ปัญหาใหญ่สำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 คือที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ร่างขึ้นโดยคณะกรรมาธิการร่างที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมาจากการรัฐประหาร แม้จะผ่านขั้นตอนการลงประชามติได้ความรับความเห็นชอบจากประชาชน ในปี 2559 แต่การลงประชามติครั้งดังกล่าว กลับเกิดขึ้นภายใต้การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าประชามติครั้งนั้นมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
หากย้อนทบทวนสถานการณ์การทำประชามติเมื่อเกือบสิบปีก่อนหน้านี้ คือเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมปิดกั้นการแสดงออกของประชาชนอย่างเข้มข้น ทำให้นักการเมือง นักกิจกรรม สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม หรือประชาชนที่ออกมาให้ข้อมูล-แสดงออกในทางเชิญชวนให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือทำกิจกรรมจับตาการลงประชามติที่เกิดขึ้น เต็มไปด้วยข้อจำกัดในการแสดงออก จนหลายกิจกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ในช่วงดังกล่าว มีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารเข้าห้ามปรามปิดกั้นการแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ การยังคงบังคับใช้กฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมือง และผู้ถูกดำเนินคดีต้องขึ้นศาลทหาร หรือมีการใช้ข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2559 ที่ถูกตีความอย่างกว้างขวาง และกำหนดโทษไว้สูงสุดถึงจำคุก 10 ปี แม้ต่อมาหลังการต่อสู้คดี ศาลจะพิพากษายกฟ้องคดีก็ตาม แต่ก็สร้างภาระ และส่งผลกระทบเป็นการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน ทำให้การทำประชามติในปี 2559 นั้นไม่อาจเรียกได้ว่ามีกระบวนการที่เสรีและเป็นธรรม (Free and Fair Referendum) ให้ประชาชนสามารถรับทราบข้อมูลและแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางเพียงพอ
จวนจะครบสิบปีผ่านไป ในการลงประชามติครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้ ว่าประชาชนจะเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดประตูบานแรกสำหรับการแก้ไขลบล้างกระบวนการอันไม่ชอบธรรมที่เคยเกิดขึ้นนั้น เพื่อสร้างกติกาใหม่ร่วมกันผ่านกระบวนการที่สร้างการมีส่วนร่วมและมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากกว่าเมื่อทศวรรษก่อนหน้านี้
.

.
หากกล่าวเฉพาะในส่วนการดำเนินคดี จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าทั้งก่อนและหลังที่จะมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือเรียกได้ว่าเป็น “ผู้ต้องหาประชามติ” จำนวนอย่างน้อย 212 คน
ผู้ถูกกล่าวหาในคดีประชามติดังกล่าว ถูกกล่าวหาในข้อหาต่าง ๆ ทั้งข้อหาเรื่องการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558, ข้อหาตามพ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2559 (ปัจจุบันไม่ได้บังคับใช้แล้ว) รวมทั้งข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยผู้ถูกดำเนินคดีบางส่วนที่ถูกกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 หากยินยอมเข้ารับการอบรมจากเจ้าหน้าที่ทหาร จะทำให้คดียุติลง โดยพนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องคดี
ในจำนวนผู้ต้องหาประชามติอย่างน้อย 212 คน ดังกล่าว สามารถจัดแบ่งรายละเอียดตามพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาได้ดังนี้
กรณีแจกใบปลิวและแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ (36 ราย)
1. ตะโกนเชิญชวนให้ประชาชนโนโหวตจังหวัดอุบลราชธานี 1 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิพากษาลงโทษจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 2 ปี
2. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดขอนแก่น 1 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
3. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดสงขลา 1 คน ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
4. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดอุบลราชธานี 1 คน ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
5. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดบุรีรัมย์ 1 คน ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
6. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดกระบี่ 1 คน ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
7. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดพัทลุง 1 คน อัยการสั่งไม่ฟ้องคดี
8. แปะใบปลิวโหวตโนจังหวัดเชียงใหม่ 1 คน ถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา 61 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษายกฟ้อง
9. ติดป้ายไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติจังหวัดปราจีนบุรี 1 คน ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
10. แจกใบปลิวโหวตโนจังหวัดสมุทรปราการ 13 คน ถูกฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษายกฟ้อง
11. นิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์แจกเอกสารรณรงค์ประชามติ 7 คน ถูกฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ศาลทหารกรุงเทพจำหน่ายคดีหลังยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
12. พกพาเอกสารณรงค์และสติ๊กเกอร์โหวตโนที่จังหวัดราชบุรี 5 คน ถูกฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง
13. แจกใบปลิวโหวตโนที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษายกฟ้อง
.
กรณีเผยแพร่จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ(20 ราย)
1. จังหวัดเชียงใหม่ 15 คน แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และมาตรา 210 ฐานความผิดอั้่งยี่และซ่องโจร, ความผิดตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.ประชามติ ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา
2. จังหวัดลำพูน 1 คน ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
3. จังหวัดลำปาง 4 คน ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
.
กรณีจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ (147 ราย)
1. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดแพร่ 23 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรม ทำให้คดีสิ้นสุดลงทั้งหมด
2. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดราชบุรี 27 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ศาลแขวงราชบุรีจำหน่ายคดี หลังยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
3. ศูนย์ปราบโกงประชามติกรุงเทพมหานคร 19 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ศาลทหารจำหน่ายคดี หลังยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
4. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดหนองบัวลำภู 15 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรมคดีสิ้นสุด 12 คน อีก 3 คน ให้การรับสารภาพในชั้นศาล ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 พิพากษาให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ปรับ 2,500 บาท จำเลยทั้งหมดไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุก มีกำหนด 1 ปี
5. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดอุดรธานี 23 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรมคดีสิ้นสุดจำนวน 19 คน ขณะที่อีก 4 คน ให้การรับสารภาพในชั้นศาล ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกเช่นเดียวกับคดีศูนย์ปราบโกงประชามติหนองบัวลำภู
6. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดสุรินทร์ 17 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรม ทำให้คดีสิ้นสุดลงทั้งหมด
7. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดสกลนคร 22 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรม คดีสิ้นสุดจำนวน 2 คน ขณะที่อีก 20 คน ให้การรับสารภาพในชั้นศาล ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกเช่นเดียวกับคดีศูนย์ปราบโกงประชามติหนองบัวลำภู โดยหนึ่งในนั้นเป็นรายเดียวกับคดีศูนย์ปราบโกงประชามติกรุงเทพฯ ด้วย
8. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดนครพนม 1 คน ไม่ทราบผลคดีแน่ชัด
.
กรณีฉีกบัตรออกเสียงประชามติ (3 ราย)
1. กรณีประท้วงฉีกบัตรในวันออกเสียงประชามติ 3 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 60 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคนละ 4 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี
.
กรณีจัดกิจกรรมเสวนาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ (11 ราย)
1. จัดกิจกรรมเสวนา “พูดเพื่อเสรีภาพ”ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น 11 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 23จำหน่ายคดีหลังยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
.
ในส่วนของผู้ถูกล่าวหาที่ต่อสู้คดี พบว่าคดีส่วนใหญ่สิ้นสุดลงโดยศาลพิพากษายกฟ้อง หรือที่สุดแล้วไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด สถานการณ์ดังกล่าวเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ว่าเป็นการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเพื่อเป้าประสงค์ทางการเมือง ก่อให้เกิดการปิดกั้นและหวาดกลัวในการออกมาแสดงความคิดเห็นของประชาชน จนเกิดบรรยากาศการลงประชามติที่ข้อมูลข่าวสารถูกให้นำเสนอได้เพียงด้านเดียว
ตัวอย่างของคดีและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบางส่วนในช่วงดังกล่าว จะทำให้พอเห็นถึงบรรยากาศที่เกิดขึ้นในการลงประชามติจนเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 นี้
.
.
ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.: คดีพูดเพื่อเสรีภาพ–คดีนิสิต ม.เกษตรแจกเอกสาร สิ้นสุดลงหมดยุค คสช.
ในส่วนคดีจากการทำกิจกรรมในช่วงก่อนการลงประชามติ และถูกกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมทางการเมือง เพียงข้อหาเดียว หากผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้คดี คดีจะยืดเยื้อออกมา เนื่องจากถูกพิจารณาในศาลทหาร จนกระทั่งมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ให้ยกเลิกความผิดดังกล่าว ก่อนการเลือกตั้ง คดีจึงจะสิ้นสุดลงในช่วงต้นปี 2562
คดีลักษณะนี้ อาทิเช่นคดีจัดกิจกรรม ‘พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?’ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 59 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ ร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่อีสาน (NDM) มีวัตถุประสงค์เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ ต่อมาผู้จัดงานและผู้เข้าร่วม ตลอดจนผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ถูกตั้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าว รวม 10 คน โดยต่อมามีผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนยินยอมเข้ารับการอบรมจากเจ้าหน้าที่ทหาร แต่อีก 7 คนยืนยันต่อสู้คดี ทำให้ถูกสั่งฟ้องที่ศาลทหารในช่วงปี 2560
จนถึงช่วงต้นปี 2562 ศาลทหารก็ได้จำหน่ายคดี เนื่องจากความผิดดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ผู้ต้องหาก็ต้องอยู่ภายใต้กระบวนการถูกดำเนินคดีต่อเนื่องกว่า 2 ปีเศษ
หรือในคดีที่นิสิตจากกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรม “24 มิถุนา ปัดฝุ่นประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2559 โดยมีการทำกิจกรรมอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเตรียมแจกวารสารที่มีเนื้อหารณรงค์โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมก่อน จนมีผู้ถูกดำเนินคดีข้อหาดังกล่าวจำนวน 7 คน และถูกสั่งฟ้องคดีที่ศาลทหารกรุงเทพ คดีค้างอยู่กว่า 2 ปีครึ่ง ศาลทหารจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี หลังยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวเช่นกัน
.
.
คดี “ประชาชนเชียงใหม่” แปะใบปลิวชวนโหวตโน
คดีนี้มี สามารถ ขวัญชัย ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ขณะนั้นอายุ 63 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ จากกรณีการนำใบปลิวที่มีข้อความว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค. Vote No” พร้อมรูปสัญลักษณ์ชูสามนิ้วไปเสียบบริเวณที่ปัดน้ำฝนหน้ารถราว 10 คัน ในลานจอดรถของห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2559 ก่อนหน้าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
คดีนี้ สามารถ ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมกว่า 60 นาย เข้าจับกุมตัว จากบ้านพัก พร้อมเข้าตรวจค้นบ้าน ก่อนนำตัวไปแถลงข่าวที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับผู้ต้องหากรณีประชามติอื่น ๆ ทั้งที่พฤติการณ์มีเพียงการแสดงความคิดเห็นผ่านการทำใบปลิวไปพยายามแจกจ่าย
เขายังถูกตำรวจนำตัวไปขอฝากขังต่อศาล และศาลอนุญาตให้ฝากขัง โดยในตอนแรก สามารถยังไม่มีหลักทรัพย์ในการขอประกันตัว ทำให้เขาต้องถูกคุมขังในเรือนจำรวม 9 วัน ก่อนจะทำเรื่องขอประกันตัวได้ในที่สุด
กรณีนี้อัยการยังสั่งฟ้องคดีต่อศาล แม้ประชามติผ่านพ้นไปแล้ว จนถึงวันที่ 24 เม.ย. 2560 ศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงมีคำพิพากษายกฟ้องคดี โดยคำพิพากษาบางส่วนระบุว่า เจตนารมณ์ของพ.ร.บ.ประชามติ มิใช่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ของทั้งฝ่ายที่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ไม่อาจตีความให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น คดีนี้จึงสิ้นสุดลง โดยผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด แต่ได้ถูกคุมขังระหว่างสอบสวนไปก่อนแล้ว
.
.
คดี “ไผ่–ปาล์ม” แจกใบปลิวชวนโหวตโนที่ภูเขียว
คดีแจกเอกสารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในตลาดสดอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ นั้น มี ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ‘ปาล์ม’ วศิน พรหมมณี เป็นสองนักกิจกรรมที่ถูกกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติฯ โดยทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังกันจับกุมระหว่างแจกจ่ายเอกสาร เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2559
การถูกจับกุมดำเนินคดีดังกล่าว ยังทำให้ไผ่ จตุภัทร์ ปฏิเสธการยื่นประกันตัว เพื่อประท้วงกระบวนการของเจ้าหน้าที่ ทำให้ถูกนำตัวไปคุมขังในเรือนจำอำเภอภูเขียว เขายังได้เริ่มอดอาหารประท้วงในเรือนจำในวันถัดมา โดยรับประทานเพียงน้ำเปล่า และกาแฟ รวมเป็นเวลา 12 วัน ก่อนได้รับการประกันตัว
คดีนี้จำเลยทั้งสองต่อสู้คดีที่ศาลจังหวัดภูเขียว แม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะบังคับใช้ไปแล้ว จนเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2561 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าข้อความในใบปลิวที่จำเลยแจก เป็นการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญว่ามีข้อกำหนดอย่างไรบ้างที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็ล้วนนำมาจากที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ยังมิอาจรับฟังได้ว่าจะเป็นการปลุกระดม ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นอย่างไรในการจะกระทำสิ่งที่ไม่สุจริตหรือผิดกฎหมาย ทั้งเมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ประชามติ มิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนของทั้งฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญอีกด้วย แต่คดีก็ดำเนินไปกว่า 1 ปีครึ่ง
.
.
คดีนักการเมืองภาคเหนือส่งจดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ
คดีนี้นับเป็นคดีใหญ่และได้รับการจับตาจากสังคมอีกคดีหนึ่งในช่วงนั้น โดยในช่วงวันที่ 12-15 ก.ค. 59 ก่อนหน้าการลงประชามติไม่ถึงหนึ่งเดือน ได้มีผู้ส่งจดหมายที่มีเนื้อหาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยหย่อนลงตามตู้ไปรษณีย์หลายตู้ในพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน เพื่อส่งถึงบ้านเรือนต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยเนื้อหาของจดหมายเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญที่ตัดสิทธิประชาชนในบางด้านไป
ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารได้มีการจับกุมดำเนินนักการเมืองที่เป็นที่รู้จัก ทั้ง บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ และทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น-พนักงานที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 15 คน ก่อนถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.ประชามติ, เป็นอั้งยี่และซ่องโจร
คดีนี้ยังมีการดำเนินคดีในศาลมณฑลทหารบกที่ 33 ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมดในตอนแรก ทำให้ทั้งหมดถูกคุมขังเป็นเวลาถึง 23 วัน จนการลงประชามติผ่านพ้นไป จึงได้รับการประกันตัว โดยหลายคนที่ถูกคุมขังได้รับผลกระทบทางร่างกายและจิตใจ ทั้งในการนำเสนอข่าวคดีนี้ยังถูกสร้างภาพให้มีความร้ายแรงจนเกินจริง โดยไม่มีสื่อตรวจสอบหรือนำเสนอเนื้อหาของจดหมายที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
การพิจารณาคดีนี้ยังเป็นไปอย่างยืดเยื้อในศาลทหาร ตลอดระยะเวลาราว 3 ปี สามารถสืบพยานโจทก์ไปได้เพียง 16 ปาก ก่อนที่คดีจะถูกโอนย้ายไปที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ คสช. ยุติบทบาท
ต่อมาในช่วงต้นปี 2563 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าเนื้อหาในจดหมายเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เนื้อหาไม่ได้เป็นการปลุกระดม ข่มขู่ ก้าวร้าวหรือหยาบคาย และไม่ได้ถึงขนาดทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องขึ้นในราชอาณาจักร เป็นเพียงการแสดงความเห็นให้ผู้อ่านเนื้อหาดังกล่าวได้คิดไตร่ตรองด้วยตัวเองเท่านั้น
คดีใช้เวลากว่า 3 ปี 8 เดือน กลายเป็นภาระให้กลุ่มจำเลยต้องต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างยาวนาน และได้รับผลกระทบต่อชีวิตในด้านต่าง ๆ
.
.
คดี 5 นักกิจกรรม–สื่อมวลชน พกเอกสารไม่รับร่าง–สติ๊กเกอร์โหวตโนที่ราชบุรี
คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 5 คน เป็นทั้งนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ และผู้สื่อข่าวประชาไท ซึ่งได้เดินทางไปติดตามคดีเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ซึ่งมีกลุ่มชาวบ้านถูกกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ สภ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2559 แต่ระหว่างการเดินทางกลับ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นรถกระบะ ก่อนพบเอกสารความเห็นแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญและสติ๊กเกอร์ Vote No แม้ยังไม่ได้มีการแจกจ่าย แต่ก็มีการควบคุมตัวทั้งหมดไปแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ แล้ว
ทั้งห้าคนใช้เวลาต่อสู้คดีเป็นเวลากว่า 1 ปี ครึ่ง ก่อนเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2561 ศาลจังหวัดราชบุรีได้มีพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานปากใดยืนยันแน่ชัดว่าจำเลยทั้ง 5 ได้แจกจ่ายสติ๊กเกอร์ แต่อัยการก็ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา
จนเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2562 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้พิพากษายืนยกฟ้องเช่นเดิม โดยเห็นว่าไม่มีพยานโจทก์คนใดที่เห็นจำเลยทั้ง 5 แจกเอกสารหรือสติกเกอร์ดังกล่าว และไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าข้อความบนสติกเกอร์นั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอย่างไร
ต่อมาฝ่ายจำเลยได้ฎีกาในประเด็นข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งปฏิเสธไม่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อมาด้วย ซึ่งศาลฎีกาก็ได้พิพากษายกฟ้องในข้อหานี้ด้วย เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2563 ทำให้คดีใช้เวลากว่า 4 ปีเศษ จึงสิ้นสุดลง
.
.
คดีแจกใบปลิวชวนโหวตโนที่บางเสาธง
สำหรับคดีแจกใบปลิวประชามติบางเสาธงนั้น เกิดจากเหตุที่นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมทั้งสมาชิกสหภาพแรงงาน รวมจำนวน 13 คน ไปเดินแจกใบปลิวรณรงค์ให้โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. รวมทั้งเอกสารความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตลาดเคหะบางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2559
ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารมีการจับกุมดำเนินคดีทั้งหมด โดยหนึ่งในผู้ถูกดำเนินคดีคือ รังสิมันต์ โรม ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองด้วย ก่อนทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ และข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558
ทั้งนี้ ผู้ต้องหา 7 คนที่ถูกกล่าวหา ยังปฏิเสธจะยื่นขอประกันตัว หลังตำรวจนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพ เพื่อยืนยันว่าไม่ควรเสียหลักทรัพย์เพื่อให้ได้รับเสรีภาพที่ถูกพรากไปโดยเจ้าหน้าที่ และยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ ทั้งเจ็ดจึงถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อมาในการขอฝากขังผัดที่ 2 ศาลทหารได้ยกคำร้องขอฝากขังต่อ ทำให้ทั้งเจ็ดคนได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2559
เดิมคดีนี้ยังถูกสั่งฟ้องคดีที่ศาลทหารกรุงเทพ ทำให้กระบวนการเป็นไปอย่างล่าช้า พิจารณานานกว่า 3 ปี ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ก่อนคดีจะถูกโอนย้ายมายังศาลจังหวัดสมุทรปราการ ภายหลัง คสช. ยุติบทบาท โดยเหลือจำเลยจำนวน 12 คน
จนเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2563 ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าจำเลยมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความเห็น ประกอบกับการลงประชามติเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาชนโดยตรง การออกเสียงประชามติจึงต้องมีการเปิดเผย ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถรณรงค์ได้อย่างเท่าเทียม ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของจำเลย จึงเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ยังไม่ผิดต่อกฎหมาย ไม่ถึงขนาดก่อให้เกิดความวุ่นวาย
คดีนี้ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงคดีสิ้นสุด รวมเป็นเวลากว่า 4 ปี 4 เดือนเศษ นับว่าเป็นคดีสุดท้าย (เท่าที่ทราบข้อมูล) ที่สิ้นสุดลงจากเหตุสถานการณ์กาารแสดงออกในช่วงก่อนการลงประชามติรัฐธรรมนูญ
.
.
ร่างรัฐธรรมนูญและทำประชามติใหม่ คือหนทางแก้ไขกระบวนการอันไม่ชอบธรรมในอดีต
จากตัวอย่างสถานการณ์คดีดังกล่าว พอจะทำให้เห็นว่าบรรยากาศของการแสดงความคิดเห็นในสังคมช่วงการลงประชามติรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 นั้น อยู่ภายใต้การควบคุมปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเข้มข้น ทหารยังคงมีอำนาจเหนือพลเรือน คณะรัฐประหารยังควบคุมกระบวนการอย่างเข้มงวด
การทำประชามติในครั้งนั้น จึงเป็นแต่เพียง “รูปแบบ” ที่ใช้สร้างความชอบธรรมให้กับกติกาที่ คสช. เป็นผู้กำหนด แต่ไม่มี “เนื้อหา” อย่างที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย คือการเปิดให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรณรงค์ได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ควรกล่าวด้วยว่า แม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะผ่านการลงประชามติแล้ว แต่ยังถูกแก้ไขเพิ่มเติมอีก ก่อนมีการประกาศใช้ โดยหลังจากมีการทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญเพื่อลงพระปรมาภิไธย เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 สำนักราชเลขาธิการทำเรื่องมาถึงรัฐบาลว่ารัชกาลที่ 10 ได้มีข้อสังเกตพระราชทานให้ปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจบางส่วน รัฐบาลจึงนำร่างมาปรับแก้ไข ก่อนทูลเกล้าฯ อีกครั้ง โดยไม่ได้มีการกระบวนการผ่านความเห็นชอบของประชาชน ก่อนจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 ท้ายที่สุดแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติ กับรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้จริง จึงมีเนื้อหาแตกต่างกันด้วย
นอกจากนั้น การลงประชามติครั้งนั้น หากประชาชนไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร ก็ไม่มีความชัดเจนว่า คสช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะนำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ และจะจัดให้มีการเลือกตั้งต่อไปหรือไม่ ทำให้การตัดสินใจในการลงมติที่เกิดขึ้น อยู่ในสภาวะที่ไม่มีความชัดเจนของทางเลือก และข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจของประชาชน
การเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และสร้างกระบวนการประชามติที่ทำให้กติกาสูงสุดนี้ได้รับการพิจารณาออกแบบใหม่ เพื่อลบล้างกระบวนการอันไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ จึงมีความสำคัญสำหรับสังคมไทยต่อไป
.







