6 ส.ค. 2568 เวลา 09.30 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาในคดีของนักกิจกรรมรวม 12 ราย ที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ชุมนุมมั่วสุม ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามมาตรา 215 จากกรณีชุมนุมรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มทะลุฟ้าและประชาชน บริเวณหน้ากองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จังหวัดปทุมธานี (บก.ตชด. ภาค 1) เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564
จำเลยในคดีนี้ ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ (จำเลยที่ 1), ณัฐชนน ไพโรจน์ (จำเลยที่ 2), ปนัดดา ศิริมาศกูล หรือ “ต๋ง ทะลุฟ้า” (จำเลยที่ 3), “ไมค์” ภานุพงศ์ จาดนอก (จำเลยที่ 4), “ปูน” ธนพัฒน์ (จำเลยที่ 5), “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี (จำเลยที่ 6), “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ (จำเลยที่ 7), สิริชัย นาถึง (จำเลยที่ 8), แซม สาแมท (จำเลยที่ 9), ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (จำเลยที่ 10), เบนจา อะปัญ (จำเลยที่ 11) และวรวรรณ แซ่อั้ง หรือ “ป้าเป้า” (จำเลยที่ 12)
.
ศาลพิพากษาเห็นว่าไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ม.215
วันนี้ (6 ส.ค. 2568) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 มีจำเลยทั้ง 9 คน ได้แก่ ณัฐชนน, ปนัดดา, ธนพัฒน์, พรหมศร, ธัชพงศ์, สิริชัย, แซม, เบนจา, วรวรรณ ทยอยเดินทางมาศาล พร้อมกับทนายความและนายประกัน
จากนั้นก่อนศาลจะเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยแจ้งว่าในคดีนี้ ศาลได้ออกหมายจับให้พริษฐ์, ปนัสยา และภานุพงศ์ มาสืบพยาน ไม่ใช่การฟังคำพิพากษา จึงอาจต้องออกหมายจับเพื่อมาฟังคำพิพากษาก่อน ทนายจึงแถลงต่อศาลว่าสามารถอ่านคำพิพากษาวันนี้ได้หรือไม่ ตามที่ออกหมายจับจำเลยทั้งสามไปแล้วในวันสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 172 ทวิ/1 วรรคหนึ่ง ศาลจึงไปหารือกับผู้บริหารศาล ประมาณ 40 นาที จากนั้นจึงลงบัลลังก์มาอ่านคำพิพากษา
เวลา 11.30 น. ศาลขานชื่อเรียกจำเลยทีละคน และเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยสรุปเห็นว่าจำเลยปราศรัยชักจูงให้คนมาร่วมชุมนุม การจราจรติดขัด และไม่สะดวกต่อการใช้รถใช้ถนน การที่จำเลยทั้ง 12 มาชุมนุมทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ จึงมีความผิดตามมาตรา 215 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 215 วรรคสาม
อีกทั้งยังเป็นการชุมนุมที่ผิดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ส่วนจำเลยที่ 1-7 ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 2 และ 8 ใช้สีสเปรย์และจำเลยที่ 9 ใช้ถังสีสาดใส่เจ้าหน้าที่ คฝ. นั้นเป็นความผิดตามมาตรา 296 ประกอบ 289 (2) และมาตรา 358 ให้ริบของกลาง
เห็นว่าจำเลยทั้งหมดมีความผิดต่างกรรมและวาระกัน โดยมีคำพิพากษาลงโทษ ดังนี้
จำเลยที่ 1 (พริษฐ์) มีความผิดตามมาตรา 215 วรรคสาม, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ
ความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ในฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นผู้สั่งการ และฐานจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ จำคุก 2 ปี, ฐานจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค จำคุก 6 เดือน และข้อหาตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียง ปรับ 200 บาท รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่น ไม่ปรากฎว่ามีคำพิพากษาออกมาแล้วหรือไม่ คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก
จำเลยที่ 2 (ณัฐชนน) มีความผิดตามมาตรา 215 วรรคหนึ่, มาตรา 296 ประกอบ 289(2), มาตรา 358, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียง
ความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง กับฐานจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท, ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานฯ จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท, ฐานทำให้เสียทรัพย์ฯ จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท, ฐานจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และข้อหาตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียง ปรับ 200 บาท รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน ปรับ 50,200 บาท
จำเลยที่ 3-7 (ปนัดดา, ภานุพงศ์, ธนพัฒน์, พรหมศร, ธัชพงศ์) มีความผิดตามมาตรา 215 วรรคหนึ่ง, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ
ความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท, ฐานจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท, และข้อหาตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียง ปรับ 200 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี 12 เดือน ปรับคนละ 20,200 บาท
จำเลยที่ 8-9 (สิริชัย, แซม สาแมท) มีความผิดตามมาตรา 296 ประกอบ 289 (2), มาตรา 358, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท, ฐานทำร้ายเจ้าพนักงานฯ จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท, ฐานทำให้เสียทรัพย์จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 10,000 บาท, ฐานร่วมกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี 12 เดือน ปรับคนละ 50,000 บาท
จำเลยที่ 10-12 (ปนัสยา, เบนจา, วรวรรณ) มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ
ความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท, ฐานร่วมกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 เดือน ปรับคนละ 20,000 บาท
.
โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ไม่รอลงอาญา ส่วนโทษจำคุกจำเลยที่ 2-12 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษมาก่อน และลักษณะไม่ใช่หัวหน้าสั่งการ ให้โอกาสกับตนเป็นพลเมืองดี
สรุปแล้ว จำเลยที่ 1 (พริษฐ์) จำคุกรวม 2 ปี 6 เดือน ปรับ 200 บาท ไม่รอลงอาญา, จำเลยที่ 2 (ณัฐชนน) จำคุกรวม 2 ปี 12 เดือน ปรับ 50,200 บาท, จำเลยที่ 3-7 (ปนัดดา, ภานุพงศ์, ธนพัฒน์, พรหมศร, ธัชพงศ์) จำคุกคนละ 12 เดือน ปรับคนละ 20,200 บาท, จำเลยที่ 8-9 (สิริชัย, แซม) จำคุกคนละ 2 ปี 12 เดือน ปรับคนละ 50,000 บาท, จำเลยที่ 10-12 (ปนัสยา, เบนจา, วรวรรณ) จำคุกคนละ 12 เดือน ปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2-12 ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี
สำหรับโทษปรับจากคำพิพากษาในคดีนี้รวมแล้วเป็นเงิน 311,400 บาท
.
หลังอ่านคำพิพากษา ณัฐชนน, ปนัดดา, ธนพัฒน์, พรหมศร, ธัชพงศ์, สิริชัย, แซม, เบนจา และวรวรรณ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวลงไปบริเวณห้องควบคุมตัวใต้ถุนศาล ระหว่างรอชำระเงินค่าปรับและหักลบวันขังที่แต่ละคนเคยถูกคุมขังในชั้นสอบสวน เนื่องจากติดพักเที่ยงของราชการ
หลังจากคำนวณหักลบวันขังแล้ว เหลือจ่ายค่าปรับเฉพาะจำเลยที่เดินทางมาศาล รวมแล้วเป็นเงิน 183,500 บาท โดยแต่ละคนคงเหลือจ่ายค่าปรับดังนี้
- จำเลยที่ 2 (ณัฐชนน) เหลือปรับ 31,200 บาท (ถูกขัง 38 วัน ระหว่าง 8 ส.ค. – 14 ก.ย. 2564)
- จำเลยที่ 3 (ปนัดดา) เหลือปรับ 11,200 บาท (ถูกขัง 18 วัน ระหว่าง 9 ส.ค. – 26 ส.ค. 2564)
- จำเลยที่ 5 (ธนพัฒน์) เหลือปรับ 17,700 บาท (ถูกขัง 5 วัน ระหว่าง 9 – 13 ส.ค. 2564)
- จำเลยที่ 6 (พรหมศร) เหลือปรับ 1,200 บาท (ถูกขัง 38 วัน ระหว่าง 8 ส.ค. – 14 ก.ย. 2564)
- จำเลยที่ 7 (ธัชพงศ์) เหลือปรับ 1,700 บาท (ถูกขัง 37 วัน ระหว่าง 9 ส.ค. – 14 ก.ย. 2564)
- จำเลยที่ 8 (สิริชัย) เหลือปรับ 40,500 บาท (ถูกขัง 19 วัน ระหว่าง 8-26 สค 2564)
- จำเลยที่ 9 (แซม) เหลือปรับ 40,000 บาท (ถูกขัง 20 วัน ระหว่าง 7-26 ส.ค. 2564)
- จำเลยที่ 11, 12 (เบนจา, วรวรรณ) คงปรับคนละ 20,000 บาท (ไม่เคยถูกขัง)
ในช่วงบ่าย หลังชำระค่าปรับเสร็จสิ้น ทั้ง 9 คน จึงได้ออกจากห้องควบคุมตัวและแยกย้ายเดินทางกลับบ้าน
.
การชุมนุมจากเหตุเดียวกันอีกคดี ศาลเคยยกฟ้อง เห็นว่าชุมนุมโดยสงบ ไม่เสี่ยงต่อโรค
สำหรับเหตุในคดีนี้ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 มีการชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มทะลุฟ้าที่บริเวณหน้า บก.ตชด. ภาค 1 หลังสมาชิกกลุ่มและประชาชน รวม 32 ราย ถูกจับกุมจากการรวมตัวกันทำกิจกรรม “ปล่อยเพื่อนเรามา คืนประชาธิปไตย” ที่หน้าสโมสรตำรวจ พบว่าในวันดังกล่าวมีการสาดสีแดงและพ่นสีสเปรย์ใส่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่จัดกำลังมาบริเวณดังกล่าวขณะชุมนุมด้วย
จากเหตุการณ์เดียวกันนี้ ก่อนหน้านี้มีคดีของ 4 นักกิจกรรม-นักศึกษา (ปัณณพัทธ์ จันทนางกูล, ชนินทร์ วงษ์ศรี, ชลธิศ โชติสวัสดิ์ และวัชรากร ไชยแก้ว) ที่ถูกสั่งฟ้องที่ศาลจังหวัดธัญบุรีเช่นเดียวกัน ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา และคดีสิ้นสุดไปแล้ว
คดีดังกล่าว ศาลเห็นว่าเห็นว่าจำเลยชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่แออัด ผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้มีจำนวนมาก ไม่ถึงขนาดทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพบผู้ติดเชื้อหลังการชุมนุมแต่อย่างใด การชุมนุมยังเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ถูกรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ โดยรวมแนวคำวินิจฉัยต่างจากคดีที่มีคำพิพากษาในวันนี้
ทั้งนี้ การลงโทษจำคุกในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถึง 6 เดือน แม้ให้รอลงอาญา ยังถือว่าค่อนข้างกำหนดโทษสูงกว่าแนวโน้มคดีข้อหานี้ ที่มีเหตุจากการชุมนุมทางการเมืองในกรณีอื่น ๆ ด้วย โดยแนวโน้มส่วนใหญ่ ในคดีที่ศาลเห็นว่ามีความผิด ลงโทษปรับเป็นหลัก
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
