คำพิพากษายกฟ้องคดี ม.112 ที่ “บุ้ง” เนติพร ไม่มีโอกาสได้รับฟัง

“บุ้ง” เนติพร หนึ่งในจำเลยคดีมาตรา 112 กรณีโพลขบวนเสด็จ เคยถูกขังเพราะศาลเพิกถอนประกัน แม้จะเคยยื่นประกันตัว แต่ศาล “ยกคำร้อง” หลังจากนั้นสามเดือนบุ้งเสียชีวิต ผ่านมาสองปี ศาลพิพากษายกฟ้องคดีนี้

แล้วชีวิตที่สูญเสียไป ต้องมีใครรับผิดชอบหรือไม่?

.

วันที่ 6 ก.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคนในข้อหามาตรา 112 และมาตรา 116 จากเหตุทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แต่ทว่าคำพิพากษานี้กลับมาถึงช้าเกินไปสำหรับจำเลยคนหนึ่ง คือ “บุ้ง” เนติพร ที่ควรได้ร่วมรับฟัง แต่เธอไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

.

เดิมคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 8 คน แต่ภายหลังจากบุ้งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ทำให้ศาลจำหน่ายคดีในส่วนของบุ้งออกไป จำเลยในคดีนี้จึงเหลือ 7 คน

หากย้อนไปยังช่วงที่บุ้งยังมีชีวิต ตลอดเวลาที่คดีดำเนินอยู่ บุ้งถูกคุมขังรวม 204 วัน จากการถูกเพิกถอนการประกันตัวในคดีนี้ถึงสองครั้ง และทั้งสองครั้งเธออดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธิประกันตัว รวมทั้งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ครั้งที่ 1 ศาลเพิกถอนประกันบุ้งและใบปอในปี 2565 หลังเห็นว่าการไปร่วมกิจกรรมทำโพลอีกครั้ง เป็นการร่วมชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ผิดเงื่อนไขประกันตัว ทั้งสองคนถูกคุมขัง 94 วัน และอดอาหารประท้วง 64 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวหลังยื่นประกันเป็นครั้งที่ 8

ครั้งที่ 2 ศาลเพิกถอนประกันบุ้งในปี 2567 จากเหตุร่วมชุมนุมและพ่นสีหน้ากระทรวงวัฒนธรรมเมื่อปี 2566 เห็นว่าการพ่นสีธงพระราชินีอาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์ ผิดเงื่อนไขการประกันตัว และในวันเดียวกันบุ้งถูกลงโทษจำคุก 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล เป็นเหตุให้บุ้งอดน้ำและอาหารประท้วงไม่น้อยกว่า 65 วัน 

ขณะที่ทนายความเคยยื่นประกันตัวบุ้งไปหนึ่งครั้งในวันที่ 22 ก.พ. 2567 ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลเคยปล่อยชั่วคราวจำเลยแล้ว แต่จำเลยกระทำผิดเงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว จนเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลย ดังนั้นหากปล่อยชั่วคราวจำเลยอีก เกรงว่าจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น เหตุตามคำสั่งประกอบการปล่อยชั่วคราวยังไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาต ยกคำร้อง”

หลังจากนั้น บุ้งเสียชีวิตระหว่างถูกขังในเรือนจำเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 รวมระยะเวลาที่ถูกขังครั้งที่สอง 110 วัน

.

ไม่ใช่เพียงบุ้งเท่านั้นที่ต้องถูกคุมขังระหว่างการต่อสู้คดี ตลอดการพิจารณาคดีนี้ ยังมีจำเลยอีกหลายคนที่เคยถูกเพิกถอนหรือไม่ได้รับการประกันตัวในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ต้องถูกขังอยู่ในเรือนจำ ก่อนจะได้รับการปล่อยชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขของศาล

หนึ่งในนั้นคือ “ใบปอ” ที่ถูกเพิกถอนประกันในชั้นสอบสวน เป็นเหตุให้ถูกคุมขังพร้อมกับบุ้งเป็นเวลากว่า 3 เดือน ก่อนจะได้ประกันตัวด้วยหลายเงื่อนไข และหนึ่งในนั้นคือ “ห้ามออกนอกเคหสถาน” 

นอกจากนี้ ทั้ง 8 คนที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้เคยถูกติดกำไล EM จากการประกันชั้นสอบสวนและหลังอัยการสั่งฟ้องคดี

.

หลังศาลมีคำพิพากษา “ทนายด่าง” กฤษฎางค์ นุตจรัส หนึ่งในทนายความคดี ม.112 โพลขบวนเสด็จฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการพิจารณาคดี โดยชี้ว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญของหลัก “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” และสิทธิในการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี พร้อมระบุว่า

“คดีมีหลายคนถูกกล่าวหาในมาตรา 112 และมาตรา 116 หลายคนไม่ได้ประกันตัวในระหว่างพิจารณา แต่ภายหลังก็ได้รับสิทธิประกันตัวโดยมีเงื่อนไข อย่างการให้ติด EM หรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 

“การตัดสินในวันนี้เป็นการพิสูจน์ว่า จะไปจับกุมคุมขังเขา (ผู้ต้องหาหรือจำเลย) ในฐานะผู้กระทำความผิดไม่ได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ อย่างที่ศาลมักจะไม่ให้ปล่อยชั่วคราวในคดีมาตรา 112 โดยมักอ้างเหตุผลว่า เป็นข้อหาที่ร้ายแรง เกรงว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จริง ๆ แล้วเหตุผลเหล่านี้เป็นหลักที่รองกว่าเรื่องการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” 

ทนายกฤษฎางค์กล่าวต่อว่า คำพิพากษาในคดีนี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงที่สุด และเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น แต่ก็ทำให้เห็นว่าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเป็นประโยชน์ ทำให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการประกันตัวและออกมาสู้คดีได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า “ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด” 

ถ้ามองเฉพาะในประเด็นเรื่องการพิจารณาคดี ทนายกฤษฎางค์มองว่าคดีนี้ได้รับโอกาสให้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ความผิดและความถูก กระบวนพิจารณาก็เป็นไปตามปกติ แต่เรื่องที่ไม่ให้ประกันตัวหรือเงื่อนไขในการประกันตัว อำนาจในการให้ประกันตัว ไม่ได้เป็นอำนาจของผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี เป็นอำนาจของผู้บริหารศาล 

“บุ้งควรได้รับสิทธิประกันตัว และถ้าหากบุ้งยังมีชีวิตอยู่ ด้วยเหตุและลักษณะคดีที่ศาลพิพากษามาโดยละเอียด ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกันว่า ศาลก็จะยกฟ้องมาตรา 112 บุ้งด้วยเหมือนกัน” 

.

วันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งเจ็ดคนทยอยเดินทางมาศาล ศาลพิพากษายกฟ้องมาตรา 112 และมาตรา 116 เนื่องจากเห็นว่าเพียงการตั้งคำถาม และการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย แต่ลงโทษปรับคนละ 5 พันบาท ข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานฯ 

หลังอ่านคำพิพากษา ศาลได้แจ้งให้จำเลยที่เคยถูกขังก่อนหน้านี้ไปหักวันคุมขังแทนค่าปรับ เช่น “ใบปอ” ที่ไม่ต้องชำระค่าปรับ เพราะถูกคุมขังเกินค่าปรับไปแล้ว (ถูกขัง 94 วัน ถูกคิดเป็นค่าปรับวันละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 47,000 บาท)

“แล้วบุ้ง เนติพรที่โดนขังล่ะ” คำถามจากเพื่อนของบุ้งที่ดังขึ้นมาในห้องพิจารณาคดี

.

อย่างไรก็ตาม แม้ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 มาตรา 20 วรรคสอง ระบุว่าจำเลยที่ถึงแก่ความตายก่อนคดีถึงที่สุดว่าไม่มีความผิด จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายหากถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีได้ หากจำเลยอื่นในคดีได้รับสิทธิ แต่การเยียวยาตามกระบวนการดังกล่าว แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ครอบครัวหรือทายาทได้รับค่าทดแทนในบางกรณี แต่การเยียวยานั้นเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว

หากคดีถึงที่สุด การถูกคุมขังไปก่อนโดยไม่มีความผิด ต้องได้รับการทดแทนตามกฎหมาย แต่ระบบออกแบบการเยียวยาไว้เป็นจำนวนเงิน แต่วันเวลา โอกาสในชีวิต เสรีภาพ ความเป็นมนุษย์ รวมถึงชีวิตของบุ้งที่สูญเสียไปจากการถูกคุมขัง คงไม่มีอะไรชดเชยเยียวยาได้

ทั้งนี้ สำหรับกรณีการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร ศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายในวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่จะถึงนี้ 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ยกฟ้อง ม.112-116 7 นักกิจกรรม-ประชาชน ทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แม้บุ้งจะเสียชีวิตเพราะไม่ได้ประกันตัวก่อนศาลพิพากษา 

X