เปิดคำพิพากษายกฟ้องฉบับเต็ม คดี ม.112-116 ทำโพลสอบถาม “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”

หลังจากเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษายกฟ้องทานตะวันกับพวกรวม 7 คน ในคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 และมาตรา 116 แต่ลงโทษปรับทั้งหมด คนละ 5,000 บาท ในความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ที่สั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร ใกล้พระราชวัง และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน จากกรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565

คดีนี้มี ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสิ้น 8 คน และอัยการได้สั่งฟ้องทั้งหมดใน 3 ข้อหาหลัก ได้แก่ ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (ม.112), ยุยงปลุกปั่น (ม.116) และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (ม.368) และจำเลยบางรายถูกแจ้งข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) และข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) ด้วย

การสืบพยานในคดีนี้ใช้ระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาล โดยมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 15 นัด ระหว่างพิจารณาคดี “บุ้ง เนติพร” ได้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขัง โดยเธออดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธิประกันตัว รวมทั้งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

สำหรับฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้รู้จักกันทั้งหมดมาก่อนและไม่ได้มีการนัดหมายไปทำกิจกรรมร่วมกัน และข้อความในกระดาษโพลแสดงความเห็น ไม่ได้มีการระบุชื่อหรือพระนามใด คำว่า ขบวนเสด็จ สามารถใช้ได้กับเจ้านาย พระสังฆราช รวมถึงกษัตริย์ต่างประเทศ และไม่มีข้อความดูหมิ่น ลดทอนศักดิ์ศรี ไม่ได้มีการยุยง หรือบังคับให้ประชาชนมาแสดงความเห็น การแสดงความเห็นเกิดจากผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมติดสติกเกอร์เอง การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และ 116 อีกทั้งเหตุการณ์วุ่นวายเกิดจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่มากอดรัดตัวทานตะวัน จนทำให้ประชาชนไม่พอใจ

ย้อนอ่านข่าวคำพิพากษา ยกฟ้อง ม.112-116 7 นักกิจกรรม-ประชาชน ทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แม้บุ้งจะเสียชีวิตเพราะไม่ได้ประกันตัวก่อนศาลพิพากษา 

ย้อนอ่านบันทึกสืบพยาน เมื่อ ‘ขบวนเสด็จ’ กลายเป็นคำถาม: เปิดประมวลการต่อสู้คดี ม.112 นักกิจกรรม 7 คน จากเหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”

.

คำพิพากษาฉบับเต็ม

โดยสรุป ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาในประเด็นดังนี้

1. ยกฟ้อง ม.112 และ ม.116 เห็นว่า เป็นเพียงประโยคคำถามถึงขบวนเสด็จ ไม่มีการกระทำที่ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ทั้งการชูสามนิ้วเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

ศาลเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุก…” การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 112 จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะด้อยค่า ใส่ร้ายป้ายสี หรือแสดงกิริยาอื่นใด หรือกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท หรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางใดทางหนึ่ง

การบังคับใช้กฎหมายมาตราดังกล่าว รัฐจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยยึดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ด้วยความเป็นธรรม และเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

เมื่อพิจารณาข้อความตามป้ายประกาศของกลาง และการกระทำของจำเลยที่เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็น เป็นการกระทำเพียงประโยคคำถามถึงขบวนเสด็จ มิต้องด้วยลักษณะการมุ่งหมาย หรือเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความบนป้ายมิได้ระบุพระนาม หรือสื่อถึงบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองโดยตรง จึงไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท

ไม่มีการปราศรัย หรือแสดงความเห็นอื่นใดในประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสียดสี อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยมิบังควร หรือกระทำการอื่นใดที่ส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการอาฆาตมาดร้าย

การที่จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้วด้วย ก็เป็นเพียงการแสดงออกทางร่างกายเพื่อสื่อความหมายถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งอาจมีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิเสรีภาพทางความคิดของแต่ละบุคคลสามารถกระทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34

.

2. ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน เห็นว่า พฤติการณ์เป็นการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากวังของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป

จากการตรวจสอบภาพเคลื่อนไหว พบว่า จำเลยเดินบนทางเท้ามาถึงหน้าวังสระปทุม เจ้าพนักงานตำรวจแต่งกายนอกเครื่องแบบเข้ามาขวางทางและดันจำเลยให้ถอยหลังจนเกิดการชุลมุน จากนั้นจำเลยวิ่งข้ามถนนซอยและถูกเจ้าพนักงานในเครื่องแบบขวางทางไว้อีก เกิดการผลักดันแนวรั้วที่หน้าวังสระปทุม

ศาลเห็นว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 บัญญัติห้ามจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง วังของพระรัชทายาท หรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป

การกระทำของจำเลยที่ 1  และ จำเลยที่ 2 ที่นัดหมายบุคคลมาร่วมกิจกรรม ถือเป็นการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่จำเลยไม่ได้แจ้งและยังเคลื่อนการชุมนุมเข้ามาภายในเขตรัศมี 150 เมตรของวังสระปทุม จึงเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ชุมนุมออกไปจากรัศมี 150 เมตร การที่ตำรวจสั่งให้หยุดการชุมนุมและขัดขวางไม่ให้เคลื่อนไปที่หน้าวังสระปทุม จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อจำเลยทราบคำสั่งแล้วแต่ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยทั้งหมดจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษาปรับคนละ 5,000 บาท

.

3. ลงโทษจำคุกวรเวช 4 เดือน ข้อหาขัดขวางเจ้าพนักงาน เห็นว่าได้เข้าร่วมผลักดันแนวรั้วสู้กับเจ้าพนักงานตำรวจ

จากภาพเหตุการณ์พบว่าจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2  เป็นฝ่ายเข้ามาห้าม โดยพยายามเข้าไปดึงตัวจำเลยที่ 6 (วรเวช) ออกมา จำเลยที่ 5 (ฐากูร) ยกมือห้าม ส่วนจำเลยที่ 4 (วรัณยา) และจำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) เพียงแค่พูดโต้เถียง แต่ไม่ได้ร่วมผลักดันแนวรั้วสู้กับเจ้าพนักงานตำรวจ

คงมีเพียงจำเลยที่ 6 (วรเวช) ที่ใช้กำลังผลักดันร่วมกับชายสวมเสื้อแขนยาวสีดำหมวกสีดำ จำเลยที่ 6 จึงมีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก เพียงคนเดียว พิพากษาลงโทษจำคุก 3 เดือน และเพิ่มโทษจำคุกเป็น 4 เดือน

4. ยกฟ้องวรัณยาฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เห็นว่าตำรวจไม่แต่งกายในเครื่องแบบเข้ามาอุ้มทานตะวัน แม้คำพูดอาจจะฟังดูรุนแรง แต่ก็เป็นการสอบถามด้วยความสงสัย และเพื่อให้แสดงความรับผิดชอบเท่านั้น

จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้กล่าวถ้อยคำ เช่น “ไอ้ตัวเหี้ยมันคือใคร” โดยมีสาเหตุมาจาก พ.ต.ต.ชูชีพ วงษ์บุญเพ็ง ซึ่งไม่แต่งกายในเครื่องแบบ เข้ามากอดรัดตัวจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) แล้วอุ้มขึ้นทำให้แขนทั้งสองข้างรัดบริเวณหน้าอก เมื่อจำเลยที่ 4  ได้ชี้หน้าพูดซักถามมากขึ้น พ.ต.ต.ชูชีพ จึงเดินออกไปขึ้นรถแท็กซี่

พฤติการณ์น่าเชื่อว่า พ.ต.ต.ชูชีพ ทราบอยู่แล้วว่าการกระทำของตนเหมาะสมหรือไม่ แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมเดินตามเข้าไปยืนขวางหน้ารถแท็กซี่ พ.ต.ต.ชูชีพ จึงลงจากรถเข้าไปแสดงตัวกล่าวคำขอโทษเหตุการณ์จึงสงบ 

การที่จำเลยที่ 4  ซึ่งเห็นเหตุการณ์โดยผู้กระทำไม่ได้แต่งกายในเครื่องแบบจึงเป็นธรรมดาที่ต้องมีความสงสัย เพราะในสถานการณ์ชุลมุนเช่นนั้นอาจมีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าพนักงานแอบอ้างเข้ามาฉวยโอกาสกอดจำเลยที่ 1 ก็เป็นได้

แม้ถ้อยคำที่กล่าวอาจฟังรุนแรงไปบ้าง ก็เป็นการสอบถามด้วยความสงสัยและเพื่อให้แสดงความรับผิดชอบเท่านั้น คำกล่าวของจำเลยที่ 4 เป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่นและยังอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามที่โจทก์ฟ้อง 

ส่วนแผ่นป้ายกระดาษของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 (1) ไม่อาจริบได้ ให้คืนแผ่นป้ายของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

.

X