| หมายเหตุ : 1. ข้อมูลสถิติการยื่นประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่งในรายงานฉบับนี้ ติดตามเฉพาะผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ หรือต้องเข้าเรือนจำระหว่างรอคำสั่งศาล ยังไม่นับรวมกรณีที่ผู้ที่ได้รับการประกันตัวอยู่แล้วในกระบวนการพิจารณาคดีต่าง ๆ (ชั้นสอบสวน, สั่งฟ้อง, ชั้นศาล) 2. เป็นข้อมูลสถิติการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2569 |
ข้อมูลจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้ต้องขังทางการเมืองในเรือนจำอย่างน้อย 61 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีอย่างน้อย 22 คน หากพิจารณาเปรียบเทียบกับช่วงสิ้นปี 2568 ซึ่งมีผู้ต้องขังเดิมจำนวน 55 คน ต่อมามีผู้ถูกปล่อยตัวจากการถูกขังครบโทษ 1 คน จึงเหลือผู้ต้องขังเดิม 54 คน
ตลอด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีผู้ถูกคุมขังเพิ่มเข้ามาใหม่ 7 คน ส่งผลให้มียอดผู้ต้องขังทางการเมืองสะสมรวม 61 คน (ทั้งนี้ ในวันที่เผยแพร่รายงานฉบับนี้ จำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองลดลงเหลือ 52 คน เนื่องจากได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ โดยไม่มีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีได้รับการปล่อยตัวด้วยสิทธิประกันตัวแต่อย่างใด)
สำหรับผู้ต้องขังที่ถูกขังใหม่ในปี 2569 จำนวน 7 คน ได้แก่ “ภราดร” (นามสมมติ), “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, ยศวริศ ชูกล่อม, สุข พลตื้อ, “กวี” (นามสมมติ), “วุฒิภัทร” (นามสมมติ) และ “สิงโต” (นามสมมติ) ในจำนวนนี้มี 2 รายที่เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี คือ “ภราดร” ถูกขังระหว่างพิจารณาคดี และพรหมศร ถูกขังระหว่างชั้นฎีกา
สถานการณ์ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีและการคุมขังที่ยาวนานขึ้นนี้ สะท้อนประเด็นสำคัญถึง “สิทธิในการประกันตัว” ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลยเพื่อออกมาต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม ตามหลักการ “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด” ซึ่งถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ แต่ทว่าในทางปฏิบัติแล้วสำหรับผู้ต้องขังทางการเมือง การยื่นประกันตัวในครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงถูกปฏิเสธมากกว่า 91% ของการยื่นประกันตัวทั้งหมด
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีการยื่นคำร้องขอประกันตัว และยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง รวมแล้วอย่างน้อย 108 ฉบับ ในจำนวน 30 คดี (โดยแบ่งเป็นคำร้องขอประกันตัว 84 ฉบับ และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว 24 ฉบับ)
จากจำนวนที่ยื่นต่อศาลทั้งหมด 108 ฉบับนั้น พบว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเพียง 6 ฉบับ (หรือคิดเป็นร้อยละ 5.56) ในจำนวน 4 คดี และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว 99 ฉบับ (หรือคิดเป็นร้อยละ 91.67) ในจำนวน 26 คดี ส่วนอีก 3 ฉบับนั้น ศาลไม่ได้ทำคำสั่งและระบุว่าให้รอวางเงินประกัน1 ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือศาลมีคำสั่งให้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมก่อนพิจารณาสั่ง
| การยื่นคำร้องขอประกันตัว | จำนวน (สัดส่วน) |
| จำนวนการยื่นคำร้องรวม (ทุกชั้นศาล) | 108 ฉบับ |
| ศาลอนุญาตให้ประกันตัว | 6 ฉบับ (คิดเป็น 5.56 %) |
| ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง (ไม่อนุญาต) | 99 ฉบับ (คิดเป็น 91.67 %) |
| อื่น ๆ | 3 ฉบับ (คิดเป็น 2.78 %) |
จากตารางข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า อัตราการอนุญาตประกันตัวในกลุ่มผู้ต้องขังระหว่างต่อสู้คดีที่ถูกคุมขังไปแล้วมีสัดส่วนที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับจำนวนการยื่นทั้งหมด ผู้ต้องขังบางรายมีการยื่นคำร้องซ้ำมากกว่า 5-10 ครั้งในรอบครึ่งปี แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ยังคงจบลงด้วยคำสั่งเดิมว่า “ยกคำร้อง”
.
6 ฉบับที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว แต่ยกคำร้องคดีอื่น ผู้ต้องขัง 4 คน ไม่ได้ออกจากเรือนจำ
ตลอดครึ่งปี 2569 ที่ผ่านมา พบว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสิ้น 6 ฉบับ ใน 4 คดี ของผู้ต้องขังจำนวน 4 คน ได้แก่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา แต่ทั้งสี่คนยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากมีคดีอื่น ๆ ที่ถูกคุมขังอยู่ด้วย โดยปรากฏว่าคดีอื่น ๆ ศาลกลับยกคำร้องประกันตัวในบางคดี แต่อนุญาตให้ประกันตัวในบางคดี
- กรณี “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์
ทั้งสองคนได้รับประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่อำเภอภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 โดยทั้งสองคนถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 หลังฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์และไม่ได้รับประกันตัวในระหว่างฎีกา
จากนั้นเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว2 โดยมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (หรือกำไล EM) และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
นอกจากคดีหลักที่ได้ประกันตัวแล้ว จึงมีการยื่นประกันตัวจตุภัทร์ในคดีที่มีหมายขังอยู่อีก 3 คดี ได้แก่ คดีแรก คดีมาตรา 116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่าคดีของศาลจังหวัดภูเขียวได้รับประกันตัวแล้ว โดยกำหนดเงื่อนไขเช่นเดียวกันกับคดีของศาลจังหวัดภูเขียว
คดีที่สอง คดี ม.112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ศาลยังคงมีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว โดยระบุ เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ถึงแม้ในบางคำร้องได้ขอให้ศาลมีการไต่สวน, ยินยอมติดกำไล EM, ใช้ตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือตำแหน่งทนายความของมารดาจตุภัทร์ ในการขอประกันตัว
และคดีที่สาม คดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เหตุชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล หลังยื่นประกันตัวครั้งแรก ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี
กล่าวโดยสรุปสำหรับกรณีของจตุภัทร์ เขาเหลือหมายขังอยู่เพียง 1 คดี คือ คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด แม้แต่ก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ และถอนประกันตัวเองไประหว่างถูกขังก็ตาม

ส่วน “ครูใหญ่” อรรถพล มีหมายขังอีก 5 คดี แบ่งออกเป็น คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น ได้แก่ (1) คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว โดยระบุเหตุผลเช่นเดียวกับกรณีจตุภัทร์ว่า เกรงว่าจะหลบหนี, (2) คดี ม.112 เหตุชุมนุม #ม็อบ26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563 พบว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยอ้างว่าจำเลยอาจหลบหนี และ (3) คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง คดีนี้รอวางเงินประกันใหม่ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี
ส่วนอีกสองคดี เป็นคดีที่อยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ได้แก่ (4) คดี ม.112 เหตุปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และสุดท้าย (5) คดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” ทั้งสองคดีศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยอ้างว่าจำเลยอาจหลบหนี (ต่อมาคดีลำดับที่ 5 นี้ พบว่าจำเลยถูกขังจนครบกำหนดโทษแล้ว)
โดยสรุปสำหรับกรณีของอรรถพลได้ว่า นอกจากคดีของศาลจังหวัดภูเขียวและศาลจังหวัดธัญบุรีที่ได้รับการประกันตัวแล้ว เหลืออีกสามคดีที่มีหมายขัง ศาลยกคำร้องประกันตัวทั้งหมด
- กรณี “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน
สำหรับ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 ซึ่งเธอถูกขังอยู่ 2 คดี เริ่มจากคดีแรกจากเหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 8 ข้อความ ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 8 ปี 48 เดือน และถูกขังตั้งแต่นั้นเรื่อยมา ส่วนคดีที่สอง จากเหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน
พบว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวคดีมาตรา 112 ในคดีที่สอง จึงยื่นประกันตัวในคดีแรกที่เธอถูกขังต่อ แต่ศาลยังคงมีคำสั่งยกคำร้อง จึงทำให้เธอยังถูกคุมขังต่อไป

- กรณี “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา
กรณีของ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ที่ถูกคุมขังด้วยคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2567 ตามคำพิพากษาจำคุก 1 ปี 7 เดือน ถูกคุมขังครบกำหนดโทษในวันที่ 7 ก.ค. 2569 จึงมีการยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่มีหมายจำคุกอยู่ ซึ่งเป็นทั้งคดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ คดีที่เขายื่นถอนประกันเองและยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น
พบว่าคดีมาตรา 112 ที่ณวรรษถูกพิพากษาจำคุกและอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว3 ส่วนคดีที่เขาถอนประกันไประหว่างถูกคุมขัง ศาลชั้นต้นกลับยังมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว รวมถึงกรณีที่ศาลอาญามีคำสั่งให้นำหลักฐานการได้รับอภัยโทษฯ มาแสดงต่อศาล จึงทำให้ยังถูกคุมขังต่อไป (จากนั้นต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ยังไม่อนุญาตให้ประกันตัวเป็นคดีสุดท้าย)

.
จากกรณีดังกล่าว พบว่าในครึ่งแรกของปี 2569 มีเพียง 1 คดีที่ศาลมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง (ก่อนหน้านี้ยกคำร้องประกันตัว แต่ภายหลังจากการยื่นประกันซ้ำหลายครั้ง ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นอนุญาตให้ประกันตัว) คือ คดีมาตรา 112 ของจตุภัทร์และอรรถพล กรณีปราศรัยที่ภูเขียว โดยก่อนหน้านี้เคยมีการยื่นประกันตัวจตุภัทร์ 6 ฉบับ และอรรถพล 5 ฉบับ และศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องมาโดยตลอด แต่เมื่อมีการยื่นขอประกันตัวจตุภัทร์เป็นฉบับที่ 7 และอรรถพลเป็นฉบับที่ 6 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคน
| ผู้ต้องขัง | คดีที่ได้รับการประกันตัว | คดีที่ไม่ได้ประกันตัว | สถานะปัจจุบัน |
| “ไผ่” จตุภัทร์ | 1. คดี ม.112 ปราศรัยที่ภูเขียว (คดีหลักที่ถูกขัง) 2. คดี ม.116 ชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย (คดีถอนประกันตัวเอง) 3. คดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล (ถูกสั่งฟ้องระหว่างถูกขัง) | 1. คดี ม.112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร (คดีถอนประกันตัวเอง) | ยังไม่ถูกปล่อยตัว |
| “ครูใหญ่” อรรถพล | 1. คดี ม.112 ปราศรัยที่ภูเขียว (คดีหลักที่ถูกขัง) 2. คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง (คดีถอนประกันตัวเอง) | 1. คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร (คดีถอนประกันตัวเอง) 2. คดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน (คดีถอนประกันตัวเอง) 3. คดี ม.112 เหตุปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ (คดีที่ถูกลงโทษจำคุกโดยศาลชั้นต้น) 3. คดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” (คดีถอนประกันตัวเอง – ปัจจุบันถูกขังครบโทษแล้ว) | ยังไม่ถูกปล่อยตัว |
| “อาย” กันต์ฤทัย | 1. คดี ม.112 เหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ (คดีที่ถูกจำคุก) | 1. คดี ม.112 เหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 8 โพสต์ (คดีที่ถูกจำคุก) | ยังไม่ถูกปล่อยตัว |
| “แอมป์” ณวรรษ | 1. คดี ม.112 เหตุชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน ปี 2564 (คดีถอนประกันตัวเอง) 2. คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร (คดีถอนประกันตัวเอง) | 1. คดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ปี 2563 (คดีถอนประกันตัวเอง) | ถูกขังครบโทษในคดีหลักแล้ว แต่ยังไม่ถูกปล่อยตัว |
.
‘99 ฉบับ’ ที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว: ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
คำสั่ง 99 ฉบับที่ศาลยกคำร้องขอประกันตัว พบว่าในภาพรวมเหตุผลที่ศาลมักระบุ คือ “ข้อหามีอัตราโทษสูง และพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง”, “เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี” และ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
การยื่นคำร้องของผู้ต้องขังทางการเมืองได้อธิบายเหตุผลและข้อเท็จจริงยืนยันว่าต้องการที่จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ อีกทั้งยังไม่มีเหตุและพฤติการณ์ใด ๆ ที่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ที่ศาลจะสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวได้ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว ได้แก่ ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี, จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน, จะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น, ผู้ร้องขอประกันหรือหลักจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนหรือการดำเนินคดี รวมทั้งแม้มีการร้องขอให้ไต่สวนคำร้องขอประกันตัวในหลายกรณี ศาลก็ไม่เคยมีคำสั่งให้ไต่สวนแต่อย่างใด
ขณะที่การอ้างถึงเหตุ “เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี” นั้น แทบทั้งหมดคำสั่งศาลไม่ได้ระบุถึงพฤติการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงว่าจำเลยรายต่าง ๆ นั้นมีพฤติการณ์จะหลบหนีอย่างไร เพียงแต่ใช้ “ความร้ายแรง” ของข้อกล่าวหา, อัตราโทษสูง, พฤติการณ์ในคดีที่เป็นข้อกล่าวหา หรือเหตุที่ศาลล่างได้ลงโทษจำคุกไว้ แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ตาม มาสร้างตรรกะอธิบายเป็นเหตุที่เกรงว่าจำเลยจะหลบหนีเอาไว้
นอกจากนั้น ผู้ต้องขังบางรายได้เสนอเงื่อนไขต่อศาลที่เป็นการจำกัดสิทธิของตน เพื่อเป็นหลักประกันและยืนยันว่า “จำเลยจะไม่หลบหนี” เช่น การยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM), การแต่งตั้งผู้กำกับดูแล, ไม่เดินทางออกนอกประเทศ หรือไม่ออกจากที่อยู่อาศัย แต่ในภาพรวมแล้วในกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังอยู่ ศาลก็ยังคงมีคำสั่งยกคำร้องเช่นเดิม

คำสั่งของศาลที่มักระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” อาจสะท้อนให้เห็นว่าว่า แม้จำเลยยื่นเสนอเหตุผลและข้อเท็จจริงประกอบคำร้องขอประกันตัวเพิ่มเติมเท่าไร แต่ก็ยังไม่ถูกนำมาพิจารณาว่าเป็น “ข้อเท็จจริงสำคัญ” ที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของศาลที่ปฏิเสธไปก่อนหน้า หรือแม้การยื่นคำร้องซ้ำในคดีเดิม ศาลก็มักอ้างอิงเหตุผลหลักในการที่สั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวที่ใช้ในครั้งแรก อย่างเช่น เกรงว่าจะทำซ้ำในลักษณะเดิม พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี
ในบางกรณีที่จำเลยยื่นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาการป่วยหรือปัญหาทางสุขภาพ ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องในทุกกรณี โดยระบุคำสั่งว่า จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว อย่างในกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน4 ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 110 ที่ระบุในคำร้องขอประกันตัวเกี่ยวกับอาการป่วยที่เคยเป็นโรคฝีในตับ และมีอาการเจ็บบริเวณตับ ปัสสาวะไม่สุด โดยคาดว่าอาจเกี่ยวกับการถูกคุมขังที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
ส่วนคำสั่งในทำนองว่า การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ที่เคยปรากฏในคำสั่งยกคำร้องประกันตัวเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ในปีนี้ยังปรากฎคำสั่งในลักษณะดังกล่าวอยู่บ้าง โดยพบในคำสั่งประกันตัวคดีของ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน5, คดีของอานนท์ นำภา6, คดีของจตุภัทร์และอรรถพล7 ซึ่งทั้งหมดเป็นคดีตามมาตรา 112
นอกจากนั้น การที่ศาลปฏิเสธการอธิบายเหตุผลในคำสั่งยกคำร้องประกันตัวอย่างชัดเจน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำถึงความยากลำบากในการต่อสู้คดีของจำเลย อย่างเช่น ในกรณีของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ที่ได้ยื่นขอประกันตัวพร้อมขอให้ศาลไต่สวนเพื่อแต่งตั้งผู้กำกับดูแล แต่ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง8 โดยระบุว่า “ยังไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ”
ในเวลาต่อมา ทนายความได้ยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาชี้แจงเหตุผลเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ปรากฏรายละเอียดเพียงพอที่จะทำให้จำเลยสามารถเข้าใจได้ว่า ศาลมีเหตุผลประการใดจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไต่สวน โดยศาลฎีกามีคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว คำสั่งศาลฎีกาแจ้งชัดแล้ว ไม่มีเหตุให้ต้องชี้แจงเหตุผลคำสั่งดังกล่าวตามที่ร้องขอ”
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าในสถานการณ์ที่จำเลยพยายามยื่นขอประกันตัวโดยอาศัยเหตุผลและเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น การแต่งตั้งผู้กำกับดูแล, การติดกำไล EM คำสั่งของศาลมักเป็นไปในลักษณะไม่ได้ให้เหตุผลไว้อย่างชัดแจ้งว่า เหตุใดจึงไม่พิจารณามาตรการต่าง ๆ ตามที่ฝ่ายจำเลยร้องขอ หรือแม้แต่สั่งให้มีการไต่สวนประกอบการพิจารณาคำร้อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม (Right to Fair Trial) เนื่องจากการไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน ทำให้จำเลยไม่สามารถเสนอข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของศาลที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวได้
.
มีหลายกรณีของผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ที่พบว่าลักษณะคำสั่งศาลมักเป็น “ตราปั๊มสำเร็จรูป” ซึ่งพิมพ์เนื้อหาเตรียมไว้แล้ว มีเพียงการเว้นช่องว่างให้เติมข้อมูลด้วยปากากเพียงเล็กน้อย (พบที่ศาลอาญาเป็นหลัก) สะท้อนให้เห็นว่า คำสั่งของศาลในลักษณะดังกล่าวอาจขาดความเฉพาะตัว เนื่องจากคำสั่งถูกพิมพ์ไว้ล่วงหน้าโดยเน้นเหตุผลกว้าง ๆ ไม่ได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงใหม่ หรือเงื่อนไขในการประกันตัวที่รัดกุมขึ้น อีกทั้งเมื่อคำสั่งเป็นแบบสำเร็จรูป จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมคำร้องและข้อเสนอของจำเลยจึงยังไม่เพียงพอ
หรือแม้กระทั่งในกรณีของจตุภัทร์ ที่มีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ตามคำสั่งศาลฎีกาในคดีของศาลจังหวัดภูเขียว แต่กลับพบว่า ศาลได้ใช้ตราปั๊มสำเร็จรูป สั่งยกคำร้องประกันตัว แม้จำเลยไม่ได้ยื่นขอประกันตัวก็ตาม โดยภายหลังจากจำเลยและทนายความทักท้วง ศาลได้มีการทำคำสั่งเพิ่มเติมให้ยกคำร้องการติดกำไล EM ดังกล่าว ก่อให้เกิดคำถามว่าศาลได้พิจารณาคำร้องของฝ่ายจำเลยจริงหรือไม่
ภาพคำสั่งศาลอาญา กรณีที่ยื่นคำร้องขอติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้แก่จตุภัทร์และอรรถพล ตามคำสั่งประกันตัวของศาลฎีกา
ส่วนผู้ต้องขังในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะมีคำสั่งประกันตัวในลักษณะการพิมพ์คำสั่งเป็นรายคดี หากพิจารณาในคำสั่งที่ศาลยกคำร้องแล้วจะพบว่า คำสั่งมีลักษณะที่เป็นรูปแบบ (pattern) เช่น “ข้อหามีอัตราโทษสูง” “พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง” “เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี” “จำเลยให้การรับสารภาพ” หรือ “ศาล (ศาลชั้นต้น/ศาลอุทธรณ์/ศาลฎีกา) เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไว้ชัดแจ้งแล้ว และผู้ร้องไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” โดยรูปแบบคำสั่งนั้นไม่ต่างจากปี 2568 และปีอื่น ๆ ที่ผ่านมา
การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีในชั้นต่าง ๆ ขัดต่อหลักการ “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์” เนื่องจากทำให้ไม่ได้รับสิทธิในการออกมาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว มากไปกว่านั้นคือการสูญเสียโอกาสและเวลาที่ถูกคุมขังไประหว่างถูกคุมขัง หากผลสุดท้ายคือคดีมีคำพิพากษายกฟ้อง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีของ “แดง ชินจัง” ที่ถูกกล่าวหาในคดีเกี่ยวกับวัตถุระเบิดจากเหตุชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2557 โดยเมื่อปี 2567-2568 ที่ผ่านมา เขาถูกขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นเวลา 1 ปี 1 เดือนเศษ ศาลยกคำร้องประกันตัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเหตุผลว่า พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรงและจำเลยอาจหลบหนี ทำให้เขาไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัวออกมาต่อสู้คดี จนสุดท้ายเขาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องครบ 5 คดี ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าเขาถูกขังจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตนเองบริสุทธิ์ ไม่ใช่หลักการที่ว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจําเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่อย่างใด

.
ระหว่างศาลปฏิเสธสิทธิประกันตัว นำไปสู่การคุมขัง “ระหว่างพิจารณาคดี” ที่ยาวนานแค่ไหน ?
จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีอย่างน้อย 22 คน ซึ่งในจำนวนนี้คิดเป็นร้อยละ 91.3 (หรือ 21 คน) ที่ถูกขังข้ามปีมาตั้งแต่ปี 2566-2568
จำนวน 3 คนที่ถูกคุมขังยาวมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งถูกขังมาแล้วโดยเฉลี่ยประมาณเกือบ 3 ปี และอีก 5 คน ที่ถูกขังยาวมาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งถูกขังมาแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ส่วนอีก 12 คน เป็นผู้ต้องขังที่ถูกขังในปี 2568 ถูกขังมาแล้วโดยเฉลี่ยหลักเดือนจนไปถึงเกือบจะหนึ่งปีเต็มแล้ว และ 2 คนเป็นผู้ต้องขังที่เพิ่งถูกขังใหม่ในปี 2569
บางคดีจำเลยรอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างค่อนข้างยาวนาน เช่น คดีของอัฐสิษฎ ที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 รอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาเกือบ 2 ปีครึ่งแล้วจากที่ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ก็ยังไม่มีนัดฟังจนถึงปัจจุบัน
หรืออย่างในกรณีวีรภาพ วงษ์สมาน ที่ยื่นขอถอนอุทธรณ์ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบันเขายังรอฟังคำสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ของศาล ทำให้คดียังไม่สิ้นสุดลง แม้ใกล้ครบกำหนดโทษจำคุกในช่วงเดือนกันยายน 2569 นี้แล้ว ทำให้เขาสูญเสียโอกาสได้รับการลดหย่อนโทษ หรือพิจารณาตามเกณฑ์อภัยโทษในช่วงที่ถูกคุมขังเรื่อยมา
มากกว่าตัวเลขของระยะเวลา คือวันเวลาในชีวิตที่ถูกพรากไป การเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ดูแลครอบครัว และสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น ๆ เช่น สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม สิทธิในการศึกษา และสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้ง รวมทั้งการออกเสียงลงประชามติที่ผ่านมา
คำถามที่ว่า การคุมขังนั้นยาวนานแค่ไหนนั้น อัฐสิษฎได้ระบุว่า เรือนจำไม่มีปฏิทินติดทุกจุด และไม่มีนาฬิกาให้ดู ผู้ต้องขังแต่ละคนต้องหาทางรับรู้เวลาด้วยตัวเอง และสำหรับตัวเขาเอง เขาสังเกตวันที่จากบิลรายการสินค้าที่กดสั่งซื้อในเรือนจำ พอมองเห็นวันที่เขาก็มีคำถามที่ตามมาว่า “นี่มัน 1 ปีแล้วเหรอ เราอยู่มานานขนาดนี้แล้ว?”
ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ที่ศาลยังคงปฏิเสธสิทธิประกันตัว
| ปีที่เริ่มถูกคุมขัง | รายชื่อผู้ต้องขัง (จำนวนอย่างน้อย) |
| ปี 2566 | 3 คน: สุขสันต์, อานนท์ นำภา และ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน |
| ปี 2567 | 5 คน: อัฐสิษฎ, เชน ชีวอบัญชา หรือ “ขุนแผน”, เงินตา คำแสน หรือ “มานี”, “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา |
| ปี 2568 | 12 คน: “แบงค์” ณัฐพล, “วิจิตร” (นามสมมติ), ณัฐสุต, พรชัย, วีรยุทธ, “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, เอกชัย หงส์กังวาน, “ฟราซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ, ชนาธิป และ ภาณุภัทร์ |
| ครึ่งแรกของปี 2569 | 2 คน: “ภราดร” (นามสมมติ) และ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี |
.
สถานการณ์และหมุดหมายสำคัญในครึ่งปีแรก: “คืนสิทธิเพื่อออกเสียง” ช่วงเลือกตั้ง ก.พ. 2569
ช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2569 มีการยื่นประกันตัวกลุ่มผู้ต้องขังจำนวน 15 คน ในคดีข้อหามาตรา 110, มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และคดีเกี่ยวกับการชุมนุมทะลุแก๊ส เพื่อให้ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 เนื่องจากการถูกคุมขังส่งผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งและสิทธิออกเสียงลงประชามติ ซึ่งเป็นสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน และเพื่อยืนยันว่าศาลได้ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองของจำเลย ซึ่งยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายังคงยกคำร้องการประกันตัวทุกฉบับ โดยระบุเหตุผลเดิมว่า “ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง” ทำให้ไม่มีผู้ต้องขังได้รับสิทธิประกันตัวออกมาเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติ
อ่านเสียงสะท้อนจากผู้ต้องขังทางการเมือง ที่ไม่สามารถออกไปร่วมใช้สิทธิใช้เสียง และความคาดหวังต่าง ๆ ที่อยากเห็นจากโอกาสทางการเมือง ได้ที่นี่

.
นอกจากนี้ยังมีกรณีของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ถูกขังระหว่างชั้นฎีกาในคดี ม.112 กรณีทำกิจกรรมหน้า สภ.คลองหลวง โดยถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุก 2 ปี 10 เดือน เขาตัดสินใจอดอาหารประท้วง เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวทั้งสิ้น 10 วัน (9 – 18 มี.ค. 2569) ซึ่งในระหว่างนั้นศาลก็ยกคำร้องประกันตัว ฟ้าจึงตัดสินใจยุติการอดอาหารในเวลาต่อมา (และเริ่มอดอาหารอีกครั้งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569)
.
บทสรุปครึ่งปีแรก และแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569: ไม่มีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีได้ปล่อยตัว ผู้ต้องขังอาจถูกคุมขังยาว
คำสั่ง “ยกคำร้อง” ประกันตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความพยายามในการนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่หรือเสนอเงื่อนไขต่อศาล ก็ยังไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จนทำให้ผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนถูกขังระหว่างพิจารณาคดียาวนานหลายปี
นอกจากนั้นการถูกยกคำร้องประกันตัว ส่งผลให้คดีความก็สิ้นสุดลงในเวลาต่อมา ในสองรูปแบบคือ หนึ่ง “ไม่ได้ประกันตัวยาวนาน จนมีคำพิพากษาชั้นฎีกา (คดีสิ้นสุด)” ในส่วนนี้ผู้ต้องขังถูกขังยาวตั้งแต่หลังฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์และถูกยกคำร้องประกันตัว แม้มีความพยายามในการยื่นประกันตัวซ้ำหลายครั้ง แต่ก็ถูกยกคำร้องทุกครั้งจนคดีสิ้นสุดเมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมา
กรณีล่าสุดคือทิวากร วิถีตน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ยื่นประกันตัวไปทั้งสิ้น 14 ครั้ง (ครั้งล่าสุดยื่นเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 25699) และเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนจำคุก 6 ปี คดีจึงสิ้นสุดลงทันที
ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งคือ “ตัดสินใจไม่สู้คดีต่อ” เป็นกรณีที่ผู้ต้องขังตัดสินใจถอนอุทธรณ์หรือถอนฎีกาคดีหลังไม่ได้ประกันตัว และเห็นว่าเวลาที่ถูกคุมขังนั้นเนิ่นนานยาวออกไป เช่น กรณีของวีรภาพ หรือตัดสินใจให้คดีสิ้นสุดตั้งแต่เริ่มถูกคุมขัง เพื่อรอการลดหย่อนโทษ กรณีล่าสุดคือ “สิงโต” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อหลังจากศาลฎีกายกคำร้องประกันตัว
ในรอบครึ่งปี 2569 ไม่มีผู้ต้องขังทางการเมืองระหว่างพิจารณาคดีได้ปล่อยตัวจากเรือนจำจากการได้ประกันตัวแม้แต่คนเดียว หากแต่มีเพียงผู้ต้องขังที่ได้ปล่อยตัวจากการคุมขังครบกำหนดโทษ (รวมถึงกรณีที่ได้ปล่อยตัวในเดือนกรกฎาคม 2569 จากการเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ)
สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับอนุญาตประกันตัวจำนวน 4 คนในช่วงครึ่งปีแรก ก็ยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากแม้จะได้รับโทษครบในคดีหลักที่ถูกขังหรือได้รับประกันตัวจากศาลสูงแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังคงยกคำร้องในอีกคดีที่เคยยื่นถอนประกัน ซึ่งสถานการณ์ในลักษณะดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา กับกรณีของ โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง10 และ ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา11
แนวโน้มสถานการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากยังมีคดีที่ยังไม่สิ้นสุดอยู่อีกอย่างน้อย 582 คดี และจะมีคำพิพากษาจากศาลสูงทยอยออกมาในแต่ละเดือน คาดว่าอาจมีจำนวนผู้ต้องขังทางการเมือง รวมถึงผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม รวมทั้งสถานการณ์การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ปัจจุบันยังคงเดินหน้าแบบเลือกปฏิบัติ โดยไม่ครอบคลุมคดีข้อหามาตรา 112 แต่อย่างใด
.
สถิติการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2569
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมือง 2569
อ้างอิง
- คดีหมายเลขดำที่ อ.2249/2567 ศาลจังหวัดธัญบุรี ของอรรถพล บัวพัฒน์ หลังจากทนายความยื่นประกันตัว เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าคดีนี้ไม่ต้องยื่นประกันตัวอีกครั้ง เนื่องจากอรรถพลเคยได้รับประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีแล้วและได้ยื่นถอนประกัน เพียงแต่ให้วางเงินประกันในคดีนี้ใหม่ ↩︎
- คำสั่งศาลฎีกา ลงวันที่ 11 มี.ค. 2569 อนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์และอรรถพล ในคดีหมายเลขดำที่ อ.224/2565 ระบุคำสั่งว่า “จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน และโทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยไม่สูงมากนัก เมื่อพิจารณาประกอบกับระยะเวลาที่จำเลยต้องขังมาแล้วจนถึงวันยื่นคำร้องนี้ หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาประกันคนละ 500,000 บาท โดยให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท โดยมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร” ↩︎
- คำสั่งศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2569 อนุญาตให้ประกันตัวณวรรษ คดีหมายเลขดำที่ อ.2204/2567 ระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยที่ 2 กระทำการอันมีลักษณะเช่นเดียวกับการกระทำที่ถูกฟ้อง ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล แจ้ง สตม.ทราบ” โดยให้วางเงินประกัน 300,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ↩︎
- คำสั่งศาลฎีกา ลงวันที่ 1 เม.ย. 2569 ยกคำร้องประกันตัวเอกชัย หงส์กังวาน ในคดีหมายเลขดำที่ อ.778/2564 ของศาลอาญา ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วยจำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้วจึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง” ↩︎
- คำสั่งศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 31 ม.ค. 2569 ยกคำร้องประกันตัวกันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1262/2566 ของศาลอาญา ระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าร้ายแรง ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 8 ปี 48 เดือน หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ทั้งศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าป่วยและการรักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ทำให้อาการของจำเลยแย่ลงนั้น จำเลยสามารถร้องขอให้กรมราชทัณฑ์ดำเนินการตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 ได้ เหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง” ↩︎
- คำสั่งศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 31 ม.ค. 2569 ยกคำร้องประกันตัวอานนท์ นำภา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.910/2567 ของศาลอาญา ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องมีลักษณะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง” ↩︎
- คำสั่งศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 17 มี.ค. 2569 ยกคำร้องประกันตัวจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และอรรถพล บัวพัฒน์ ในคดีหมายเลขดำที่ อ.287/2564 ของศาลอาญา ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”
และคำสั่งศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 24 เม.ย. 2569 ยกคำร้องประกันตัวจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ยื่นเฉพาะจตุภัทร์) ในคดีหมายเลขดำที่ อ.287/2564 ของศาลอาญา ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำของจำเลยที่เจ็ดกับพวกตามฟ้องอาจก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบเป็นวงกว้างนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งโจทก์คัดค้านการปล่อยชั่วคราวหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่เจ็ดจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่เจ็ดในระหว่างพิจารณามาแล้วและเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”
↩︎ - ศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 27 มี.ค. 2569 ยกคำร้องประกันตัวพรหมศร วีระธรรมจารี ในคดีหมายเลขดำที่ อ.472/2568 ของศาลจังหวัดธัญบุรี ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ยังไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง” ↩︎
- คำสั่งศาลฎีกาลงวันที่ 3 พ.ค. 2569 ยกคำร้องประกันตัวทิวากร คดีหมายเลขดำที่ อ.399/2564 ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของจำเลยแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง” ↩︎
- เมื่อปี 2568 “เก็ท” โสภณ ได้มีการยื่นประกันตัวในมาตรา 112 จำนวน 3 คดี ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของ “บุ้ง เนติพร” โดยศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดี ม.112 จากกรณีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โดยให้วางหลักทรัพย์ 200,000 บาท แต่ในอีก 2 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยในกิจกรรม “ทัวร์มูล่าผัว” และคดีปราศรัยในกิจกรรมวันแรงงานสากล ซึ่งอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุคำสั่ง “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” โดยภายหลังได้ยื่นขอประกันตัว 2 คดีนี้อีกครั้งในวันคล้ายวันเกิดของเก็ท แต่พบว่าศาลอุทธรณ์ยังคงมีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัวเช่นเดิม ↩︎
- เมื่อปี 2568 “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยใน #ม็อบ13กุมภา64 ได้ยื่นประกันตัวในคดีมาตรา 112 จำนวน 5 คดี ที่เขาถูกคุมขังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีในช่วงที่มีประกาศ พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2568 โดยศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลจังหวัดธัญบุรี มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวใน 3 คดี คือ แต่ในอีกสองคดี คือคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ศาลอาญามีคำสั่งให้นำหลักฐานการเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฏ. ดังกล่าวมาแสดง จึงจะพิจารณาสั่งต่อไป แต่ในภายหลังเรือนจำตรวจสอบพบว่าเขายังไม่เข้าเกณฑ์อภัยโทษในคดีที่สิ้นสุดแล้ว ทำให้แอมป์ยังถูกจำคุกต่อ ↩︎

