ศุภณัฐ บุญสด
นักวิชาการ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า
.
รัฐธรรมนูญ 2560 คือรัฐธรรมนูญที่ปิดกั้นความฝันของประเทศและทำให้ประชาชนไทยเหนื่อยล้า
“รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดที่กำหนดระเบียบโครงสร้างของรัฐและการเมืองของประเทศ” ดูเหมือนจะเป็นวลีที่นักกฎหมายมักจะอธิบายเกี่ยวกับความหมายของกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitutional law) แต่การจำกัดนิยามในเชิงนิติศาสตร์ที่ค่อนข้างห่างใกล้จากชีวิตประจำวันของประชาชนชาวไทยเช่นนี้ ท่ามกลางบรรยากาศในช่วงการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ กับคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนผ่านทางรัฐธรรมนูญอย่างสันติโดยการลงคะแนนเสียงของประชาชน ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเหตุใดบรรยากาศการมีส่วนร่วมและพูดคุยเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติครั้งสำคัญนี้ในทางสาธารณะของประชาชนวงกว้างจึงค่อนจำกัด ผู้ที่สังเกตการณ์บรรยากาศทางการเมืองดังกล่าวอาจมีการให้คำตอบที่หลากหลายทั้งในแง่การวิจารณ์คณะกรรมการการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ไม่ค่อยรณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ หรือการรณรงค์โดยภาคประชาชนในเรื่องนี้ ยังไม่สามารถเข้าถึงคนในวงกว้างได้
แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม บรรยากาศทางการเมืองเช่นนี้คือเหตุผลที่แท้จริงที่บอกเราอย่างตรงไปตรงมาว่า ทำไมประชาชนจึงสมควรไปออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 โดยหากนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลประกาศใช้ กลับได้สร้างปัญหาอย่างมหาศาลที่ดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาพยายามมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สะท้อนได้จากเหตุการณ์ที่มีการเสนอร่างกฎหมายของประชาชนจำนวนสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 80 ฉบับ1 และมีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา มากกว่า 25 ฉบับ โดยภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาก่อนปี พ.ศ. 25662 รวมถึงการชุมนุมทางการเมืองทั่วประเทศเพื่อเสนอให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และปฏิรูปสถาบันฯ ในปี พ.ศ. 2563-25643 นอกจากนี้ยังมีการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 39,293,867 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 52 ล้านกว่า คิดเป็น 75.22% ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย4
แต่ประชาชนกลับถูกทำให้อ่อนล้าและเหนื่อยหน่ายที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองลงไป เนื่องจากโครงสร้างการเมืองตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีกลไกต่าง ๆ ค่อยปิดกั้นมิให้ประชาชนได้รับผลลัพธ์ทางการเมืองตามที่คาดหวังและคุ้มค่ากับการลงมือลงแรงต่าง ๆ เช่น การถูกดำเนินคดีจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง, ร่างกฎหมายประชาชนที่ถูกกระบวนการของรัฐสภาขัดขวางมิให้พิจารณาได้สำเร็จ, การยุบพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน, กระบวนการคัดเลือกบุคคลตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดจากการใช้อำนาจโดยองค์กรอิสระกับศาล เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ ความอ่อนล้าและเหนื่อยหน่ายที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยลงในช่วงที่มีการรณรงค์ออกเสียงประชามติเช่นนี้ จึงเป็นผลโดยตรงจากความเลวร้ายของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่สร้างกลไกทางการเมืองที่เป็นโซ่ตรวนล่ามประเทศและย่างก้าวของประชาชนมิให้ก้าวเดินไปตามจุดมุ่งหมายหรือตามความฝันของตนเองได้
ผู้เขียนขอเสนอเหตุผล 5 ประการที่ชวนให้พิจารณา และเชิญชวนให้ออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้
.
.
เหตุผลแรก
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กับการสร้างประชาธิปไตยที่ทำให้อำนาจอธิปไตยของประชาชนไม่มีความหมาย
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 2 กำหนดให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเดิมทีบทบัญญัติดังกล่าวนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 โดยมิได้มุ่งหมายถึงระบอบใดเป็นพิเศษแตกต่าง นอกจากการยืนยันว่าระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยจะมีรูปของรัฐเป็นราชอาณาจักรและมีประมุขของรัฐเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น5
ดังนั้น การเข้าใจความหมายของระบอบดังกล่าวจึงสามารถแยกการพิจารณาระหว่างรูปของรัฐที่เป็นราชอาณาจักรและระบอบประชาธิปไตยออกจากกันได้ โดยหากจำเป็นจะต้องอธิบายทฤษฎีทางรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับความหมายและองค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญของประชาธิปไตย (Democratic principle) เป็นเช่นไร ต้องกล่าวว่าระบอบประชาธิปไตยคือการปกครองที่ยึดถือว่าอำนาจรัฐเป็นของประชาชน และกำหนดให้ประชาชนเป็นฐานของความชอบธรรมทางการเมืองทั้งหมดในการออกแบบที่มาของรัฐธรรมนูญ ที่มาของผู้ใช้อำนาจรัฐและข้อจำกัดของอำนาจรัฐ6
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเกณฑ์ที่มาของผู้ใช้อำนาจรัฐ รัฐธรรมนูญที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญดังกล่าวต้องสืบสาวที่มาของบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายจัดตั้งขึ้น กลับมาเชื่อมโยงกับประชาชนให้ได้ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ทั้งโดยตรงคือได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนให้เข้าดำรงตำแหน่ง หรือโดยอ้อมคือได้รับการแต่งตั้งจากบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้เข้าดำรงตำแหน่ง
ถ้าสืบสาวที่มาของผู้ใช้อำนาจรัฐแล้วไม่พบว่าสอดคล้องกับเกณฑ์ดังกล่าว ย่อมพอกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้เป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
เมื่อพิจารณาจากสถาบันทางการเมืองที่ได้รับการจัดตั้งโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ จะพบว่ามีความเชื่อมโยงกับประชาชนน้อยมาก เนื่องจากมีเพียงนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นภายหลังบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภามีอำนาจเลือกบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสิ้นผลแล้ว7 และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร8 เท่านั้นที่สามารถสืบสาวย้อนกลับไปหาประชาชนได้
ในขณะที่สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นองค์กรหลักในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญ9และองค์กรอิสระอื่น ๆ อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะกรรมมาการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน10 ก็มิได้มีที่มาเชื่อมโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง11 จึงส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรอิสระทั้งหมดขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนไปโดยปริยายด้วยเช่นกัน ในขณะที่ที่มาของผู้ใช้อำนาจรัฐในองค์กรตุลาการอื่น ๆ อย่างผู้พิพากษาหรือตุลาการในศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มิได้กำหนดให้มีที่มาอันเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรงหรือโดยอ้อมเช่นเดียวกัน12
กล่าวโดยสรุป การที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จัดตั้งองค์กรขึ้นมาในรัฐธรรมนูญถึง 12 องค์กร แต่มีเพียงแค่ 2 องค์กรเท่านั้นที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ย่อมมีความหมายอย่างตรงไปตรงมาเพียงประการเดียว คือ ระบอบการปกครองที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อตั้งขึ้นจึงมิใช่ระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น การรับรองว่าอำนาจอธิปไตยของประชาชนในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าและไร้ความหมาย เพราะการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผ่านการเลือกตั้งไม่มีพลังเพียงพอที่กำหนดว่าใครควรมาใช้อำนาจรัฐแทนประชาชนได้เลยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
.
.
เหตุผลที่สอง
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กับศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย
ศาลรัฐธรรมนูญ ในแง่นิติศาสตร์เป็นนวัตกรรมทางกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นองค์กรตุลาการที่ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญที่มุ่งสร้างข้อจำกัดในการใช้อำนาจรัฐ ด้วยจุดประสงค์เพื่อมิให้องค์กรใดใช้อำนาจรัฐล่วงละเมิดกฎเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกฎเกณฑ์ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือบังคับใช้กฎหมายโดยขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ตาม13
ส่วนในแง่การเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติโดยศาลรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญมีที่มาสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ ถูกร่างและเห็นชอบโดยประชาชน พร้อมกับสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา การควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นกำกับอำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชนและระอบประชาธิปไตยไปโดยปริยาย14
กรณีข้างต้นคือในบริบททางทฤษฎี แต่ในกรณีของประเทศไทยถือว่ามีลักษณะที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นอกจากที่มาของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มิได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาตามที่อธิบายไว้ในเหตุผลที่แรก ย่อมเป็นไปได้ยากยิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมอำนาจรัฐให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยตามที่กล่าวไว้ในทางทฤษฎี พิจารณาได้จากข้อเท็จจริงทางสถิติของคำวินิจฉัยที่รวบรวมโดย Wevis15 พบว่าในปัจจุบันจากคำวินิจฉัยที่ประชาชนโต้แย้งต่อศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 19 คดี มีเพียง 3 คดีเท่านั้นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในลักษณะที่เป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่คำวินิจฉัยส่วนใหญ่ของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นไปในทิศทางที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของรัฐ ตัวอย่างเช่น การวินิจฉัยว่าการใช้สิทธิชุมนุมของกลุ่มบุคคลเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในขณะที่คำวินิจฉัยในคดีที่มีลักษณะทางการเมืองอื่น ๆ บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นคุณต่อระบอบประชาธิปไตยก็มิได้มีลักษณะที่แตกต่างออกไป ทั้งการวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาและเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับคณะรัฐประหารถึง 2 ครั้ง16 รวมถึงการมีคำสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ถูกเสนอชื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรียุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในห้วงเวลาที่รัฐสภากำลังอยู่ในวาระคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี17 กับวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งถึง 2 ท่านในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี18 นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังได้วินิจฉัยที่ละเมิดต่อคุณค่าพื้นฐานต่อระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุด อย่างการวินิจฉัยห้ามมิให้รัฐสภากำหนดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงอีกด้วย19
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาและอยู่ภายใต้ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากคุณค่าหลักที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่คุณค่าในระบอบประชาธิปไตย การที่ศาลรัฐธรรมนูญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงเป็นการควบคุมให้บุคคลและสถาบันทางการเมืองอยู่ภายใต้คุณค่าที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปโดยปริยายด้วยเช่นกัน
ดังนั้น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชนเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยและกำหนดที่มาของศาลรัฐธรรมนูญใหม่ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะสร้างศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยขึ้นมาใหม่ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญควรจะเป็นในทางทฤษฎีต่อไป
.
.
เหตุผลที่สาม
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กับการสร้างคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรที่อ่อนแอ-ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงพอที่จะผลักดันเจตจำนงของประชาชนให้บรรลุผล
สืบเนื่องจากเหตุผลแรก รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีการจัดตั้งและบัญญัติรับรององค์กรที่ใช้อำนาจรัฐต่าง ๆ จำนวนทั้งสิ้น 12 องค์กร แต่จากทั้งหมดมีเพียง 2 องค์กรเท่านั้นที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนและมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยซึ่งคือคณะรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎร โดยดุลยภาพของอำนาจตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (separation of power) ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้จัดวางความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยกับองค์กรอื่น ๆ ที่ไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ในลักษณะที่ให้ฝ่ายหลังมีสถานะที่เหนือกว่าฝ่ายแรก และมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมากมายในการควบคุมให้การใช้อำนาจของฝ่ายแรกเป็นไปตามที่ตนกำหนดหรือบ่อนเซาะการดำรงตำแหน่งของบุคคลในองค์กรที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยดังกล่าว
การจัดวางดุลยภาพของอำนาจเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญ มีผลโดยตรงเป็นการควบคุมและตัดตอนให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่องค์กรในรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างศาลและองค์กรอิสระขีดเส้นทางการเมืองเอาไว้ เนื่องจากต่อให้ประชาชนมีเจตจำนงทางการเมืองเช่นไร และมีการส่งผ่านเจตจำนงดังกล่าวผ่านไปยังผลของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการเลือกบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่การบริหารราชการแผ่นดินกับการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับในประเทศของคณะรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เป็นไปตามเจตจำนงดังกล่าวก็จะติดขัดกับข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญที่ถูกสร้างขึ้น โดยการใช้อำนาจของศาลกับองค์กรอิสระเช่นเดิม
ในทางสากล การออกแบบรัฐธรรมนูญ (Constitutional design) ให้สอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจให้แต่ละองค์กรของรัฐมีอิสระจากกันและสามารถตรวจสอบถ่วงดุลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและมีเสถียรภาพทางการเมือง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภา รัฐธรรมนูญจะมีการรับรองกฎเกณฑ์ที่เรียกว่าเอกสิทธิ์ (privileged) และความคุ้มกัน (immunity) ไว้คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภากับรัฐสภาให้เป็นตามเจตจำนงของประชาชนดำเนินไปได้อย่างเป็นอิสระกับปลอดจากแทรกแซงโดยรัฐบาลและศาล อย่าง
(1) การคุ้มครองเสรีภาพในการพูดของสมาชิกรัฐสภาที่ป้องกันมิให้บุคคลอื่นนำถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษรกับการลงมติในที่ประชุมสภาหรือที่ประชุมของคณะกรรมาธิการไปดำเนินคดีมิได้
(2) การคุ้มครองมิให้มีการจับกุมที่คุ้มครองมิให้มีการจับกุม คุมขัง หรือการพิจารณาคดีกับสมาชิกรัฐสภาในระหว่างสมัยประชุม
และ (3) รัฐสภามีอำนาจตราข้อบังคับขึ้นมาใช้ในกิจการภายในของตนและมีอำนาจควบคุมการปฏิบัติหน้าที่กับมาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา20
แต่สำหรับรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2560 กลับมิได้มีการออกแบบกฎเกณฑ์เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว พร้อมกับมุ่งทำลายความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีการสร้างข้อยกเว้นทางกฎหมายให้บุคคลสามารถนำถ้อยคำกับการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมสภาไปดำเนินคดีต่อศาลได้21 นอกจากนี้ยังเปิดให้องค์กรอิสระกับศาลเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมมาตรฐานทางวิชาชีพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้อำนาจ ป.ป.ช. กับศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนและพิจารณาคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานร้ายแรง22
สำหรับผลร้ายอย่างรูปธรรมของการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ลดทอนสภาผู้แทนราษฎรให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรอิสระกับศาลเช่นนี้ สะท้อนได้จากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงโดยองค์กรภายนอกสภาอย่าง ป.ป.ช. จากการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา23 ซึ่งในทางสากลถือว่าควรได้รับการคุ้มครองจากเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเกี่ยวกับเสรีภาพในการพูดของสมาชิกรัฐสภา และถือว่าเป็นการดำเนินกิจการภายในของรัฐสภาโดยแท้ที่ไม่อาจถูกแทรกแซงโดยองค์กรภายนอกสภาได้
ในขณะที่คณะรัฐมนตรีก็ตกอยู่ภายใต้สถานะเดียวกันกับสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญกับศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กับมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่24 ที่ปัจจุบันได้เปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายเขตอำนาจเข้ามาควบคุมการกระทำที่มีลักษณะเป็นการกระทำทางรัฐบาล (Act of Government) ที่ตามทฤษฎีของสากลแล้วเป็นการกระทำที่มีลักษณะการเมืองโดยแท้จึงไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของศาล25 และนำไปสู่การปลดบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 2 ท่าน จนกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทย
ด้วยสภาพการณ์ข้างต้น หากประชาชนต้องการให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยมีความหมายและองค์กรของรัฐมีความเชื่อมโยงกับประชาชน สามารถผลักดันเจตจำนงทางการเมืองที่ได้รับมอบจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพทางการเมือง โดยไม่ถูกกีดขวางและบ่อนทำลายโดยองค์กรที่ไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอย่างองค์กรอิสระกับศาลอีกต่อไป การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ย่อมเป็นทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าว
.
.
เหตุผลที่สี่
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กับบทบัญญัติสิทธิเสรีภาพที่ว่างเปล่าและอยู่ภายใต้ความมั่นคงของรัฐ
การบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลไว้ในรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจต่อปัจเจกชนให้สามารถใช้สิทธิเสรีภาพกับความเสมอภาคแสดงออกทางการเมืองและพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองในสังคมดังกล่าวได้อย่างเต็มที่26 โดยมุ่งหมายให้บทบัญญัติให้สิทธิเสรีภาพนี้มีสถานะเป็นกฎเกณฑ์ทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ทำหน้าที่จำกัดการใช้อำนาจรัฐขององค์กรต่าง ๆ27 เพื่อให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพจากหน่วยงานของรัฐสามารถหยิบยกบทบัญญัติสิทธิเสรีภาพดังกล่าวไปใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการใช้อำนาจดังกล่าวได้
สำหรับการสร้างข้อจำกัดสิทธิเสรีภาพในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มอบอำนาจให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลได้สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ รูปแบบแรกอย่างการใช้คำที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจงอย่าง “ความมั่นคงของรัฐ” หรือ “ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน” เป็นต้น มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในฐานะข้อจำกัดของสิทธิเสรีภาพของบุคคล กับรูปแบบที่สอง อย่างการใช้บทบัญญัติสิทธิเสรีภาพที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญมาเป็นข้อจำกัดของสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยการสร้างข้อจำกัดในประเภทนี้จะช่วยลดช่องว่างที่เปิดให้หน่วยงานของรัฐขยายอำนาจเข้ามาจำกัดสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลได้ดีที่สุด28
สำหรับการรับรองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะพบว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ดำเนินการสร้างข้อจำกัดสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่เปิดช่องทางกฎหมายให้หน่วยงานของรัฐแทรกแซงการใช้สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวอย่างรัดกุมแบบที่ปรากฎในรูปแบบที่สองข้างต้นแต่อย่างใด แต่มีลักษณะการสร้างข้อจำกัดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยด้วยการใช้ถ้อยคำทางกฎหมายที่ไม่มีความหมายเฉพาะเจาะจงและให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐ เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ รัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระขยายอำนาจเข้ามาจำกัดสิทธิเสรีภาพได้โดยง่าย เช่น ความปลอดภัยของรัฐ29 ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน30 รักษาความมั่นคงของรัฐ31 เพื่อรักษาความมั่นคงหรือ เศรษฐกิจของประเทศ32 ความปลอดภัยสาธารณะ33 คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ34 และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข35 เป็นต้น
การบัญญัติให้มีข้อจำกัดสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่เปิดกว้างต่ออำนาจรัฐในการละเมิดสิทธิเสรีภาพเช่นนี้ จึงไม่แปลกประหลาดด้วยเหตุและผลที่เมื่อประชาชนได้มีการหยิบบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลจากอำนาจรัฐ จนถึงปี พ.ศ. 2566 จากจำนวนทั้งสิ้น 19 คดี จะมีเพียงแค่ 3 คดีเท่านั้นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปในทิศทางที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 15.79 จากคดีทั้งหมด โดยคดีส่วนใหญ่ที่เหลือเป็นร้อยละ 84.21 จากคดีทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในทิศทางที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของรัฐเป็นสำคัญแทน36
.
.
เหตุผลที่ห้า
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กับมือที่ตายแล้ว ผู้ไม่ยอมให้คนไทยรุ่นถัดไปกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง
ในทางทฤษฎีแล้ว การสร้างบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อให้รัฐธรรมนูญสร้างกลไกที่สามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจในอนาคตได้ทัน ทั้งนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างสันติเกิดขึ้นได้ และป้องกันไม่ให้มีสถานการณ์ปฏิวัติที่จะนำมาสู่การล้มล้างรัฐธรรมนูญ37 โดยบิดาผู้ก่อตั้งประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่าง Thomas Jefferson เป็นผู้ที่สนับสนุนให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแก้ไขได้โดยง่าย เนื่องจากมองว่าชะตากรรมของโลกและประเทศควรถูกกำหนดโดยคนรุ่นถัดไปมิใช่จากคนในรุ่นก่อนหรือมือที่ตายไปแล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ ประชาชนรุ่นใหม่หรือรุ่นถัดไป จนควรที่จะปลดพันธะตนเองจากรัฐธรรมนูญของคนรุ่นเก่าและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เหมาะสมกับความต้องการกับความฝันแห่งยุคสมัยในรุ่นของตนได้38
ข้อจำกัดใด ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นไปเพื่อการวางกลไกแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการได้ยากกว่าแก้ไขกฎหมายทั่วไป เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐธรรมนูญและระบอบการเมืองที่รัฐธรรมนูญดังกล่าวก่อตั้งขึ้นเท่าที่จำเป็นเท่านั้น39 มิใช่มุ่งกีดขวางมิให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกระทำมิได้เลย
หากแบ่งประเภทข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทแรก ข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ปรากฎในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญชัดเจน ประเภทที่สอง ข้อจำกัดที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยการตีความรัฐธรรมนูญของศาล และประเภทที่สาม กระบวนการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญหรือในทางปฏิบัติที่ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่สร้างข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายการเมืองขึ้นมา40
เมื่อพิจารณามาที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนที่มุ่งหมายให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จะพบว่าได้ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขได้ยาก (Rigid Constitution) ด้วยการกำหนดกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ให้รัฐสภาเป็นองค์กรมีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ41 แต่กำหนดข้อจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยกันโดยตรงไว้สองประการ ได้แก่ (1) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ42 และ (2) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติตามกระบวนการที่ยุ่งยากซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ โดยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องได้รับฉันทามติจากทุกฝ่ายทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังได้มีคำวินิจฉัยที่สำคัญสองฉบับสร้างข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมด้านกระบวนการจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 256 โดยกำหนดให้การดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภาต้องผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าประสงค์มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อน43
สำหรับการออกเสียงประชามติของประชาชนเพื่อจัดทำและเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องกระทำสองครั้ง ได้แก่ ประชามติครั้งแรกที่รัฐสภาต้องร้องขอคณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภา ด้วยคำถามว่าประชาชนเห็นสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และการจัดทำรัฐธรรมนูญจะมีวิธีการและเนื้อหาอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการหรือวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมได้โดยตรง และประชามติครั้งที่สองที่ต้องดำเนินการภายหลังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้วว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยในคำวินิจฉัยในครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการสร้างข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการด้วยการกำหนดให้ห้ามมิให้รัฐสภาออกแบบกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในลักษณะที่ให้มีองค์กรยกร่างและพิจารณารัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงขึ้นมาอีกด้วย โดยมิได้อธิบายให้เหตุผลรองรับการวินิจฉัยนั้นไว้แต่อย่างใด44
สำหรับกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้ยากจากทั้งที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญกับที่ถูกสร้างขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก่อนที่จะมีการออกเสียงประมติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ประสบความล้มเหลวในทางการเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราที่ถูกปัดตกโดยวุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มาจากการแต่งของคณะรัฐประหาร จำนวน 25 ฉบับ45 หรือความพยายามในการผลักดันทางการเมืองที่ล้มเหลวระหว่างรัฐบาลเสียงข้างน้อยกับฝ่ายค้านที่นำมาสู่การยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา46
จนกล่าวได้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในทางการเมืองแทบจะเป็นไปไม่ได้ไปแล้วทันที เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปรากฏข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งสามประเภทครบในฉบับเดียว ทั้งข้อจำกัดที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ข้อจำกัดที่ศาลรัฐธรรมนูญสร้างขึ้น และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากบริบททางการเมือง จนรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายสภาพเป็นมือที่ตายไปแล้วที่คอยฉุดรั้งมิให้คนไทยรุ่นถัดไปปลดพันธะตนเองจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยซึ่งเหมาะสมกับความต้องการและความฝันแห่งยุคสมัยใหม่ได้
.
ด้วยเหตุผลทั้ง 5 ประการที่กล่าวมา การออกเสียงประชามติของประชาชนในการเห็นชอบให้มีจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะบอกแก่กลุ่มคนที่มุ่งหมายให้ประเทศปกครองในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปตลอดกาลว่าความพยายามของพวกเขาจะต้องจบลง เราต่างต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่ถูกผลักดันไปตามเจตจำนงของประชาชนโดยไม่ถูกล่ามตรวนด้วยพันธะต่าง ๆ อีกต่อไป
หากเราออกไปใช้สิทธิออกเสียงมากพอและเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ล้นหลามมากพอ ผลการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นแรงผลักดันทางการเมืองให้องค์กรที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนทั้งหลายยอมถอยและเปิดประตูบานแรกให้กับประชาชน เพื่อเปิดประตูบานถัด ๆ ไป จนไปถึงวันที่ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้บังคับแทนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้ในที่สุด
.
.
อ้างอิงท้ายบทความ
- พิชชากร เรืองเดชาวิวัฒน์, วิบากกรรมของร่างกฎหมายโดยประชาชน ในสภายุคประยุทธ์ 2, จาก: https://www.the101.world/hardship-people-proposed-law/. ↩︎
- iLaw, แก้รัฐธรรมนูญ 5 ภาครวม 26 ข้อเสนอ ส.ว. ปัดตกแทบเกลี้ยง แม้เสียงเกินครึ่งของสภา, จาก: https://www.ilaw.or.th/articles/5538 ↩︎
- รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์, เส้นทางการชุมนุม 2563-2564 ปรากฏการณ์การปลดแอกของประชาชนในนามราษฎร, จาก: https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/100117 ↩︎
- สำนักข่าวทูเดย์, กกต.แถลงเลือกตั้ง 66 คนออกมาใช้สิทธิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ยืนยันผล ‘ก้าวไกล’ ชนะอันดับ 1, จาก: https://www.workpointtoday.com/election66-result ↩︎
- รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 39, 2 พฤศจิกายน 2491: 1345-1348. ↩︎
- วรเจตน์ ภาคีรัตน์, คำสอนว่าด้วยรัฐและหลักกฎหมายมหาชน, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อ่านกฎหมาย, 2564, หน้า 327. ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 158 – 159 และมาตรา 272 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 83 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 204 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 222 มาตรา 228 มาตรา 232 มาตรา 238 และมาตรา 246 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 107 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 196 มาตรา 198 – 199 ↩︎
- Lars Vinx, The Guardian of The Constitution, Cambridge: Cambridge University press, 2015, pp.174-175. ↩︎
- Hans Kelsen, The essence and value of Democracy, Plymouth: Rowman and Littlefield Publishers, inc. 2013, pp.80-84. ↩︎
- Wevis, ชำแหละคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไทย, จาก: https://wevis.info/con-court. ↩︎
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2563 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 ↩︎
- สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2567, จาก: https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20240124145622.pdf ↩︎
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 21/2567 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 ↩︎
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ↩︎
- ศุภณัฐ บุญสด, การศึกษาความเหมาะสมของอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ: กรณีเสรีภาพในการพูดของสมาชิกรัฐสภา, สถาบันพระปกเกล้า, 2567, หน้า 37-38. ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 124 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 219 และมาตรา 234-235 ↩︎
- เดอะ สแตนดาร์ด, ป.ป.ช. ทยอยไต่สวน 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล พิจารณามาตรฐานจริยธรรมเป็นรายบุคคล, จาก: https://thestandard.co/nacc-44-move-forward-mps/ ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 160 (4) (5) ประกอบด้วยมาตรา 170 และมาตรา 234-235 ↩︎
- อนุชา อชิรเสนา, คุณสมบัติ(ใหม่)ของรัฐมนตรีในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560: จาก “บทบัญญัติที่คลุมเครือ” สู่ “คำตัดสินที่ก้ำกึ่ง”, CMU Journal of Law and Social Sciences, ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 (2025): กรกฎาคม-ธันวาคม 2568, หน้า 25-47. ↩︎
- ชาญชัย แสวงศักดิ์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ : แนวคิดและประสบการณ์ต่างประเทศ, กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2552, หน้า 22-25. ↩︎
- ต่อพงษ์ กิตติยานุพงศ์, ทฤษฎีสิทธิขั้นพื้นฐาน, กรุงเทพฯ, วิญญูชน, 2561, หน้า 56-57. ↩︎
- อ้างแล้ว, 210-215. ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 31 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 25 มาตรา 31 มาตรา 34 มาตรา 38 มาตรา 42 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 38 มาตรา 44 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 40 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 44 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 37 มาตรา 42 ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 44 และมาตรา 49 ↩︎
- Wevis, ชำแหละคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไทย, จาก: https://wevis.info/con-court. ↩︎
- Yaniv Roznai, Unconstitutional constitutional amendment, United Kingdom: Oxford university press, 2017, pp.4-5. ↩︎
- Micheal Hardt, “Thomas Jefferson, or, the transition of democracy” in Thomas Jefferson, The Declaration of Independence, London, Verso, xiv-xv. ↩︎
- Yaniv Roznai, Unconstitutional constitutional amendment, pp.4-5. ↩︎
- Richard Albert, Constitutional Amendment, New York, Oxford University press, 2019, pp.140. ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 256 (1) ↩︎
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 255 ↩︎
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ↩︎
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ↩︎
- iLaw, แก้รัฐธรรมนูญ 5 ภาครวม 26 ข้อเสนอ ส.ว. ปัดตกแทบเกลี้ยง แม้เสียงเกินครึ่งของสภา, จาก: https://www.ilaw.or.th/articles/5538 ↩︎
- เดอะ สแตนดาร์ด, สรุปเหตุการณ์จากแก้รัฐธรรมนูญสู่ยุบสภา เงื่อนไข สว. 1 ใน 3 เป็นสาเหตุหรือไม่?, จาก: https://thestandard.co/constitution-dissolution-senate-1of3/ ↩︎
.





