‘ไผ่ – ครูใหญ่’ ยังไม่ได้ออกจากเรือนจำ แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวคดีภูเขียว ม.112 กรณีหลัก แต่คดีอื่น “ยกคำร้อง”

ตั้งแต่วันที่ 12 – 16 มี.ค. 2569 ทนายความยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จำนวน 2 คดี และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ จำนวน 5 คดี ที่เคยถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกไประหว่างถูกคุมขังเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมูลเหตุที่ยื่นประกันตัวนั้นสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุมปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว 

สำหรับการยื่นประกันตัวจตุภัทร์ 2 คดี ได้แก่ คดีม.112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร (ศาลอาญายกคำร้องประกันตัว ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว) และคดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย (ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัว)

ส่วนอรรถพล ยื่นประกันตัว 5 คดี ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร (ศาลอาญายกคำร้องประกันตัว ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว), คดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ26ตุลา เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน (ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง), คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ (ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ต่อมาศาลฎีกายกคำร้อง) และคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” (ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ต่อมาศาลฎีกายกคำร้อง) และคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง (รอวางเงินประกัน)

โดยสรุปแล้ว ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะได้ประกันตัวในคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว แล้วก็ตาม และแม้จะเป็นคำสั่งของศาลฎีกา แต่ในคดีอื่น ๆ ที่มีหมายขังอยู่ ศาลกลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว 

สำหรับกรณีของจตุภัทร์เหลือเพียง 1 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว คือคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ 

ส่วนอรรถพลยังเหลืออีก 4 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ทั้งที่ในจำนวนนี้มี 3 คดีที่เคยได้รับการประกันตัวก่อนหน้านี้ มีเพียงคดีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาในระหว่างช่วงที่เขาถูกจองจำ แต่คดีก็ยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์

.

หลังจาก “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ถูกคุมขังในชั้นฎีกามาเป็นระยะเวลา 6 เดือนเศษ  เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 โดยระบุคำสั่งว่า

“จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน และโทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยไม่สูงมากนัก เมื่อพิจารณาประกอบกับระยะเวลาที่จำเลยต้องขังมาแล้วจนถึงวันยื่นคำร้องนี้ หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา 

“ตีราคาประกันคนละ 500,000 บาท โดยให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท โดยมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (หรือกำไล EM) และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร”

แม้ศาลฎีกาจะอนุญาตให้ประกันตัวในคดีดังกล่าว แต่ทั้งสองคนยังไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากยังมีคดีที่ถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกอยู่อีกหลายคดี ซึ่งในวันที่ 12-13 มี.ค. 2569 ทนายความได้ทยอยยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ต่อ

.

กรณีของ “ไผ่” จตุภัทร์ ยังมีคดีที่มีหมายขังอยู่จำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ของศาลอาญา และคดีมาตรา 116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย และ #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น เมื่อปี 2563 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ทนายความจึงยื่นประกันตัว โดยระบุเหตุผลประกอบคำร้องว่าจตุภัทร์ได้รับการประกันตัวในคดีมาตรา 112 ของศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว จึงประสงค์ขอประกันตัวในคดีดังกล่าวด้วย

1. คดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย 

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจตุภัทร์ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และก่อนหน้านี้ได้รับประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ แต่ภายหลังจากที่จตุภัทร์ถูกคุมขัง นายประกันจึงได้ยื่นคำร้องขอถอนประกันในคดีดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 ทนายความยื่นประกันตัวจตุภัทร์ ซึ่งคำร้องถูกศาลจังหวัดขอนแก่นส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณา

ในวันเดียวกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตลอดมาจนถึงชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไม่สูงมากนัก 

“เมื่อพิจารณาประกอบกับในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดีมาตรา 112 ของศาลจังหวัดภูเขียว และในคดีดังกล่าวจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ขอประกันของจำเลยจึงขอถอนหลักประกันคดีนี้ ต่อมาคดีของศาลจังหวัดภูเขียว ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างฎีกาในคดีดังกล่าว 

“ในคดีนี้ หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือ ภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกันห้าแสนบาท โดยให้วางหลักประกันสองแสนห้าหมื่นบาทและร่วมกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนปล่อยตัว ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป หากจำเลยไม่ยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ยกคำร้อง”

2. คดี ม.112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

สำหรับคดีนี้ จตุภัทร์ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมา ได้มีการถอนประกันไปหลังจากจตุภัทร์ถูกขัง ต่อมาในวันที่ 13 มี.ค. 2569 ทนายความยื่นประกันตัวไผ่ในคดี ม.112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ต่อศาลอาญา

ในวันเดียวกัน ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ข้อกล่าวหาตามฟ้องมีลักษณะเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อพิจารณาประกอบข้อคัดค้านของพนักงานอัยการโจทก์ และข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยยังถูกฟ้องดำเนินคดีในลักษณะการกระทำทำนองเดียวกันกับคดีนี้อีกด้วย นอกจากนี้ศาลได้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องในคดีนี้ไว้แล้ว หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจหลบหนี หรือจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีในศาลได้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ให้ยกคำร้อง” ชยกมล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่ง

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ประกันตัว ต่อมาในวันที่ 19 มี.ค. 2569 นายประกันไปฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ พบว่ามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคล อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุชุมนุม “รวมพลแห่เทียน ขับไล่เสนียดจัญไร ออกไป” ของศาลแขวงพระนครเหนือ ซึ่งคดีนี้ไผ่ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 24 วัน แต่จากการตรวจสอบพบว่าปัจจุบันถูกขังครบตามโทษแล้ว จึงไม่ต้องยื่นประกันคดีนี้อีก

.

ในส่วน “ครูใหญ่” อรรถพล ยังมีคดีที่มีหมายขังอยู่อย่างน้อย 5 คดี ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ของศาลอาญา, คดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ26ตุลา เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน ของศาลอาญากรุงเทพใต้, คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ของศาลอาญากรุงเทพใต้, คดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุติดตามการจับกุม “นิว สิริชัย” หน้าสภ.คลองหลวง ของศาลจังหวัดธัญบุรี

1. คดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ26ตุลา เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน 

คดีนี้ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้อรรถพลได้รับประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี แต่ภายหลังจากอรรถพลถูกขัง จึงได้ยื่นคำร้องขอถอนประกันไปเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2568 

ต่อมาในวันที่ 12 มี.ค. 2569 ทนายความยื่นประกันตัวอรรถพลต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในวันเดียวกันนั้น ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่พนักงานศาลเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจำเลย แล้วพบว่ามีประวัติกระทำความผิดและถูกดำเนินคดีอาญาหลายคดี เฉพาะคดีที่ศาลนี้ พบว่าจำเลยต้องโทษพิพากษาให้จำคุกในคดี ม.112 เหตุปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 ขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่าได้รับประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดีดังกล่าว มีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง 

ลงนามคำสั่งโดย สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์ 

จากคำสั่งดังกล่าว จึงต้องรอให้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวในทั้งสองคดีดังกล่าวก่อน จึงจะมีการยื่นประกันตัวในคดีนี้ใหม่

2. คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมวันที่ 18 พ.ย. 2563 แยกราชประสงค์ 

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ให้จำคุก 3 ปี และนับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีของศาลจังหวัดภูเขียว ซึ่งสำหรับคดีนี้ได้ยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 นับว่าเป็นการยื่นประกันตัวครั้งแรกตั้งแต่มีคำพิพากษา โดยสุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์ ผู้พิพากษามีคำสั่งว่า “ส่งศาลอุทธรณ์โดยเร็ว”

ในวันที่ 13 มี.ค. 2569 นายประกันไปฟังคำสั่ง พบว่าศาลอุทธรณ์​มีคำสั่งลงวันที่ 12 มี.ค. 2569 ให้ยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

หลังฟังคำสั่ง จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวทันที ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 15 มี.ค. 2569 ให้ยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี และให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นซึ่งมีลักษณะเป็นการกระทำผิดเช่นเดียวกับคดีนี้ หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ เชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

3. คดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” 

คดีนี้สืบเนื่องจากเหชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 โดยศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาไปเมื่อปี 2566 ให้จำคุก 9 เดือน และปรับ 525 บาท ในฐานความผิดใช้กำลังประทุษร้ายฯ โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ ตามมาตรา 215, กีดขวางทางสาธารณะฯ ตามมาตรา 385 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ โดยได้รับประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

ภายหลังจากอรรถพลถูกคุมขัง นายประกันจึงได้ถอนประกันในคดีนี้ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 จากนั้นได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยสุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์ ผู้พิพากษามีคำสั่งว่า “ส่งศาลอุทธรณ์โดยเร็ว”

ในวันที่ 13 มี.ค. 2569 นายประกันไปฟังคำสั่ง พบว่าศาลอุทธรณ์​มีคำสั่งลงวันที่ 12 มี.ค. 2569 ให้ยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำตามที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

หลังฟังคำสั่ง จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวทันที ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 15 มี.ค. 2569 ให้ยกคำร้อง ระบุว่า“พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง มีการทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่และมีการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ โดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ประกอบกับศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ เชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

4. คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร 

สำหรับคดีนี้ อรรถพลได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาได้มีการถอนประกันไปหลังจากอรรถพลถูกขัง 

ในวันที่ 13 มี.ค. 2569 ทนายความยื่นประกันตัวในคดีนี้  ก่อนศาลอาญามีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยระบุเช่นเดียวกับจตุภัทร์ว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ข้อกล่าวหาตามฟ้องมีลักษณะเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อพิจารณาประกอบข้อคัดค้านของพนักงานอัยการโจทก์ และข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยยังถูกฟ้องดำเนินคดีในลักษณะการกระทำทำนองเดียวกันกับคดีนี้อีกด้วย นอกจากนี้ศาลได้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องในคดีนี้ไว้แล้ว หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจหลบหนี หรือจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีในศาลได้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ให้ยกคำร้อง” ชยกมล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่ง

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ประกันตัว ต่อมาในวันที่ 19 มี.ค. 2569 นายประกันไปฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ พบว่ามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคล อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

5. คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุติดตามการจับกุม “นิว สิริชัย” หน้า สภ.คลองหลวง 

สำหรับคดีนี้ ทนายความและนายประกันได้ถอนประกันอรรถพลไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 ได้ไปยื่นคำร้องขอประกันตัวคดีนี้ แต่เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าคดีนี้ไม่ต้องยื่นประกันตัวอีกครั้ง เนื่องจากอรรถพลเคยได้รับประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีแล้ว เพียงแต่ให้วางเงินประกันในคดีนี้ใหม่ หลังจากที่ทุกคดีของอรรถพลได้รับการประกันตัวหมดแล้ว

X