เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2568 หลัง “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ถูกส่งตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ มายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการสืบพยานที่ศาลอาญาระหว่างวันที่ 24-26 ก.ย. 2568 ในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 ทนายความได้เข้าเยี่ยมเพื่อปรึกษาแนวทางการฎีกาในคดีมาตรา 112 ของศาลจังหวัดภูเขียว หลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112
.
ไผ่และครูใหญ่แจ้งทนายความว่า เขาต้องการให้เผยแพร่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้มากที่สุด เพราะเห็นว่าการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 นั้นไม่เป็นเหตุเป็นผลเพียงพอที่จะพิพากษาลงโทษพวกเขา โดยเฉพาะข้อความที่ว่า
.
“ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง จําเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 29 ปี และ 31 ปี ตามลําดับ แสดงว่า จําเลยที่ 1 และที่ 2 เกิดในรัชกาลที่ 9 และอยู่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นรัชกาลปัจจุบัน คํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมสื่อให้ผู้ฟังเห็นถึงเจตนาภายในของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าหมายถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นหลัก”
.
ซึ่งไผ่และครูใหญ่เปิดเผยว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการตีความคำปราศรัยของเขาจากการดูอายุว่าเขาเกิดในรัชกาลใดและอยู่อาศัยต่อมาในรัชกาลใด
.
ทั้งสองได้เล่าให้ทนายฟังด้วยว่า พวกเขาได้เขียนข้อความบางส่วนของคำพิพากษาข้างต้นลงในเสื้อของผู้ต้องขังสีฟ้า โดยไผ่วาดภาพเสื้อด้านหลังให้ดู เสื้อของไผ่เป็นตัวอักษร BP 112 (มาจาก Baipai) ขณะที่เสื้อของครูใหญ่ เป็นตัวอักษร KY 112 (มาจาก Kruyai) จากนั้นไผ่ได้ส่งกระดาษให้ครูใหญ่วาดภาพเสื้อด้านหน้าต่อ ซึ่งด้านหน้าอกเสื้อเป็นโลโก้เลข ๙ และเลข ๑๐ ซ้อนกัน พร้อมข้อความ “ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ และอยู่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ ๑๐”
.
ไผ่เล่าต่ออีกว่า หลังจากที่พวกเขาใส่เสื้อดังกล่าวที่เรือนจำภูเขียว เพื่อนผู้ต้องขังให้ความสนใจเข้ามาอ่านข้อความบนเสื้อของพวกเขาและสอบถามถึงสาเหตุที่พวกเขาต้องเข้าเรือนจำ
.
ทั้งนี้ ไผ่และครูใหญ่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน โดยในวันที่ 3 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุกคนละ 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 (ไผ่) กึ่งหนึ่ง เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 (ครูใหญ่) มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง
.
ภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษา ไผ่และครูใหญ่ได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวรวม 3 ครั้ง แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว โดยอ้างเหตว่า “หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจจะหลบหนี” อย่างไรก็ตาม ไผ่และครูใหญ่ได้ไปตามนัดหมายตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนกระทั่งวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ผ่านมา โดยไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด
อ่านรายละเอียดคำพิพากษาเพิ่มเติม https://tlhr2014.com/archives/78044
