากการแสดงละครเวทีเรื่อง ‘เจ้าสาวหมาป่า’ เมื่อปี 2556 เดิมทั้งสองคนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน แต่หลังจากถูกคุมขังยาวระหว่างสอบสวนและพิจารณาคดีเป็นเวลา 4 เดือน และศาลทหารไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงตัดสินใจรับสารภาพในชั้นศาลและถูกพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน จนได้รับปล่อยตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2559
หรือกรณี “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดีมาตรา 112 จากการแชร์ข่าวบีบีซีไทย เมื่อปี 2559 สะท้อนความกดดันจากการถูกปฏิเสธสิทธิประกันตัว แม้จะมีความพยายามยื่นประกันตัวถึง 10 ครั้งเพื่อให้ออกไปเรียนและสอบ แต่ศาลก็ปฏิเสธเรื่อยมา ผ่านมาหลายเดือน ไผ่จึงตัดสินใจรับสารภาพทั้งน้ำตาในวันนัดสืบพยาน ส่งผลให้ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 6 เดือนทันที
นอกจากนั้น จำเลยหลายคนที่ถูกศาลทหารพิพากษาจำคุก ไม่ได้รับสิทธิในการยื่นอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษา เนื่องจากการกระทำที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นระหว่างประกาศกฎอัยการศึก จึงทำให้คดีถึงที่สุดในศาลทหารชั้นต้น เช่น คดีของ “พงษ์ศักดิ์” ถูกพิพากษาจำคุก 30 ปี หลังรับสารภาพคดี ม.112 จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 6 ข้อความ หรือคดีของ “เธียรสุธรรม” ถูกพิพากษาจำคุก 25 ปี หลังรับสารภาพคดี ม.112 จากการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง-วิจารณ์ คสช.
กรณีที่ถูกคุมขังยาวนานระหว่างต่อสู้คดีในยุคนั้น คือคดีของ “สิรภพ” หรือ “รุ่งศิลา” ซึ่งถูกพิจารณาในศาลทหาร และกระบวนการเป็นไปอย่างล่าช้า เขาถูกคุมขังเกือบครบ 5 ปี จึงได้รับการประกันตัว โดยที่ศาลทหารยังสืบพยานไม่เสร็จสิ้น ภายหลังคดีถูกโอนย้ายมายังศาลพลเรือน ศาลอาญาลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือนน้อยกว่าโทษที่ถูกคุมขังมาระหว่างพิจารณา

ยุคเยาวชนปลดแอก (2563 เป็นต้นมา) พบว่าในช่วงปี 2563-2565 ที่มีกระแสความเคลื่อนไหวทางการเมืองและการชุมนุมสูง พบแนวโน้มการประกันตัวในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาที่ดีขึ้น แต่เกิดรูปแบบการคุมขังไม่ให้ประกันตัวแกนนำนักกิจกรรมในช่วงการเคลื่อนไหวในแต่ละระลอก และกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวอย่างเข้มข้นเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหว
ต่อมาหลังปี 2565 ส่วนใหญ่มักได้รับประกันตัวในชั้นสอบสวนและศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษ การขอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์และโดยเฉพาะชั้นฎีกามักถูกปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม บริบทที่สำคัญคือผู้ถูกกล่าวหาหลายคนในยุคนี้เลือกที่จะ “ยืนหยัดสู้คดีถึงที่สุด” ในชั้นฎีกา แม้จะต้องแลกกับการถูกขังนานข้ามปีโดยไม่ได้รับการประกันตัว และยังคงยื่นคำร้องขอประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐาน ในขณะก็มีบางรายที่เลือกตัดสินใจรับสารภาพในชั้นศาล รวมไปถึงยุติการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพื่อให้กระบวนการคดีเสร็จสิ้นไวที่สุด
.
“ขังไว้ก่อน” การปฏิเสธสิทธิประกันตัวคดี ม.112 และผลกระทบต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
ตามหลักการของกระบวนการยุติธรรม สิทธิในการได้รับการประกันตัวของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาถือเป็นหลักการทั่วไปที่ศาลพึงอนุญาตเป็นหลัก โดยการปฏิเสธการประกันตัวควรเป็นเพียงข้อยกเว้นเฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติสำหรับคดีตามมาตรา 112 กลับปรากฏภาพที่ตรงกันข้าม เมื่อจำเลยหลายคนต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธการประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ศาลมักใช้เหตุผลว่าเนื่องจาก “พฤติการณ์คดีเป็นเรื่องร้ายแรง”, “เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง”, “กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชน”, “มีอัตราโทษสูง จึงเชื่อว่าหากปล่อยตัวไปจำเลยจะหลบหนี” หรือ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
นอกจากนี้ คำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวของศาลในหลายกรณีมักมีลักษณะสำเร็จรูป (Template) ที่ใช้ลักษณะข้อความและเหตุผลซ้ำเดิม คล้ายกับไม่ได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริง พฤติการณ์ หรือความจำเป็นเฉพาะรายของจำเลยแต่ละคนอย่างแท้จริง แม้จะมีเหตุใหม่ ๆ ที่ยื่นขอไป
การปฏิเสธสิทธิการประกันตัวชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรม การไม่ให้ประกันตัวในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุดทำให้จำเลยต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเสมือนเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดล่วงหน้า ทั้งที่กระบวนการพิจารณาพิพากษายังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่างภูมิภาคจากภูมิลำเนาของตน เช่น เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ยังกลายเป็นอุปสรรคและความยากลำบากในการปรึกษาหารือ การติดต่อสื่อสารกับทนายความและครอบครัว การรักษาสิทธิต่าง ๆ ในทางคดีหรือในเรือนจำ เป็นต้น
สิทธิในการได้รับการประกันตัวจึงไม่เป็นเพียงแค่ขั้นตอนทางกฎหมาย แต่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและสากล การคุมขังจำเลยไว้ในการพิจารณาคดีชั้นศาลระดับต่าง ๆ จนกระทั่งคดีถึงที่สุดโดยปฏิเสธสิทธิประกันตัว โดยเฉพาะเป็นคดีในลักษณะที่มาจากเพียงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จึงไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อชีวิตของจำเลยและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์กระบวนการยุติธรรม
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
