เดือนสิงหาคม 2568 มีคดีเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้น 3 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 จำนวนสองคดี ได้แก่ คดีของ “อภิรักษ์” ประชาชนที่เพิ่งพบว่าถูกจับกุมคุมขัง และคดีของทักษิณ ที่นับสถิติเพิ่มเข้ามา และอีก 1 คดีจากเหตุจุดพลุไฟบริเวณสภา ของ “ต๊ะ” คทาธร
ตลอดเดือนสิงหาคม ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองรวมอย่างน้อย 16 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 รวม 6 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 10 คดี
ในส่วนของมาตรา 112 พบว่ามีสองคดีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ และคดีของทักษิณ ชินวัตร ส่วนอีกสี่คดีที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด ได้แก่ คดีของ “ใบปอ” จำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา, คดีของ “ไวรัส” จำคุก 5 ปี 30 เดือน รอลงอาญา, คดีของ “แซน” สุปรียา ใจแก้ว จำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา และคดีของ “หอมแดง” จำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา
ด้านคดีจากสถานการณ์ชุมนุมอื่น ๆ ศาลพิพากษายกฟ้องอย่างน้อย 5 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 116 ของ ฉัตรชัย แก้วคำปอด และ วิศรุต สวัสดิ์วร จากเหตุชุมนุมที่อุบลราชธานีเมื่อปี 2563, คดีของ “แดง ชินจัง” จากกรณีเหตุระเบิดในที่ชุมนุม กปปส. ปี 2557, คดีของพุฒิพงศ์ เหตุชุมนุมทะลุแก๊ซเมื่อปี 2565 และยกฟ้องอีกสองคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากเหตุชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน เมื่อปี 2563
ในขณะเดียวกัน พบว่าคดีที่ศาลตัดสินลงโทษอย่างน้อย 5 คดี โดยมีคดีที่ศาลลงโทษในอัตราสูง คือชุมนุมหน้า ตชด. ภาค 1 ของนักกิจกรรม 12 คน ศาลลงโทษปรับรวมกว่า 3 แสนบาท และในคดีระเบิดหน้าสามย่านมิตรทาวน์ จากเหตุชุมนุมปี 64 ศาลพิพากษาจำคุก 3 จำเลย คนละ 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา
ทำให้ในเดือนที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังใหม่ในเรือนจำเพิ่มอีก 4 คน คือ “หอมแดง”, ณัฐสุต, พรชัย และวีรยุทธ หลังมีคำพิพากษาและศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ปัจจุบัน (3 ก.ย.) มีผู้ต้องขังเป็นอย่างน้อย 48 คนแล้ว
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2568 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,986 คน ในจำนวน 1,337 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 แล้ว มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 3 คดี
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,063 ครั้ง
สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 284 คน ในจำนวน 317 คดี (จำนวนนี้อย่างน้อย 168 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ)
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 156 คน ในจำนวน 56 คดี
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 677 คดี
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 199 คน ในจำนวน 109 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 216 คน ในจำนวน 240 คดี
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
จากจำนวนคดี 1,337 คดีดังกล่าวมีจำนวน 740 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว)

.
แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้
3 นักกิจกรรมถูกแจ้งข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เหตุประท้วงมินอ่องหล่าย ด้านคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช สั่งฟ้องใหม่ – ให้ใส่ EM เหมือนเดิม
ในเดือนที่ผ่านมา มีสถิติคดีเพิ่มขึ้นทั้งหมด 3 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดี และอีก 1 คดีจากเหตุ ‘จุดพลุไฟบริเวณสภา’ ซึ่งถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.
คดีแรก กรณี “อภิรักษ์” (นามสมมติ) ช่างไฟฟ้าวัย 31 ปี ซึ่งช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งว่าพบประชาชนรายหนึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีตามมาตรา 112 จึงได้เข้าติดตามตรวจสอบข้อมูล พบว่าถูกกล่าวหาจากเหตุโพสต์และแชร์ข้อความบนเฟซบุ๊ก 4 ข้อความ และถูกขังระหว่างสอบสวนมาตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2568 จึงได้ยื่นประกันตัว ก่อนศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา
คดีที่สอง ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของ ทักษิณ ชินวัตร จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ถึงเบื้องหลังการรัฐประหารของ คสช. เป็นคดีที่ศูนย์ทนายฯ นับเพิ่มเติมเข้ามาในสถิติคดีในช่วงปี 2563 เป็นต้นมานี้ เนื่องจากในคดีดังกล่าวทักษิณถูกแจ้งข้อกล่าวหาเมื่อปี 2567 ขณะถูกคุมขังและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14
และคดีที่ 3 ได้แก่ คดีของ “ต๊ะ” คทาธร กรณีเข้าร่วมกิจกรรม “เปิดสภาตามหานิรโทษกรรม 112” ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2567 แต่เพิ่งถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “จุดและปล่อยพลุขึ้นสู่อากาศ โดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งถูกบัญญัติให้เป็นความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 27/2559 โดยคทาธรได้เข้ามอบตัวตามหมายจับแล้วเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา และให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ส่วนในคดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จากกรณีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมาเพื่อประท้วง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา กรณีมาร่วมประชุม BIMSTEC ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2568 ปัจจุบันมีนักกิจกรรมรวมแล้ว 3 คน ถูกดำเนินคดีจากกรณีนี้ ได้แก่ ธิติมา ทองศรี, คิตะ เกิดนาค และ วรกานต์ ปานทอง โดยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา หลังได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งสามคนได้เข้าไปชี้แจงข้อกล่าวหา และให้การปฏิเสธต่อพนักงานสอบสวน
.
ยกฟ้อง ม.112 คดี ‘ทักษิณ’ – ‘โตโต้’ ปิยรัฐ และลงโทษจำคุกอีกสี่คดี ด้าน ‘หอมแดง’ เข้าเรือนจำหลังไม่ได้ประกันตัว
ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างน้อย 16 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 รวม 6 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 10 คดี
สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 มีคำตัดสินออกมาอีกอย่างน้อย 6 คดี แบ่งเป็นคดีชั้นอุทธรณ์ 3 คดี และชั้นต้น 3 คดี พบว่ามีสองคดีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีของทักษิณ และ คดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ
คดีของ ทักษิณ ชินวัตร กรณีให้สัมภาษณ์สื่อทีวีของเกาหลีใต้เกี่ยวกับสถาบันฯ เมื่อปี 2558 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าข้อความที่จำเลยกล่าวไม่ได้ใช้ถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ และพยานบุคคลที่โจทก์อ้างมาเคยเข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมือง แสดงให้เห็นว่ามีอคติต่อจำเลย
ส่วนคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ กรณีโพสต์วิจารณ์การสลายชุมนุม #ม็อบย่างกุ้ง และมีข้อความพาดพิงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ศาลอาญายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีความน่าสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความหรือไม่ เนื่องจากขณะเกิดเหตุ จำเลยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอยู่
ส่วนอีกสี่คดี ศาลพิพากษาว่ามีความผิด แต่มีแนวโน้มการรอลงอาญาและไม่รอลงอาญา รวมถึงการให้ประกันตัวแตกต่างกันออกไป ดังนี้
คดีของ “หอมแดง” (นามสมมติ) กรณีแชร์โพสต์จากเพจ “สมองโง่ดักดานรัฐบาลตูบฯ” เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2563 มีเนื้อหาเรียกร้องให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่เขาไม่ได้เขียนข้อความใด ๆ ประกอบ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าประเด็นเรื่องไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทฯ จำเลยไม่ได้ยกมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ส่วนโทษที่ลงนั้นนั้นเป็นขั้นต่ำแล้ว จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ และศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว ทำให้เขาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
คดีของ “ไวรัส” (นามสมมติ) กรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 3 ข้อความ และ Tiktok 2 ข้อความเกี่ยวกับ ร.9 และ ร.10 โดยศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่ามาตรา 112 คุ้มครองรวมถึงอดีตกษัตริย์ พิพากษายืนจำคุก 5 ปี 30 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 3 ปี
คดีของ “แซน” สุปรียา ใจแก้ว กรณีแขวนป้ายผ้าข้อความว่า“งบสถาบันฯ>งบเยียวยาประชาชน” บริเวณห้าแยกพ่อขุนเม็งราย เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2564 เดิมศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับคำพิพากษาลงโทษตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเป็นผู้แขวนป้ายและโพสต์ โดยเห็นว่าข้อความมีลักษณะเปรียบเทียบลดทอนคุณค่า บั่นทอนความน่าเชื่อถือสถาบันกษัตริย์ โดยยังได้รับการประกันตัวในชั้นฎีกา
คดีของ “ใบปอ” กรณีแชร์โพสต์ของ ‘เพจทะลุวัง’ เรื่องงบสถาบันกษัตริย์ เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 รวมจำนวน 2 โพสต์ คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลอาญาเห็นว่าทั้งสองโพสต์เป็นการกล่าวถึงพระบรมวงศานุวงศ์ รัชกาลที่ 10 และสถาบันกษัตริย์ มีเนื้อหาลักษณะเสียดสี ประชดประชัน สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทงเป็น 6 ปี ให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา และได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

.
5 คดีชุมนุม – วัตถุระเบิดฯ ที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
เดือนที่ผ่านมา ยังมีคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอื่น ๆ ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง อีกเป็นอย่างน้อย 5 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 116 หนึ่งคดี, คดีพยายามฆ่า-วัตถุระเบิด หนึ่งคดี, คดีชุมนุมทะลุแก๊ซหนึ่งคดี และคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง อีกสองคดี

ศาลจังหวัดอุบลราชธานียกฟ้องในคดีมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของ ทนายแชมป์” ฉัตรชัย แก้วคำปอด และ “ออฟ” วิศรุต สวัสดิ์วร จากเหตุชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลหลักเมืองอุบลฯ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 เห็นว่าเป็นการชุมนุมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ เป็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นตามระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือเกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
นอกจากนั้น ยังมีคดีของ “แดง ชินจัง” หรือยงยุทธ ในข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและวัตถุระเบิด จากเหตุการณ์ระเบิดในที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2557 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าคำสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนไม่ได้มาจากความสมัครใจ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ นับเป็นคดีแรกที่ยกฟ้อง จากทั้งหมด 5 คดีที่เขาถูกกล่าวหา
คดีของ พุฒิพงศ์ สมบุญ ในข้อหา ‘ทำให้เกิดเพลิงไหม้’ ตามมาตรา 220 กรณีชุมนุมของทะลุแก๊สบริเวณดินแดง และเผายางรถยนต์ 2 เส้น เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2565 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีความน่าสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่
อีกสองคดีคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากเหตุชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 เดือนที่ผ่านมามีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสองคดี ได้แก่ “คดีของ 8 นักกิจกรรม” และ “คดีของผู้ชุมนุมทางการเมือง 6 คน” ทั้งสองคดี ศาลแขวงปทุมวันวินิจฉัยในทิศทางเดียวกันว่า เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธหรือความรุนแรง ถือเป็นการใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการติดตามของศูนย์ทนายฯ พบว่ามีคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ และต่อสู้คดีซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องแล้วอย่างน้อย 110 คดี และยังมีคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องอีกเป็นจำนวนอย่างน้อย 73 คดี (ดูสถิติคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ศาลยกฟ้อง-อัยการสั่งไม่ฟ้อง)

.
5 คดี ศาลตัดสินลงโทษ: คดีชุมนุมหน้า ตชด. ลงโทษปรับรวมกว่า 3 แสนบาท – จำคุก 3 ประชาชนตลอดชีวิต ก่อนเหลือคนละ 33 ปี เหตุระเบิดสามย่านมิตรทาวน์
ส่วนคดีชุมนุมอื่น ๆ ที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด จำนวน 5 คดี ได้แก่ ‘คดีของนักกิจกรรม 12 ราย’ กรณีชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มทะลุฟ้าบริเวณหน้า บก.ตชด. ภาค 1 เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 ถูกสั่งฟ้องในข้อหาหลักคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และชุมนุมมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามมาตรา 215 ซึ่งศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 12 คนมีความผิด ลงโทษจำคุกแตกต่างกันไป โดยให้ลงอาญา และยังปรับรวมกัน 311,400 บาท
ถัดมาเป็นคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ “พี” พีรพงศ์ เพิ่มพูล กรณีร่วมกิจกรรมเสวนา “คืนอิสรภาพ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2564 คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 15 วัน และปรับรวม 7,650 บาท โดยให้รอการลงโทษ 1 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนเช่นเดิม
ส่วนคดีของ เจษฎาภรณ์ โพธิ์เพชร ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, มาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อปี 2564 คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 12 เดือน ปรับ 10,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และได้ถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) จากที่เคยถูกติดไว้หลังได้รับประกันตัวชั้นพิจารณาคดี
ถัดมาเป็นคดีของ “คเชนทร์” และ “ขจรศักดิ์” (สงวนนามสกุล) ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และวัตถุระเบิด จากเหตุชุมนุม #ม็อบ30กันยา64 ถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดปิงปอง และระเบิดขวดใส่อาคาร สน.พญาไท และวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกคเชนทร์ 10 ปี 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท และจำคุกขจรศักดิ์ 11 ปี 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท ไม่รอลงอาญา
ทั้งสองคนยังคงถูกขังยาวตั้งแต่หลังฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลามากกว่า 2 ปีแล้ว โดยที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว
สุดท้าย ในคดีของ ณัฐสุต, พรชัย และวีรยุทธ ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จากเหตุระเบิดที่บริเวณหน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ16มกรา64 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกทั้งสามคนตลอดชีวิต ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคงปรับคนละ 666.66 บาท โดยที่ในศาลชั้นต้นนั้น ยกฟ้องทุกข้อหาในส่วนของณัฐสุต อีกสองคนถูกลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 16 เดือน แตกต่างจากแนวคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์อย่างมาก ทั้งต่อมาศาลฎีกายังมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในชั้นฎีกา ทำให้ทั้งสามคนกลายเป็นผู้ต้องขังเพิ่มเติม

.
ศาลจังหวัดธัญบุรีเริ่มไต่สวนการตาย ‘บุ้ง เนติพร’ แล้ว ไต่สวนนัดถัดไป 8-9 ต.ค. นี้
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดธัญบุรีได้เริ่มไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 กรณีที่เนติพรเสียชีวิตระหว่างอยู่ในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567
วันดังกล่าวมีการไต่สวนพยานผู้ร้องไปแล้ว 2 ปาก และยังเหลือพยานผู้ร้องอีก 3 ปาก ศาลนัดไต่สวนต่อไปในวันที่ 8-9 ต.ค. 2568

