วันที่ 21 ก.ค. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 811 ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ในคดี ม.112 และ ม.116 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เวลาเกือบเก้าโมงครึ่ง เสียงโซ่กระทบพื้นดังขึ้น เป็นเสียงที่บ่งบอกว่าจำเลยที่ถูกคุมขังอยู่ถูกนำตัวมาถึงห้องพิจารณาแล้ว
“แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา เดินเข้ามาคนแรก ตามมาด้วย “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง และอานนท์ นำภา แล้วสองคนสุดท้ายคือ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ที่พยุงตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ก็เดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดีด้วยชุดออกศาล เป็นเสื้อสีครีมเขียนว่า ‘กรุงเทพมหานคร’ และกางเกงสีน้ำเงินขายาว สวมพันธนาการด้วยกุญแจเท้า และต้องเดินเท้าเปล่าทุกคน
ที่ข้อเท้าของไผ่และครูใหญ่แปลกตาจากคนอื่นไปเล็กน้อย เพราะนอกจากจะถูกใส่กุญแจเท้าแล้ว ทั้งสองคนยังต้องใส่กำไล EM (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับติดตามตัว) ติดอยู่ที่เท้าซ้ายของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ทำไมกำไล EM ถึงไปอยู่ที่ข้อเท้าของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำได้? ในเมื่อโดยทั่วไปแล้ว การใส่กำไล EM นั้นหมายถึง การที่ผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อได้รับการประกันตัวหรือได้รับการพักโทษ และกำไล EM ก็จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตามตัว และจำกัดการเดินทางเพื่อป้องกันการหลบหนี
คำตอบของสถานการณ์นี้คือ กำไล EM มาจากการที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวไผ่และครูใหญ่ในคดีหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นคดีหลักที่ทำให้พวกเขาต้องถูกคุมขังในหลายเดือนก่อนหน้านี้ ส่วนกุญแจเท้ามาจากอีกคดีหนึ่งที่ศาลชั้นต้นยังไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างสืบพยาน จึงถูกขังอยู่และถูกเบิกตัวมาศาลในวันนี้
ไผ่เล่าว่า เมื่อวานนี้ (20 ก.ค. 2569) เขาต้องไปผ่าตาปลามาที่เท้าข้างซ้าย วันนี้มาศาลก็เลยเจ็บเท้าพอสมควร เราจึงขอให้ไผ่ดึงขากางเกงขึ้นเพื่อดูกำไล EM ที่เพิ่งติดมา ซึ่งกำไล EM ก็อยู่ที่เท้าซ้ายเช่นกัน นั่นหมายความว่าที่เท้าซ้ายของไผ่มีทั้งกุญแจเท้า กำไล EM และแผลจากการผ่าตาปลา
ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง รวมถึงประชาชนอีกหลายคนทยอยเข้ามาเยี่ยมเยือนและพูดคุยกับไผ่ พร้อมตั้งคำถามด้วยความสงสัยกับกำไล EM นั้น
ไผ่เล่าถึงสถานการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า “จริง ๆ แล้วผมก็งงเหมือนกัน คดีที่ศาลภูเขียว ศาลฎีกาสั่งให้ประกันตัว บอกว่าผมไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ก็เลยไปติดกำไล EM ตามคำสั่งศาล ส่วนคดีนี้ (คดี 19 กันยาฯ) ไม่ให้ประกันตัว บอกว่ากลัวจะหลบหนี
“คงแปลกที่ผมแหละ หรือว่าแปลกที่ศาลนะ” ไผ่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้ไว้
ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่า ที่จริงแล้วคดีที่เขาได้รับการประกันตัว เป็นคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้วด้วยซ้ำ แต่คดีของเขาที่เหลืออยู่และศาลไม่ให้ประกันตัว กลับเป็นคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษาออกมาเลย
“นอนมองกำไล EM อยู่หลายคืน ให้ประกันตัวหน่อยเถอะ อยากใช้ EM แล้ว” ครูใหญ่เล่าให้ฟัง
เราสังเกตเห็นว่าข้อเท้าข้างซ้ายของไผ่และครูใหญ่ที่กำลังสวมกำไล EM อยู่ ไม่ได้รัดเข้ามาที่ข้อเท้าจนแนบสนิทมากนัก ตอนนี้ทั้งสองคนก็บอกว่ายังไม่ได้มีอาการปวดหรืออักเสบใด ๆ จากการติดกำไล EM ดังที่ผู้ที่ใส่กำไลยาวนานต้องเผชิญ แต่ทั้งนี้ ทั้งสองคนเพิ่งได้รับการติดกำไล EM มาได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ (ติดเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569) ไผ่ระบุว่าตอนนี้ตนเองเจ็บแผลจากการผ่าตาปลามากกว่า
ระหว่างคดีพักการพิจารณาในช่วงเที่ยง ไผ่ ครูใหญ่ และผู้ต้องขังอีกสามคน ต้องเดินกลับไปยังห้องควบคุมตัวบริเวณใต้ถุนศาล เพื่อทานอาหารกลางวันและรอขึ้นมาร่วมการพิจารณาคดีในช่วงบ่ายต่อ เสียงโซ่จากกุญแจข้อเท้าดังขึ้นทุกครั้งที่ก้าวขา ขณะที่กำไล EM ยังคงรัดอยู่เหนือข้อเท้า
เมื่อกลับเข้าสู่ห้องพิจารณาคดีในช่วงบ่าย ไผ่แถลงต่อศาลเพื่อขอชาร์จแบตเตอรี่กำไล EM ในห้องพิจารณาคดี เนื่องจากแบตฯ หมดตั้งแต่ในเรือนจำ ซึ่งไม่เอื้อต่อการชาร์จแบตฯ อีกทั้งไผ่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดภูเขียวโทรไปหาแม่ของตน และบอกว่าแบตฯ ใกล้จะหมดแล้ว
ก่อนศาลจะอนุญาต โดยให้เจ้าหน้าที่งานประกันตัวของศาลนำสายชาร์จของศาลอาญา มาใช้ชาร์จอุปกรณ์ที่ติดจากศาลจังหวัดภูเขียว ไผ่และครูใหญ่จึงเริ่มชาร์จไฟในระหว่างการสืบพยาน เพื่อให้อุปกรณ์ติดตามตัวยังทำงานต่อไปได้
บนข้อเท้าข้างเดียวกันของไผ่และครูใหญ่ กลายเป็นประจักษ์พยานที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดถึงผลของการที่ศาลใช้ดุลพินิจแตกต่างกัน เมื่อมาตรการประกันตัวและสถานะของผู้ต้องขังต้องมาทับซ้อนอยู่บนพื้นที่เดียวกันอย่าง “ข้อเท้า” ในขณะที่คดีหนึ่งอนุญาตให้ประกันตัวเพราะเชื่อว่าพวกเขาจะไม่หลบหนี ส่วนอีกคดีหนึ่งกลับไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะอ้างว่าจะหลบหนี ทำให้พวกเขาต้องแบกรับความย้อนแย้งดังกล่าวอยู่บนร่างกายของตนเอง
.
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวไผ่และครูใหญ่ระหว่างฎีกา ในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 จากเหตุปราศรัยในประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ภูเขียว จากการยื่นประกันตัวครั้งที่ 6 (ครูใหญ่) และครั้งที่ 7 (ไผ่) หลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ 2 ปี
ถัดมา 4 เดือนจากการได้ประกันตัวในวันนั้น ปัจจุบันทั้งสองคนยังคงถูกคุมขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีที่เขาเป็นผู้ถอนประกันเอง และยังอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น ส่งผลให้ระยะเวลาที่ถูกคุมขังนับจากวันที่ 3 ก.ย. 2568 ยาวนานถึง 321 วัน หรือเกือบ 10 เดือนแล้ว
ในวันพรุ่งนี้ (22 ก.ค. 2569) และตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ศาลอาญาฯ ยังมีนัดสืบพยานโจทก์ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดย “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, อานนท์ นำภา, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ และ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ที่ถูกคุมขังอยู่จะถูกเบิกตัวมาศาล ประชาชนสามารถไปร่วมรับฟังการพิจารณาคดีได้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 811
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
