ศาลอาญายังคงไม่ให้ประกันตัว ‘ไผ่ – ครูใหญ่’ ในคดีชุมนุม 19 กันยาฯ ผ่านมา 2 เดือน หลังศาลฎีกาให้ประกันตัวคดีภูเขียว

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ทนายความยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ต่อศาลอาญาในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยคดีนี้จตุภัทร์ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 112 ส่วนอรรถพลในข้อหาหลักตามมาตรา 116 และยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาล 

โดยเป็นเวลาถึง 2 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 2569 ที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคนในคดีมาตรา 112 กรณีชุมนุมที่อำเภอภูเขียว ซึ่งอยู่ระหว่างฎีกาแล้ว แต่ในคดีที่ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด ศาลอาญากลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว 

เวลาประมาณ 17.30 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวทั้งสองในคดีนี้ โดยยังคงให้เหตุผลว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง

.

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 ระหว่างการสืบพยานในคดีจากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่ศาลอาญา จตุภัทร์ได้แถลงต่อศาลว่าเพื่อให้ศาลคงไว้ซึ่งความสง่างาม ศาลควรอนุญาตให้ตนและอรรถพลได้ประกันตัวมาสู้คดีตามสิทธิอันพึงมี พร้อมทั้งชี้แจงว่าในคดีอื่น ๆ ของตน ศาลฎีกาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว แต่ศาลอาญากลับยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีนี้แต่อย่างใด

หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาได้แจ้งจตุภัทร์ รวมถึงทนายความว่าจากการติดตามข่าวสารของทั้งสองผ่านหน้าสื่อต่าง ๆ ตนก็เกิดความสงสัยเหมือนกันว่าเหตุใดศาลอาญายังคงไม่ให้ประกันตัวทั้งสองคนในคดีนี้ แต่ทั้งนี้ ตนไม่มีอำนาจในการจะให้ประกันตัวได้ จึงขอให้ทนายความของทั้งสองคนยื่นคำร้องขอประกันตัวมาที่ศาลอาญาอีกครั้ง 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองในคดีชุมนุมที่อำเภอภูเขียว โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิพากษาลงโทษจำคุกทั้งคู่ ศาลฎีกาได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ด้วย แต่ที่ผ่านมา ไผ่และครูใหญ่ยังคงไม่สามารถไปดำเนินการติดและทำสัญญาประกันได้ เนื่องจากศาลอาญาได้มีหนังสือตอบกลับไปที่ศาลจังหวัดภูเขียวถึงเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถส่งตัวทั้งสองได้ดำเนินการดังกล่าวได้ เพราะว่าทั้งสองยังคงมีนัดสืบพยานในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน และเดือนพฤศจิกายน

ต่อมา ทนายความของทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอีกครั้งในวันที่ 15 มิ.ย. 2569 โดยเหตุผลหลัก ในการประกอบคำร้องมีดังนี้

1. จำเลยทั้งสองไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ซึ่งเห็นได้เป็นประจักษ์จากคำสั่งให้ประกันตัวในคดีภูเขียวของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ที่ระบุว่า “ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน”

2. การที่จำเลยยังคงถูกคุมขังอยู่ในคดีนี้ มิใช่เป็นเพราะมีพฤติการณ์หลบหนีหรือฝ่าฝืนคำสั่งศาล หากแต่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ความร่วมมือต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเป็นฝ่ายยื่นคำร้องขอถอนหลักประกัน และส่งตัวเข้าสู่อำนาจของศาลเองในระหว่างรอคำสั่งขอประกันตัวจากศาลฎีกา

3. หากศาลอาญาอนุญาตให้ทั้งสองได้ประกันตัวในคดีนี้ จำเลยทั้งสองย่อมถูกส่งตัวกลับเข้าสู่อำนาจของศาลจังหวัดภูเขียวและจะสามารถดำเนินการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และทำสัญญาประกันได้ และเมื่อทั้งสองคนได้รับอิสรภาพในระหว่างพิจารณาคดีแล้ว ทั้งสองย่อมสามารถเดินทางกลับเข้าร่วมการพิจารณาคดีของศาลอาญาในวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ได้ทันอย่างแน่นอน โดยไม่มีเหตุขัดข้องหรือส่งผลให้คดีเกิดความล่าช้าแต่อย่างใด

ต่อมาในเวลาประมาณ 17.30 น. ของวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ศาลอาญาได้ยกคำร้องขอประกันตัวทั้งสองในคดีนี้ โดยระบุเหตุผลว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ลงนามผู้ทำคำสั่ง ได้แก่ รัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล

.

เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ทั้งสองยังไม่ได้รับอิสรภาพในระหว่างการพิจารณาคดี ถึงแม้ว่ามีคำสั่งให้ประกันตัวในคดีชุมนุมที่ภูเขียว 

สำหรับกรณีของจตุภัทร์เหลือเพียง 1 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว คือคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ 

ทั้งนี้เมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 จตุภัทร์ถูกสั่งฟ้องในคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ จากการชุมนุมร่วมกับกลุ่มพีมูฟในประเด็นเรื่องที่ดินป่าไม้ ต่อศาลแขวงดุสิต ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันในคดีนี้แล้ว

ส่วนอรรถพลยังเหลืออีก 4 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ในจำนวนนี้มี 3 คดีที่เคยได้รับการประกันตัวก่อนหน้านี้ มีเพียงคดีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาในระหว่างช่วงที่เขาถูกจองจำ แต่คดีก็ยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์

X