9 วันหลังถูกคุมขัง “ไผ่” ยังคิดถึงการรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ด้าน “ครูใหญ่” ส่งเสียง อยากออกไปหาเสียงเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 หลังยื่นคำร้องขอประกัน “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ระหว่างฎีกาเป็นครั้งที่ 2 ที่ศาลจังหวัดภูเขียว ช่วงบ่ายนายประกันได้เข้าเยี่ยม 2 นักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกขังที่เรือนจำอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ เป็นวันที่ 7 แล้ว ในคดีที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี จากการปราศรัยเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ภูเขียวเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 

ไผ่ในชุดผู้ต้องขังยังมีแววตารื่นเริงอันเป็นบุคลิกประจำตัว ในเรือนจำเขาเตรียมความคิดกับร่างกายให้พร้อมเสมอที่จะออกไปทำงานรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญต่อ ส่วนครูใหญ่สีหน้าเรียบเฉยผิดไปจากปกติด้วยในใจลึก ๆ มีความกังวลถึงภาระที่เคยแบกรับอยู่ ทั้งสองยังคงคาดหวังถึงอิสรภาพจากการยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 แม้มีเค้าลางว่าไม่ง่าย ทั้งคู่ยังคงสนใจติดตามและมีความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมือง โดยไผ่เห็นว่า “คนที่ควรจะติดคุกมากที่สุดคือ คนทำรัฐประหาร ไม่ใช่นายกฯ ที่ถูกรัฐประหาร”

.

ศาลฎีกายังคงไม่ให้ประกัน แม้ “ไผ่-ครูใหญ่” เสนอติด EM

ในการยื่นขอประกันครั้งที่ 2 นี้ ในคำร้องได้เสนอเงื่อนไขเพิ่มเติมจากการยื่นในครั้งแรกตามที่ทั้งสองต้องการว่า ยินยอมให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และให้ศาลตั้งผู้กำกับดูแล รวมถึงอ้างเหตุผลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการเจ็บหลังของครูใหญ่ กับอ้างถึงคำสั่งให้ประกันของศาลฎีกาในคดีอื่นที่มีโทษมากกว่าโทษของทั้งสองคน ทั้งยังย้ำถึงการที่ทั้งสองต้องไปสืบพยานที่กรุงเทพฯ ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมันของครูใหญ่ ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม ศาลจังหวัดภูเขียวมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันให้ศาลฎีกาพิจารณา และวันต่อมา (10 ก.ย. 2568) ศาลฎีกายังคงมีคำสั่งไม่ให้ประกันไผ่และครูใหญ่ ระบุว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุที่อ้างตามคำร้องประกอบของผู้ขอประกันที่ขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา มิใช่เหตุผลอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง” 

ทำให้ไผ่และครูใหญ่ยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอภูเขียวต่อไป

. 

หากไม่ได้ประกัน อยากย้ายไปกรุงเทพฯ เหตุเรือนจำภูเขียวแออัด “ไผ่” ยังคิดถึงการรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ด้าน “ครูใหญ่” ส่งเสียง อยากออกไปหาเสียงเลือกตั้ง 

9 ก.ย. 2568 หลังจากนั่งรอสักพักทั้งสองคนก็เดินออกมา ไผ่อยู่ในชุดผู้ต้องขังเสื้อสีฟ้ากางเกงขาสั้นสีดำ แววตายังมีความรื่นเริงอันเป็นบุคลิกประจำตัว ส่วนครูใหญ่ใส่เสื้อผู้ต้องขังสีน้ำตาล สีหน้าเรียบเฉยผิดไปจากปกติที่เคยเห็น ทั้งสองคนตัดผมสั้นเกรียนแล้ว เมื่อสอบถามไผ่บอกว่าเพิ่งตัดเมื่อเย็นวาน  

หลังแจ้งผ่านสายโทรศัพท์ในห้องเยี่ยมเรื่องการยื่นประกันครั้งที่ 2 ทั้งสองคนต่างบอกว่า หากศาลฎีกายังไม่ให้ประกัน ให้ทนายความดำเนินการถอนประกันและขอตัวเบิกตัวไปสืบพยานในคดีทั้งสองดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

ไผ่บอกว่าที่อยากย้ายไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพราะว่าห้องขังที่นี่แออัดมาก ทั้งสภาพโดยรวมของเรือนจำและห้องขังที่เขานอน หลายคืนที่ผ่านมาห้องขังที่เขาอยู่มีผู้ต้องขังนอนอยู่ด้วยกัน 6 คน เต็มที่ก็จะนอนได้ 8-10 คน แต่ในวันนี้จะมีผู้ต้องขังเข้าใหม่มา ต้องนอนอัดกันถึง 12 คน ซึ่งแออัดมาก ตอนแรกก็พออยู่ได้ แต่ถ้าต้องนอนอัดกันขนาดนี้เขาไม่โอเค และอยากให้รีบย้าย 

นอกจากนี้ส้วมในห้องขังก็ตัน ราดไม่ลง ไผ่ได้แจ้งให้ผู้คุมช่วยมาแก้ไข แต่ผู้คุมไม่สนใจ ทำให้ผู้ต้องขังก็ต้องปัสสาวะและอุจจาระทับ ๆ กันลงไป โดยที่ไม่สามารถราดให้ลงไปได้ 

สำหรับความคิดและจิตใจโดยรวม ไผ่เล่าว่า สิ่งที่คิดถึงมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ แฟน ครอบครัว และการรณรงค์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่ม IPAM โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนก่อนการยุบสภา ซึ่งหากเขาไม่ถูกขัง ตอนนี้เขาก็ต้องร่วมอยู่ในคาราวานรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญในภาคเหนือ  

สิ่งที่ทำได้ขณะไร้อิสรภาพในตอนนี้คือ อ่านหนังสือ ผมกำลังอ่านเรื่องสิทธิพลเมืองของสถาบันพระปกเกล้า กำลังจะจบเล่มแล้ว แล้วก็ออกกำลังกาย เราต้องเตรียมความคิดและร่างกายให้พร้อมเสมอที่จะออกไปทำงานเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป” ไผ่กล่าวอย่างหนักแน่น

ก่อนเล่าต่อว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ “พี่ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ “พี่เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือกฎหมายนิรโทษกรรม มาเยี่ยม มีเรื่องอยากคุยด้วย โดยได้ใส่ชื่อทั้งสองคนลงในรายชื่อผู้มีสิทธิเยี่ยมแล้ว

สุดท้ายเมื่อถามถึงสิ่งที่ไผ่อยากสื่อสารกับสาธารณะต่อการที่เขาต้องกลายมาเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองอีกครั้ง ไผ่ตอบด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะว่า “ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9” อันเป็นเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกมาอ้างในการพิพากษาให้ไผ่และครูใหญ่ผิดมาตรา 112

ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังถึงข่าวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549 ต้องกลับเข้าเรือนจำ โดยให้จำคุก 1 ปี ไม่นับรวม 120 วันที่พักรักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจ ว่า “คนที่ควรจะติดคุกมากที่สุดคือ คนทำรัฐประหาร ไม่ใช่นายกฯ ที่ถูกรัฐประหาร แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่เคยติด แม้แต่กลุ่มคนที่เชียร์รัฐประหาร มีแต่ฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้นที่ติดคุก”

.

สำหรับครูใหญ่ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำ แต่ครั้งก่อนเขาถูกขังเพียง 2 วัน 1 คืน ครั้งนี้ดูจะเป็น ‘ขังจริง’ ที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ประกันเมื่อไหร่ ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยเขากลับบอกว่า “ยังโอเคทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ต้องเป็นห่วง”

ครูใหญ่ขยายความว่า เรื่องอาหารการกินข้างในนี้ไม่มีปัญหา ข้าวกินได้ กับข้าวไม่อร่อย แต่ดีที่มีของเยี่ยม แม้ว่าจะไม่ค่อยอร่อยเหมือนกัน แต่ก็ทำให้ได้กินหลากหลายขึ้น ส่วนเสื้อผ้าและทรงผมสั้นเกรียน โดยเฉพาะสีน้ำตาลของเสื้อผู้ต้องขังก็เป็นสิ่งที่คุ้นเคยอยู่แล้ว

สิ่งที่ปรับตัวได้ยากก็คือเวลานอน ปกติเขาจะนอนตีสองถึงตีสาม พอเข้ามาอยู่ข้างใน ไผ่นอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม ทำให้เขาต้องปรับเวลานอน แต่ยังทำไม่ได้ ไฟก็เปิดสว่าง กว่าจะหลับก็เที่ยงคืน 

ส่วนอาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกทับเส้น ซึ่งวันที่เข้าเรือนจำนั้นเขาได้ถือถุงยาที่ต้องกินประจำติดตัวมาด้วย ครูใหญ่เล่าว่า ยาถูกยึดไปหมดตอนตรวจร่างกายก่อนเข้าเรือนจำ แต่ทางเรือนจำก็จัดมาให้ใหม่ เป็นยาตัวเดิมแต่คนละยี่ห้อ ทำให้ยังได้กินยาต่อเนื่อง ขาดแต่ยาฉีด อาการปวดจึงทรง ๆ ไม่ได้ปวดมากขึ้น ซึ่งเขาเองก็พยายามทำกายภาพรักษาตัวเองอยู่ด้วย

แต่สิ่งที่เป็นกังวลของครูใหญ่และคิดถึงมากที่สุดขณะถูกคุมขังในเรือนจำก็คือ เรื่องภาระที่เขาเคยแบกอยู่ ทั้งร้านอาหาร “ไคอยู่ Cool Bar” และค่าใช้จ่ายในครอบครัว

ครูใหญ่เล่าอีกว่า เขายังไม่สามารถทำให้ชีวิตในเรือนจำดูมีความหมายได้ ตอนนี้เขาก็อยู่ไปวัน ๆ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่านหนังสือ เล่านิทานหรือตำนาน และ “จกตา” หรืออำกันไปมากับเพื่อนผู้ต้องขัง

หนังสือที่อ่านอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องราวสมัยปรีดี พนมยงค์ แต่ที่ครูใหญ่อยากได้มาอ่านมาท่องกันลืม คือ “มนต์พิธี” เล่มสีเหลือง ของ พระครูสมุห์เอี่ยม 

นอกจากนี้ ในเรือนจำมีการเปิดละครให้ดู เพื่อนผู้ต้องขังดูเรื่อง “ผาแดงนางไอ่” แล้วไม่เข้าใจ ครูใหญ่ก็จะเล่าให้ฟังเพิ่มเติม สลับกับเปิดหนังจีนที่ผู้คุมโหลดมา แต่ไม่มีรายการข่าว

กิจกรรมอย่างอื่น ๆ ของเรือนจำก็มีการสวดมนต์วันละ 2 ครั้งตอนตี 5 และ 4 โมงเย็น โดยเรือนจำจะเปิดเทปเป็นเสียงพระสวดมนต์นำ ให้ผู้ต้องขังสวดตาม ซึ่งครูใหญ่มีความเห็นว่า เสียงสวดมนต์และทำนองสวดยังไม่ไพเราะ 

แม้ว่าในเรือนจำจะไม่มีข่าวให้ดู แต่ความสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองทำให้ครูใหญ่และไผ่มักจะสอบถามข่าวคราวจากผู้คุมและคนที่ไปเยี่ยมเสมอ 

ก่อนโทรศัพท์จะถูกตัดเพราะหมดเวลาเยี่ยมครูใหญ่ฝากข้อความถึงเพื่อนฝูงภายนอกว่า “กูอยากออกไปหาเสียง กูอยากออกไปเลือกตั้ง”

.

วันที่ 11 ก.ย. 2568 หลังทราบผลการยื่นประกันครั้งที่ 2 นายประกันเข้าเยี่ยมอีกครั้ง ไผ่และครูใหญ่ทราบคำสั่งศาลฎีกาแล้ว เนื่องจากศาลจังหวัดภูเขียวส่งคำสั่งมาแจ้ง ทั้งสองยืนยันความประสงค์อีกครั้งให้ทนายความดำเนินการถอนประกันและขอตัวเบิกตัวไปสืบพยานในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมัน โดยเร็วที่สุด 

ไผ่ระบุเพิ่มเติมว่า หากยื่นประกันในคดีนี้ครั้งใหม่ อยากให้เน้นเหตุผลว่า จำเลยไม่เคยมีความคิดหรือแนวทางที่จะหลบหนี “ชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ให้ประกัน 1 ปี หลังศาลอุทธรณ์ให้ประกันจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เราก็ไม่เคยหลบหนี ปี 59 ในคดี 112 ของผม ผมก็ไม่เคยหนี ยินดีรับโทษ ผมไม่เคยมีความคิดที่จะหลบหนีเลย” 

นอกจากนี้ ไผ่ยังอัพเดตสถานการณ์ในเรือนจำว่า หลังเขาพยายามเจรจากับผู้คุมเรื่องการขังอย่างแออัดและร้องเรียนเรื่องส้วม ทำให้ผู้คุมกระจายผู้ต้องขังเข้าใหม่ไปยังห้องขังอื่น และแก้ปัญหาเรื่องส้วมให้แล้ว  

.

ดู รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมือง

X