ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ “พี ทะลุฟ้า” พิธีกรเสวนา “คืนอิสรภาพ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” จำคุก 15 วัน แต่ให้รอลงอาญา

วันที่ 6 ส.ค. 2568 ศาลแขวงพระนครเหนือนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ “พี” พีรพงศ์ เพิ่มพูล นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า กรณีเข้าร่วมกิจกรรมเสวนา “FREE OUR FRIENDS FREE OUR FUTURE คืนอิสรภาพ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2564 คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 15 วัน และปรับรวม 7,650 บาท โดยให้รอการลงโทษ 1 ปี 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าข้อกำหนดห้ามชุมนุมที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชอบด้วยกฎหมาย ออกเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน รักษาความมั่นคงของรัฐ ไม่ได้ออกเพื่อจำกัดสิทธิของบุคคลทางการเมือง

.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2564 กลุ่มทะลุฟ้าได้จัดกิจกรรมบริเวณรั้วเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองในขณะนั้น และเรียกร้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยมีการเสวนาพูดคุยปัญหาจากอดีตผู้ต้องขังคดีมาตรา 112, ทนายความ, นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า และนักศึกษาฝึกงาน นอกจากวงเสวนายังมีกิจกรรมดนตรีและนิทรรศการศิลปะในวันดังกล่าวด้วย

ภายหลัง มีผู้ถูกตำรวจ สน.ประชาชื่น ออกหมายเรียกมาดำเนินคดี 2 ราย ได้แก่ พีรพงศ์ และ “แซน” เยาวชนซึ่งขณะนั้นอายุ 16 ปี ทั้งสองคนทำหน้าที่เป็นพิธีกรงานเสวนา แต่ไม่ได้มีการดำเนินคดีกับผู้จัด หรือผู้เข้าร่วมเสวนาคนอื่น ๆ ทั้งสองถูกแจ้งข้อหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ต่อมาถูกแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ เพิ่มเติมในภายหลัง

ในวันที่ 19 ต.ค. 2565 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีของพีรพงศ์ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ กล่าวว่า ได้ร่วมกับพวกอีก 60 คน รวมตัวมั่วสุมกันจัดกิจกรรมชุมนุม มีผู้เข้าร่วมร้องเพลงและเต้นรำ สลับกับการพูดปราศรัยโดยไม่ได้จัดให้มีมาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามที่ทางราชการกำหนด ไม่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล บางคนไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย อาจเป็นเหตุให้เกิดการแพร่โรค

ในชั้นศาล พีรพงศ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ต่อมาในวันที่ 29 มิ.ย. 2566 ศาลได้พิพากษาลงโทษในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 20 วัน ปรับ 10,000 บาท ส่วน พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ปรับ 200 บาท ก่อน ลดโทษหนึ่งในสาม เพราะให้การเป็นประโยชน์ เหลือจำคุก 15 วัน และปรับรวม 7,650 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้เป็นเวลา 1 ปี ต่อมาฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา

.

วันนี้ (6 ส.ค. 2568) เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 14 ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดีและอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้

จากการสืบพยาน ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2564 จำเลยเข้าร่วมและเป็นพิธีกรในการชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้า ซึ่งจัดขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 เนื่องจากผู้ชุมนุมจำนวนมากไม่สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างไม่เพียงพอและไม่มีมาตรการคัดกรองโรค 

แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น…” และมาตรา 44 วรรคสอง วางหลักว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย…” และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 39, 41 และ 45 ระบุถึง “เหตุจำกัดสิทธิในการชุมนุมโดยสงบสามารถกระทำได้เพื่อประโยชน์ความมั่นคงแห่งชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ…” 

การคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ จะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าการชุมนุมก่ออันตรายต่อความปลอดภัยด้านชีวิตและร่างกายของบุคคล และในกรณีที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อและการรวมกลุ่มกันอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงอย่างมาก เมื่อสถานการณ์ด้านสุขอนามัยในระหว่างชุมนุมอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อสาธารณชนและต่อตัวผู้ชุมนุมเอง ย่อมสามารถจำกัดสิทธิในการชุมนุมโดยสงบเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยด้านสาธารณสุขได้ โดยเหตุจำกัดนั้นต้องถูกกำหนดโดยกฎหมาย 

รัฐอาจบังคับใช้กฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ ในกรณีที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้ออย่างร้ายแรง เพื่อคุ้มครองชีวิตและสุขภาพร่างกายของประชาชนได้ อันเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะและสาธารณสุข

เห็นได้จากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ (ถึงคราวที่ 14) ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะมีการแพร่การระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

ในห้วงเวลาที่เกิดเหตุ แม้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังคงมีการระบาดมากทั้งในและต่างประเทศ สามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว การผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ จึงต้องดำเนินอย่างรัดกุมโดยได้รับความร่วมมือของทุกภาคส่วน จึงจำเป็นต้องคงไว้ซึ่งมาตรการการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุขของชาติและชีวิตประชาชน

ด้วยเหตุนี้ ในห้วงเวลาเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 ให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไป 

แม้ในวันที่ 21 ต.ค. 2564 นายกรัฐมนตรีจะได้ออกข้อกำหนดตามมาตรา 9  แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 36) เพื่อกำหนดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวและปรับเปลี่ยนข้อห้ามบางประการ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวเริ่มมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 พ.ย. 2564 เป็นต้นไป ยังไม่มีผลใช้บังคับในวันเกิดเหตุ ต้องถือว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงมีอยู่

ประกอบกับจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า จำเลยทราบว่าในวันเกิดเหตุ เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการชุมนุมทำให้มีโอกาสเกิดการแพร่โรคได้ 

ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนด ห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคและหัวหน้าผู้รับผิดชอบการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ออกประกาศห้ามการชุมนุม ห้ามการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค เว้นแต่ได้รับอนุญาต เพื่อควบคุมและป้องกันมิให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน ตลอดจนแผนการฟื้นฟูประเทศที่จะเกิดขึ้นต่อไปตามข้อกำหนด

การออกข้อกำหนดจึงเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จำกัดสิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ เพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชนและผู้ชุมนุมเอง รักษาความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อการคุ้มครองด้านสาธารณสุข เพราะในระหว่างการชุมนุมอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อสาธารณชนหรือต่อตัวผู้ชุมนุมเอง หากเกิดการแพร่กระจายเชื้อโรคต่อไป ประชาชนโดยรวมย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย และข้อกำหนดมีความชัดเจนเพียงพอที่จะปฏิบัติได้ และไม่ใช่การใช้อำนาจอย่างไร้ขีดจำกัดเพื่อจำกัดสิทธิของบุคคลทางการเมือง

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ศาลอุทธรณ์มีความเห็นพ้องต้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

.

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง >>> สถิติคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ศาลยกฟ้อง-อัยการสั่งไม่ฟ้อง

X