26 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีของ ณัฐสุต (สงวนนามสกุล) วัย 24 ปี, พรชัย (สงวนนามสกุล) วัย 28 ปี และ วีรยุทธ (สงวนนามสกุล) วัย 33 ปี ในกรณีเหตุระเบิดที่บริเวณหน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ16มกรา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 ม.ค. 2564
ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องณัฐสุตทุกข้อกล่าวหา ส่วนพรชัยและวีรยุทธพิพากษาว่ามีความผิดฐานทำร้ายเจ้าพนักงานฯ ให้จำคุกคนละ 1 ปี 16 เดือน แต่วันนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามฟ้องทั้งหมด ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปรับคนละ 1,000 บาท ในข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองฯ ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคงปรับคนละ 666.66 บาท
ต่อมาในเวลา 14.53 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งส่งคำร้องประกันตัวระหว่างฎีกา ให้ศาลฎีกาพิจารณา ทำให้ทั้งสามคนจะถูกส่งตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันทีในเย็นวันนี้ระหว่างรอคำสั่ง
.
สำหรับการชุมนุมบริเวณสามย่านมิตรทาวน์เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2564 เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ #ปล่อยเพื่อนเรา คือทีม “การ์ดปลดแอก” 2 ราย ที่ถูกจับกุมระหว่างการจัดกิจกรรม “เขียนป้ายผ้า 112 เมตร” ในช่วงเที่ยง ก่อนที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนได้เข้าควบคุมพื้นที่และจับกุมผู้ร่วมชุมนุมเพิ่มอีก 4 ราย ในระหว่างที่ชุดควบคุมฝูงชนกำลังเดินบนถนนเพื่อเข้าควบคุมพื้นที่ มีรายงานข่าวว่า พบเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นหน้าจามจุรีสแควร์ เกิดควันและประกายไฟ ผู้ร่วมชุมนุมและผู้สื่อข่าวต่างวิ่งเข้าหาที่ปลอดภัย
ต่อมาหลังเหตุการณ์ทั้ง 3 คน ทยอยถูกตำรวจจับกุมตัวตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 28-29 ม.ค. 2564 โดยไม่มีทนายความหรือผู้ไว้วางใจเข้าร่วมในขั้นตอนการจับกุมและสอบสวน ทั้งสามถูกคุมขังระหว่างสอบสวนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลา 1 เดือน 11 วัน ก่อนจะได้รับการประกันตัวในวันที่ 10 มี.ค. 2564
ต่อมาในวันที่ 23 เม.ย. 2564 พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องทั้งสามคนต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ใน 6 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย พยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิด, พาอาวุธไปในเมือง, ร่วมกันครอบครองวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงมีการสืบพยานทั้งสิ้น 5 วัน ระหว่างวันที่ 16-19 ส.ค. และ 1 ก.ย. 2565 โดยมีพยานโจทก์ขึ้นเบิกความทั้งสิ้น 28 ปาก
ย้อนอ่านบันทึกสืบพยานคดีนี้ จับตา! คำพิพากษาคดีปาระเบิดหน้าจามจุรีสแควร์ หลัง 3 จำเลยถูกฟ้อง “พยายามฆ่า จพง.” ทั้งที่ ตร.-ปชช.บาดเจ็บเล็กน้อย
.
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องณัฐสุต ลงโทษพรชัย-วีรยุทธ ในข้อหาหลัก ‘ทำร้ายเจ้าพนักงาน’
เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2565 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องณัฐสุตทุกข้อหา ส่วนพรชัยและวีรยุทธ พิพากษายกฟ้องในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ แต่ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ, พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ฯ, ทำให้เกิดระเบิดฯ, ทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่, พกอาวุธไปในเมืองฯโดยจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุกคนละ 1 ปี 16 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา แต่ทั้งสองคนได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์
.
โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขณะที่จำเลยก็ยื่นอุทธรณ์ระบุ ‘จำเลยไม่มีเจตนาทำร้าย ประทัดยักษ์ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต และผู้เสียหายบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย’
หลังศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2566 พนักงานอัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์จำเลยทั้ง 3 คน โดยสรุปโจทก์อุทธรณ์ดังนี้
ประเด็นที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 : เห็นว่าพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและข้อมูลการใช้โทรศัพท์แสดงให้เห็นถึงการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนของจำเลยทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการก่อเหตุ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน และหากไม่มีจำเลยที่ 1 แผนการขว้างระเบิดจะไม่สำเร็จ
ประเด็นที่ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 2-3 มีเพียงเจตนาทำร้าย ไม่ใช่เจตนาฆ่า: เห็นว่าผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดเบิกความว่าระเบิดดังกล่าวมีอานุภาพสังหารบุคคลได้ในระยะ 5 เมตร หากถูกอวัยวะสำคัญ การที่ผู้เสียหายไม่เสียชีวิตเป็นเพราะสะเก็ดระเบิดไม่ถูกอวัยวะสำคัญ ไม่ใช่เพราะจำเลยไม่มีเจตนาฆ่า
ประเด็นที่ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2-3 ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ : เห็นว่าพยานหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้วัตถุระเบิดขว้างใส่ผู้เสียหายทั้งห้าโดยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามมาตราดังกล่าว
ท้ายอุทธรณ์ โจทก์ได้ขอศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยทั้งสามเต็มตามฟ้องโจทก์
และเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2566 ทนายความยื่นอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และ 3 โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ว่า
จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้าพนักงาน: เนื่องจากวัตถุที่ปาเป็นเพียงประทัดยักษ์ ไม่ใช่วัตถุระเบิดแสวงเครื่อง มีจุดประสงค์เพียงรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่เข้าสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ชุมนุม โดยปาลงบนพื้นถนนด้านล่าง ไม่ได้มีเจตนาปาใส่เจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่น และไม่สามารถมองเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่ในบริเวณนั้น และไม่มีเจตนาที่จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใด
อานุภาพของประทัดยักษ์: จำเลยทั้งสองยืนยันว่าประทัดยักษ์ไม่มีอานุภาพก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย โดยอ้างอิงจากรายงานชันสูตรและการให้การของผู้เสียหายที่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย และการตรวจพิสูจน์สถานที่เกิดเหตุที่ไม่พบร่องรอยความเสียหายรุนแรง อีกทั้งตะปูที่พบในที่เกิดเหตุไม่ใช่ส่วนประกอบของประทัดยักษ์และไม่มีลักษณะที่จะใช้เป็นสะเก็ด
อีกทั้งจำเลยเห็นว่าการแจ้งข้อกล่าวหาอาจเกินกว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากเป็นเรื่องทางการเมืองที่ฝ่ายรัฐพยายามสร้างภาพให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง และหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและไม่ประพฤติเช่นเดิม จึงขอศาลโปรดลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษเพื่อให้โอกาสกลับตัวใช้ชีวิตสุจริตต่อไป
.
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจากยกฟ้อง เป็นจำคุก ‘ณัฐสุต’ ตลอดชีวิต ด้าน ‘พรชัย – วีรยุทธ’ แก้จากทำร้ายร่างกาย เป็นพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุกตลอดชีวิต ก่อนลดโทษ 1 ใน 3
วันนี้ (26 ส.ค. 2568) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 604 ณัฐสุต, พรชัย และ วีรยุทธ เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมด้วยทนายความ นายประกัน เจ้าหน้าที่จากโครงการ Freedom Bridge และสื่ออิสระ โดยมีครอบครัวของพรชัยและวีรยุทธ ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย
เวลา 10.52 น. หลังจากพิจารณาคดีอื่นเสร็จสิ้น ศาลจึงเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ สรุปเป็นใจความสำคัญได้ดังนี้
มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยได้เป็นสองประเด็น
- ประเด็นที่ 1: จำเลยที่ 2-3 (พรชัยและวีรยุทธ) กระทำความผิดมีเจตนาฆ่าหรือไม่
เห็นว่าตามสถานที่เกิดเหตุ ชิ้นส่วนวัตถุระเบิด ตะปู ตัวอย่างภาพเขม่ามาประกอบ ปรากฎว่าเป็นวัตถุระเบิดแรงดันต่ำ ซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์ต้องขออนุญาตต่อกระทรวงกลาโหม จึงไม่ใช่ประทัดยักษ์ตามที่จำเลยที่ 2-3 อุทธรณ์ และกรณีที่ผู้เสียหายที่ 4-5 ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งไม่ได้โดนสะเก็ดระเบิด แต่โดนจากเปลือกระเบิด
เห็นว่าระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดแรงดันต่ำ แต่มีอานุภาพทำลายสูง แต่เพียงไม่โดนสะเก็ดระเบิดโดยตรง เป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายชีวิตได้
การที่จำเลยขับรถขึ้นสะพานไทย – ญี่ปุ่น รอบแรก เพื่อดูลาดเลาเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน แล้วขับรถย้อนศรมาอีกครั้งเพื่อโยนลงตำแหน่งที่หมาย เป็นการเจตนาเล็งเห็นผลว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน และประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงจะถูกสะเก็ดระเบิดตะปูได้รับอันตรายถึงชีวิตได้
จำเลยที่ 2-3 มีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ไม่บรรลุผล เนื่องจากสะเก็ดระเบิดไม่ถูกผู้เสียหายทั้งห้าคนได้รับอันตรายทางกาย ไม่ตายตามเจตนา จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และมีความผิดฐานใช้วัตถุระเบิดฯ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2-3 ฐานร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย
- ประเด็นที่ 2 จำเลยที่ 1 (ณัฐสุต) ร่วมกระทำกับจำเลยที่ 2-3 (พรชัยและวีรยุทธ) หรือไม่
เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปรับจำเลยที่ 2 ที่บ้าน และไปส่งจำเลยที่ 2 บริเวณเชิงสะพานไทย-ญี่ปุ่น จากนั้นจำเลยที่ 2 จึงไปซ้อนท้ายรถจำเลยที่ 3 ในลักษณะพอเหมาะพอเจาะ มิใช่การบังเอิญพบ แสดงให้เห็นว่ามีการนัดหมายกันไว้ แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อก่อเหตุ
จากพยานหลักฐานก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งสามมีการติดต่อกันตลอดมา และจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 จะเอาระเบิดไปขว้างคนเสื้อเหลือง และมีจำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 3 ขับรถได้ดีกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่ติดเลขทะเบียนรถ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การว่าได้โทรหาจำเลยที่ 2 เนื่องจากสงสัยเรื่องระเบิดที่เกิดขึ้น
เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มั่นคงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิด แต่จำเลยที่ 1 ที่ริบรถจักรยานยนต์ไปนั้น ใช้ไปส่งจำเลยที่ 2 ไม่ใช่รถในการกระทำความผิด จึงไม่ริบของกลาง รถของจำเลยที่ 1
.
พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามฟ้องโจทก์ เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมตามความผิด ดังนี้
ในข้อหามีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตฯ ไว้ในครอบครอง ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 38 , มียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครอง ตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และ 42, ทำให้เกิดระเบิดจนอาจเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 221, มีวัตถุระเบิดนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78 และ 55, พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อาญา มาตรา 289 (2) และ (4), พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อาญา มาตรา 289 (4)
เป็นความผิดกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อาญา มาตรา 289 (2) และ (4) จำคุกตลอดชีวิต
ส่วนในข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อาญา มาตรา 371 ลงโทษปรับคนละ 1,000 บาท
เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และคงปรับคนละ 666.66 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่จำเลยที่ 1
ผู้พิพากษาองค์คณะในศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาคดี ได้แก่ สิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์, ศุทธดา วัฒนวิเชียร และ จรรยา สีเจริญ
.
หลังศาลอ่านคำพิพากษา ไม่มีใครพูดอะไรจนเสียงในห้องพิจารณาคดีเงียบลง จำเลยคนหนึ่งก้มหน้าร้องไห้กับคำพิพากษาที่ถูกอ่านเมื่อสักครู่ ครอบครัวที่มาฟังคำพิพากษากอดให้กำลังใจกันและพูดกับจำเลยคนหนึ่งพร้อมกับน้ำตาว่า “ไม่เป็นไรนะ เราสู้มาตั้งเยอะแล้ว สู้กันต่อไปอีก” ก่อนที่ทั้งสามจะร่ำลาครอบครัว และถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวโดยใส่กุญแจมือลงไปที่ห้องเวรชี้ระหว่างรอคำสั่งประกันตัว
ต่อมาในเวลา 14.53 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งส่งคำร้องประกันตัวในระหว่างฎีกาให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ทำให้ทั้งสามคนจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเย็นวันนี้ระหว่างรอคำสั่ง
.
กรณีดังกล่าว ทำให้ปัจจุบัน (26 ส.ค. 2568) มียอดผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 52 รายแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีถึง 27 คน
สำหรับณัฐสุต, พรชัย และวีรยุทธ จำเลยทั้งสามคนถูกดำเนินคดีทางการเมืองในคดีนี้เพียงหนึ่งคดีเท่านั้น โดยยังมีสิทธิต่อสู้คดีในชั้นฎีกา และยังต้องติดตามผลการประกันตัวต่อไป
.
(อัปเดตวันที่ 29 ส.ค. 2568)
ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 27 ส.ค. 2568 ให้ยกคำร้องการประกันตัวจำเลยทั้งสามคน ในระหว่างชั้นฎีกา โดยระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามมีกำหนดคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 666.66 บาท หากอนุญาตปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสามจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสามในระหว่างฎีกา” เป็นผลให้ทั้งสามคนยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่อไป
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
