ในวันที่ 31 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา ในคดีของ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กส่วนตัวบริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามกับสำนักงานอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 ผ่าน และถูกตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 และพาตัวไปยัง สน.พญาไท ก่อนนำตัวไป บช.ปส. ซึ่งไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ และปฏิเสธให้ทนายความเข้าพบในช่วงแรก โดยอ้างว่ารอคำสั่ง “นาย”
คดีนี้ อัยการโจทก์ยื่นฟ้องทั้งหมด 4 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3), “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ตามมาตรา 138, “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368
ทานตะวันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยในช่วงปี 2566-2569 รวมทั้งสิ้น 7 นัด โดยสรุปแล้วโจทก์อ้างว่าจำเลยกล่าวพาดพิง ดูหมิ่น หรือด้อยค่าสถาบันฯ ขณะไลฟ์สดซึ่งยืนอยู่ใกล้เส้นทางขบวนเสด็จ อาจกระทบต่อความปลอดภัย และฝ่าฝืนคำเตือนของเจ้าหน้าที่ ทั้งยังใช้กำลังขัดขวางการจับกุม
ฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า ถ้อยคำในการไลฟ์สดเป็นการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสามารถทำได้ภายใต้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จุดที่จำเลยยืนไลฟ์สดไม่ใช่เส้นทางขบวนเสด็จ และไม่ได้ขัดขวางหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะจับกุม แต่ดิ้นรนเพราะการจับกุมไม่แจ้งว่าจะนำตัวไปที่ใด
นอกจากนั้น คดีนี้เป็นเหตุให้ทานตะวันถูกคุมขังในเรือนจำทั้งสองครั้ง และทั้งสองครั้งเธอได้อดอาหารประท้วง โดยครั้งแรกถูกคุมขังช่วงปี 2565 เป็นเวลา 37 วัน จากการที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกัน และครั้งที่สองเมื่อปี 2566 ทานตะวันได้แสดงเจตจำนงถอนประกันตนเองพร้อมกับ “แบม” เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาลและเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมือง โดยเธออดอาหารประท้วงอีกครั้งเป็นเวลา 53 วัน
ก่อนฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 ส.ค. 2569 ชวนย้อนอ่านเหตุการณ์และบันทึกการสืบพยานในคดีนี้
.
“ตะวัน” ถูกจับกุมโดยไม่แจ้งว่าจะนำตัวไปไหน ไม่ให้ทนายเข้าพบ – ถูกถอนประกัน และถอนประกันตนเอง เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันผู้ต้องขังการเมือง
5 มี.ค. 2565 ทานตะวันได้ไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กส่วนตัวอยู่บริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามกับสำนักงานอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ต่อมาได้มีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ รวมกันกว่า 50 นาย ทยอยกันเข้ามาล้อมตัวเธอและพยายามไม่ให้ไลฟ์สด อ้างว่าจะมีขบวนเสด็จผ่าน จากนั้นถูกจับกุมขึ้นรถตำรวจโดยอ้างว่าเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
ทานตะวันถูกนำตัวไปยัง สน.พญาไท เธอไม่ยินยอมลงจากรถตำรวจเพราะยืนยันว่าตนไม่ได้กระทำความผิดใด ทำให้ถูกเจ้าหน้าที่ชายนอกเครื่องแบบเข้ากระชากโทรศัพท์มือถือของเธอที่ไลฟ์สดอยู่ จากนั้นถูกนำตัวไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ในระยะแรกตำรวจไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าพบหรือติดต่อใด ๆ อ้างว่าต้องรอคำสั่ง “นาย” ทั้งที่เป็นสิทธิของผู้ถูกจับกุม
ในวันดังกล่าว ทานตะวันถูกแจ้ง 2 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 368 และ ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138 โดยที่ตำรวจเริ่มจัดทำบันทึกการจับกุมก่อนที่ทนายความจะได้เข้าพบทานตะวัน ทั้งนี้เธอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุม เนื่องจากเจ้าพนักงานได้ยึดโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่แจ้งว่าจะพาตัวผู้ถูกจับกุมไปที่ใด
ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 01.00 น. ทานตะวันยังไม่ถูกปล่อยตัว โดยตำรวจอ้างว่ายังไม่ได้ตรวจร่างกายของผู้ต้องหา และต้องตรวจสอบว่ายังมีการกระทำเข้าข่ายข้อหาอื่น ๆ หรือไม่ เบื้องต้นพบว่าเธอมีบาดแผลรอยช้ำบริเวณแขนข้างขวาจากการถูกจับกุม
ภาพรอยบาดแผลจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
6 มี.ค. 2565 ทานตะวันถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมใน 3 ข้อกล่าวหา ได้แก่ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3) และในวันรุ่งขึ้น (7 มี.ค. 2565) พนักงานสอบสวนยื่นขอฝากขังต่อศาลอาญา ศาลอนุญาตให้ฝากขัง และอนุญาตให้ประกันตัวหลังทนายความยื่นประกันตัวพร้อมกำหนดเงื่อนไข เช่น ห้ามกระทำในลักษณะแบบเดียวกันกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ พร้อมกับให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) จึงทำให้ทานตะวันถูกปล่อยตัว
ทั้งนี้ ระหว่างที่ทานตะวันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ บช.ปส. พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เข้าแจ้งข้อกล่าวหาในอีกคดีหนึ่ง ในข้อหามาตรา 112 จากกรณีกิจกรรมทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ซึ่งในวันต่อมา (8 มี.ค. 2565) ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเช่นกัน
.
20 เม.ย. 2565 ศาลอาญามีคำสั่งเพิกถอนประกัน สืบเนื่องจากกรณีที่ตำรวจยื่นขอให้ถอนประกัน จากการโพสต์และแชร์ข้อความในเฟซบุ๊กและขับรถเข้าใกล้พื้นที่ที่มีขบวนเสด็จ ทำให้ทานตะวันถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง และเธอเริ่มอดอาหารประท้วงเป็นวันแรก
25 พ.ค. 2565 ระหว่างถูกคุมขัง พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีนี้ในทั้งหมด 4 ข้อกล่าวหาข้างต้นต่อศาลอาญา
26 พ.ค. 2565 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว หลังมีการไต่สวนคำร้องขอประกันตัว โดยใช้ตำแหน่งผู้แทนราษฎร (สส.) ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล รวมถึงให้แต่งตั้งพิธาเป็นผู้กำกับดูแล และตั้งเงื่อนไขอื่น ๆ รวมถึงห้ามออกนอกเคหสถานตลอด 24 ชั่วโมง (สิ้นสุดการคุมขังและอดอาหารรวม 37 วัน)
9 ม.ค. 2566 ศาลอาญานัดไต่สวนถอนประกัน โดยระบุว่าจากในคดีของเก็ทและใบปอ เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมเป็นผู้ขอให้มีการเพิกถอนประกัน พยานเอกสารในคดีดังกล่าวปรากฏว่าตะวันเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุมในระหว่างการประชุม APEC 2022 ด้วย ศาลจึงเห็นว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขประกันตัวจึงมีคำสั่งนัดไต่สวน แต่อัยการโจทก์และทนายความไม่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวว่ามีการฝ่าฝืนเงื่อนไขอย่างไร เนื่องจากไม่ใช่คดีเดียวกัน ศาลจึงให้เลื่อนนัดไต่สวนไปเป็นวันที่ 1 มี.ค. 2566 ก่อนจะยกเลิกนัดในภายหลัง
.
16 ม.ค. 2566 ทานตะวันแสดงเจตจำนงขอถอนประกันตนเองในคดีนี้พร้อมกับ “แบม” อรวรรณ เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาลและเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังคดีการเมือง และเริ่มอดอาหารและน้ำประท้วงในวันที่ 18 ม.ค. 2566
ต่อมากว่าหนึ่งเดือน ศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งถอนหมายขังของตะวัน-แบม ตามคำร้องของ ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ที่ไปยื่นต่อศาล ส่งผลให้ทั้งสองคนได้รับการประกันตัวโดยไม่มีหลักประกันหรือเงื่อนไข ทั้งทนายความ ครอบครัว และจำเลยทั้งสองไม่ทราบ ภายหลังการได้รับการปล่อยตัวทั้งสองจึงออกจาก รพ.ธรรมศาสตร์ ไปประท้วงอดอาหารต่อเนื่องที่บริเวณหน้าศาลฎีกา เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2566 เพื่อเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังคดีการเมืองที่ยังเหลืออยู่ในเรือนจำ จนยุติการอดอาหารประท้วงเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2566 (รวมแล้วอดอาหารทั้งสิ้น 53 วัน)
อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ทานตะวันได้รับการปล่อยตัว เธอไม่ได้ไปรายงานตัวต่อศาล แต่ระหว่างนั้นก็ไปศาลในนัดสืบพยานทุกนัด และศาลไม่เคยออกหมายจับแต่อย่างใด จนกระทั่งเธอถูกคุมขังอีกครั้งในอีกคดีหนึ่ง (คดีมาตรา 116 ที่ถูกกล่าวหาว่าบีบแตรใส่ขบวนเสด็จพระเทพฯ) ตำรวจได้ไปยื่นขอถอนประกันทานตะวันในคดีนี้อีกครั้ง โดยอ้างเหตุจากการบีบแตรใส่ขบวนเสด็จ ศาลยกคำร้องเนื่องจากทานตะวันได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข จนกระทั่งวันที่ 18 เม.ย. 2567 ศาลได้สอบถามทานตะวันผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างถูกขังที่เรือนจำ และได้ออกหมายขังไว้ ต่อมาเธอได้รับประกันตัวในคดีนี้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2567 พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไล EM (ปัจจุบันศาลอนุญาตให้ถอดแล้ว หลังจากติดยาวนานกว่า 1 ปี 8 เดือน)
หลังจากนั้น มีประชาชนทั่วไปชื่อว่า วีระพุทธิรัน วีนาซีมูทู ยื่นคำร้องขอถอนประกันตัวทานตะวันอีกครั้ง สืบเนื่องจากกรณีที่มีบุคคลไปร่วมกิจกรรมแปะรูปภาพวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่บริเวณป้ายคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนที่วันที่ 14 พ.ย. 2567 ศาลอาญาได้ยกคำร้อง เนื่องจากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นว่าบุคคลตามภาพถ่ายเป็นจำเลย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM: ศาลอนุญาตถอดกำไล EM ของ “ตะวัน” หลังใส่นาน 1 ปี 8 เดือน จนเกิดแผลอักเสบที่ข้อเท้า ขณะยังมีผู้ต้องใส่ในคดีทางการเมืองอีกอย่างน้อย 15 คน
เรื่องราวการต่อสู้ของตะวัน: ชวนย้อนการต่อสู้เพื่อใช้ชีวิตธรรมดา: เมื่อ “ทานตะวัน” พยายามเขียนคำร้องขอออกจากบ้าน
.
.
ภาพรวมการสืบพยาน
คดีนี้มีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 7 นัด ในระหว่างปี 2566-2569 แบ่งเป็นสืบพยานฝ่ายโจทก์ 5 นัด และสืบพยานฝ่ายจำเลย 2 นัด
ฝ่ายโจทก์ สืบพยานในระหว่างวันที่ 8-10 และ 16 ส.ค. 2566 และ 14 พ.ค. 2567 มีพยานโจทก์เข้าสืบจำนวน 13 ปาก ดังต่อไปนี้
- ร.ต.อ.ชาญวิทย์ กฤติยาเมธากุล และ พ.ต.ท.สำเนียง โสธร (พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ผู้แจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน)
- พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี (รองผู้กำกับการสืบสวน สน.นางเลิ้ง หัวหน้าชุดสืบสวนหาข่าวในที่เกิดเหตุและแจ้งข้อหามาตรา 112)
- พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ (ผู้กำกับการ สน.นางเลิ้ง ในขณะเกิดเหตุ)
- พ.ต.ท.บุญโปรด แสงทับทิม (ปฏิบัติหน้าที่อารักขารักษาความปลอดภัยในวันเกิดเหตุ)
- ร.ต.อ.หญิง ดาราณี ตุ๊ประทีป (หัวหน้าชุดควบคุมฝูงชนหญิง) และ ส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ เดชพิพิฒนวงศ์ (เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนหญิง)
- พ.ต.ท.ภัทร บุญอารักษ์ และ พ.ต.ท.ธีระวัฒน์ อำนาจเจริญยิ่ง (ผู้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊ก)
- พ.ต.ท.หญิง รัฐการ ปานมารศรี (ช่างภาพการแพทย์ผู้ถ่ายภาพบาดแผลจำเลย)
- พล.ร.ต.ทองย้อย แสงสินชัย (พยานความเห็นด้านภาษาและถ้อยคำ)
- ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล (ทนายความ และสมาชิกกลุ่มไทยภักดี ผู้ให้ความเห็นด้านกฎหมาย)
- ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ (สมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ศปปส.)
โดยสรุปแล้วฝ่ายโจทก์พยายามกล่าวหาว่า จำเลยใช้ถ้อยคำพาดพิงถึงสถาบันฯ ในเชิงลบ ดูหมิ่น หรือด้อยค่าในไลฟ์สด โดยเจ้าหน้าที่ได้เตือนให้หยุดหลายครั้งแต่จำเลยไม่เชื่อฟัง และจุดที่จำเลยไลฟ์สดใกล้เคียงกับเส้นทางขบวนเสด็จ อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย ทั้งอ้างว่าจำเลยขัดขวางการจับกุมโดยใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ฝ่ายจำเลย สืบพยานในระหว่างวันที่ 30 ก.ย. 2568 และ 23 มิ.ย. 2569 มีพยานจำเลยเข้าสืบจำนวน 2 ปาก ได้แก่ ทานตะวัน (จำเลย) และ ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า ถ้อยคำในการไลฟ์สดเป็นการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในการจัดการพื้นที่ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ภายใต้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ จุดที่จำเลยยืนไลฟ์สดไม่ใช่เส้นทางที่ขบวนเสด็จผ่าน และไม่ได้ขัดขวางหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะจับกุม แต่ดิ้นรนเพราะการจับกุมไม่แจ้งว่าจะนำไปที่ใด
.
นอกจากนี้ เฉพาะในนัดสืบพยานวันที่ 2 เม.ย. 2568 ศาลมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาคดีที่ระบุว่า ‘ห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี’ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ระบุถึงเหตุผลในการทำคำสั่ง หรือ ขอบเขตการกระทำที่อาจทำให้ถูกดำเนินคดี อีกทั้งในรายงานกระบวนพิจารณาฯ ของนัดสืบพยานก่อนหน้าและหลังจากวันดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏถ้อยคำลักษณะดังกล่าวอีก
.
.
บันทึกสืบพยานโจทก์
2 พนักงานสอบสวน ยืนยันว่าได้แจ้งแค่ข้อหาขัดคำสั่ง-ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ส่วนข้อหา ม.112 เป็นตำรวจท่านอื่นแจ้ง
ร.ต.อ.ชาญวิทย์ กฤติยาเมธากุล และ พ.ต.ท.สำเนียง โสธร พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ตอบอัยการโจทก์ซักถามสอดคล้องกันว่า ในวันเกิดเหตุ 5 มี.ค. 2565 มีการจับกุมทานตะวัน โดยพยานรับแจ้งจากชุดสืบสวนว่า ถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พยานจึงเดินทางไปพบ
พ.ต.ท.สำเนียง เบิกความเพิ่มเติมว่า ได้รับแจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ในเวลา 18.00 น. พบจำเลยบริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน กำลังถ่ายทอดสดน่าจะผ่านทางเฟซบุ๊กแต่จำบัญชีไม่ได้ ขณะที่ถ่ายทอดสดมีการถวายการอารักขาขบวนเสด็จของในหลวงและพระราชินี
ตามกฎหมายแล้ว ขณะมีขบวนเสด็จห้ามไม่ให้ก่อความไม่สงบซึ่งจะผลกระทบต่อความปลอดภัยของพระองค์ เจ้าหน้าที่บอกให้จำเลยหยุด แต่จำเลยไม่หยุด จึงแจ้งจำเลยว่าขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน พยานได้รับบันทึกการจับกุม มีการตรวจยึดโทรศัพท์และได้ถ่ายรูปโทรศัพท์ที่ยึดไว้ เพื่อทำเป็นหลักฐานทางคดี
ทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อเข้าพบจำเลย ก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน มีการลงรายงานบันทึกประจำวันไว้ จากนั้นได้สอบคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธ
พ.ต.ท.สำเนียง เบิกความว่า นอกจากนี้มี พ.ต.ท.จงศักดิ์ รองผู้กำกับการสืบสวน สน.นางเลิ้ง ได้แจ้งข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพิ่มเติม ซึ่งจำเลยก็ให้การปฏิเสธเช่นเดิม
นอกจากนี้ยังได้รับรายงานจากฝ่ายสืบสวนมีการถอดเทปการถ่ายทอดสดของจำเลย พยานได้ไปสถานที่เกิดเหตุ ได้ทำบันทึกสถานที่เกิดเหตุ และทำแผนที่สังเกตการณ์ อัยการให้ พ.ต.ท.สำเนียง ดูรายงานตรวจสอบการเคลื่อนไหวบัญชีเฟซบุ๊ก พยานดูและตอบว่าผู้จัดทำคือฝ่ายสืบสวน ส่วนโทรศัพท์ของกลางได้นำไปตรวจสอบและมีรายงานกลับมา ที่พยานได้รับเป็นรายงานของตำรวจที่ทำการอารักขา เป็นของตำรวจควบคุมฝูงชนที่ปฏิบัติงานในวันดังกล่าว
ทั้งสองเบิกความตรงกันว่า มีตำรวจหญิงได้รับบาดเจ็บและได้ส่งไปตรวจร่างกาย มีเพียง พ.ต.ท.สำเนียง เบิกความว่า จำเลยได้มีแพทย์มาตรวจร่างกายเช่นกัน และพยานได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เฟซบุ๊กที่ได้ส่งไปตรวจสอบเป็นของจำเลย มีผลตรวจสอบประวัติอาชญากรรม มีคลิปที่ชุดสืบสวนส่งมาให้ และพยานได้สอบคำให้การผู้เกี่ยวข้องในคดี ได้ร่วมทำความเห็นควรสั่งฟ้อง ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน, ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน, มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พยานรู้จักจำเลยผ่านสื่อโซเชียลแต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว
ในช่วงทนายจำเลยถามค้าน พ.ต.ท.สำเนียง เบิกความว่า จากการสอบสวนจำเลยไปถ่ายทอดสดบริเวณเกาะกลางหน้ากองทัพบก ถนนราชดำเนิน เวลา 18.00 น. คนเดียว
ทนายจำเลยถามว่า ในวันเกิดเหตุขบวนเสด็จเดินทางจากพระที่นั่งอมรพิมานมณีไปวัดเทพศิรินทร์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าจำไม่ได้ และจำไม่ได้ว่ามีการสอบสวนเส้นทางขบวนเสด็จหรือไม่ พยานไม่ทราบว่าเส้นทางเสด็จจะเลี้ยวซ้ายจากมัฆวานรังสรรค์ เพื่อใช้ถนนผดุงกรุงเกษมหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าเส้นทางนั้นจะผ่านจุดเกิดเหตุหรือไม่
ทนายจำเลยให้พยานดูแผนที่สังเกตการณ์ซึ่งมีจุดดาวเหลืองหมายถึงจุดเกิดเหตุใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ แต่ไม่ทราบว่าจะเป็นจุดที่มีขบวนเสด็จผ่านหรือไม่
พยานจำไม่ได้ว่าในหมายกำหนดการ ขบวนเสด็จจะถึงวัดเทพศิรินทร์เวลา 17.30 น. หรือไม่ แม้ทนายจำเลยให้ดูเอกสารหมายกำหนดการของกองบังคับการตำรวจจราจรก็ไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากพยานไม่เคยเห็นเอกสารนี้และไม่ได้สอบสวนเรื่องนี้ไว้
ทนายจำเลยถามพยานว่าในช่วงเวลา 18.00 น. จุดดาวเหลืองไม่ใช่จุดที่ขบวนเสด็จผ่านใช่หรือไม่ พยานตอบว่า จำไม่ได้แต่ว่าเป็นจุดที่ใกล้เส้นทาง และจำไม่ได้ว่าสอบสวนประเด็นนี้ด้วยหรือไม่ ทนายจำเลยถามว่าตำรวจ 4 นาย ที่พยานสอบสวนได้เบิกความหรือไม่ว่าขบวนเสด็จไม่ผ่านจุดเกิดเหตุ พยานตอบว่าจำไม่ได้ รายละเอียดเป็นไปตามบันทึกคำให้การ
พยานทราบว่า ในช่วงดังกล่าวมีการชุมนุมของเกษตรกรแต่จำสถานที่ไม่ได้ ไม่ทราบว่ามีตำรวจควบคุมฝูงชนไปไล่ผู้ชุมนุมหรือไม่
พยานยืนยันว่า ตามคำให้การมีตำรวจหญิง 4-5 คนที่จับกุมจำเลย แต่ไม่ทราบว่ามีการล็อกคอ แขน เท้า และโยนเข้ารถควบคุมผู้ต้องหา ส่วนเหตุผลที่นำไป บช.ปส. แทนที่จะไป สน.นางเลิ้ง เนื่องจากมีผู้ชุมนุมเยอะ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยต่อตัวจำเลย กลัวว่าผู้ชุมนุมจะเข้ามาบริเวณสถานีตำรวจ
ทนายจำเลยถามว่า การจัดการจราจรช่วงที่มีขบวนเสด็จเป็นหน้าที่ตำรวจไม่ใช่หน้าที่สำนักพระราชวังใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบ ทราบแค่ว่ามีหลายฝ่าย
ส่วน ร.ต.อ.ชาญวิทย์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่เห็นอาการบาดเจ็บจำเลย ไม่ทราบว่ามีการส่งตัวไปรักษา และจะส่งจำเลยไปตรวจหรือไม่ก็ไม่ทราบ
อัยการโจทก์ถามติงเฉพาะ พ.ต.ท.สำเนียง ซึ่งเบิกความว่า ตนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และทราบข้อเท็จจริงเมื่อมาถึง บช.ปส. ตามหลักการถวายความปลอดภัยเจ้าหน้าที่จะยืนอยู่ที่จุดเฝ้าระวัง ซึ่งจุดเกิดเหตุเป็นจุดเฝ้าระวัง พยานไม่เห็นการควบคุมตัวจำเลย แต่ทราบรายละเอียดจากเอกสารที่ตำรวจควบคุมฝูงชนมอบให้
.
ตำรวจสืบสวนรับว่า เข้าร้องทุกข์ข้อหา ม.112 ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง และทานตะวันถูกจับกุมก่อนขบวนเสด็จจะมา
พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รองผู้กำกับการสืบสวน สน.นางเลิ้ง ขณะเกิดเหตุ เบิกความว่า ในวันที่ 5 มี.ค. 2565 มีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังวัดเทพศิรินทร์ในเวลา 17.00 น.
ผู้กำกับการ สน.นางเลิ้ง ได้มอบหมายให้พยานรับผิดชอบในการสืบสวนหาข่าวกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมืองที่อาจจัดกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อขบวนเสด็จ ต่อมาเวลา 18.14 น. ก่อนขบวนเสด็จจะแล่นผ่าน พยานพบเห็นทานตะวัน กำลังเดินไลฟ์สดอยู่บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน ฝั่งสำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก พยานจึงเข้าไปแจ้งว่าใกล้เวลาขบวนเสด็จแล้ว และวิทยุรายงานให้ผู้กำกับการทราบ เมื่อผู้กำกับเดินทางมาถึงได้แจ้งให้จำเลยหยุดไลฟ์สด แต่จำเลยปฏิเสธและยังไลฟ์สดต่อไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่งได้รับรายงานวิทยุว่าขบวนเสด็จเริ่มเคลื่อนแล้ว ผู้กำกับจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนหญิง เข้าควบคุมตัวจำเลยออกจากเส้นทางเพื่อนำตัวไปยัง สน.พญาไท และส่งตัวต่อไปควบคุมยัง บช.ปส.
ภายหลังเกิดเหตุ พยานได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อความไลฟ์สดเฟซบุ๊กและสั่งการให้ ส.ต.ต.อภิวัฒน์ เดชเชียร ถอดเทปบันทึกภาพและเสียงความยาวประมาณ 49 นาที พยานตรวจสอบแล้วเห็นว่า มีข้อความเรื่องม็อบชาวนา พอในหลวงเสด็จก็ไปไล่ออกจากเส้นทาง เป็นการเปรียบเทียบความสำคัญเป็นการด้อยค่า (ศาลบันทึกเพียงว่า ข้อความตรงกันและมีข้อความในทำนองหมิ่นประมาท)
ศาลกล่าวว่า ข้อความจะหมิ่นหรือไม่หมิ่น ศาลจะพิเคราะห์เอาเอง แต่ศาลอยากให้ได้ข้อเท็จจริง
พ.ต.ท.จงศักดิ์ ตอบทนายจำเลยถามค้าน ยอมรับว่า ตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนและทำหน้าที่เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยในข้อหามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ (ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า เป็นการมาตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา)
พยานยอมรับว่าในวันเกิดเหตุ ขบวนเสด็จพระราชดำเนินผ่านบริเวณจุดเกิดเหตุจริงในเวลา 18.20 น. โดยเหตุการณ์ไม่ใช่การควบคุมตัว แต่เป็นการจับกุม สรุปคือจับกุมก่อนขบวนเสด็จ (ศาลบันทึกว่าซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยถูกเข้าควบคุมตัว) และนำตัวออกไปนอกพื้นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี พยานยอมรับว่าในบันทึกจับกุมกลับระบุเวลาจับกุมตัวจำเลยเป็นเวลา 18.30 น. จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ปลูกต้นมะฮอกกานีด้านทางคู่ขนาน ซึ่งตามภาพถ่ายไม่ถือว่าเป็นเกาะกลางถนน แต่เป็นทางเดินเท้าที่ประชาชนทั่วไปใช้สัญจรไปมา
นอกจากนี้ พยานยอมรับว่าก่อนหน้านี้ประมาณ 1 สัปดาห์ มีกลุ่มผู้ชุมนุมชาวนามาปักหลักเรียกร้องรัฐบาลอยู่บริเวณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนิน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปพูดคุยเจรจาขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมย้ายไปปักหลักที่สะพานพระราม 8 โดยอ้างเหตุผลเรื่องขบวนเสด็จ
พยานเบิกความต่อว่า ไม่ได้สั่งย้าย แต่เข้าไปเจรจาม็อบชาวนาก็โยกย้าย พยานไม่ได้เข้าไปเจรจาด้วย แต่สาเหตุที่ไปเจรจาเพราะอยากให้ย้าย ทั้งนี้ ศาลบันทึกว่าทางกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยินยอมย้ายไป แต่หลังจากขบวนเสด็จผ่านไปแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวก็ย้ายกลับมาปักหลักที่เดิม เนื่องจากอยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล และศาลไม่ได้บันทึกที่พยานเบิกความตอบว่า ไม่มีประชาชนที่ไลฟ์สดขณะขบวนเสด็จ
.
ผกก. สน.นางเลิ้ง เบิกความระบุตะวันอยู่ในรายชื่อบุคคลเฝ้าระวัง แต่ยอมรับว่าการไลฟ์สดขณะมีขบวนเสด็จสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด
พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ เบิกความตอบอัยการโจทก์ถามโดยสรุปว่า ขณะเกิดเหตุเป็นผู้กำกับการ สน.นางเลิ้งตั้งแต่ปี 2565 มีหน้าที่จัดแผนถวายอารักขาความปลอดภัยกษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ อารักขาการเสด็จ และจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 เวลา 17.00 น. (ศาลบันทึกว่าเป็นเวลา 17.30 น.) มีกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินี ไปปฏิบัติภารกิจที่วัดเทพศิรินทร์ โดยเส้นทางขบวนเสด็จผ่านเขตรับผิดชอบในพื้นที่ของ สน.นางเลิ้ง บนถนนราชดำเนิน ตั้งแต่แยกมัฆวาน ถนนกรุงเกษม จนถึงสะพานเจริญราษฎร์ เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับ สน.พลับพลาไชย
พยานมีหน้าที่วางกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยในแนวพื้นราบตั้งแต่ถนนราชดำเนินและถนนกรุงเกษม และวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกในการจราจร และวางกำลังฝ่ายสืบสวน เพื่อสืบสวนหาข่าว หาบุคคลที่มีความเคลื่อนไหวซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการถวายความปลอดภัยในเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน
เวลา 18.20 น. พยานถวายความปลอดภัยบริเวณแยกสะพานมัฆวาน ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท.จงศักดิ์ หัวหน้าชุดสืบสวนหาข่าว สน.นางเลิ้ง ทางวิทยุว่าพบตะวัน (ศาลบันทึกเพิ่มเติมว่า ‘บุคคลซึ่งมีความเคลื่อนไหวต่อต้านสถาบัน’) ที่บริเวณถนนเกาะกลาง หน้าสำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก ถนนราชดำเนิน ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณแยกมัฆวานประมาณ 20 เมตร
ทานตะวันใช้โทรศัพท์ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ได้เข้าพูดกับ พ.ต.ท.จงศักดิ์ว่า มีความประสงค์จะเข้ามาถ่ายรูป ม้าซึ่งเป็นม้าเทิดพระเกียรติ อยู่ระหว่างการรอรับพระเกียรติ พยานจึงสั่งการ พ.ต.ท.จงศักดิ์ให้พูดคุยว่า เวลา 18.20 น. เป็นช่วงเวลาเตรียมพร้อมรับเสด็จ หากจะทำการไลฟ์สดก็สามารถทำได้ แต่ต้องทำหลังเสด็จ เพราะอาจจะกระทบต่อความมั่นคง และพยายามเชิญตัวตะวันออกจากพื้นที่ แต่จำเลยไม่เชื่อฟัง พยายามเดินไปแยกมัฆวาน
พยานสั่งเจ้าหน้าที่ ร.ต.อ.หญิง ดาราณี เจ้าหน้าที่กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ให้นำกำลังเจ้าหน้าที่หญิง 6 นายมาพบพยานที่สำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก ภายหลังร.ต.อ.หญิง ดาราณี กับพวกมาถึงบริเวณที่นัดหมาย พยานจึงเดินเข้าไปพูดคุยกับทานตะวัน
ขณะทานตะวันยืนไลฟ์สด พยานแจ้งว่า ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ถวายความปลอดภัยพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ออกคำสั่งห้ามทำการไลฟ์สด ที่จะส่งผลกระทบต่อการถวายการรักษาความปลอดภัย หากฝ่าฝืนคำสั่งจะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน
ต่อมา พยานได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุรามาว่า ขบวนเสด็จใกล้ถึงกำหนดเวลาเสด็จ จึงแจ้งเตือนทานตะวันเป็นครั้งที่ 2 ว่า ขณะนี้ขบวนเสด็จใกล้จะเสด็จแล้ว ขอให้หยุดไลฟ์สด เพราะว่าจะส่งผลกระทบกับการถวายความปลอดภัย หากไม่หยุดมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมตัว แต่ทานตะวันไม่ปฏิบัติตาม
ต่อมา พยานได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุรามาว่า ขบวนเสด็จเริ่มแล้ว จึงมีคำสั่งให้หยุดไลฟ์สดเป็นครั้งที่ 3 แต่ทานตะวันไม่ยอมหยุด จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงควบคุมตัวทานตะวันขึ้นรถผู้ต้องหาเพื่อนำตัวออกจากพื้นที่ โดยแผนกำหนดการได้จัดเตรียมสน.พญาไท เป็นสถานที่เบื้องต้น แต่ในระหว่างควบคุมไว้บนรถ ทานตะวันยังคงไลฟ์สดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังควบคุมตัวไปที่สน.พญาไท เป็นเหตุให้มีกลุ่มมวลชนชื่อว่าทะลุฟ้าพยายามไปปิดล้อม สน.พญาไท พยานจึงขอเปลี่ยนสถานที่ไปยัง บช.ปส.
เมื่อไปถึงได้จับกุมตัวแจ้งข้อกล่าวหา ทราบคำสั่งแล้วแต่ฝ่าฝืนคำสั่ง โดยไม่มีเหตุอันควร ขณะบนรถจำเลยได้ใช้เท้าถีบและศอกเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงบริเวณท้อง ทำให้ได้รับบาดเจ็บ จึงแจ้งว่าต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ พร้อมได้มีการตรวจยึดมือถือไลฟ์สด
พ.ต.อ.สมยศ ตอบทนายจำเลยถามค้าน โดยรับว่าไม่รู้จักจำเลยเป็นการส่วนตัว แต่จำเลยอยู่ในรายชื่อบุคคลที่จะต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลที่ต่อต้านสถาบันฯ สืบเนื่องจากเคยมีรายงานว่า จำเลยไปที่ศูนย์การค้าพารากอน เพื่อทำแบบสำรวจในหัวข้อว่า ขบวนเสด็จทำให้ประชาชนเดือดร้อนหรือไม่
พยานรับว่าได้รับแต่งตั้งเป็นคณะสอบสวน และเป็นผู้กล่าวหาและร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยด้วย ทั้งนี้ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานตอบต่อไปว่า พยานได้เข้าร่วมประชุมทุกครั้งและให้ความเห็นด้วย
พยานตอบทนายจำเลยต่อว่า คดีนี้พยานเป็นทั้งผู้ร้องทุกข์ สอบสวน และทำความเห็นสั่งฟ้องด้วย แต่มีคณะกรรมการอยู่ด้วย พยานลงนามในฐานะคณะพนักงานสอบสวนที่มีความเห็นสั่งฟ้อง ส่งสำนวนไปยังอัยการเพื่อฟ้องจำเลย
ในขณะเกิดเหตุจำเลยไลฟ์สดคนเดียวที่ถนนราชดำเนินนอก ปกติบริเวณนี้หากมีประชาชนรับเสด็จ แต่วันนั้นไม่มี พยานเคยเห็นประชาชนรับเสด็จก่อน มีการใช้กล้องไลฟ์สด หากมีประชาชนจำนวนมาก เจ้าหน้าที่และทหารจะต้องจัดสถานที่ให้ประชาชนได้เข้าเฝ้ารับการเสด็จ ในการปฎิบัติแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับตำรวจและเจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่ จะไลฟ์สด จะใช้มือถือได้ ยอมรับว่ามีในบางพื้นที่
ทนายจำเลยถามพยานเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ถวายความปลอดภัยฯ ว่า มีประเด็นอะไรที่พยานเห็นว่าการไลฟ์สดไม่ปลอดภัย พยานรับว่า ก่อนวันเกิดเหตุ มีม็อบชาวนาเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาหนี้สินประกันราคาข้าว ใกล้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และทำเนียบรัฐบาล พยานไม่ได้เป็นคนดูแลและไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ
ที่พยานเบิกความว่ามีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ในรถ ผู้ที่ถูกทำร้ายคือ ส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ เป็นบุคคลผู้ใต้บังคับบัญชาของ ร.ต.อ.หญิง ดารานี ผลตรวจสอบไม่พบแผลสาหัส ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือบาดแผลอย่างอย่างใด
ศาลไม่ได้บันทึกคำตอบของพยานที่รับว่าในสำนวนสอบสวน มีการส่งทานตะวันไปตรวจบาดแผล พบว่ามีแผลฟกช้ำ จากนั้น พ.ต.อ.สมยศ ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า บริเวณที่จำเลยไลฟ์สด ไม่ใส่สถานที่ไว้สำหรับไลฟ์สด
.
ตำรวจถวายความปลอดภัยฯ ในวันเกิดเหตุ ยอมรับว่าขบวนเสด็จไม่ได้วิ่งผ่านบริเวณที่ทานตะวันไลฟ์สดอยู่ และบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ทางเท้า
พ.ต.ท.บุญโปรด แสงทับทิม สารวัตรสืบสวน สน.นางเลิ้ง เบิกความว่า เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 เวลาประมาณ 18.14 น. พยานปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย เนื่องในโอกาสขบวนเสด็จไปยังวัดเทพศิรินทร์ ประจำจุดบริเวณแยกเทวกรรม
ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ พยานได้รับแจ้งทางวิทยุว่ามีบุคคลทำการไลฟ์สดอยู่บริเวณแยกมัฆวานรังสรรค์ จึงไปตรวจสอบพร้อมกับพวก และพบ ทานตะวัน กำลังยืนไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กอยู่ จากนั้น พ.ต.อ.สมยศ ผู้กำกับการ สน.นางเลิ้ง ได้เข้าไปพูดคุยเจรจา แจ้งเตือนว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านและขอให้หยุดทำการไลฟ์สด
แต่จำเลยไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ผู้กำกับการจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนหญิงเข้าควบคุมตัวจำเลย โดยตั้งข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน แล้วควบคุมตัวส่งไปยัง สน.พญาไท ก่อนจะส่งตัวต่อไปควบคุมไว้ที่ บช.ปส.
พยานทำหน้าที่ค้นหาและตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลย และจัดทำรายงานการสืบสวน จากการตรวจสอบประวัติของจำเลย พบว่าเคยมีประวัติการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันและคดีอื่น ๆ อีกหลายคดี
นอกจากนี้ พยานได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุเพิ่มเติม พบข้อเท็จจริงว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยโดยสารรถยนต์ส่วนบุคคลสีบรอนซ์มาเพียงคนเดียว โดยลงรถที่บริเวณหน้าอุตสาหกรรมป่าไม้ ก่อนจะเดินเท้าไปยังแยกมัฆวานเพื่อเริ่มไลฟ์สด
พ.ต.ท.บุญโปรด ตอบทนายจำเลยถามค้าน ยอมรับว่าจุดประจำการแรกที่แยกเทวกรรมนั้นอยู่ห่างจากบริเวณจุดเกิดเหตุ และจุดเกิดเหตุที่ระบุเป็นรูปดาวในแผนที่คือทางเท้าซึ่งเป็นทางเดินสัญจรตามปกติของประชาชนทั่วไป
พยานยอมรับว่าโดยปกติทั่วไปแล้ว หากเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ประชาชนมารอเฝ้ารับเสด็จ ก็จะมีการปูเสื่อหรือกางเต็นท์ให้ประชาชนนั่งบริเวณทางเท้าซึ่งเป็นจุดเดียวกับรูปดาวนี้เช่นกัน และยอมรับว่าขบวนเสด็จเมื่อข้ามสะพานมัฆวานแล้วจะเลี้ยวซ้ายไปทางถนนกรุงเกษมทันที โดยที่ขบวนเสด็จจะไม่ได้วิ่งผ่านพื้นที่จุดรูปดาวที่จำเลยยืนไลฟ์สดอยู่แต่อย่างใด
พยานจำไม่ได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงกี่คน แต่มีหลายคน และจำได้ว่ามีเหตุชุลมุนเพราะจำเลยไม่ยอมให้จับกุม (ศาลบันทึกว่า พยานไม่เห็นการเข้าไปรวบตัว และยกตัวจำเลยขึ้นรถยนต์)
พ.ต.ท.บุญโปรด ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า บริเวณจุดรับเสด็จคือถนนกรุงเกษม แต่จุดเกิดเหตุไม่ได้มีการรับขบวนเสด็จ เพราะไม่ได้ผ่านจุดนี้ (ศาลบันทึกว่า ในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จัดให้ประชาชนรับเสด็จที่บริเวณถนนกรุงเกษม)
.
คฝ. หญิงที่จับกุมรับว่า ตะวันอยู่คนเดียว ขณะถูกจับกุมตะวันตกใจร้องเพราะไม่รู้ตำรวจจะพาไปไหน
ร.ต.อ.หญิง ดาราณี ตุ๊ประทีป และส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ เดชพิพิฒนวงศ์ ตำรวจหญิงที่อยู่ในชุดจับกุมเบิกความสอดคล้องกันว่า ในวันเกิดเหตุทั้งสองได้เข้าปฏิบัติภารกิจรับขบวนเสด็จ โดยร.ต.อ.หญิง ดาราณี เป็นหัวหน้าชุดนำกำลังพล คฝ.หญิง ส่วน ส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ อยู่บริเวณเกาะกลางถนนสะพานมัฆวานรังสรรค์ และพบจำเลยกำลังไลฟ์สดอยู่คนเดียว
ร.ต.อ.หญิง ดาราณี เบิกความว่า เห็นผู้กำกับตักเตือนจำเลยให้หยุดไลฟ์สดเพื่อเตรียมขบวนเสด็จ แต่จำเลยปฏิเสธ พยานจึงสั่งการให้ตำรวจหญิง 2 นายเข้ารวบตัวจำเลย และพยานคุมเชิงอยู่นอกรถได้เข้าช่วยดันตัวจำเลยเข้าไปในกระบะรถยนต์ควบคุมผู้ต้องหา
ส่วนส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ ทำหน้าที่รวบขาจำเลยเพื่อยกขึ้นรถกระบะควบคุมตัว จำเลยใช้เท้าถีบบริเวณท้องน้อยและชายโครงของพยาน 3-4 ครั้งระหว่างส่งตัวขึ้นรถ และดิ้นรนขัดขืนเบียดข้อศอกประทุษร้ายเพื่อจะไลฟ์สดต่อเนื่อง ภายหลังส่งตัวจำเลยที่ บช.ปส. มีอาการปวดท้องจนอาเจียนและต้องไปตรวจรักษาที่ รพ.ตำรวจ
ช่วงทนายจำเลยถามค้าน ร.ต.อ.หญิง ดาราณี ตอบว่า พฤติการณ์ควบคุมตัวนั้น พยานเพียงแต่ช่วยดันจากด้านหลัง และพยานไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ จากการช่วยจับกุมจำเลย ส่วนส.ต.ต. หญิงภาวินีย์ รับว่าจำเลยร้องตะโกนด้วยความตกใจเพราะไม่รู้จะพาไปที่ใด และตามใบตรวจแพทย์ระบุว่า ไม่พบบาดแผลภายนอกจากการจับกุมบนร่างกายของพยาน
.
อัยการโจทก์ถามติงแค่ส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ ปากเดียว โดยพยานเบิกความยืนยันว่าชุดเครื่องแต่งกายของ คฝ.หญิง จะสวมเสื้อโปโลขาวและกางเกงที่ติดสัญลักษณ์ชัดเจนเพื่อแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่
.
ผู้ตรวจบัญชีเฟซบุ๊ก เห็นว่าเป็นบัญชีของจำเลยจริง ในขณะที่อีกรายตรวจสอบแล้วไม่สามารถตรวจสอบบัญชีได้
พ.ต.ท.ภัทร บุญอารักษ์ และพ.ต.ท.ธีระวัฒน์ อำนาจเจริญยิ่ง ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลย โดยพ.ต.ท.ภัทร เบิกความว่า พยานตรวจสอบพบเฟซบุ๊กของจำเลยได้โพสต์เกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ 12 ครั้ง และตรวจสอบพบว่า เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กคือทานตะวัน ในขณะที่ พ.ต.ท.ธีระวัฒน์ เบิกความว่า ผลจากการตรวจสอบ ปรากฏว่าเฟซบุ๊กมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่สหรัฐอเมริกา จึงไม่สามารถตรวจสอบได้
ช่วงทนายจำเลยถามค้าน พ.ต.ท.ภัทร เบิกความรับว่า พยานไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ทนายจำเลยให้พยานดูหมายกำหนดการขบวนเสด็จฯ พยานดูและตอบว่า หมายกำหนดการจะตีลับหัวลับท้าย ส่วนหมายกำหนดการขบวนเสด็จดังกล่าวเป็นกำหนดการที่จำเลยแชร์มาจากผู้อื่น เป็นหมายกำหนดการที่ประชาชนสามารถไปต้อนรับเสด็จได้
ส่วน พ.ต.ท.ธีระวัฒน์ เบิกความตอบทนายจำเลยว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าบัญชีเฟซบุ๊กที่ตรวจเป็นสาธารณะหรือไม่ พยานเคยรับแจ้งกรณีที่มีประชาชนมาแจ้งว่าถูกปลอมหรือแฮ็กบัญชีเฟซบุ๊ก ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะถูก Phishing คือการถูกหลอกให้กดลิงค์และนำข้อมูลไป
.
ช่างภาพการแพทย์ รพ.ตำรวจ รับว่าตะวันมีบาดแผลตามร่างกายจริง แต่จำไม่ได้ว่าแผลเป็นลักษณะแบบใด
พ.ต.ท.หญิง รัฐการ ปานมารศรี ตำรวจนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ ช่างภาพการแพทย์ เบิกความตอบอัยการโจทก์ว่า พยานเป็นผู้ถ่ายภาพบาดแผลจำเลย แต่พยานไม่มีหน้าที่วินิจฉัยโรคหรือบาดแผล โดยได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ต.สุพิไชย ลิ่มศิวะวงศ์ ผู้บังคับบัญชา มีทีมปฏิบัติงานประกอบด้วย แพทย์ พลขับ 3 คน และพยานในฐานะช่างภาพการแพทย์ ได้เดินทางไปที่ บช.ปส. หลังแพทย์ทำการบันทึกและตรวจบาดแผลของจำเลยแล้วก็ได้ถ่ายภาพไว้
บาดแผลที่ถ่าย คือ รูปหน้าตรง ครึ่งตัว เต็มตัว ยืนตรง ด้านข้าง ด้านหลัง และบริเวณที่แพทย์พบว่ามีบาดแผล มีการสอบถามว่าบาดเจ็บบริเวณใดบ้าง หากเจ็บแต่ไม่มีแผลก็จะถ่ายภาพไว้
พ.ต.ท.หญิง รัฐการ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในรูปภาพถ่ายบาดแผลในเอกสารไม่มีรูปที่พยานถ่าย ปกติแล้วถ้าพบบาดแผลจะแจ้งให้แพทย์บันทึกก่อน และจะถ่ายภาพตามแพทย์สั่ง พยานจำไม่ได้ว่าจำเลยมีแผลสดหรือไม่ จำรายละเอียดบาดแผลไม่ได้
ทนายจำเลยถามว่าหากดูภาพตามเอกสารจะพอจำบาดแผลได้หรือไม่ พยานตอบว่า จะจำได้ ทนายจำเลยจึงถามว่าจากเอกสาร สามารถรับรองได้หรือไม่ว่าจำเลยมีบาดแผลมากน้อยแค่ใด พยานตอบว่า ที่ลงชื่อไว้คือการลงชื่อว่าไปปฏิบัติหน้าที่ ที่เหลือเป็นการทำงานของแพทย์
.
พยานความเห็น ชี้ว่าคำพูด ‘ตำรวจไล่ม็อบ’ ไม่เหมาะสม แต่ทราบพระราชดำริของ ร.9 ว่าขบวนเสด็จต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
พล.ร.ต.ทองย้อย แสงสินชัย ข้าราชการบำนาญกองทัพเรือ เบิกความว่า พยานได้รับการประสานจากเจ้าพนักงานตำรวจ มาให้ความเห็นถ้อยคำภาษาและให้ความหมายข้อความบันทึกถอดเทป โดยพนักงานสอบสวนนำบางประโยคที่ปรากฏในเอกสารมาสอบถามให้ความเห็นและความหมาย แล้วจัดทำบันทึก ทั้งนี้ พยานไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นจำเลยในคดีนี้ และไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ใด
พล.ร.ต.ทองย้อย ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โดยปกติพนักงานสอบสวนจะส่งคำถอดเทปทั้งหมดมาให้อ่านล่วงหน้าก่อน ในวันที่ให้ปากคำพนักงานสอบสวนจึงเลือกบางประโยคมาสอบถามเพื่อให้ความเห็น
พยานทราบมีข้อเท็จจริงบางส่วนว่า ก่อนหน้านี้มีม็อบชาวนาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องหนี้สิน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ม็อบชาวนาย้ายไปชุมนุมที่อื่น ข้อความจำเลยที่พูดน่าจะหมายความว่า ไม่น่าจะให้ตำรวจมาไล่ม็อบชาวนา พยานเห็นว่าเป็นการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม แล้วพยานเบิกความเพิ่มเติมว่า น่าจะเป็นการสอบถามความหมายของคำมากกว่า
พยานเคยได้ยินพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ว่า การเสด็จของพระเจ้าอยู่หัวไม่ควรทำให้ประชาชนเดือดร้อน จากนั้นทนายจำเลยให้พยานดูหนังสือของสำนักงานราชเลขาธิการฯ แนวทางปฏิบัติในการรับขบวนเสด็จระบุทำนองว่า ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือทำให้ประชาชนเดือดร้อน พยานไม่ทราบเกี่ยวกับหนังสือนี้จึงไม่รับรอง
พยานยืนยันว่าหน้าที่ในการรักษาถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จไม่เกี่ยวกับพระองค์ท่าน และความเห็นของพยาน การไลฟ์สดหรือถ่ายรูปขบวนเสด็จน่าจะทำได้
.
พยานความเห็นรับว่า เป็นสมาชิกกลุ่มไทยภักดี มีวัตถุประสงค์ปกป้องสถาบันฯ เห็นว่าคำพูดด่าว่าตำรวจ พาดพิงไปถึงกษัตริย์
ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล เบิกความว่า พยานเป็นทนายความมากกว่า 25 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้มาให้ปากคำในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยพนักงานสอบสวนให้ดูเทปบันทึกไลฟ์สดเฟซบุ๊กประกอบเอกสารถอดบันทึกข้อความ จากนั้นพยานให้การไปตามความเห็น ทั้งนี้ พยานเคยเห็นทานตะวันในสื่อโซเชียล และทางทีวี แต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว
ร.ต.นรินทร์ ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีนิติศาสตร์ ประกอบอาชีพทนายความเพียงอย่างเดียว เคยมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในคดีมาตรา 112 มากกว่า 10 คดี แต่ไม่เคยขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายต่อสำนักงานศาลยุติธรรม
พยานรับว่า ไม่ได้ศึกษาโดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ไว้โดยเฉพาะ และไม่ได้เป็นสมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน แต่เป็นสมาชิกกลุ่มไทยภักดี มีวัตถุประสงค์ปกป้องสถาบันกษัตริย์
ก่อนหน้านี้พยานเคยพบเห็นทานตะวันแสดงกิริยาจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์มาก่อนตามสื่อโซเชียล ส่วนวันเกิดเหตุพยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และเหตุที่จำเลยไปไลฟ์สด ไม่ได้เกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปไล่ม็อบชาวนา แต่ยอมรับว่าจากบันทึกถอดเทปมีข้อความบางส่วนระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไปไล่ม็อบชาวนา
พยานทราบว่าหน้าที่ในการถวายความรักษาความปลอดภัยขบวนเสด็จเป็นหน้าที่ของพนักงานตำรวจ ไม่ใช่หน้าที่ของสำนักพระราชวัง จากนั้นทนายจำเลยให้พยานดูหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการฯ ที่ระบุว่าการเสด็จจะไม่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน พยานตอบว่าไม่เคยเห็นเอกสารนี้มาก่อน
พยานไม่ทราบว่ารัชกาลที่ 10 และรัชกาลที่ 9 มีความกังวลว่าขบวนเสด็จจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยปกติประชาชนที่รับเสด็จสามารถถ่ายภาพและไลฟ์สดขบวนเสด็จได้ แต่ไม่แน่ใจว่าในไลฟ์สดจะมีจำเลยยืนอยู่คนเดียวหรือไม่ อีกทั้งพยานเห็นว่าจำเลยด่าทอตำรวจ และมีลักษณะการกล่าวพาดพิงไปถึงกษัตริย์ด้วย
ร.ต.นรินทร์ ตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า จำเลยไลฟ์สดขบวนเสด็จในทำนองที่มีเนื้อหาพาดพิงพระมหากษัตริย์ ซึ่งเห็นว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย
.
สมาชิก ศปปส. รับว่ากลุ่มมีวัตถุประสงค์ต่อต้านบุคคลผู้หมิ่นสถาบันฯ และพร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่มีความเห็นต่าง – ตำรวจโทรประสานให้มาเป็นพยานในคดีนี้
ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง ประสานให้พยานมาดูคลิปและเอกสารคำถอดเทปเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุที่อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 พยานเห็นว่า มีหลายข้อความที่บุคคลผู้กล่าวในคลิปมีข้อความกล่าวในทำนองกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พยานรู้จักทานตะวันผ่านโซเชียล แต่ไม่รู้จักโดยส่วนตัวมาก่อน
ระพีพงษ์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ปัจจุบันพยานมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดแพร่ เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาให้การต่อพนักงานสอบสวนและมาเบิกความต่อศาล นอกจากคดีนี้แล้วเคยเป็นพยานในคดีข้อหามาตรา 112 กว่า 10 คดี
อีกทั้งที่พยานเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมกับกลุ่ม ศปปส. (ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต่อต้านบุคคลผู้หมิ่นสถาบันฯ นอกจากคดีนี้ พยานยังเป็นผู้กล่าวหามาตรา 112 ที่ สน.ปทุมวัน ในคดีที่จำเลยได้ไปทำประชามติหัวข้อว่า “ขบวนเสด็จทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหรือไม่”
เกี่ยวกับคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจสน.นางเลิ้ง โทรศัพท์ประสานมาหาพยานซึ่งอยู่ที่จังหวัดแพร่ ให้เป็นพยานในคดีนี้เนื่องจากพยานเป็นกลุ่ม ศปปส. มีหน้าที่เฝ้าระวังทางโซเชียล และตามความเป็นจริงหากมีการกระทำดังกล่าว กลุ่มสมาชิกรวมถึงพยานจะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้กระทำ
พยานไม่ขอตอบที่ทนายจำเลยถามว่าในคลิปมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายจำเลยด้วยหรือไม่ แต่รับว่าในคำให้การชั้นสอบสวน มีอยู่ 5 คำถามเกี่ยวกับคำพูดของจำเลยที่ติติงการทำงานของตำรวจ ซึ่งพยานให้การว่า ไม่มีความคิดเห็น ส่วนเหตุที่จำเลยไปไลฟ์สดในวันเกิดเหตุสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ม็อบชาวนาออกไปหรือไม่ พยานไม่ขอตอบ
.
บันทึกสืบพยานจำเลย
“ทานตะวัน” ยืนยันว่า มีเจตนาถามตำรวจถึงการย้ายม็อบชาวนาในช่วงที่มีขบวนเสด็จฯ ไม่ได้หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นกษัตริย์
ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า พยานจบการศึกษา Advance Diploma ถ้าเทียบกับวุฒิการศึกษาของประเทศไทย คือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) คณะบริหารธุรกิจและการตลาด จาก Management Development Institute of Singapore (MDIS) ประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันศึกษาระดับอุดมศึกษา คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และทำงานช่วยธุรกิจของทางบ้าน
พยานสนใจการเมืองตั้งแต่ช่วงปี 2563 ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และมีการชุมนุมคนรุ่นใหม่ เพราะช่วงนั้นได้กลับมายังประเทศไทย ปกติเรียนอยู่ที่ต่างประเทศมาโดยตลอด พยานได้ร่วมการชุมนุมทำให้เห็นปัญหาว่าไม่ได้มีแค่เรื่องการเมือง ยังมีปัญหาอื่น เช่น ที่ดิน แรงงาน นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมกับพี่น้องชาวบ้านที่มานอนค้างคืน เห็นปัญหาของแรงงานที่ถูกเลิกจ้างลอยแพ เรื่องที่ดิน เรื่องหนี้ของเกษตกร
วันที่ 5 มี.ค. 2565 ก่อนเกิดเหตุ พยานมีนัดไปกินข้าวกับเพื่อน ไม่ได้ตั้งใจจะไปในที่เกิดเหตุ จำได้ว่าเป็นเวลาบ่ายได้ออกจากบ้านและมีรถขับตาม จึงพยายามขับไปยังสถานที่ราชการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูว่าใครขับตามมา จากนั้นได้ขับรถไปยังศาลแขวงดุสิต แต่รถที่ขับตามยังไม่หยุด พยานจำได้ว่าเป็นรถเก๋ง ไม่ทราบว่าบนรถมีกี่คนแต่น่าจะมากกว่า 2 คน เป็นผู้ชายสวมชุดไปรเวท
พยานจึงขับรถไปที่ สน.สามเสน เพื่อลงบันทึกประจำวัน พยานไม่มีหลักฐานบันทึกประจำวัน แต่มีภาพเหตุการณ์โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว และไม่ได้ดำเนินการอย่างไรต่อ ตั้งแต่ออกจาก สน.สามเสน ได้ถ่ายทอดสด เพราะยังถูกติดตามอยู่จากชายไม่ทราบว่าเป็นใคร และได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการถ่ายทอดสด
หลังจากนั้นพยานตัดสินใจไม่ไปทานข้าวแล้ว ทราบว่ามีม็อบชาวนาอยู่ใกล้บริเวณ สน.สามเสน จึงเดินทางไปคนเดียวเพื่อดูว่าผู้ชุมนุมขาดเหลืออะไร ซึ่งปกติก็ไปช่วยผู้ชุมนุมอยู่แล้ว พยานทราบว่าม็อบชาวนาอยู่บริเวณตรงข้ามกับองค์การสหประชาชาติ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบชายใส่ชุดไปรเวท 20-30 คน ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย พยานเห็นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบกี่คน พยานตอบว่า พบคนสวมเครื่องแบบ 1 นาย ที่เหลือสวมเสื้อเหลืองและกางเกงสีกากี
พยานอยากไปเยี่ยมม็อบเพราะต้องการถามตำรวจ เนื่องไม่เห็นม็อบชาวนาและทราบว่าม็อบยังไม่บรรลุข้อเรียกร้อง ข้อความที่พยานกล่าวมีใจความโดยรวมว่า ทำไมม็อบชาวนาต้องย้าย เพราะมีขบวนเสด็จผ่านมาหรือ ทำไมไม่ทำให้ม็อบอยู่กับขบวนเสด็จได้
เหตุที่พยานตั้งชื่อคลิปถ่ายทอดสดว่า “มาดูขบวนเสด็จ” เพราะม็อบไม่อยู่แล้ว แต่เราเข้าใจว่ามีขบวนเสด็จ และตั้งชื่อเรียกให้คนเข้ามาสนใจเพราะตอนนั้นกำลังถูกติดตาม ให้คนเห็นการเคลื่อนไหวเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และข้อความที่กล่าวขณะถ่ายทอดสดเป็นการถามตามตรง ๆ มีเจตนาเพื่ออยากให้ตำรวจสอบว่าทำไมม็อบชาวนาต้องถูกย้าย ทำไมไม่มีการจัดการที่ดี
ผู้พิพากษาถามพยานว่า ยอมรับใช่ไหมว่าถ่ายทอดสดจริง พยานตอบว่า จริง ผู้พิพากษาถามถึงเหตุผลที่พูดในคลิปถ่ายทอดสด พยานตอบว่าเพราะชาวบ้านมาจากต่างจังหวัด ม็อบชาวนาไม่ได้มีมาแค่วันเดียว มาจัดตั้งแต่ช่วงมกราคม ตอนแรกปักหลักที่กระทรวงการคลังประมาณ 1 เดือน ต่อมาได้ย้ายไปที่ตรงข้ามองค์การสหประชาชาติเพื่อบอกกับต่างประเทศว่ากำลังเดือดร้อน แต่ก็ยังไม่มีคนไปแก้ปัญหา จึงตั้งคำถามว่าทำไมตำรวจจัดการขบวนเสด็จหรือจัดการกับม็อบได้ไม่ดี เพราะมีคนเดือดร้อนอยู่ ทำไมไม่ช่วยคนที่เดือดร้อน ดีกว่ามาจับเด็กหรือจับคนที่ออกมาพูดถึงปัญหา
ทนายจำเลยถามว่า พยานมีเจตนาดูหมิ่นกษัตริย์ตามฟ้องหรือไม่ พยานตอบว่า มีเจตนาตั้งข้อสงสัยต่อการจัดการของตำรวจ ทนายจำเลยถามต่อว่าเมื่อตำรวจให้หยุดถ่ายทอดสดทำไมจึงไม่หยุด พยานตอบว่าเพราะมีคนติดตามและคิดว่ามีแค่ตัวคนเดียวและโทรศัพท์ 1 เครื่อง ทำร้ายใครไม่ได้อยู่แล้ว
ขณะที่พยานถูกจับกุมไม่มีขบวนเสด็จผ่าน และพยานมาทราบภายหลังว่าขบวนเสด็จไม่ผ่านถนนเส้นนั้น เป็นเส้นทางใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ ก่อนถูกจับกุมเจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งสิทธิหรือข้อหา พยานถูกจับกุมโดยตำรวจหญิง จำไม่ได้ว่า 4 หรือ 6 คน หิ้วปีกฝั่งละคนและขาซ้ายขาขวา พยานไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะจับกุม แต่เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งว่าจะจับกุมไปที่ใด จึงดันตัวออกจากรถทำให้เท้าไปโดนเจ้าหน้าที่ และพยานได้รับบาดเจ็บด้วย ที่พยานไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุมเพราะไม่มีการแจ้งว่าจะจับกุมไปที่ใด
พยานทราบว่าตามสถานที่ถูกจับกุมจะต้องถูกนำไป สน.นางเลิ้ง แต่ในความเป็นจริงถูกนำตัวไป สน.พญาไทแล้วนำไปที่ บช.ปส. ก่อนจะถูกแจ้งข้อหาและค้างคืนอยู่ที่นั่น จากนั้นทนายจำเลยถามว่าคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการเคยทำความเห็นกรณีของพยานว่าเป็นการควบคุมตัวโดยพลการใช่หรือไม่ พยานดูเอกสารและตอบว่าใช่
ทานตะวัน ตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า ทุกม็อบที่พยานไปเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ส่วนม็อบชาวนามี 3 ข้อเรียกร้อง ตามที่สำนักข่าวไทยรัฐนำเสนอหรือไม่ พยานจำไม่ได้เป๊ะ ๆ แต่ทราบว่าเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้สินของชาวนา และพยานไม่ได้เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์มาแก้ปัญหา
อัยการโจทก์ถามว่า บุคคลที่มาส่งพยาน ได้อยู่กับพยานด้วยหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ เมื่อส่งแล้วไม่ทราบว่าจะขับไปไหนต่อ อัยการโจทก์ถามว่า ที่พยานบอกว่าคอยช่วยเหลือมาโดยตลอดมีช่องทางติดต่อกับผู้ชุมนุมหรือไม่ พยานตอบว่าไม่มี เนื่องจากเป็นการติดต่อผ่านอีกกลุ่ม ก่อนหน้านี้ พยานไม่ทราบว่าม็อบถูกเคลื่อนย้าย อีกทั้งไม่ทราบว่าจะเป็นการย้ายชั่วคราวหรือถาวร จึงสอบถามตำรวจ แต่เนื่องจากมีบุคคลตามมา ไม่ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วย เนื่องจากลงบันทึกประจำวันไว้แล้วและได้ถ่ายทอดสดเพื่อจะสื่อสารกับผู้ชม
อัยการโจทก์ถามว่า ตามรายงานตรวจสอบความเคลื่อนไหวบุคคลเฝ้าระวังของตำรวจ ระบุว่ามีการบอกให้หยุดถ่ายทอดสดหรือไม่ พยานตอบว่าน่าจะใช่ จากนั้นอัยการโจทก์ถามว่ามีการแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ถวายความปลอดภัยฯ ด้วยหรือไม่ พยานจำไม่ได้ ไม่ทราบว่าเป็นตำรวจสังกัดไหน
ทานตะวันตอบทนายจำเลยถามติง อธิบายลักษณะการช่วยเหลือม็อบชาวนาว่า ตนได้ประสานกับพี่อีกกลุ่มที่ประสานโดยตรงกับม็อบ ช่วยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับของที่ขาดเหลือ ระดมทุน ปกติพยานไม่ถ่ายรูปม็อบยกเว้นจะตั้งใจถ่ายเพื่อมาประชาสัมพันธ์ และที่พยานเบิกความว่าไม่ได้ขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ เพราะหลังจากถามคำถาม เจ้าหน้าที่ทำท่าทีไม่เป็นมิตรจะเข้ามาจับกุม ทั้งนี้ พยานจำไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ได้แจ้งหรือไม่ว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่อารักขาอยู่
.
อาจารย์นิติฯ เห็นว่า ถ้อยคำในไลฟ์ไม่เข้าองค์ประกอบ ม.112 เป็นการตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะรับขบวนเสด็จ เป็นการแสดงความเห็นที่รัฐธรรมนูญรับรอง
ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เบิกความว่า ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนวิชานิติปรัชญา กฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ และระเบียบวิธีวิจัยทางนิติศาสตร์ รวมถึงทำงานวิจัยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมหาชน ก่อนมาเบิกความในวันนี้ ได้รับรู้จากสื่อทั่วไปเกี่ยวกับการกระทำของจำเลย
พยานเคยเขียนงานวิจัย 3 เรื่องที่ได้รับรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ ได้แก่ เรื่องที่ 1 เสรีภาพในการชุมนุมฯ ได้รับทุนจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับรางวัลปี 2561 เรื่องที่ 2 ข้อถกเถียงว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ในองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญของไทย ได้รับรางวัลปี 2563 และเรื่องที่ 3 สภาพปัญหาเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมฯ ได้รับทุนจากสถาบันพระปกเกล้า ได้รับรางวัลปี 2566
ในการพิจารณาข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 มีหลักการ 3 เรื่องที่ต้องพิจารณา หลักการข้อแรก ที่มาของบทบัญญัติว่าด้วยสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 6 มีความหมายสำคัญว่าผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ต่อศาลเป็นคดีมิได้ ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีแพ่ง และพระมหากษัตริย์ต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง บุคคลใดจะแอบอ้างสถาบันมาฝักใฝ่ฝ่ายตนมิได้
หลักการข้อที่ 2 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รัฐธรรมนูญมาตรา 34 รับรองเสรีภาพในการแสดงความเห็นไว้ ซึ่งมีคุณค่าเท่ากับมาตรา 6 ต้องตีความควบคู่กันไป การแสดงความเห็นต้องไม่ทำลายสถาบันอันขัดต่อมาตรา 6 และสถานะตามมาตรา 6 ก็ต้องไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนอย่างสิ้นเชิงตามมาตรา 34
หลักการข้อที่ 3 การตีความมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด การกระทำต้องเข้าลักษณะดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ได้เขียนไว้ในตำราว่าการกระทำที่มีลักษณะเพียงเสียดสี หรือประชดประชัน ยังไม่เข้าข่ายการดูหมิ่น
เมื่อนำหลักการมาวิเคราะห์กับพฤติการณ์แห่งคดี ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานตอบว่า เห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการจัดขบวน เพราะรัชกาลที่ 9 ก็เคยตระหนักถึงปัญหาและมีนโยบายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกลายมาเป็นแนวทางการจัดขบวนเสด็จในปี 2563
เอกสารลงวันที่ 12 ม.ค. 2563 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้วางแนวทางเกี่ยวกับขบวนรับเสด็จ 10 ข้อ โดยข้อ 1 วางแนวไม่ให้ปิดการจราจรและเปิดเส้นทางฝั่งตรงข้ามให้สัญจรได้ เพื่อมิให้กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การวิพากษ์วิจารณ์ของจำเลยเกี่ยวกับการจัดพื้นที่รับขบวนเสด็จ จึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยานเห็นว่าเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้
ส่วนถ้อยคำตามฟ้องของจำเลย มีลักษณะเป็นการตั้งคำถามและตั้งข้อสงสัยระหว่างสถาบันกษัตริย์และการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงใด ๆ จึงเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นตามเสรีภาพในมาตรา 34 ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112
ทนายจำเลยถามว่า ตามคำฟ้องที่ระบุว่าถ้อยคำของจำเลยทำให้ “เกิดความเคลือบแคลงต่อสถาบันกษัตริย์” ทำให้ม็อบชาวนาต้องเคลื่อนย้าย จากนั้นผู้พิพากษาถามว่าตามฟ้องในหน้าใด พยานตอบว่า ตามคำฟ้องทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าข้อความที่จำเลยถามเป็นการตั้งข้อสงสัยของความสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์กับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้พิพากษาถามว่า ไม่ได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่
พยานยืนยันว่า หากการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 112 แล้ว ย่อมไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จที่เสียหายต่อความมั่นคง
ศ.สมชาย ตอบโจทก์ถามค้านรับว่า คำว่า “ขบวนเสด็จ” หมายถึง พระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ พยานไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชุมนุมของม็อบชาวนา ในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่ได้เห็นขณะจำเลยไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก
พยานไม่ทราบว่าจำเลยเป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมหรือไม่ ไม่ทราบว่าก่อนเกิดเหตุม็อบชาวนาสมัครใจย้ายไปจุดอื่นที่ตำรวจจัดไว้ให้หรือไม่ และไม่ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีคำสั่งให้ย้ายที่ชุมนุมหรือไม่
ความเห็นของพยานมาจากการอ่านคำฟ้องของโจทก์ ไม่ได้มาจากการดูไลฟ์สด จึงไม่ทราบว่าตำแหน่งที่จำเลยไลฟ์สดอยู่ในที่ชุมนุมหรือไม่
อัยการโจทก์ให้พยานอ่านข้อความ “ม็อบชาวนาต้องย้าย แทนที่จะไปฟังปัญหาเขา แต่กลับไล่เขาออกเพียงเพราะมีคนเดียวเสด็จ จำเอาไว้แล้วกัน” พยานเห็นว่าจำเลยน่าจะตำหนิการทำงานของเจ้าพนักงานตำรวจ
“แค่ขบวนเสด็จผ่านเนี่ยนะ ม็อบชาวนาต้องโดนไล่” พยานห็นว่าเป็นกรณีที่มีขบวนเสด็จจึงทำให้ม็อบชาวนาต้องโดนไล่
“เพียงแค่คน ๆ เดียวเสด็จต้องย้ายม็อบชาวนาที่เขามาเรียกร้อง” พยานดูและเข้าใจว่า หมายถึงพระมหากษัตริย์ที่เสด็จมาทำให้ม็อบชาวนาต้องถูกย้าย
“พระมหากษัตริย์พี่อ่ะอยู่ที่ไหน มาฟังความเดือดร้อนประชาชนไหม” พยานดูและเห็นว่า มีลักษณะเป็นการตั้งคำถามของจำเลยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ พยานไม่ทราบว่ามีบุคคลใดได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการมีขบวนเสด็จในวันเกิดเหตุ
ศ.สมชาย ตอบทนายจำเลยถามติงว่า แม้พยานจะไม่ได้ดูไลฟ์สดของจำเลย แต่เมื่ออ่านข้อความตามฟ้องแล้วเข้าใจว่าจำเลยกล่าวถึงม็อบชาวนา และเมื่อพิจารณาจากข้อความตามฟ้อง เข้าใจว่าถ้อยคำของจำเลยมุ่งไปที่การวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในการจัดการพื้นที่ขบวนเสด็จ
.





